Thursday, 4 June 2026
Econbiz

สสว. รีแบรนด์สู่ “THE GROWTH CONNECTOR” ปลดล็อก SME ไทยด้วย 5 กุญแจสู่การเติบโต เปิดภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมน้อง Forward Boy ช่วย SME โตไว หนุน BDS–Green Business–สิทธิประโยชน์ครบมิติ

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 

ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 

ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/ และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม

“ภราดร” เชื่อกรุงไทยเอาอยู่!! ครม.ดิจิทัลเดินหน้าเปิดข้อมูลรัฐ พร้อมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25–29 พ.ค. ผ่านเป๋าตัง มั่นใจระบบไร้สะดุด มั่นใจครอบคลุมผู้ต้องการรับสิทธิ์

‘รมต.ภราดร’ มั่นใจ ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25 พฤษภาคมนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะธนาคารกรุงไทยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ว่า ธนาคารกรุงไทย เคยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง ดังนั้น การลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ น่าจะราบรื่น โดยจะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม พร้อมย้ำว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคิดว่าจะครอบคลุมประชาชนที่ต้องการเข้ารับสิทธิ์อย่างครบถ้วน

ส่วนการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 วันนี้ จะผลักดันเรื่องประวัติอาชญากรรมเป็นวาระเร่งด่วนหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อยู่  นายภราดร กล่าวว่า การประชุมในวันนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระ แต่รัฐบาลผลักดันอยู่ตลอด โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารนายกรัฐมนตรี เคยเน้นย้ำเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ  ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว และนำข้อมูลให้ภาครัฐนำไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการ

ผลไม้ไทยฟื้นแรง!! “ศุภจี” ชูมาตรการผลไม้เชิงรุกเห็นผล ส่งออกเกษตร เม.ย. พลิกบวก 17.9% ทุเรียนพุ่ง 109.5% ผลไม้ไทยคึกคักทั่วโลก พาณิชย์ลุยเมืองหลัก–เมืองรองจีน ดันยอดส่งออกกลับมาโต

“ศุภจี”เผยมาตรการผลไม้เชิงรุกเริ่มสะท้อนผลบวก ดันส่งออกเกษตร Turn Around เม.ย. บวก 17.9% เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5%

“ศุภจี”เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกกลับมาบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็มีความคืบหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ  1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

สำหรับตลาดในประเทศ ก็มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำในปีนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1460911599404506&id=100064570394286&rdid=4hrUpVppca5OmDWv#

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง

“มาคาเลียส” ชี้ครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวช่วยกระตุ้นโลว์ซีซั่น รูปแบบเที่ยวสั้นเน้นคุณภาพ และความคุ้มค่า โปรโมชันเข้าใจง่ายตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ เปิดโอกาสตลาดท่องเที่ยวยืดหยุ่นและหลากหลาย

มาคาเลียส ชี้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่นคึกคัก

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย เผย นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ตัวแปรสำคัญดันตลาดท่องเที่ยวไทยให้คึกคักช่วงโลว์ซีซั่นที่กำลังจะมาถึง ด้านผู้ประกอบการเตรียมตั้งรับปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ในแบบ “Micro Family Trip” เน้นเที่ยวระยะสั้นแต่บ่อยขึ้น หลายครอบครัวเข้าสู่โหมดประหยัด แต่ยังต้องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเวลาร่วมกันมากกว่าการเดินทางไกลหรือใช้งบประมาณสูงเหมือนในอดีต 

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามาคาเลียส พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว คือ กลุ่มลูกค้าสำคัญที่ช่วยดันตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความคึกคักในช่วงช่วงโลว์ซีซั่น โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจาก “ราคา” เพราะช่วงโลว์ซีซั่นถือเป็นจังหวะที่ค่าโรงแรม และแพ็กเกจท่องเที่ยวมีราคาปรับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ครอบครัวสามารถพาลูกเดินทางได้ในงบที่คุ้มค่ากว่าเดิม ปัจจัยต่อมาคือ การหลีกเลี่ยงความแออัด ครอบครัวที่มีเด็กเล็กจะชอบบรรยากาศเงียบสงบ เด็กสามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่ ผู้ปกครองเองก็รู้สึกพักผ่อนได้จริง รวมถึง “Workation Family” หลายองค์กรมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางส่วนสามารถทำงานจากต่างจังหวัดหรือรีสอร์ตได้ ปัจจัยสุดท้ายคือ มองการท่องเที่ยวเป็น “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” ครอบครัวยุคใหม่มองว่าการเดินทางช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งเรื่องการเข้าสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ชีวิต จึงนิยมพาลูกเดินทางบ่อยขึ้น แม้จะเป็นช่วงเปิดเทอมหรือช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล  

“ในช่วงหลังครอบครัวไทยเริ่มปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยวจากเที่ยวใหญ่ปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็น “Micro Family Trip” หรือทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบ 1-2 คืน ประมาณ 5-6 ครั้งต่อปี เน้นเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ อย่าง หัวหิน พัทยา เขาใหญ่ งบประมาณเฉลี่ยต่อทริป 1,500-3,000 บาทต่อคน/ครั้ง สอดคล้องกับตารางเรียนของบุตรหลาน ภาระงานของผู้ปกครอง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่ยุคใหม่ยังสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์และพัฒนาทักษะให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วัฒนธรรม คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป หรือจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน”

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ลูกค้ากลุ่มครอบครัวยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้คุ้มค่ามากขึ้น ปรับแผนเที่ยวให้สั้นลง และเพิ่มความถี่ในการเที่ยว โดยจากการเก็บข้อมูลจากลูกค้าของมาคาเลียสที่กลับมาซื้อทริปใหม่เฉลี่ยภายในเพียง 7 วัน ขณะเดียวกันยังเห็นพฤติกรรมการจองการซื้อของลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ชอบช้อปในช่วงวันทำงาน โดยเฉพาะช่วงวันวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เพราะคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าได้ผ่อนคลายกับการทำงาน ส่วนด้านราคายังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ไม่ได้มองหาราคาถูกที่สุด ทำให้ดีลโรงแรม แพ็กเกจเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ โปรโมชั่นวันธรรมดา ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น มาคาเลียส มองว่า ตลาดท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มครอบครัวในปีนี้จะขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นในการเดินทาง (Flexible Travel)

เพราะกลุ่มครอบครัว ไม่ได้วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้ายาวเหมือนในอดีตแต่เลือกเดินทางตามจังหวะชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสั้น ๆ ตารางเรียนของลูก หรือช่วงเวลาที่สามารถลางานได้ ทำให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทาง โปรโมชันที่เข้าถึงง่าย (Accessible Promotion)

ในภาวะที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย โปรโมชันยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงราคาถูกที่สุดอีกต่อไป หากแต่มองหาความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับ กลุ่มครอบครัวยุคใหม่ให้ความสนใจกับโปรโมชันที่เข้าใจง่าย ใช้สิทธิ์ไม่ซับซ้อน และเห็นผลประหยัดได้จริง เช่น ส่วนลดโรงแรมสำหรับเด็กพักฟรี เครดิตอาหาร แพ็กเกจรวมกิจกรรมครอบครัว หรือดีลเที่ยวใกล้บ้านที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทา สุดท้าย ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทุกวัย (Multi-Generation Experience)

หนึ่งในเทรนด์สำคัญของการท่องเที่ยวยุคใหม่ คือการเดินทางแบบครอบครัวที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ทำให้ผู้บริโภคมองหาจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวไม่ได้เลือกโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาถึงกิจกรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และบรรยากาศที่ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ เช่น โรงแรมที่มี Kid Club คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป ธรรมชาติเชิงเรียนรู้ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งเด็กสนุก ผู้ใหญ่พักผ่อน และผู้สูงอายุเดินทางสะดวก

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย มาคาเลียส เชื่อว่า “การท่องเที่ยว” ยังคงเป็นหนึ่งในรางวัลเล็ก ๆ ที่หลายครอบครัวพร้อมมอบให้ตัวเองและลูกหลาน เพราะในมุมของพ่อแม่ยุคใหม่ การได้ใช้เวลาร่วมกัน คือคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนด้านการศึกษา หรือคุณภาพชีวิตในระยะยาว” นางสาวณีรนุช กล่าว

ลิเบอเรเตอร์เปิดเวที Investment Forum 2026 ถอดรหัสโลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล ชี้โลกใหม่ต้องลงทุนไกลกว่าเดิม พร้อมปั้น Liberator 2.0 สู่ Global Reach ตั้งเป้าพานักลงทุนไทยเข้าถึง 21 ตลาดทั่วโลก

ลิเบอเรเตอร์ เปิดเวทีสัมนาใหญ่แห่งปี  “Liberator Investment Forum 2026”

ชี้ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” นักลงทุนไทยต้องมองไกลกว่าเดิม

พร้อมเดินหน้า Liberator 2.0 ปลดล็อกการลงทุนทั่วโลกในแอปเดียว

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด จัดงาน Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล เวทีสัมมนาการลงทุนครั้งสำคัญที่รวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ร่วมถอดรหัสทิศทางโลก การลงทุนธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยมีผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ นักลงทุน และลูกค้าเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ภายใต้แนวคิดสำคัญว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และกระแสเงินทุน นักลงทุนไทยจำเป็นต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดใดตลาดหนึ่งอีกต่อไป

เปิดวิสัยทัศน์ Liberator 2.0 เดินหน้าสู่ Global Reach

ภายในช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 นำโดย นางสาววทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ได้สะท้อนทิศทางการเดินหน้าของ Liberator ภายใต้แนวคิด Liberator 2.0 “Our Next Chapter” และคอนเซปต์ Global Reach เพื่อปลดล็อกโอกาสการลงทุนทั่วโลกให้อยู่ในแอปเดียว

Liberator ย้ำจุดยืนในการทำให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ โดยแบ่งแกนการพัฒนาออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 

1.Global Reach การเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันให้บริการหุ้นสหรัฐฯ และเตรียมเปิดตัวหุ้นฮ่องกงและจีนในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ พร้อมตั้งเป้าขยายการลงทุนสู่กว่า 21 ประเทศทั่วโลก 

2.Powered by AI การนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ การจัดพอร์ต และการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ในพอร์ต 

3. Personalized UX/UI การปรับประสบการณ์ใช้งานแอปพลิเคชันให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละระดับ ทั้งมือใหม่และนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก

World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่

ใน Session World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ นำโดย นางสาววทันยา บุนนาค ร่วมกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI และ รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิเคราะห์ภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคง เศรษฐกิจภายในประเทศ เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

เวทีนี้ชี้ให้เห็นว่า โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เงินทุนโลกไม่ได้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่แบบเดิมโดยอัตโนมัติ แต่กำลังเลือกไหลไปยังประเทศและธุรกิจที่มี “เรื่องเล่าใหม่” และมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์ เช่น AI, Semiconductor, Automation, Cloud, Data Center และ Digital Infrastructure

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือ ตลาดทุนไทยยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมค่อนข้างมาก ขณะที่บริษัทในกลุ่ม New Economy ยังมีไม่มากพอที่จะสร้างภาพการเติบโตใหม่ให้กับตลาดได้อย่างชัดเจน ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงไม่ควรผูกอนาคตการลงทุนไว้กับประเทศเดียว แต่ควรมองโลกให้กว้างขึ้น กระจายโอกาสไปยังตลาดที่มีศักยภาพ และเลือกลงทุนในธีมที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกใหม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะแต่ละตลาดล้วนมีปัจจัยเฉพาะ ทั้งเรื่อง Valuation ความเสี่ยงเชิงนโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และวัฏจักรอุตสาหกรรม นักลงทุนจึงต้องมองให้ลึกกว่าเพียงคำถามว่า “ตลาดไหนดี” แต่ต้องเข้าใจว่า กำลังลงทุนในธีมอะไร บริษัทนั้นได้ประโยชน์จากโลกใหม่จริงหรือไม่ และพอร์ตการลงทุนกระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือยัง

Hidden Growth Business: ถอดรหัสธุรกิจแห่งอนาคต

.

ต่อด้วย Session Hidden Growth Business: ธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งเป็นเวทีเสวนาที่รวบรวมมุมมองจากนักลงทุนและผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในโลก Venture Capital และ Private Equity ได้แก่ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer ของ Singha Venture Capital Fund Limited คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Ookbee และ นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE

เวทีที่ชวนให้นักลงทุนมองหา “Hidden Gems” หรือธุรกิจที่อาจยังไม่อยู่ในกระแสหลัก แต่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต โดยชี้ว่าโอกาสของไทยอาจซ่อนอยู่ในกลุ่ม SME Tech Startup ธุรกิจ Wellness Healthspan ธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทรนด์ AI และพลังงาน

.

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับมหาอำนาจในฐานะผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำทั้งหมด แต่สามารถวางบทบาทเป็น Smart Adopter หรือผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ เข้ามาเสริมจุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้ว เช่น อาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ในเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังพูดถึงภาวะฟองสบู่ของ AI โดยระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพจริง แต่การลงทุนต้องพิจารณาพื้นฐานธุรกิจ โมเดลการทำกำไร และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไม่ใช่ลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว หลักคิดแบบ Venture Capital จึงยังให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Valuation (มูลค่าธุรกิจที่สมเหตุสมผล), Moat (ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ป้องกันคู่แข่งได้) และ Management (คุณภาพของทีมผู้บริหาร)

AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ปิดท้ายด้วย Session AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid และเจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งเพจและช่องรายการ ถามอีก กับอิก หรือ TAM-EIG และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

เวทีนี้ชี้ว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนนักลงทุน แต่กำลังเปลี่ยนความหมายของ “นักลงทุนที่เก่ง” ในยุคใหม่ จากเดิมที่นักลงทุนได้เปรียบจากการอ่านข้อมูลมากกว่า หาข้อมูลได้ลึกกว่า หรือวิเคราะห์ได้นานกว่า วันนี้ AI สามารถช่วยอ่านรายงานจำนวนมาก สรุปงบการเงิน ดึงข่าว จัดทำตาราง เปรียบเทียบบริษัท และสร้างระบบติดตามหุ้นรายตัวได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนต้องใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ให้ AI ตัดสินใจแทนทั้งหมด เพราะ AI แม้จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้มาก แต่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณ การประเมินมูลค่า การตั้งสมมติฐาน และการคาดการณ์อนาคต นักลงทุนจึงยังต้องมีความรู้พื้นฐาน ความเข้าใจบริบท ความสามารถในการตั้งคำถาม และวินัยในการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิดการใช้ AI เพื่อสร้าง “Mini Investment Team” ส่วนตัว ผ่านการเชื่อม AI หลายบทบาทเข้าด้วยกัน เช่น AI สำหรับค้นข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข สรุปข่าว ทำ Visualization เขียนโค้ด หรือตรวจสอบความผิดพลาด ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือระดับสูงได้มากขึ้น แต่ท้ายที่สุด เข็มทิศของการลงทุนยังต้องอยู่ในมือของนักลงทุนเอง

Liberator ย้ำพันธกิจ Investment for Everyone

การจัดงาน Liberator Investment Forum 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ Liberator ในการผลักดันแนวคิด Investment for Everyone หรือการทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ผ่านทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการเปิดทางเลือกการลงทุนที่กว้างขึ้นให้กับนักลงทุนไทย

ในโลกที่ระเบียบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และเงินทุนกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว Liberator เชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไม่ใช่การทำนายอนาคตให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการมีทางเลือกที่มากขึ้น มีข้อมูลที่ดีขึ้น มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีมุมมองที่กว้างพอที่จะไม่ยืนอยู่ที่เดิมในวันที่โลกเปลี่ยนไป

สำหรับผู้ที่สนใจรับชมเนื้อหาย้อนหลังจากงาน “Liberator Investment Forum 2026” สามารถรับชมในรูปแบบออนไลน์ได้ทาง LIB Academy ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

ไทยลุยจัดหาก๊าซใหม่!! กาตาร์หยุดส่งก๊าซ 3-5 ปี เจรจาซื้อ LNG สหรัฐฯ 15 ปี ลงนามสัญญาฉุกเฉินเสริมแหล่ง กระจายความเสี่ยงลดพึ่งตะวันออกกลาง

ยุคก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของตะวันออกกลางกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วหรือ?

กาตาร์เป็นผู้จัดหาก๊าซให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ

อิหร่านทำลายกำลังการผลิตไปแล้ว 17%

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเจรจาฉุกเฉินกับ Venture Global เพื่อทำข้อตกลงซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 15 ปี

ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนใหญ่ของแหล่งก๊าซที่นำเข้ามาจากกาตาร์และช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะนี้แหล่งก๊าซดังกล่าวหยุดชะงักไป 3-5 ปีแล้ว

การปรับโครงสร้างฉุกเฉินของประเทศไทย:

- Venture Global (สหรัฐฯ) เร่งการเจรจา SPA ระยะยาว 15 ปีขึ้นไป กำลังดำเนินการอยู่

- การเจรจาจัดหาจากมาเลเซียกำลังดำเนินอยู่

- สัญญา Glenfarne Alaska LNG 2 ล้านตันต่อปี ระยะยาว 20 ปี (ลงนามปี 2025)

- Engie + Gulf Development ลงนามข้อตกลง 15 ปี มกราคม 2026

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เป็นการทดแทนอุปทานที่หายไปหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์โดยตรง

เหตุใดจึงต้องเลือก Venture Global:

ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 แล้ว

ลงนามข้อตกลงกับ Vitol และ TotalEnergies ในเดือนนี้แล้ว มีเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำกำลังแล่นไปจีนแล้ว

ข้อตกลงระยะยาวกับ PTT ทำให้มีผู้รับซื้อหลักอีกรายใน Plaquemines เป็นเวลา 15 ปี โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากหลุยเซียน่าไปยังกรุงเทพฯ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย:

- ไทย → ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

- เกาหลีใต้ → การจัดหาจากพอร์ตโฟลิโอของ BP

- จีน → ยอมรับ LNG จากสหรัฐฯ แม้จะมีภาษี 25%

- ญี่ปุ่นและไต้หวันกำลังเร่งทำสัญญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Hormu

การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางเป็นความปรารถนาที่วางไว้ 10 ปี ก่อนเกิดสงคราม

แต่กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

https://x.com/i/status/2059402475451322677


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top