Friday, 5 June 2026
Econbiz

Liberator เปิดเวที Investment Forum 2026 จัดสัมมนาใหญ่ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” เปิดมุมมองลงทุนยุค AI วันที่ 23 พ.ค. นี้ ชวนจับโอกาสลงทุนโลกใหม่ ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่–ธุรกิจโตซ่อนเร้น–AI

Liberator เปิดเวทีใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026”
ชวนมองหาโอกาสลงทุนในโลกใหม่ กับกูรูธุรกิจ การลงทุน 
และ AI ชั้นนำของไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เตรียมจัดงานสัมมนาการลงทุนครั้งใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น. ณ ห้องพญาไท 3–4 ชั้น 6 โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน

งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดยรวบรวมผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมาร่วมถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงและค้นหาศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่คนส่วนใหญ่อาจยังมองข้าม

เริ่มต้นงานด้วยช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่จะมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์และทิศทางในการเดินหน้าปลดล็อกโอกาสการลงทุนให้คนไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องด้วย 3 Session หลัก ได้แก่ 

Session 1 - World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ วิเคราะห์โครงสร้างโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ในการลงทุน โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberator พร้อมด้วยเหล่ากูรู-ผู้นำทางความรู้ด้านการลงทุนแห่งอนาคตระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาร่วมถอดรหัสทิศทางโลกเพื่อการวางกลยุทธ์ที่เหนือกว่า 

Session 2 - Hidden Growth Model: เจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลก คัดโมเดลที่ใช่ก่อนใคร ค้นหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจนอกกระแสที่คนส่วนใหญ่มองข้ามผ่านประสบการณ์จริงของ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Founder & CEO Ookbee, นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ Co-Founder & CEO RISE และ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer บริษัท Singha Venture Capital Fund Limited 

Session 3 - AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ชี้ให้เห็นว่า AI เปลี่ยนการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างไร โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid เจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งช่องรายการ TAM-EIG (ถามอีก กับอิก) และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

Liberator เชื่อมั่นว่าในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ที่การลงทุนไม่ใช่เพียงการเลือกสินทรัพย์ การอ่านทิศทางโลกให้ขาดและมีเครื่องมือที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญของการลงทุน งาน Liberator Investment Forum 2026 จึงเป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะเปลี่ยนความเข้าใจให้กลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
 
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้า Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้เพียงเปิดบัญชีกับ Liberator

เปิดบัญชีลงทุนและรับสิทธิเข้าร่วมฟรีวันนี้ที่
[คลิก] https://go.liberator.co.th/xlnX/OAC26
ติดตามข่าวสารการเงิน การลงทุน และสิทธิพิเศษ ได้ที่
Facebook: Liberator Securities
YouTube: Liberator Securities
Instagram: liberator_securities
Line OA: @Liberator

IRPC หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ รับน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิต เดินหน้ารักษาเสถียรภาพ รับมือน้ำมันโลกผันผวน หลังรับน้ำมันดิบจาก “เซริฟอส” ย้ำศักยภาพซัพพลายเชนพลังงาน

IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง

8 พฤษภาคม 2569 - นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ลงพื้นที่ท่าเรือ Liquid Cargo Terminal (LCT) เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ. ระยอง เพื่อตรวจเยี่ยมการรับน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) “เซริฟอส” ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้อย่างปลอดภัย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ IRPC ในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยบริษัทฯ ดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตได้อย่างมั่นคง
 
IRPC มุ่งมั่นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

ไทยสำรองน้ำมัน 118 วัน พลังงานไทยชี้สถานการณ์ ตลาดโลกวิตกความตึงเครียด ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง กองทุนขาดทุน 63,364 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสั่นคลอนต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้ และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อยุติสงครามก็ตาม ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักว่าเส้นทางการเดินเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซอาจตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานและห่วงโซ่การขนส่งน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความกังวลจากการปะทะกันจะผลักดันให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลกเมื่อวันก่อนหน้า พบว่าภาพรวมราคาได้ปรับตัวลดลงจากเดิม เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนักลงทุนคลายความกังวลลงหลังมีกระแสข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการหยุดยิงชั่วคราวและการเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 118 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 6 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.76 ล้านลิตร และจำหน่าย 57.23 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
-  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 เป็น 39.95 บาท และดีเซล B20 เป็น 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.​45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา​ สปป.ลาว  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.19 - 88.04 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​31 – 114.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,364 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 75.65 ล้านบาท

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn

‘โออิชิ’ รุกซิลเวอร์เอจ เปิดตัวบัตรสมาชิกใหม่ 299 บาท รับส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ทั่วไทย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ยกระดับอาหารญี่ปุ่นรักษ์สุขภาพ

โออิชิ รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ

เปิดตัว “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม

ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย

บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น” (KING OF JAPANESE FOOD) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงใจ ล่าสุด ผนึกกำลังร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) สร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ได้เปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” (OISHI SENIOR CARD) ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่

-สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น

-โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569

การเปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดี...คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โออิชิจึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราในทุกช่วงวัย”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการสมัครและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กwww.facebook.com/oishigroup หรือเว็บไซต์ www.oishifood.com

พอร์ตต่างประเทศหนุนโต!! BCPG กำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 373.5% แตะ 722 ล้านบาท แรงหนุนโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–พลังงานลมลาว เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด–โครงสร้างพื้นฐาน

BCPG โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เติบโต 373.5% รับแรงหนุนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ-โครงการใหม่

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 373.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3

การเติบโตของผลการดำเนินงานมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรู้รายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการ เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของรายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้ของโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System) ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้ในช่วงเปิดดำเนินการครั้งแรกจากการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของสัญญา ในขณะที่มีการรับรู้ต้นทุนขายและบริการในจำนวนเดียวกัน 

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ จากโครงการต่างๆ ที่ได้ลงทุนไป ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐอเมริกา และโครงการพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงและรับโอนสินทรัพย์ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังการผลิตรวม 17.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและเสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

ProPak Asia 2026 ขยายพื้นที่!! ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพิ่มพื้นที่จัดแสดง 20% รับอุตฯอัจฉริยะ คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คนทั่วโลก มูลค่าการค้ากว่า 5.5 พันล้านบาท

ProPak Asia 2026 ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ขยายพื้นที่รับอุตฯ การผลิตและบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ชี้เทรนด์อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 5.0 เดินหน้ายกระดับ ProPak Asia 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจ-นวัตกรรมระดับภูมิภาค คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คน และมูลค่าการค้าภายในงานกว่า 5.5 พันล้านบาท

อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ถึงจุดเปลี่ยนจาก Mass Production สู่ Hyper-Intention ด้าน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เผยอุตสาหกรรมการผลิตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่มนุษย์ AI และ เทคโนโลยีเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดร่วม วว. - สอท. – หอการค้าไทย-พันธมิตรองค์กรธุรกิจและบริษัทชั้นนำทั่วโลก ร่วมจัดงาน ProPak Asia 2026 เสริมความพร้อมพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวถึงทิศทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่จะยกระดับศักยภาพการผลิตไทย สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิต แปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ระดับโลก (Global Hub) ว่า ทิศทางการผลิตในอนาคตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่ผสานการทำงานระหว่างมนุษย์ AI และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบ Mass Production ไปสู่การผลิตที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวสู่โรงงานอัจฉริยะและกระบวนการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และรองรับแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่

ดังนั้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ งาน ProPak Asia 2026 จึงย้ายสถานที่จัดงานไปยัง อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งการย้ายที่จัดงานไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับจากงานระดับภูมิภาค สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตและบรรจุภัณฑ์ระดับโลก ด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 20% (รวมกว่า 60,000 ตร.ม.) ทำให้รองรับการจัดแสดงเครื่องจักรและสายการผลิตอัจฉริยะสมัยใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบจากผู้ผลิตระดับโลกที่จะนำมาเดินเครื่องให้ชมแบบ Real-time ซึ่งหาดูได้ยากสำหรับงานในระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่มโซนจัดงานใหม่ DigitalisationAsia Zone & Intelligent Automation ที่เจาะลึกนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรและโซลูชั่นใหม่ๆ รวมถึง Data-driven ที่ใช้ข้อมูลและผลวิเคราะห์ มาช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเสี่ยง ผ่านการใช้เครื่องมือ AI, Machine Learning และระบบวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารโรงงานด้วย AI และการใช้หุ่นยนต์ Collaborative Robots ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ รวมถึงการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เชิงลึก (Sustainability Gateway) ผ่านกิจกรรมสัมมนา การประชุม และ Workshop ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน ที่จะมาร่วมถอดรหัสเทรนด์อุตสาหกรรม อาทิ อาหารแห่งอนาคต การผลิตเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Global Food Security) Lab & Test Asia ที่เน้นมาตรฐานการทดสอบระดับสากล ฯลฯ สำหรับการจัดงานฯ ปีนี้ มีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมจัดแสดงงานถึง 2,500 แบรนด์  จาก 45 ประเทศ มีพาวิเลียนนานาชาติ 13 ประเทศและกลุ่มประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น สิงคโปร์, ไตัหวัน,  มาเลเซีย,ฝรั่งเศษ,  อังกฤษ, อเมริกาเหนือ, อินเดีย, อิตาลี, ออสเตรเลีย, บาวาเรีย และคาดปีนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากทั่วโลกกว่า 80,000 คน สร้างมูลค่าการค้าและเจรจาธุรกิจในงาน 5.5 พันล้านบาท

งาน ProPak Asia2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เจรจาซื้อขายเครื่องจักร แต่เป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า (Total Value Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่การแปรรูป การบรรจุ ไปจนถึงคลังสินค้าอัจฉริยะและการ
ขนส่งแบบ Cold Chain อย่างแท้จริง โดยทาง อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีการวางเป้าหมายขับเคลื่อน ProPak Asia ให้ก้าวขึ้นเป็นงานแสดงสินค้าด้าน Processing & Packaging อันดับ 1 ของเอเชียแปซิฟิก ภายในปี 2027 และก้าวสู่การเป็นงานระดับโลกภายในปี 2028 จึงอยากให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ควรพลาดที่จะเข้ารวมงานในครั้งนี้

ด้าน ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวถึงบทบาทในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Food Security Hub) ว่า วว. มุ่งใช้กลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปเสริมแกร่งใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง (Future Food) การใช้เทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อลดการสูญเสีย (Food Loss & Food Waste) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly packaging) สอดคล้องกับแนวคิด BCG Economy เพื่อก้าวข้ามมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวด และสถานการณ์โลกที่ผันผวน ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์นั้น ยึดปรัชญาการทำงานแบบ “Partner of your success” โดยทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านบริการ Total Solution Service ที่ดูแลตั้งแต่การวิจัยสูตรผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ทดสอบมาตรฐานสากล ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ Sandbox & Infrastructure ให้ผู้ประกอบการทดลองผลิตจริงในโรงงานต้นแบบ เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนจริง สำหรับไฮไลต์ในงาน ProPak Asia 2026 ปีนี้ วว. เตรียมแสดงศักยภาพภายใต้ธีม “TISTR Total Solution” ประกอบด้วย TISTR Showcase การจัดแสดงเบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจ และบริการ Business Matching ให้คำปรึกษาแบบ One-on-One สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแก้ปัญหาด้านเทคนิค หรือ ยกระดับบรรจุภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล รวมถึงการแสดงผลงานที่ชนะการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทยประจำปี 2569 (ThailandStar Packaging Awards 2026 ) ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” ซึ่งปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 100 ผลงาน โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ส่วนผลงานที่ได้รางวัลจะสามารถส่งประกวดในเวทีระดับภูมิภาค (AsiaStar) และระดับโลก (WorldStar) ได้ต่อไป วว. มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ส่วน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยถึงการส่งออกอาหารของไทยว่า ยังรักษาระดับการส่งออกในตลาดเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง โดยตะวันออกกลางถือเป็นโอกาสทอง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 50–90% ทำให้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะเป็นโอกาสให้ไทยกลับเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ วันนี้ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์แบบเดิมถึงร้อยละ 90 ขณะที่ส่งออกสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพียงประมาณร้อยละ 10 หากผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ กลุ่ม Functional Food, Plant-based, หรือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มลดหวาน-เค็ม-ไขมัน ฯลฯ ได้ ก็จะเป็นหมากที่ชี้ขาดชัยชนะในเวทีโลก ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 จึงเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่หอการค้าไทยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากเป็นทางลัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดง ซึ่งผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ลดการความสูญเสียการผลิต หรือ ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้นานขึ้นได้ และยังเป็นโอกาสให้ได้พบพันธมิตรทางธุรกิจ ได้เรียนรู้แนวทางการปรับกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จากทั่วโลกด้วย

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้น ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Domino Effect หลายอย่าง ทั้งภาวะสงคราม เกิดเป็นวิกฤตพลังงาน ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหาร และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลก แม้ตัวเลขการส่งออกอาหารไทยช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาจะส่งสัญญาณลดลงทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งในวิกฤตก็ยังมีโอกาส แต่ต้องพลิกเกม เปลี่ยนทิศทาง ปรับโครงสร้าง และเพิ่มมูลค่า พร้อมขยายตลาดใหม่สู่ Emerging Market ที่มีกำลังซื้อและต้องการความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเร่งพัฒนาสินค้า เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มแทนสินค้าที่แข่งขันด้านปริมาณและราคา อย่างอาหารแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับผู้สูงอายุ หรือ อาหารแห่งอนาคต ธุรกิจต้องเดินหน้าด้วยนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทนและและบรรจุภัณฑ์ทางเลือก ส่วนการร่วมจัดงานกับ ProPak Asia 2026 ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทย โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพ ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยกระดับและพัฒนาการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ลดต้นทุน และ Zero Waste ในโอกาสนี้ สอท. เข้าร่วมเสวนาใน ProPak Stage หัวข้อ “Asia F&B Industry Outlook: Economic Signals & Game Changer” ซึ่งพูดถึงภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจ และแนวทางการปรับตัว โดยจัดขึ้นวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00–13.45 น. จึงขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานฯ เพื่อรับฟังแนวคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

งาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com

ไทยออยล์กำไรเกือบ 2 หมื่นล้านไตรมาสแรก เผยกำไรดำเนินงาน 6,927 ล้านบาท ไทยออยล์เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบต่อเนื่อง แม้ต้นทุนพุ่ง ย้ำไม่ส่งผ่านภาระเสี่ยงให้ผู้บริโภค พร้อมเตือนครึ่งปีหลังยังไม่แน่นอนจากตลาดน้ำมันโลก

ไทยออยล์ ย้ำพันธกิจ “สร้างเสถียรภาพพลังงานของประเทศ” และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความ

ผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของ

ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้    2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร”

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้

ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
- ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
-ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. –      19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
-ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป
-การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
- การลดกำลังการผลิต ท่ามกลางความผันผวน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกน้ำมันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
- การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี

อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบภายใต้บทบาทการเป็น
เสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่าง

เต็มความสามารถ โดยดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมัน หากราคาน้ำมันมีการปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์”
ไทยออยล์มุ่งมั่นรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศเป็นพันธกิจหลัก ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

พลังงานเผยไทยสำรองน้ำมันพอ 113 วัน กองทุนน้ำมันยังติดลบแต่มีรายรับ จับตาฮอร์มุซตึงเครียดดันราคาดิบโลกพุ่ง วิกฤตอุปทานพลังงานโลกกดดันตลาด พลังงานย้ำไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่านที่เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรและการปิดล้อม  ทางทะเลอย่างสิ้นเชิง สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ย้ำว่าสงครามยังไม่จบจนกว่าจะรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ประกอบกับสหรัฐฯ ที่ขู่พร้อมใช้ปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ   หากการเจรจาล้มเหลว ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานพลังงานโลกจะเผชิญภาวะชะงักงัน ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรอง  ทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯ ถูกดึงออกมาใช้จนลดลงในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงที่จะแตะระดับวิกฤตเชิงปฏิบัติการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังบีบให้สหภาพยุโรปต้องชะลอแผนการแบนน้ำมันจากรัสเซียออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้อุปทานตึงตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและความเสี่ยงจากสงครามที่กลับมาปะทุ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 29 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 9 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.90 ล้านลิตร และจำหน่าย 59.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.30 - 88.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 113.97 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,323.61 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 17.63 ล้านบาท

“แสนสิริ” รุกหนัก!! ยืนหนึ่งตลาดบ้านลักซ์ชัวรีกว่า 20 ปี เปิดตัวเศรษฐสิริใหม่ 2 โครงการ เน้นล็อกต้นทุนก่อนราคาวัสดุพุ่ง ดันโอกาสกู้เต็ม 100% สนับสนุนตลาดบ้านหรู

แสนสิริ ชู ‘เศรษฐสิริ’ ยืนหนึ่งเจ้าตลาดกว่า 20 ปี

เปิดตัวโครงการแรกปี 69 “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”

โอกาสทอง "ล็อกต้นทุนเดิม พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย"

แสนสิริ โชว์ความสำเร็จ กว่า 2 ทศวรรษ ‘เศรษฐสิริ’ กับบทพิสูจน์นิยามแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าโครงการสะสมกว่า 98,000 ล้านบาท

รุกหนักปี 69 เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ประเดิมเปิดตัว ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ 

ชี้ช่องคนซื้อบ้าน "ล็อกต้นทุนเดิม ก่อนราคาใหม่พุ่ง" พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย

จากซ้าย: แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรชื่อดังและลูกบ้านเศรษฐสิริ ร่วมด้วย ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ไทย และผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี โชว์ความแข็งแกร่งแบรนด์ ‘เศรษฐสิริ’ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี กับพอร์ตโฟลิโอสะสมกว่า 45 โครงการ มูลค่ารวม 98,000 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลัง ‘มิตซุย ฟุโดซัง’ ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัว “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ Berlin พร้อมวิวทะเลสาบใจกลางโครงการ ในราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียง 16.99 ล้านบาท

หากจะกล่าวถึงแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ยืนหยัดคู่กับความสำเร็จของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ชื่อของ ‘เศรษฐสิริ’ ย่อมถูกยกให้เป็น Industry Benchmark หรือบรรทัดฐานของตลาดบ้านระดับลักซ์ชัวรี ด้วยการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้ซื้อที่ลึกซึ้ง ทำให้แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ ‘บ้าน’ แต่คือ ‘Portrait of Success’ หรือภาพสะท้อนความสำเร็จในทุกจังหวะชีวิต

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐสิริครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานว่าเกิดจากความประณีตและการปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor อาทิ Content Creator, เจ้าของแบรนด์คนรุ่นใหม่, เจ้าของธุรกิจออนไลน์ หรือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการบ้านที่สะท้อนตัวตนและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (Value Appreciation)

“เศรษฐสิริไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่เราส่งมอบความมั่นใจผ่าน 5 แกนหลัก ทั้งงานดีไซน์ที่ประณีต, ทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทุกความสะดวก, ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24, บริการหลังการขายอันดับ 1 จากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และสังคมคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน” ภัคพริ้ง กล่าว

สำหรับการรุกตลาดในปี 2569 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท ประเดิมด้วยโปรเจกต์ไฮไลต์ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท บนทำเลตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สไตล์ Berlin ที่เน้นความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลวิวทะเลสาบหน้าเลค (Lakefront) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังเป็นเรื่อง ‘โอกาสทางการเงิน’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ โดยมองว่าปัจจุบันคือจังหวะที่ดีที่สุด ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทั้งมาตรการ LTV ที่ช่วยให้กู้ได้เต็ม 100% และอัตราดอกเบี้ยบ้านในไทยที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

“การตัดสินใจในตอนนี้ คือการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการ ‘ล็อกต้นทุนบ้านในราคาเดิม’ ก่อนที่จะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขึ้นอีก 5-10% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาบ้านในอนาคตพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทางด้านมุมมองจากนักวิเคราะห์ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร อาจจะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง แต่กลุ่มของบ้านจัดสรรในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มของบ้านจัดสรรที่มีกำลังซื้อหรือได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยบ้านในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาทต่อยูนิต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหลักของบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะมีสัดส่วนที่มากกกว่า 70% ของบ้านในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากนัก หรือประมาณ 30 – 35 ปี ซึ่งมีรายได้สูง ประสบความสำเร็จจากการทำงานหรือธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขยายครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตลาดบ้านจัดสรรที่มีการแข่งขันสูงพอสมควร เนื่องจากการสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ในด้านทำเลที่ตอนนี้มีความน่าสนใจ นอกจากจะเป็นย่านชานเมืองทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว ทำเลทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานครอย่างย่านจตุโชติก็น่าสนใจ เพราะมีทางด่วน ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ทำให้การเข้าถึงกรุงเทพมหานครชั้นในทำได้ไม่ยากนัก ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรวมไปถึงศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโรงเรียนานาชาติ ในทำเลและพื้นที่โดยรอบที่เป็นเหมือน 1 ในปัจจัยสำคัญของโครงการที่อยู่อาศัยราคาแพงไปแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบและจัดวางผังการใช้ประโยชน์รวมไปถึงในด้านต่างๆ ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย โดยมองว่าบ้านในระดับราคานี้ต้องตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยรวมไปถึงการลงทุนในระยะยาว”

สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9% ตอกย้ำว่าแบรนด์เศรษฐสิริคือ ‘A True Legacy of Wealth’ หรือ ‘มรดกแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความสำเร็จที่ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ บ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลหน้าเลค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้ เริ่ม 16.99 - 30 ล้านบาท* ลงทะเบียนเลือกแปลงสวยก่อนใคร ได้ที่ https://siri.ly/Y3rame4


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top