Thursday, 4 June 2026
GoodsVoice

IEA คาดน้ำมันโลกปีหน้าอาจ ‘ล้นสต็อก’ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2026

(16 ส.ค. 68) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยคาดการณ์ล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันโลกปี 2026 อาจเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้นตลาด' สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปสงค์โตช้าลง แต่กำลังการผลิตจากทั้งกลุ่มโอเปกพลัสและนอกโอเปกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มถูกกดดันให้ลดลงอีก หลังจากปีนี้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 12% เหลือเฉลี่ยราว 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รายงานของ IEA ระบุว่า ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2020 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั้งปีนี้และปีหน้า จะเพิ่มขึ้นเพียงราว 680,000–700,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยเฉพาะใน จีน อินเดีย และบราซิล ที่การบริโภคน้ำมันยังซบเซา

ในด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) นำโดยซาอุดีอาระเบีย ได้เร่งกลับมาผลิตน้ำมัน หลังจากช่วงก่อนหน้านี้ชะลอกำลังการผลิตลง อีกทั้งการผลิตนอกกลุ่มโอเปกก็กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภูมิภาคอเมริกา ทำให้ตลาดเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้น' ชัดเจนมากขึ้น

IEA เตือนว่า หากไม่มีมาตรการจัดสมดุล อุปทานอาจแซงหน้าอุปสงค์ไปไกล แต่สถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนได้ หากมีมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง ขณะเดียวกัน IEA ยังคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะ หยุดเติบโตภายในสิ้นทศวรรษนี้ จากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

60 บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ต่างชาติ…แห่ปักหมุด ‘อยุธยา’ ดันไทยขึ้นแท่น ‘ฮับ PCB’ ใหม่!! คาดมูลค่าแตะ 5.6 พันล้าน

(5 ก.ย. 68) กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อบริษัทจากจีนและไต้หวันเกือบ 60 แห่งตบเท้าเข้ามาตั้งโรงงาน หวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตแห่งใหม่ ท่ามกลางแรงบีบจากสหรัฐที่ทำให้ทุนต่างชาติทยอยย้ายออกจากจีน โดย 'จ.อยุธยา' กำลังกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมที่ผู้ผลิตรายใหญ่เลือกปักหมุด

PCB ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI การที่ไทยดึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Victory Giant, Zhen Ding Tech, Unimicron และ GCE เข้ามาลงทุน จึงสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศในฐานะ 'ตัวเชื่อม' ห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การแห่เข้ามาของโรงงาน PCB นำมาซึ่งความท้าทาย ทั้งปัญหาขาดแคลนวิศวกร ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงาน รวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าในจีน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และวัสดุหลัก เนื่องจากระบบนิเวศในไทยยังไม่สมบูรณ์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากไทยสามารถแก้ปัญหาด้านบุคลากรและสร้างคลัสเตอร์การผลิตที่ครบวงจรได้ มูลค่าการผลิต PCB จะขยายตัวจาก 3,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปถึงกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 และอาจทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็น 'ฮับ PCB อันดับสองของโลก' รองจากจีนในอนาคต

ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ กับ นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ของดีที่ควรนำกลับมาใช้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำไมไม่ลองทำ?

(7 ก.ย. 68) หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง งดออกเสียง 27 คะแนน จากผู้ลงคะแนนเสียง 490 คน

เกมส์การต่อรอง การเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เชือดเฉือนกันอย่างเข้มข้น ระหว่างพรรคการเมือง แต่หลังจากได้นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ แล้ว คงจะใช้เวลาดีใจนานมากไม่ได้ เพราะปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย แทบจะไม่ต่างจากคนกำลังจะจมน้ำ ที่จะต้องรีบช่วยขึ้นฝั่งก่อนจะหมดแรง หมดลมหายใจ

รัฐบาลชุดใหม่ ตามข่าวจะดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวง 3 กระทรวงสำคัญ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกษแก้ว ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดูแลกระทรวงพลังงาน

ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ที่มีข่าวก่อนหน้าว่าจะมีการทาบทาม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนปัจจุบัน (คนที่ 24) หรือ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 23 มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังนั้น ปรากฏว่าทั้ง 2 คนได้ปฏิเสธการนั่งตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในช่วงเวลานี้ จะไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะระยะเวลาสั้นเกินไป

แต่สำหรับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประสบการณ์ทำงานก็ถือว่ามีความเชี่ยวชาญในสายการเงินการธนาคาร มาพอสมควร ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมธนารักษ์ และ ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb (ทีทีบี)

ในอดีตนั้น เคยเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ขึ้นระดับอธิบดี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), ต่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพรกร, ตามด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิต

งานกู้วิกฤติเศรษฐกิจของไทย ในระยะเวลาสั้นๆ เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร กับ นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ที่ใช้ได้ผลมาแล้ว ในช่วงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 เป็นนโยบายกู้เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทย สามารถประครองตัวได้ ไม่วิกฤตหนัก ซึ่งดีกว่าอีกหลายๆ ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแทบจะหนักหนาสาหัส กว่าจะฟื้นตัวได้

งานนี้ ไม่ต้องใช้คำว่า ลอกการบ้าน เพราะเครื่องมือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตัวไหนดี เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วจากรัฐบาลชุดไหนก็ตาม จะนำปัดฝุ่นกลับมาใช้ แล้วประชาชนได้ประโยชน์ สถานะการเงินคลังของประเทศไม่มีความเสี่ยง นำกลับมาใช้เถอะครับ ประชาชนจะให้คำตอบเอง ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป

BAFS จับมือ ‘พระจอมเกล้าลาดกระบัง’ ต่อยอดงานวิจัย สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคต ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) และ รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมจากการศึกษา โดยมี นายเจษฎ์ ทูปิยะ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหาร บาฟส์ และ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เพชรภา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. ร่วมเป็นสักขีพยาน

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย ต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีของ สจล. ในด้าน Smart Materials, Devices and Systems ภายใต้กรอบแนวคิดที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) 

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการนำประสบการณ์ความชำนาญและมาตรฐานความปลอดภัยกว่า 40 ปี ในภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทบาฟส์ ก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มาจากการต่อยอดการวิจัยของสจล. ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ บาฟส์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลตอบแทนสู่สังคมเป็นสำคัญ 

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มีโครงการนำร่อง 2 โครงการ ได้แก่
1. นวัตกรรม “วัสดุดูดซับน้ำมัน” ใช้เส้นใยนาโนคาร์บอนจากดอกธูปฤาษี (Typha angustifolia) เพื่อเสริมคุณสมบัติซุปเปอร์ไฮโดรโฟบิคของแผ่นซับน้ำมัน สามารถดูดซับน้ำมันและไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เอียดเอื้อ
2. นวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์ 4Kings และชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” เป็นปุ๋ยที่มีสารอาหาร แร่ธาตุ N,P,K เทียบเท่าปุ๋ยเคมีพร้อมแร่ธาตุอาหารรองที่พืชต้องการ อีกทั้งชีวภัณฑ์ซึ่งใช้ปรับสภาพดินและรักษาโรคพืช ทำให้การเปลี่ยนแปลงสู่การทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง

ความร่วมมือดังกล่าวยังถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาด้วยประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพ ในการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

‘ดร.คงกระพัน’ ซีอีโอ ปตท. โชว์วิสัยทัศน์บนเวที Gastech 2025 ตอกย้ำบทบาทก๊าซธรรมชาติ-ลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน 'Gastech 2025' สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ  Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 

โดย ดร.คงกระพัน เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President & CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President & CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President & CEO บริษัท INPEX

ดร.คงกระพัน นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่
         
“ทิศทางพลังงานโลกต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma ทั้งความมั่นคง การเข้าถึง และความยั่งยืน ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิในปี 2032 ซึ่งไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค” ดร.คงกระพัน กล่าว          

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก 

ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

'อมตะคอร์ปฯ' จับมือ 'เจ็ม-เยียร์' ซื้อที่ดิน 130 ไร่ ตั้งโรงงานใหม่ในชลบุรี

(24 ต.ค. 68) นายยาสุโอ สึสึอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 130 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของเจ็ม-เยียร์ในประเทศไทย 

โดยมีนายจิ้น จาง ไข่ ประธานกรรมการ บริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด  ผู้ผลิตสลักภัณฑ์ เช่น สกรูน็อต สตัด รีเวท และอุปกรณ์สำหรับยึดติดต่างๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศจีนและเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 

ใครตกหล่นคนละครึ่งพลัสเฟสแรก เตรียมรับสิทธิ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ธ.ค. 68 นี้ ติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ให้พร้อม คาด!! ใช้ซื้อของร้านค้าคนละครึ่งทั่วไทย ม.ค. 69

ข่าวดีส่งท้ายปี 68! อัปเดตความคืบหน้าจากกระทรวงการคลัง "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" พร้อมแจกเงินอีกรอบ 4,000 บาท ให้ผู้ที่พลาดจากเฟสแรก และเติมเงินเพิ่มให้คนใช้สิทธิครบ คาดสแกน QR Code ถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่ง ได้ทั่วไทย เดือนมกราคม 2569 ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ เป๋าตัง เช็กคุณสมบัติและวิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนใครที่นี่

ภายหลังจากที่โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟสแรก" ได้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง 50% ของยอดใช้จ่าย ล่าสุดได้มีสัญญาณชัดเจนถึงความต่อเนื่องของโครงการ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ลงทะเบียนไม่ทัน หรือเปิดใช้งานไม่ทันตามกำหนดในเฟสแรก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกหล่นสิทธิ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหา เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม คาดการณ์ว่าการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากเฟสแรกมากนัก ซึ่งหมายความว่าผู้ที่พลาดโอกาสครั้งที่แล้ว มีสิทธิลุ้นรับเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท ในรอบนี้

จากการรายงานของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะสามารถ เริ่มต้นใช้งานได้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569

รายละเอียดโครงการทั้งหมดคาดว่าจะถูกสรุปและจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวลงทะเบียนและใช้จ่ายเงิน 4,000 บาท ในต้นปีหน้า

เพื่อให้การใช้จ่ายหมุนเวียนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แนวคิดการจัดสรรสิทธิใน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ได้กำหนดไว้สำหรับ 2 กลุ่มผู้ใช้สิทธิหลัก ดังนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้เคยร่วม "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก
ได้รับวงเงินเพิ่มเติม: หากใช้สิทธิครบ 2,000 บาทแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาเติมเงินเพิ่มให้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่อง

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟสแรก
ได้รับวงเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท: ต้องลงทะเบียนใหม่ใน เฟส 2 เพื่อรับสิทธิอย่างสมบูรณ์

คุณสมบัติหลักของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการยังคงเข้มงวดตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส

-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
-มีบัตรประจำตัวประชาชน
-ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ตามฐานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568)
-ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้า (รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน หรือต้องการเตรียมความพร้อมก่อนการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ที่จะมาถึง การติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่าน "แอปพลิเคชัน เป๋าตัง" คือขั้นตอนสำคัญที่สุด

ดาวน์โหลดแอปฯ: ค้นหา "เป๋าตัง" ใน App Store หรือ Google Play/Play Store (รองรับ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iOS 15.0 ขึ้นไป) แล้วเลือก "ติดตั้ง" โดยธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดูแลระบบแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

เปิดแอปฯ และให้ความยินยอม: เปิดใช้งานและกดให้ความยินยอมในการจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน: เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม และถ่ายรูปหน้าบัตร

ตรวจสอบข้อมูล/รับ OTP: ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อรับรหัส OTP 6 หลัก แล้วใส่รหัสที่ได้รับ 

กรอกข้อมูลและเลือกยืนยันตัวตน: กรอกข้อมูลบัตรประชาชนให้สมบูรณ์ และเลือกช่องทางยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
 

ผู้ว่าฯ กฟผ. แถลงทิศทางการทำงาน ขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง-ยั่งยืน

(4 ธ.ค. 68) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. และแนวทางการบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กฟผ. ได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนองค์กร “SENSE” เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

S - Safety Operation ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในการผลิตและส่งไฟฟ้า ลดความสูญเสียของทั้งบุคลากรและชุมชน 

E - Energy Security ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ 

N - Naturality มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 

S - Social Responsibility ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

E - Economic Energy บริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้ง 16 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นายนรินทร์ เผ่าวณิช กล่าวต่อไปว่า ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (A) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance - Risk Management - Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

นายนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า กฟผ. จะไม่เป็นเพียง "ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง" แต่จะเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ" เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top