Friday, 5 June 2026
GoodVoice

‘นักวิชาการ มธ.’ เชื่อต่างชาติเมินแลกเงินดิจิทัลเป็น ‘บาท’ แนะทำ ‘Blockchain Analytics’ ป้องกันฟอกเงินดีกว่า

'นักวิชาการธรรมศาสตร์' เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สนใจแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท ตาม 'โครงการ TouristDigiPay' เหตุทุกวันนี้ใช้คริปโต-บิทคอยน์ซื้อสินค้าโดยตรงได้ ชี้รัฐบาลเพียงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมทรัพย์สินดิจิทัลเพราะเป็นเทรนด์อนาคต ทว่า ธปท. อาจสูญเสียอำนาจ แนะรัฐควรแก้ปัญหาการ 'ฟอกเงิน' จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มี KYC ด้วย Blockchain Analytics เพื่อติดตาม-ตรวจจับ-ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ดีกว่า

จากกรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถแปลงมาเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเงินบาทนั้นจะถูกโอนเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อนำไปใช้ชำระเงินตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะดำเนินการทดสอบในพื้นที่ Sandbox เป็นระยะเวลา 18 เดือน 

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ TouristDigiPay ของรัฐบาลเป็นเพียงการสร้างสีสันและค่อยๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะโครงการนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจเข้าร่วม และไม่เข้าใจและมองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีการจัดทำพื้นที่ Sandbox ด้วยเหตุผลอะไร นั่นเพราะในสถานการณ์ความเป็นจริง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชนทั่วไปสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ ฯลฯ เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงได้อยู่แล้ว ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยต่างๆ และไม่มีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 อยู่แล้ว

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ได้ระบุหลักการที่สำคัญแต่เพียงว่าห้ามมิให้มีการพิมพ์เงินเป็นของตนเองและเงินบาทนั้นเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย กล่าวคือหากต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ก็จะต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่สามารถชำระด้วยเงินสกุลอื่นได้ และการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อไม่มีความผิดตามกฎหมาย ก็ไม่เป็นจำต้องแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างให้มีความพิเศษหรือยืดหยุ่นสำหรับการทดลองใช้งาน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องมีการทำ Sandbox นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในไทย เช่น ร้านลิ้มเหล่าโหงว ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าแรกในประเทศไทยที่รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์เป็นตัวอย่างอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงการซื้อคอนโดบางแห่งก็สามารถชำระได้ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน 

มากไปกว่านั้น กระบวนการขั้นตอนที่ชาวต่างชาติจะแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นเงินบาทได้ก็มีความซับซ้อนหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้บริการ (Know Your Customer: KYC) เมื่อได้เงินบาทมาแล้วชาวต่างชาติจะต้องไปสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่มีให้บริการในไทย เช่น TrueMoney Wallet, ShopeePay, Rabbit LINE Pay หรือบัตรเติมเงินของธนาคารต่างๆ และจะต้องยืนยันตัวตน KYC อีกรอบ เพื่อโอนเงินบาทเข้าสู่ e-Money จึงจะสามารถซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้

“จากขั้นตอนทั้งหมดที่พูดมา ขอถามจริงๆ ว่าจะมีต่างชาติสักกี่คนที่ยอมทำ ส่วนตัวค่อนข้างมีความเชื่อมั่นว่าคงไม่มีต่างชาติคนไหนทำ เพราะพวกเขามีคริปโท มีบิทคอยน์อยู่ในกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ E-wallet ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet ซึ่งเป็นแอปที่ใช้กันในระดับสากล ที่ไม่จำเป็นต้องทำ KYC ก็สามารถเดินไปซื้อของจากร้านที่เขารับสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแลกเงินบาท ไม่ต้องไปสมัคร e-Money ให้ยุ่งยาก แล้วผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหล่านี้ เขาก็แค่สมัครแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet เช่นกัน เพื่อรับคริปโทหรือบิทคอยน์จากชาวต่างชาติ และร้านค้าก็สามารถนำไปแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีแค่ขั้นตอนนี้เท่านั้นที่จะต้องมีการทำ KYC” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ กระบวนการที่เชื่อกันว่าจะมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทจึงจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรทำมากกว่าคือการหาหนทางแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน เพราะการใช้แอปพลิเคชัน MetaMask Wallet และ Trust Wallet ที่ไม่มีขั้นตอนการทำ KYC ทำให้ไม่เห็นตัวตนผู้ใช้งาน ยากแก่การกำกับติดตาม และนี่คือปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศโครงการ TouristDigiPay หรือไม่

มากไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของอนาคตที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากในวันข้างหน้าประเทศไทยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักแทนเงินบาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รู้สึกกังวลยิ่งกว่าปัญหาการฟอกเงิน ก็คือการสูญเสียบทบาทในการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท. ทั้งการควบคุมอัตราดอกเบี้ย การควบคุมเงินเฟ้อ จากความเสี่ยงที่เงินบาทอาจไม่ได้เป็นสื่อหลักในการชำระเงินของประเทศอีกต่อไป ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอำนาจของเงินบาทและอำนาจของ ธปท. จะหายไปโดยอัตโนมัติ

“มันถึงเวลาที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินของไทยจะต้องเตรียมการรับมืออย่างจริงจัง ณ วันนี้ประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างสิงคโปร์ ดูไบ ฯลฯ ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า Blockchain Analytics ทั้งหมด เพื่อการติดตามการไหลของสินทรัพย์ การตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย และการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ ส่วนตัวคิดว่ากลไกอันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแบงก์ชาติ หรือ ปปง. ควรจะหันมาให้ความสนใจไว้บ้างแล้ว ดังนั้นการที่รัฐมนตรีคลังได้ออกมาประกาศโครงการนี้ก็ถือเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องตื่นตัวมากขึ้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ปตท. คว้าอันดับ 1 มูลค่าแบรนด์สูงสุดในไทย 5 ปีซ้อน สะท้อนความแข็งแกร่งพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (ตั้งแต่ปี 2021-2025) จาก Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์ 9.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 11 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” โดยเน้นธุรกิจ Hydrocarbon สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ อาทิ แสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ LNG มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ตลอดจนปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่เร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในกลุ่ม ปตท. พร้อมยกระดับ Operational Excellence นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างการเติบโตควบคู่กับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) พัฒนา CCS Hub Model และแสวงหาโอกาสในธุรกิจไฮโดรเจนสำหรับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับในประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย

• แบรนด์ที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืนอยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก โดยมีค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืนที่ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

• แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในกลุ่มธุรกิจ Oil&Gas และเป็นแบรนด์จากไทยเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่ใน 50 อันดับแบรนด์ Oil&Gas แรกของโลก

• ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ติดอันดับ 4 ใน Energy Brand Guardians 2025 จากการจัดอันดับผู้นำองค์กรด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาว บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล

Mr. Alex Haigh, Managing Director, Brand Finance Asia Pacific กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย ปตท. แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภาคพลังงานแล้ว ยังมุ่งมั่นสร้างความสมดุลทางพลังงานใน 3 มิติ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ความเสมอภาค ในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายในภาพกว้างของประเทศ ทั้งการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Brand Finance ใช้หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในแต่ละปีจะจัดอันดับแบรนด์ในอุตสาหกรรมและประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปตท. ที่มี ผลการดำเนินงานเป็นเลิศในทุกมิติ มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนในระดับสากล

‘พีระพันธุ์’ เผย กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อมเร่งเจรจาปรับราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มเอกชน อิงราคาของ กฟผ.

กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อม มาตรการสำคัญด้านพลังงาน แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน -ขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง – บริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ – ลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย - กำหนดราคาขายไฟเพื่อนบ้าน – ยกเลิกแผนแยก SO

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังต่อไปนี้

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2566 – 2573 (การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ) โดยมีมติ ดังนี้ (1) โครงการพลังงานลม เนื่องจากการอ้างอิงราคาที่ กฟผ. ดำเนินการมีราคาที่สูงกว่าอัตรา FIT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ จึงให้ดำเนินการในขั้นตอนของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป และให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบเวลาในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และ ขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 และ (2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มอบหมายให้ กกพ. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ สนพ. ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้ากับผู้ประกอบการเอกชนที่ กกพ. ประกาศรายชื่อ และให้ กฟผ. พิจารณาเสนออัตราค่าไฟฟ้าสำหรับใช้เจรจาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยอ้างอิงราคาโครงการ Solar Floating ที่กฟผ. ได้ดำเนินการ และปรับเพิ่มสมมติฐานให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ กพช. มีมติ และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับเงื่อนไขสัญญาและขยาย SCOD เช่นเดียวกันกับโครงการพลังงานลมเพื่อใช้สำหรับการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการที่ปรับลดราคาลงตามการเจรจา ทั้งนี้ สำหรับโครงการที่ไม่ปรับลดราคาตามการเจรจาให้รายผลให้ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ การขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ การขยายอายุการเดินเครื่องครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ประมาณ 28,358 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำเรื่องดังกล่าวบรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งได้เห็นชอบ แนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อทดแทนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 โดยกำหนดให้ (1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) และ (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 พร้อมเลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 

โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว (ไม่จ่ายไฟเข้าระบบ) ระหว่างการปรับปรุงในช่วงปี 2569–2574 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และลดผลกระทบค่าไฟฟ้าต่อประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถลดค่า Ft ได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลงราว 9,566 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ กฟผ. เสนอเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนพ. บรรจุแนวทางดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ต่อไป

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ โดยให้ชำระค่าไฟฟ้าไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าที่ กกพ ประกาศ เรียกเก็บตามรอบ Ft ในแต่ละรอบโดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งในงวดเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 อยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ทั้งนี้ มอบหมาย สนพ. และ กกพ. พิจารณาทบทวนการกำหนดช่วงการใช้ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิส่วนลดให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อคงวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการอุดหนุนเกินจำเป็น 

ทั้งนี้ให้ สนพ. และ กกพ.พิจารณาปริมาณหน่วยการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบ้านพักอาศัยที่ควรต้องชำระค่าไฟฟ้าสูงกว่าอัตราที่ กกพ.ประกาศในแต่ละรอบตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ว่าควรมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงไม่เกินเดือนละกี่หน่วย และปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินปริมาณหน่วยขั้นสูงนั้นจะคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าเท่าใด โดยให้นำผลการพิจารณาไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยให้ กฟภ. และ กฟน. รับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ กฟผ. และ กฟภ. กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช. ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายให้ประชาชนภายในประเทศ ทั้งนี้ กพช. ยังได้มอบหมายให้ กฟผ. และ กฟภ. ร่วมกันศึกษาแนวทางการกำหนดราคาที่เหมาะสม และนำเสนอต่อ กพช. ต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้ติดตาม ความคืบหน้าประเด็นการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator: SO) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 กพช. เคยมีมติให้แยก SO ออกมาเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เป็นอิสระจาก กฟผ. อย่างไรก็ตาม พบว่า SO ภายใต้ กฟผ. (Ring Fenced) เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยในรูปแบบ ESB (Enhance Single Buyer) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคง ที่ประชุมจึงมีมติ ยกเลิกมติเดิมของ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้แยก SO เป็นนิติบุคคลออกจาก กฟผ.

และที่ประชุมยังได้มีมติ รับทราบผลโครงการนำร่อง Demand Response (DR) ปี 2565–2566 และมีมติเห็นชอบแนวทางพัฒนามาตรการ DR ดังนี้ (1) ให้ดำเนินโครงการ DR ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วม และพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย DR จะช่วยลดการสร้างหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในบางช่วง ลดการนำเข้า LNG และสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ (2) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข อัตราค่าตอบแทน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยอัตราค่าตอบแทนต้องไม่สูงกว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าหรือไฟฟ้าจาก LNG เพื่อช่วยลดค่าไฟโดยรวมของประเทศ และ (3) มอบหมายให้ กบง. .ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการสั่งเรียกมาตรการ DR ตามเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ตามเป้าหมายรายปีในแผน PDP ฉบับใหม่เข้าในค่าไฟฟ้าฐานต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุม กพช.ได้รับทราบการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 การบริหารจัดการ Pool Gas ของประเทศ (Pool Manager) ว่าได้ดำเนินการแยก Pool manager เป็นอิสระจาก ปตท. (Ring Fenced) แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแยก Pool manager เป็นนิติบุคคล

‘EGAT - MEA - PEA’ ผนึกกำลังชูอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน ในงาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025

ไฮไลต์นวัตกรรม: ขึงสายไฟแรงสูงไม่ดับไฟ - AI โซลาร์ฟาร์ม - ยานใต้น้ำดูแลโซลาร์ลอยน้ำ

ถ้าเอ่ยถึง 'ไฟฟ้า' หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว อยู่ในมือของวิศวกรและนักวิจัย แต่ความจริงแล้วทุกนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ล้วนสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงของแสงสว่างในห้อง การชาร์จมือถือที่ไม่เคยสะดุด หรือแม้แต่พลังงานสะอาดที่เราหวังพึ่งพาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

งาน “Show and Share Innovation for the Better Life 2025” ที่จัดขึ้นโดย 3 การไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงไม่ใช่แค่เวทีแสดงผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของความพยายามครั้งใหญ่ ในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมพลังงานยุคดิจิทัลและคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศของการพบปะ แลกเปลี่ยน และการนำเสนอผลงานที่น่าสนใจจากทั้งสามหน่วยงาน ทั้งนิทรรศการ การเสวนาจากผู้นำทัพด้านนวัตกรรมขององค์กร ไปจนถึงการโชว์เคสเทคโนโลยีไฟฟ้าที่ไม่เคยเปิดเผยในวงกว้างมาก่อน เสมือนเป็น “เวทีเปิดบ้าน” ของคนทำงานไฟฟ้า ที่ครั้งนี้ตั้งใจเล่าให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้นว่าพลังงานกับนวัตกรรมมีบทบาทอย่างไรกับชีวิตประจำวัน

นวัตกรรมแรกที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้า 115-230 เควี (Innovation for stringing high voltage transmission line across 115-230 kV electricity equipment) ลองนึกภาพว่า หากต้องซ่อมหรือขึงสายไฟแรงสูงในสถานีไฟฟ้า สิ่งที่ตามมาคือ “ต้องดับไฟก่อน” ใช่ไหม? แต่การดับไฟแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะกับภาคครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจโดยรวม

ทีมงานของ EGAT จึงคิดค้นเทคนิคใหม่ในการ ขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115–230 เควี โดยไม่ต้องดับไฟ พูดง่าย ๆ คือสายไฟเส้นใหม่ถูกดึงผ่านอุปกรณ์ที่ยังจ่ายกระแสไฟอยู่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยการใช้โปรแกรมคำนวณเฉพาะที่พัฒนาเอง และหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกลเข้ามาช่วย

ผลลัพธ์คือไม่ต้องหยุดจ่ายไฟแม้แต่วินาทีเดียว ลดความเสี่ยง ลดการสูญเสียไฟฟ้าที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 31 ล้านบาทต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือประชาชนไม่ต้องเผชิญกับไฟดับให้เสียหายหรือลำบากเลย นับเป็นนวัตกรรมที่สร้างทั้ง ความต่อเนื่องและความมั่นคง ให้กับระบบไฟฟ้าไทย

มาต่อกันที่เรื่องของพลังงานหมุนเวียนกับนวัตกรรมการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอากาศยานไร้คนขับ (LEVERAGING AI TECHNOLOGY TO UAV INSPECTION FOR SOLAR FARM) ท่ามกลางเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 พลังงานแสงอาทิตย์ถูกมองว่าเป็นความหวังสำคัญ แต่เบื้องหลังการดูแลโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ไม่ง่ายเลยเพราะแผงแต่ละแผ่นอาจมีจุดบกพร่อง ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

EGAT จึงพัฒนา แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ด้วยโดรนและ AI โดยโดรนจะบินตรวจสอบแผงเป็นโซน ๆ เก็บภาพถ่ายความร้อน (IR Camera) แล้ว AI จะวิเคราะห์หาความผิดปกติทันที พร้อมระบุตำแหน่งพิกัด GPS และออกเป็นรายงานอัตโนมัติ

ฟังดูเหมือนงานวิจัย แต่ผลที่ได้จับต้องได้มาก เช่น ลดเวลาการตรวจสอบจาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 40 นาที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ EGAT ได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี และยังต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ ให้บริการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้ด้วย

และเมื่อต้องพูดถึงโซลาร์ฟาร์มที่กำลังเติบโตบนผืนน้ำของไทย ปัญหาสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตรวจสอบใต้น้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตนักประดาน้ำ นี่จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ (Unmanned Underwater Vehicles for Monitoring the Hydro-Floating Solar) อีกหนึ่งความท้าทายใหม่ของไทยคือ “โซลาร์ลอยน้ำ” บนเขื่อนต่าง ๆ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่การตรวจสอบแผงและทุ่นลอยน้ำใต้น้ำ ต้องอาศัยนักประดาน้ำที่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในพื้นที่แคบและอันตราย

จึงมีแนวคิด ยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ที่สามารถลงไปสำรวจได้ลึกถึง 30 เมตร และระยะไกลถึง 200 เมตร พร้อมไฟส่องสว่างและกล้องถ่ายทอดสดใต้น้ำแบบเรียลไทม์

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงให้นักประดาน้ำ แต่ยังเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการบำรุงรักษา ที่สำคัญ ยานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการยื่นอนุสิทธิบัตร และจะถูกนำไปใช้จริงกับโครงการโซลาร์ลอยน้ำตามเขื่อนใหญ่ ๆ ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

สามนวัตกรรมที่เล่ามา อาจฟังดูต่างกัน แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ “สร้างไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และปลอดภัยยิ่งขึ้น” เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำที่โลกกำลังมุ่งไป

งาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025 ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การอวดผลงานวิจัย แต่เป็นการยืนยันว่า เราพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอเพียง แต่ยังเป็นไฟฟ้าที่สะท้อนถึงอนาคตที่ยั่งยืน

‘สุริยะ’ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียว ‘รถไฟทางคู่เฟส 2-มอเตอร์เวย์นครปฐม’ 3.58 แสนล้าน

(23 ส.ค. 68) กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียวโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 และมอเตอร์เวย์นครปฐม พร้อมเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างภายในปีงบประมาณ 2569

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 6 โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เข้าครม. วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท โดยเริ่มนำร่อง 3 เส้นทาง ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี และ สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา

อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือ มอเตอร์เวย์หมายเลข 8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

สุริยะกำชับกรมทางหลวงเร่งเปิดประมูล 2 โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว ได้แก่ ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) วงเงิน 31,358 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (M9) วงแหวนรอบนอกตอนบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท

เชียงใหม่-เกษตรฯ ยกระดับกาแฟไทย สู่การบรรลุเป้าหมาย 1,000 ไร่ ในปี 2570

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จัดงาน “กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่า
ให้โลก” ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้การผลิตกาแฟภาคเหนือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางการผลิต การวิจัย การพัฒนา การตลาด และบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้และเป็นธรรม

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเปิดงานฯ ว่า การยกระดับกาแฟไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้มองแค่การผลิต แต่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่สูง เข้าถึงโอกาส เข้าถึงตลาด และเป็นเจ้าของอนาคตของตนเองได้ ที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน 

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม กว่า 36 หน่วยงาน ซึ่งการขับเคลื่อนภายใต้กรอบ MOU จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นการสนับสนุนต้นกาแฟคุณภาพพันธุ์อะราบิกา กว่า 66,900 ต้น พร้อมองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้ 

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นอีกหนึ่ง
โอกาสสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มและอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นพื้นที่
ปลูกกาแฟแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเกษตรกรจะได้ร่วมเรียนรู้การเพาะกล้ากาแฟ
การจัดการดินสำหรับการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง การบริหารจัดการศัตรูกาแฟ เช่น มอดเจาะเมล็ดกาแฟ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพกาแฟ ร่วมถึงการองค์ความรู้เสริมต่างๆ เช่น หลักสูตรนักชงกาแฟบาริสต้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ รวมถึงหลักสูตรการตลาดต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น 

ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศยังไม่เพียงพอ ปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงถึง 96,794 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15 เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูล
การพยากรณ์ผลผลิต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า เนื้อที่ปลูกกาแฟอะราบิกา
ที่ให้ผลผลิตมีจำนวน 119,607 ไร่ ให้ผลผลิต (สาร) 10,606 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 89 กิโลกรัมต่อไร่ 
ส่วนกาแฟโรบัสตา มีเนื้อที่ให้ผลผลิต 75,396 ไร่ ผลผลิต (สาร) 5,649 ตัน หรือเฉลี่ย 75 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งยังต่ำกว่าความต้องการของบริโภคในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การยกระดับกาแฟไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตร 

ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนากาแฟ จึงต้องตอบโจทย์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการเผาในพื้นที่เกษตร ก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับ กิจกรรมในวันนี้ นับเป็นก้าวแรกในการสำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ ในการยกระดับกาแฟ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคขับเคลื่อนยกระดับกาแฟไทยร่วมกันโดยมีเกษตรกร
เป็นศูนย์กลาง และมีระบบที่ชัดเจนในการตรวจสอบย้อนกลับจากแหล่งปลูกคุณภาพได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลพื้นที่ปลูกกาแฟและฐานข้อมูลผู้ผลิต ซึ่งเป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐานสากล ลดข้อบกพร่อง (Defect) ของเมล็ดกาแฟ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ทั้งในและต่างประเทศต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ภาษีรายได้เป็นลบ Negative Income Tax ควรทำหรือไม่!! ทำไปเพื่ออะไร!!

(24 ส.ค. 68) เราคุ้นเคยกับคำว่า ภาษีรายได้ หรือ Income tax ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ 

อย่างในบ้านเรา ใครก็ตามที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่เกือบๆ 26,000 บาทขึ้นไปก็จะต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา 5% ของรายได้ที่เกินจำนวนที่ว่า และอัตราภาษีของผู้ที่มีรายได้มากก็จะยิ่งสูงตาม

แล้ว ภาษีรายได้เป็นลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) NIT คืออะไร

NIT เป็นแนวคิดที่มาจาก Universal Basic Income (UBI ) หรือ รายได้ขั้นตํ่าทั่วไปของนักคิดชาวอเมริกัน และยุโรป มีการพัฒนาและถูกพูดถึงมาหลายศตวรรษ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

ยุคบุกเบิก ศตวรรษที่ 16 - 18
โธมัส มอร์ (Thomas More) - ในหนังสือเรื่อง "Utopia" (ค.ศ. 1516) บรรยายถึงสังคมที่ทุกคนได้รับรายได้ที่รับประกันโดยรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ UBI มากที่สุด

โธมัส เพน (Thomas Paine) -  ในบทความ "Agrarian Justice" (ค.ศ. 1797) ได้เสนอให้มีการจ่าย "เงินทุน" ให้กับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี และจ่ายเงินบำนาญรายปีเมื่ออายุ 50 ปี โดยให้เหตุผลว่าทุกคนมีสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติของโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 19 - 20)  
โจเซฟ ชาร์เลียร์ (Joseph Charlier) - นักสังคมนิยมจากเบลเยียม ได้เสนอแนวคิดนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 โดยเรียกมันว่า "เงินปันผลจากดินแดน" (Territorial Dividend)

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในทศวรรษที่ 1960 - ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิด "รายได้ที่รับประกัน" อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) - นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล แม้จะเป็นนักเสรีนิยม แต่ก็ได้เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกันในชื่อ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการช่วยเหลือคนยากจน เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อนในขณะนั้น

ดังนั้น NIT และ UBI คือเรื่องเดียวกัน แม้จะเรียกชื่อต่างกันก็ตาม

แต่ในสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แทบทุกประเทศทั้งฝั่งอเมริกา หรือยุโรป ก็ล้มเลิกแนวคิดแจกเงิน (นโยบายประชานิยม) เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีชาติไหนเอาแนวคิดเรื่อง NIT หรือ UBI มาใช้งานจริง แม้แต่ชาติเดียว 

NIT ตามที่เป็นข่าว คือ การแจกเงินให้กับผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่เริ่มเสียภาษี โดยจะแจกให้จนมีรายได้ตามเกณฑ์  

หากใช้เกณฑ์ปัจจุบัน ที่รายได้ขั้นตํ่าปีละ 310,000 บาท 

ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 0 บาท หรือไม่มีรายได้เลย ไม่ถึงเกณฑ์ รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 310,000 บาท และ ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 240,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 70,000 บาท 

เงินแจกเหล่านี้ จะมาจากภาษีต่างๆที่เก็บจากผู้ยื่นภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา และธุรกิจห้างร้าน ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะต้องกู้มาแจก

แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะสามารถลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้น้อยลงได้ เช่น เหลือแค่ 100,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จะต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีเงินแจกคนที่รายได้ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ว่า ตามหลักการ NIT หรือ UBI 

คราวนี้มาดูฐานข้อมูลผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขกัน
สำหรับปีงบประมาณ 2567 ยอดรวมโดยประมาณของภาษี 3 ประเภทหลัก เป็นดังต่อไปนี้
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม : 923,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : 783,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : 416,000 ล้านบาท

ความพิเศษภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ
• มีผู้มีเงินได้ยื่นแบบภงด.ทุกชนิดรวมกันแค่ประมาณ 11 ล้านคน จากผู้มีรายได้ทั้งหมด 41 ล้านคน
• ใน 11 ล้านคนที่ยื่นแบบ ภงด. มีแค่ประมาณ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี
• ใน 4 ล้านคนที่เสียภาษีจริง 100,000 คนแรกที่รายได้สูงสุดเสียภาษีรวมกันเกือบ 90% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือประมาณกว่า 370,000 ล้านบาท เฉลี่ยคนละกว่า 3 ล้านบาท

ลองคำนวณคร่าวๆ สมมติมีผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านคน ที่ยื่นแบบแต่ไม่เสียภาษีมีเงินได้เดือนละ 20,000 บาท จะได้รับเงินแจกคนละ 70,000 บาท เอา 7 ล้านคน คูณ ก็เป็นเงิน 490,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะติดลบในปีแรก ทันที !!

และหากแจกเงินให้กับประชากร 30 ล้านคน ที่ไม่เคยยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จะต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ อีก 4-5 เท่า งบประมาณจากภาษีด้านอื่นๆ ของประเทศ จะสูญหายไปกับนโยบายนี้

แล้วรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อใช้ทำงบประมาณตามนโยบาย

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ หากนำเอาแนวคิด NIT มาใช้ ระบบภาษี เศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย พังเสียหายแน่นอน 

แค่ตอนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษี 4 ล้านคน ก็แบก ค่าใช้จ่าย (งบประมาณ) สำหรับดูแลประชากรในประเทศกว่า 70 ล้านคน จนหลังแอ่น สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นคือ รายได้ (จากการเก็บภาษี) น้อยกว่า รายจ่ายงบประมาณ 

ลองถามตัวเองว่า ควรทำหรือไม่ และทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติจะได้อะไร??

‘พงศ์กวิน’ แจงปมดึงแรงงานศรีลังกาแทนกัมพูชา ชี้ เป็นการแก้ปัญหาภาวะเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

‘พงศ์กวิน’ เผย หอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง  ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา 

ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

‘พงศ์กวิน’ เตือน ระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ เสี่ยงถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท

(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ  นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 

นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ 

"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน 

โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558  คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน  4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว

มหาสมุทรซีฟู้ดส์–กรมประมง ชูปลากะพง 3 น้ำเกาะยอ หนุนยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม GI ปูทางเจาะตลาดโลก

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล

ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต

• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ

นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********

📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top