Friday, 5 June 2026
Econbiz

น้ำมันไทยสำรองพอ 104 วัน!! จับตาวิกฤตฮอร์มุซดันราคาดิบโลกพุ่ง น้ำมันดิบเสี่ยงทะลุ 120 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันติดลบ 6.3 หมื่นล้าน ไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย แต่กองทุนยังติดลบ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดคือความพยายามล่าสุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการเตรียมเข้าคุ้มกันและนำทางเรือสินค้าที่ติดค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การที่เส้นทางขนส่งพลังงานซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานโลกยังคงถูกปิดกั้น ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดและยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่สูงมาก โดยข้อมูลล่าสุด ณ 4 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 114.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 106.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความพยายามในการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

5 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 104 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 3 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.13 ล้านลิตร และจำหน่าย 55.60 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง

ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีก ดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.22 - 88.54 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 40.80 – 119.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,458.15 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 78.09 ล้านบาท

“เบทาโกร” อัปเกรดอาหารสัตว์ ยกระดับสูตรพรีเมียมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผสานโภชนาการครบถ้วนเพื่อสุขภาพดี เสริมภูมิคุ้มกันนวัตกรรม 3X Biotics ราคาจับต้องง่าย ดีไซน์ทันสมัยโดนใจ

เบทาโกรยกระดับผู้นำอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม 

ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมเต็มโภชนาการเพื่อเพื่อนรักสี่ขา

กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569 – บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งพอร์ตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรอัปเกรดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มพรีเมียมและสแตนดาร์ด ภายใต้แบรนด์ Perfecta และ DOG n joy ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณภาพที่ให้ความสำคัญด้านคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ดีแบบครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ยุคใหม่

Perfecta แบรนด์อาหารสุนัขและแมวระดับพรีเมียม ยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงสู่มาตรฐาน Human Grade เทียบเท่าอาหารคน พร้อมนำเสนอสูตร Wellness ใหม่ แบบ All-in-1 ที่ผสานแนวคิด Healthy, Beauty และ Safety ไว้อย่างลงตัว โดยพัฒนาร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ชั้นนำ Healthy ด้วยเนื้อไก่สดคุณภาพมาตรฐานเบทาโกร ผ่านกระบวนการความร้อนชั้นเดียวเพื่อคงคุณค่าสารอาหาร เสริมซูเปอร์ฟู้ด 6 สี ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ พร้อม 3X Biotics (Pre, Pro, Post Biotics) เสริมสร้างสมดุลลำไส้ เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุจากเดิม 1.5 เท่า ตามมาตรฐาน AAFCO Beauty ด้วยน้ำมันปลาแซลมอนที่มี Omega 3 & 6 บำรุงผิวหนังและขนสวยเงางาม Safety ปลอดภัยด้วยสูตรปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี สีสังเคราะห์ สารกันบูด และผลพลอยได้จากสัตว์ ครบจบในสูตรเดียว มั่นใจได้ถึงการใส่ใจคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ด้านแบรนด์ DOG n joy ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขระดับมาตรฐาน อัปเกรดสูตรใหม่เช่นกันเพื่อตอบโจทย์น้องหมาสายแอกทีฟ ให้พร้อมลุยทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ชูจุดเด่นด้วยวัตถุดิบหลักเนื้อสัตว์แท้เป็นอันดับ 1 และใช้เนื้อสัตว์ชนิดเดียว (Single Animal Protein) ช่วยให้ย่อยง่าย ลดอาการแพ้ ผนวก 3 พลังเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เสริมซินไบโอติกส์ช่วยปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่าย ขมิ้นชันที่ช่วยลดการระคายเคือง พร้อมวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น 23 ชนิดที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

โดยทั้งผลิตภัณฑ์ Perfecta และ DOG n joy สูตรอัปเกรดใหม่นี้ ยังมาพร้อมดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและโดนใจผู้เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความอร่อยจากศูนย์นวัตกรรมสัตว์เลี้ยงของเบทาโกร เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวทานได้อย่างเอร็ดอร่อย มั่นใจได้ในคุณค่าสารอาหาร โซเดียมต่ำ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย 

นายสมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลและใส่ใจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกอาหารคุณภาพที่ช่วยเสริมสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว สะท้อนถึงสถานะของสัตว์เลี้ยงได้ถูกยกระดับให้เป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน เบทาโกรจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้เลี้ยงยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำตลาดด้านอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพ และโภชนาการที่เชื่อถือได้”

กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ BingoStar โดยจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตวแพทย์ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน อนุมัติ 6 โปรเจกต์ใหญ่ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท 'ติ๊กต๊อก' นำทัพดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งเน้นพลังงานสะอาดและไฟฟ้า

บีโอไอไฟเขียว 6 โครงการ ลงทุนกว่า 9 แสนล้าน ‘ติ๊กต๊อก’ นำทัพลงทุนใหญ่ ปักหมุดไทยฐานหลักภูมิภาค

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท “ติ๊กต๊อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค พร้อมไฟเขียวเพิ่ม 9 โครงการเข้าระบบ Thailand FastPass และจับมือกระทรวงพลังงาน เร่งขับเคลื่อนกลไกพลังงานสะอาดและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากล็อตแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

อนุมัติ 6 โครงการใหญ่ ลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท

- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่

1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยในโครงการนี้ บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย

2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group
กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์

3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์

- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง

- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะเป็นสารสำคัญในการนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส

เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass ล็อต 2

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ล็อต 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรกที่ให้ไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด – จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมและอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้บีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด” นายนฤตม์ กล่าว

Traveloka เผยเทรนด์นักท่องเที่ยวไทย!! นักเดินทางไทยรอโปรฯเลขเบิ้ล ใช้งานพุ่ง 49% ช่วง Double Day มูลค่าการทำธุรกรรมโต 70% 5.5 Epic Sale ดึงลูกค้าเพิ่ม

Traveloka เผยนักท่องเที่ยววางแผนทริปช่วง “Double Day” ดันยอดการใช้งานพุ่งสูงถึง 49%

การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจแบบฉับพลันอีกต่อไป นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการวางแผนท่องเที่ยวให้กลายเป็นการจองแบบรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยแคมเปญ "Double Day" หรือ "วันเลขเบิ้ล" มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาในการจอง มากกว่าการเลือกสถานที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

กรุงเทพฯ 30 เมษายน 2569 - พฤติกรรมการจองท่องเที่ยวของคนไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่จองแบบทันทีทันใด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยหันมาวางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแคมเปญส่งเสริมการขายมากขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญ "Double Day" อย่าง 1.1, 2.2 และ 5.5 ซึ่งไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกจอง เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อช่วงเวลาที่ตัดสินใจจองอีกด้วย

ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka เผยว่าแคมเปญเหล่านี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบการจองในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในปี 2568 เมื่อผู้บริโภคชาวไทยเข้าใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องในช่วงแคมเปญ Double Day ส่งผลให้ยอดการเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 49% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้ Traveloka ได้ปรับปฏิทินการตลาดในปี 2569 ด้วยการเพิ่มความถี่ของแคมเปญในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยลูกค้า Traveloka ตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ฐานลูกค้าในสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีมูลค่าการทำธุรกรรมโดยรวมเติบโตสูงถึง 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภครูปแบบใหม่นี้

อเล็กซ์ จุง หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า "ผู้ใช้งานของเราชอบวางแผนเดินทางในวันที่มีเลขสวยหรือมีความหมายพิเศษ เราจึงต้องการเป็นแบรนด์แรกที่พวกเขานึกถึงในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อเราปรับกลยุทธ์การตลาดให้ตรงกับพฤติกรรมนี้ เราไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ยังสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาอีกด้วย"

จากการจองทันที สู่การ "รอจังหวะดีล"
นักท่องเที่ยวไทยยังคงติดตามเทรนด์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมยอดนิยมทั่วโลก แต่พฤติกรรมการจองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ปัจจุบัน แทนที่จะจองทันทีเมื่อพบที่ ๆ ชอบ นักท่องเที่ยวกลับเลือกที่จะรอก่อน เพราะรู้ว่าช่วงไหนมักจะมีโปรโมชัน จึงชะลอการตัดสินใจจองเพื่อรอจังหวะที่มีดีลออกมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยการรอดีลไม่ใช่แค่โชคดีที่ได้มาเพิ่มเติมอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจ

การวางแผนการเดินทางในปัจจุบันเป็นไปตามปฏิทินโปรโมชัน
แคมเปญ Double Day ไม่ใช่แค่โปรโมชันธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวรอคอยตลอดทั้งปี แทนที่จะเป็นเพียงส่วนลดครั้งเดียว วันเหล่านี้กลายเป็น "สัญญาณให้จอง" สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไว้แล้ว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่

'เส้นทางเอเชียตะวันออก': การจองล่วงหน้าสำหรับทริปใหญ่
สำหรับการเดินทางต่างประเทศ นักท่องเที่ยวมักวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ในช่วง Double Day Traveloka พบว่ามีการจองไปยัง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก นักเดินทางใช้โอกาสนี้จองระดับพรีเมียมในจุดหมายยอดนิยมที่มักจะเต็มตลอดทั้งปี

การท่องเที่ยวในประเทศ: เพิ่มทั้งความถี่และคุณภาพ
สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ แคมเปญ "Double Day" ช่วยให้การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น จุดหมายยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี และเชียงราย ยังคงครองใจนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สถานที่เหล่านี้ได้ประโยชน์จากแนวคิด "จองเลย ไปเร็ว ๆ นี้" ที่นักเดินทางใช้ดีลเพื่ออัปเกรดที่พักให้ดีขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น
 
5.5 สัญญาณของช่วงเวลาจองยอดนิยมครั้งต่อไป
จากพฤติกรรมการจองที่เปลี่ยนไป Traveloka กำลังเพิ่มแคมเปญใหม่ด้วย 5.5 Epic Sale ที่จะมาถึงในวันที่ 4-8 พฤษภาคม 2569 โดยวันที่ 5 พฤษภาคม (5.5) เป็นวันจองสูงสุด นักเดินทางจะได้รับโปรโมชันมากมาย อาทิ ส่วนลดเที่ยวบินสูงสุด 25,555 บาท คูปองลดราคาพิเศษสูงสุด 50% ค่าโดยสารเริ่มต้นเพียง 555 บาท และที่พักพร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวเริ่มต้นเพียง 55 บาท

5.5 ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญเดี่ยว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มมองหาโอกาสหลายครั้งตลอดทั้งปี เพื่อจองเที่ยวบิน ที่พัก และประสบการณ์ท่องเที่ยวในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น

กฎใหม่ของการเดินทาง: จังหวะเวลาคือทุกอย่าง
ข้อสรุปที่ชัดเจนคือราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่จังหวะเวลาก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการตัดสินใจเดินทาง

แคมเปญ Double Day จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของส่วนลดอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดรูปแบบการวางงบประมาณ การวางแผน และการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวไทยในการเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการเดินทางให้กลายเป็นความจริง

แม้ว่าความต้องการเดินทางจะยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ แต่นักเดินทางที่ฉลาดที่สุดไม่ได้แค่เลือกว่าจะไปที่ไหน แต่เลือกด้วยว่าจะจองเมื่อไร โดย Traveloka แพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจรชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนะนำให้นักเดินทางวางแผนล่วงหน้า และใช้ประโยชน์จากช่วงโปรโมชันพิเศษเหล่านี้ เพราะการจองในช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วยให้ได้ความคุ้มค่ามากขึ้น และทำให้ความฝันในการเดินทางเป็นจริงได้

ปริมาณสำรองยืน 113 วัน ตลาดน้ำมันโลกคลายกังวล พลังงานไทยมั่นคง ดีเซลผลิตได้เกินจำหน่าย กองทุนติดลบ 63,469 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว โดยระบุถึงความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากฝ่ายอิหร่านก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดโลกคลายความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ท่ามกลางความหวังว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้และมีน้ำมันไหลเวียนสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดหลังจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จากความหวังเรื่องการคลี่คลายของอุปทานนี้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าเผชิญแรงเทขายจนร่วงลงอย่างชัดเจน 

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

6 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 21 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 4 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.70 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.64 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.15 - 88.75 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.99 – 120. 04 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,469. 54 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 15.54 ล้านบาท

‘ณัฏฐ์ มงคลนาวิน’ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ แลนด์บริดจ์ถูกชูทางออกภูมิรัฐศาสตร์ ดันไทยเป็นประตูการค้าอินเดีย–ยุโรป แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนน–ท่าเรือ แต่คือเกมยุทธศาสตร์ เปลี่ยนภาคใต้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่

แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน: ยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยบนรอยต่อแห่งโอกาส?

ในฐานะที่ผมวางตำแหน่งตัวเองเป็น นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือ “เสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไทยและพี่น้องในพื้นที่”

 1. Sentiment จากพื้นที่: เสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุน บนความหิวโหยในข้อมูล

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด รวมถึงผลสำรวจจาก NIDA Poll เกี่ยวกับทัศนคติของคนใต้ต่อโครงการนี้ พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ คือคนไทยและพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่กว่า 67% ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเขามองเห็น "โอกาส" ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการจ้างงานในบ้านเกิด

ทว่า ปมปัญหาที่ทำให้เกิดความลังเลไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือ “ความหิวโหยในข้อมูลที่ถูกต้อง”

Awareness vs Understanding: ข้อมูลจาก NIDA Poll ระบุชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ (กว่า 54%) "เคยได้ยิน" ชื่อโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ "ไม่เข้าใจรายละเอียด" ของมันจริงๆ

ความหวังแฝงความกังวล: แม้จะสนับสนุนเพราะหวังผลเศรษฐกิจ แต่ประชาชนยังมีความกังวลสูงในเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ, ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความโปร่งใส

 2. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: การคาดการณ์รายได้และผลตอบแทนตามระยะเวลา

หัวใจสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพ คือ "การเติบโตของเม็ดเงิน" ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศตามแผนการพัฒนา 4 ระยะ (Phasing Strategy):

ช่วงก่อสร้างและเริ่มต้น (2573 - 2576): จะมีการอัดฉีดเงินลงทุนระยะแรกกว่า 522,844 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักและเปิดท่าเรือฝั่งชุมพรและระนอง

ช่วงขยายตัว (2574 - 2581): จะมีการลงทุนต่อเนื่องรวมกว่า 393,183 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและติดตั้งระบบอัตโนมัติ

เป้าหมายผลตอบแทน (ROI):

- โครงการนี้คาดการณ์ว่าจะสร้างการจ้างงานใหม่รวมถึง 280,000 อัตรา

- ช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี

- จากการประเมินของ สนข. อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) จะอยู่ที่ ร้อยละ 11 ถึง 17.38

 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงถึง 3.07 แสนล้านบาท และคาดว่าจะ คืนทุน (Break-even) ได้ภายใน 24 ปี

 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics): ทำไมแลนด์บริดจ์จึงเป็นคำตอบ?

โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการคมนาคม แต่มันคือการแก้ปม “The Malacca Dilemma” หรือวิกฤตการณ์ช่องแคบมะละกาที่ทั่วโลกกำลังกังวล

ความแออัดที่รอวันระเบิด: ช่องแคบมะละกามีเรือผ่านกว่า 90,000 ลำต่อปี และจะเกินขีดจำกัดภายในปี 2573

ความมั่นคงทางพลังงาน: จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาถึง 80% แลนด์บริดจ์จึงเป็นเส้นทางสำรองยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค

 4. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: จาก “ทางผ่าน” สู่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)”

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมสนับสนุนโครงการนี้คือแนวคิดการผนวกแลนด์บริดจ์เข้ากับ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)

สร้างฐานการผลิตในพื้นที่: เราจะไม่ยอมให้แลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางผ่าน แต่จะดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมเบา และการเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เข้ามาลงทุน

จุดเริ่มต้นที่ระนอง: เริ่มต้นเฟสแรกที่ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมสู่ตลาดอินเดียและยุโรปได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที

 5. ความท้าทายที่รัฐต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน

แน่นอนว่าความเสี่ยงย่อมมี และรัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

ปัญหา Double Handling: ภาคเอกชนกังวลว่าการยกสินค้าขึ้น-ลงรถไฟอาจเสียเวลาเพิ่ม 8-9 วัน และมีต้นทุนเพิ่มถึง 200-300 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ รัฐต้องมีคำตอบเชิงเทคนิคที่ชัดเจน

สิทธิของชุมชน: การเวนคืนที่ดินกว่า 1.5 แสนไร่ และการรักษาป่าชายเลนระนองต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ESG ระดับสากล

 มุมมองทางยุทธศาสตร์จากผม ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

ผมเชื่อมั่นว่าแลนด์บริดจ์คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของคนไทยครับ ชัยภูมิที่ตั้งของไทยคือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุด และถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้มันเพื่อสร้างอนาคตให้คนรุ่นหลัง โดยโครงการนี้เราจะไม่ได้ใช้เพียงงบประมาณของประเทศเราเองในการดำเนินงาน แต่จะเป็นการเปิดรับเงินลงทุนจากบริษัทเอกชนและพันธมิตรจากต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จนี้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ อ้างอิงจากเสียงสะท้อนใน NIDA Poll คือต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตอบคำถามที่ค้างคา และทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาคือ "เจ้าของโครงการ" อย่างแท้จริง เมื่อวันนั้นมาถึง แลนด์บริดจ์จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

6 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1299385335625682&id=100066626826372&post_id=100066626826372_1299385335625682&rdid=lS7GW1a0KtYmpin0#

เปิดชีวิต ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ จากพนักงานร้านชานมสู่ผู้ก่อตั้ง CHAGEE เรื่องจริงของคนที่เปลี่ยนต้นทุนติดลบเป็นพลังชีวิต ถอดเส้นทาง ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ปั้น CHAGEE เขย่าวงการชาสมัยใหม่

เปิดประวัติ ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ก่อตั้ง CHAGEE กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้หอมเหมือนใบชา

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยทายาทมหาเศรษฐีและอัจฉริยะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใครจะเชื่อว่าผู้เขย่าวงการชาระดับโลกอย่าง “CHAGEE” จะเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ “ติดลบ” จากเด็กชายเร่ร่อนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สู่ผู้ประกอบการที่ค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมา และพาแบรนด์ชาจีนให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จางจวิ้นเจี๋ย เกิดเมื่อปี 1993 ในมณฑลยูนนาน เดิมมีชื่อว่า จางจวิน (张军) ชีวิตวัยเด็กของเขาควรเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่ออายุเพียง 10 ขวบ พ่อแม่เสียชีวิตไล่เลี่ยกัน เขาตึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ทั้งที่ยังเล็กเกินกว่าจะทำงานได้

ช่วงอายุ 10 – 17 ปี เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่นานถึง 7 ปี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีรายได้แน่นอนิ อาศัยรอนใต้สะพาน ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือแม้แต่ตลาดสด 

ในช่วงเวลานั้น เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก จางจวิน เป็น “จางจวิ้นเจี๋ย” ซึ่งหมายถึง ผู้มีความสามารถโดดเด่น และรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ ชื่อใหม่นี้จึงเป็นเหมือนคำเตือนใจว่า ต่อให้ชีวิตไม่แน่นอน เขาก็ต้องเดินต่อและลุกยืนให้ได้

ร้านชานม….จุดเริ่มต้นที่มีความหมาย

ปี 2010 เมื่ออายุได้ 17 ปี จางจวิ้นเจี๋ยยุติชีวิตเร่ร่อนและได้งานในร้านชานมแบรนด์ไต้หวันในตำแหน่งพนักงานระดับล่างสุด นับเป็นอาชีพอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต แม้เงินเดือนไม่มาก แต่มีอาหารและที่พักให้ สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยไร้บ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นใหม่ที่มีความหมาย

เนื่องจากเขาอ่านหนังสือไม่ออก จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการทำงาน แม้แต่รายการส่วนผสมก็ยังดูไม่เข้าใจ การจำสูตร เขียนใบสั่ง หรือเช็กคลังสินค้าจึงเป็นเรื่องยาก

เสียงล้อเลียนจากเพื่อนร่วมงานและความไม่พอใจจากลูกค้าที่ต้องรอนาน กลายเป็นแรงกดดันในทุกวันที่มาทำงาน แต่เขาไม่ได้ท้อถอย จางใช้เวลาพักทั้งหมดไปกับการเรียนรู้ ซื้อสมุดพินอินมาฝึกเขียน เขียนชื่อวัตถุดิบเป็นบัตรคำแปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ สูตรที่คนอื่นอ่านครั้งเดียวก็จำได้ เขาต้องทบทวนซ้ำหลายรอบ งานที่คนอื่นทำครึ่งชั่วโมง เขายอมใช้เวลานานกว่านั้นเพื่อให้ถูกต้อง

ตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนร้านปิด เขาฝึกชงชาไม่หยุด มือพองจากน้ำร้อนหลายครั้งแต่ไม่เคยบ่น สำหรับเขาร้านชานมเล็กๆ แห่งนั้นไม่ใช่แค่ที่ทำงาน หากเป็นห้องเรียนชีวิตที่สอนทั้งทักษะอาชีพ ความอดทน และวินัย และต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของเส้นทางธุรกิจของเขาในอนาคต

จางมักจะสังเกตลูกค้าอย่างละเอียด จดไว้เสมอว่าความหวานระดับใดขายดี ท็อปปิ้งแบบไหนได้รับความนิยม ทุกแก้วที่เสิร์ฟจึงไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือข้อมูลสำหรับพัฒนาต่อ เขายังอาสาทำงานเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่ทำความสะอาด จัดสต๊อก ไปจนถึงอยู่ช่วยงานดึกๆ โดยไม่ปริปากบ่น

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้ผู้จัดการร้านค่อยๆ ไว้วางใจและมอบหมายงานให้เขารับผิดชอบมากขึ้น และจางก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สาขาที่เขาดูแลเป็นระเบียบมากขึ้น ข้อร้องเรียนลดลง ยอดขายค่อยๆ เติบโต

ช่วงเวลานั้นไม่ได้สอนเขาให้รู้จักแค่การชงชา แต่ทำให้เขาค้นพบทิศทางชีวิต เขาพบว่าตัวเองมีความละเอียดอ่อนต่อรสชาติชา ทั้งสัดส่วน อุณหภูมิ และความสมดุลของรส เขายังใช้เวลาว่างฝึกอ่านเขียน ขอคำแนะนำด้านการบริหาร และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจัง

เพียงไม่กี่ปี เขาเติบโตจากพนักงานหน้าร้าน สู่ผู้ช่วยผู้จัดการ และผู้จัดการสาขา การเริ่มต้นจากศูนย์ทำให้เขาเข้าใจทั้งความเหนื่อยของคนทำงาน และกลไกของตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก

การตัดสินใจครั้งใหญ่

ปี 2015 จาง จวิ้นเจี๋ยก้าวออกจากวงการชาไปทำงานที่บริษัทหุ่นยนต์อย่าง Shanghai Muye (上海木爷)  (ปัจจุบันคือ Shanghai NOAM Robot Technology Co., Ltd.) ในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือดูแลตลาดเอเชียแปซิฟิก สำหรับคนที่แทบไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเป็นระบบ การเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายใหญ่ แต่เขาใช้ทักษะการเรียนรู้และการสื่อสารที่สั่งสมมา ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เดินทางเจรจาธุรกิจในหลายประเทศ และได้เรียนรู้ระบบการบริหารแบบมาตรฐานและแนวคิดธุรกิจระดับสากล

ระหว่างทำงานที่เซี่ยงไฮ้ เขาเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ชายุคใหม่ จึงตระหนักว่าเครื่องดื่มชาไม่ใช่แค่ของดื่ม หากสามารถผสานวัฒนธรรมและประสบการณ์ได้ ความคิดเรื่องการสร้างแบรนด์จึงเริ่มชัดเจนขึ้น เขาเฝ้าศึกษาตลาด วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละแบรนด์ และกำหนดทิศทางของตนเอง

ประสบการณ์ข้ามสายครั้งนี้ ทำให้เขาเลิกคิดแค่ระดับ “การบริหารร้านร้านเดียว” และเริ่มมองธุรกิจในมุมกลยุทธ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการขยายแบรนด์ CHAGEE อย่างเป็นระบบในอนาคต

ก่อตั้ง CHAGEE

ปี 2017 เมื่ออายุ 22 ปี จางจวิ้นเจี๋ยตัดสินใจลาออกจากงานรายได้สูง กลับคุนหมิงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง เวลานั้นเขาไม่ใช่เด็กเร่ร่อนที่อ่านหนังสือไม่ออกอีกต่อไป หากเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ในวงการอาหารและเครื่องดื่ม เข้าใจทั้งสินค้า การบริหาร และตลาด เขานำเงินเก็บรวมกับเงินที่ยืมจากเพื่อน เปิดร้านเล็กๆ  และตั้งชื่อว่า “CHAGEE” หรือ “霸王茶姬” ในภาษาจีน โดยวางโพสิชั่นเป็นชาจีนร่วมสมัย

ชื่อแบรนด์ชาได้แรงบันดาลใจจากอุปรากรจีนสุดคลาสสิกเรื่อง Farewell My Concubine (霸王别姬) โลโก้ผสานลวดลายหน้ากากงิ้วกับเส้นสายมินิมอลสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “ใช้ชาตะวันออก เชื่อมมิตรทั่วโลก” เพื่อผลักดันชาสไตล์จีนสู่เวทีสากล แน่นอนว่าช่วงเริ่มต้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทีมงานของ CHAGEE ต้องทำงานในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก กลางวันออกศึกษาตลาด กลางคืนทดลองสูตรและออกแบบเมนู

ปีเดียวกันนั้นเอง ตลาดชายุคใหม่ในจีนมีกระแสร้อนแรง หลายแบรนด์มุ่งสู่ชาผลไม้และชาชีส แต่เขาเลือกจะไม่ตามกระแส หลังประเมินต้นทุนและความยั่งยืน และหันมาพัฒนา “ชานมสดใบชาแท้” วางตำแหน่งระดับกลางถึงสูง พร้อมผสานองค์ประกอบวัฒนธรรมจีนเข้ากับการออกแบบร้าน ทั้งโครงสร้างไม้แบบ “สลักและเดือย” และองค์ประกอบจากงิ้วดั้งเดิม รวมถึงการตั้งชื่อเมนูจากวรรณกรรมจีนคลาสสิก 

ช่วงเริ่มต้นก่อตั้ง CHAGEE เขาเผชิญปัญหาเงินทุนจำกัด แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด จางจวิ้นเจี๋ยจึงต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งวางแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้า ทำการตลาด และดูแลหน้าร้านด้วยตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง 

เขาพาทีมลงพื้นที่แหล่งปลูกชาในยูนนาน คัดเลือกใบชาคุณภาพดี และทดลองปรับสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีเป้าหมายคือรักษารสชาติแท้ของชาไว้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ถูกใจคนรุ่นใหม่

เขายึดหลักการเรื่อง คุณภาพของวัตถุดิบคือพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การขนส่ง ไปจนถึงการคัดเลือกนมและส่วนผสมอื่นๆ ล้วนมีมาตรฐานชัดเจน แก้ปัญหาจากฟีดแบกของลูกค้า

เมื่อมีลูกค้าบางส่วนสะท้อนว่าดื่มชาแล้วนอนไม่หลับ เขาไม่มองข้ามเสียงเหล่านั้น แต่ให้ทีมงานใช้เวลากว่าหนึ่งปีทดลองและปรับสูตรหลายร้อยครั้ง พร้อมนำเทคโนโลยีสกัดคาเฟอีนออกจากกาแฟหรือชา โดยใช้ CO₂ ในสภาวะซูเปอร์คริติคัล (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายทั้งก๊าซและของเหลว) จนสามารถพัฒนาชาลดคาเฟอีนที่ยังคงรสชาติของชาไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อการนอนหลับ 

ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ไวต่อคาเฟอีน และตอกย้ำแนวคิดของเขาว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ปรับตัวและก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

วันที่ 17 พ.ย. 2017 ร้านแรกของ CHAGEE เปิดตัวบนถนนอู่อี เมืองคุนหมิง ด้วยจุดยืนความเป็นจีนร่วมสมัยและรสชาติที่โดดเด่น ร้านได้รับการตอบรับดีเกินคาด แต่หลังความสำเร็จระยะแรก เขาก็เผชิญบททดสอบสำคัญ เมื่อการขยายสาขาข้ามพื้นที่ไม่เป็นไปตามคาด กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ครั้งแรกของแบรนด์ เจออุปสรรคในตลาดต่างถิ่น ช่วงครึ่งแรกของปี 2021 เขานำทีมบุกตลาดกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยความไม่คุ้นชินพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบบริหารที่ยังไม่ลงตัว หลายสาขานอกพื้นที่ต้องปิดตัว แผนขยายธุรกิจจึงสะดุดลง ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้เขาทบทวนอย่างจริงจัง และพบปัญหาหลักคือ “มาตรฐานยังไม่ชัด” และ “ความเข้าใจท้องถิ่นยังไม่พอ” เขาจึงเร่งสร้างระบบมาตรฐานใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการบริหารหน้าร้าน เพื่อให้รสชาติและคุณภาพเหมือนกันทุกเมือง เขาปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยยึดภาคตะวันตกเฉียงใต้เป็นฐาน ก่อนค่อยขยายทั่วประเทศ

เดือนกันยายน 2021 บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่สู่นครเฉิงตู ถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตระดับชาติ

ปี 2022 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้หลายแบรนด์ชะลอการลงทุน เขากลับเลือกเร่งขยายสาขา มองว่ายามตลาดชะลอตัวคือจังหวะที่ต้นทุนต่ำและคัดเลือกพันธมิตรได้ดีขึ้น การตัดสินใจที่ดูเสี่ยงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ภายในสิ้นปี จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปิดทางสู่การเติบโตรอบใหม่ของแบรนด์ จากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 500 สาขา ทะยานสู่กว่า 1,000 สาขา ความกล้าที่จะ “สวนกระแส” คือหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมการเติบโตของ CHAGEE ในขณะที่หลายแบรนด์เร่งออกสินค้าใหม่จำนวนมาก จางจวิ้นเจี๋ยกลับยึดแนวคิด “น้อยแต่แม่นยำ” โฟกัสเฉพาะสินค้าหลัก จนเมนูอย่าง ชานมมะลิ (伯牙绝弦) ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ชาพีชอู่หลง (花田乌龙) และ ชานมดอกหอมหมื่นลี้ (桂馥兰香) กลายเป็นตัวทำรายได้หลักของแบรนด์ ครองสัดส่วนสูงของยอดขายรวม กลยุทธ์นี้ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และทำให้ผู้บริโภคจดจำภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อชาราคาประหยัดแข่งขันกันด้วยสงครามราคา เขาเลือกยืนบนจุดยืน “คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้” พร้อมยืนยันมาตรฐานวัตถุดิบว่าไม่ใช้ครีมเทียม ไม่ใช้ไขมันพืชสังเคราะห์ และไม่ใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน และปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพ 

วางหมากในตลาดโลกในขณะที่หลายแบรนด์ยังมุ่งเน้นตลาดในประเทศ เขากลับเริ่มวางหมากระดับสากลตั้งแต่เนิ่นๆ ปี 2018 มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และเปิดสาขาแรกในมาเลเซีย ปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในต่างประเทศมากกว่าสองร้อยแห่ง ครอบคลุมสิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ

ปี 2023 นับเป็นจุดเร่งตัวครั้งสำคัญของ CHAGEE ยอดขายรวมตลอดปีทะลุหลักหมื่นล้านหยวน จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจนเกิน 4,500 แห่ง ก่อนจะขยายต่อเนื่องในปี 2024 จนแตะกว่า 6,000 สาขา รายได้ทั้งปีเติบโตอย่างแข็งแกร่งทะลุ 124 ล้านหยวน (ราว 558 ล้านบาท) พร้อมอัตรากำไรสุทธิที่ 20% สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจ

ในปีเดียวกัน จางจวิ้นเจี๋ยยังได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระที่ไม่เป็นผู้บริหารของ Haidilao ซึ่งมีเงินเดือนปีละ 1.2 ล้านหยวน (ราว 5.4 ล้านบาท) กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงธุรกิจจีน

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตเหล่านั้น คือคืนวันอันยาวนานของการตัดสินใจและการทบทวน คือความหนักแน่นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ และคือบทเรียนจากความล้มเหลวที่เขาไม่เคยปล่อยให้สูญเปล่า ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะจังหวะเวลา หากเกิดจากความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดยั้ง

17 เม.ย. 2025 CHAGEE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา โดยราคาปิดวันแรกอยู่ที่ 32.44 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,005 บาท) มูลค่าตลาดเกิน 4 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท) ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ชาจีนจากคุนหมิงสู่เวทีโลก

ปัจจุบัน CHAGEE มีสาขาในต่างประเทศ 169 แห่ง โดยสาขาแรกในลอสแอนเจลิสจำหน่ายได้มากกว่า 5,000 แก้วในวันเปิดร้าน ส่วนสาขาในสิงคโปร์มียอดขายต่อเดือนต่อสาขาสูงถึง 1.8 ล้านหยวน (ราว 8.1 ล้านบาท) 

ชีวิตส่วนตัวที่ถูกจับตา

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2025 จางจวิ้นเจี๋ยได้จัดพิธีสมรสกับเกาไห่ฉุน ประธานร่วมของ Trina Solar หรือที่รู้จักกันในฐานะทายาทรุ่นใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 

การจับมือกันของผู้ประกอบการที่เติบโตจากศูนย์กับผู้บริหารหญิงจากตระกูลนักธุรกิจ กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในมิติชีวิตส่วนตัว หากยังสะท้อนถึงการมาพบกันของสองบริษัทมหาชนจากต่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้านหยวน 

เรื่องราวของจางจวิ้นเจี๋ย คือบทพิสูจน์ว่า “ต้นทุนชีวิต” ไม่ได้ตัดสินปลายทาง เขาเคยเป็นคนเร่ร่อน  ไม่มีโอกาส อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น CHAGEE จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อของแบรนด์ชาจีนระดับโลก แต่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวของคนที่เปลี่ยนความลำบากให้กลายเป็นแรงผลักดัน และถ่ายทอดให้ผู้คนได้รู้ว่าหากยังไม่ถึงเป้าหมาย บางทีเราอาจอยู่ใน “ช่วงระหว่างทาง” ที่ต้องอดทนอีกนิดเท่านั้น

อ้างอิง :https://baijiahao.baidu.com/s?id=1849461998076846148&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง :https://zhuanlan.zhihu.com/p/1975294319905767500 

อ้างอิง :https://uptogo.com.tw/%E7%BE%8E%E9%A3%9F/%E9%A3%B2%E6%96%99/%E8%8C%B6%E9%A3%B2/chagee%E6%98%AF%E4%BB%80%E9%BA%BC%E5%93%81%E7%89%8C%EF%BC%9F/?utm_source 

อ้างอิง : https://baijiahao.baidu.com/s?id=1846137404530276961&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง : https://finance.sina.com.cn/stock/stockzmt/2024-08-28/doc-incmenpn1903854.shtml?utm_source 

‘ดร.ธีรชัย’ อดีต รมว.คลัง ชี้เสี่ยงไม่คุ้ม? เปิดโจทย์ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย ใครคุ้มกว่า ใครเสี่ยงกว่า ชำแหละแลนด์บริดจ์ เสี่ยงต้นทุนสูง–ดีเลย์–เวนคืนใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า ค่าใช้จ่ายสูงและดีเลย์เรือบ่อย ก่อนชูระนองเป็นฮับโลจิสติกส์แทน

LOGISTIC HUB ชนะขาด Land bridge *โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยราง

1 ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายสูงในการยกคอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร ยกขึ้นขนส่งทางรางหรือรถบรรทุก ยกลงที่ระนอง ยกขึ้นเรือที่ระนอง เทียบกับประหยัดเวลาเดินทางเพียงไม่กี่วัน

2 ปัญหาดีเลย์เรือที่มารับจะทำให้มีคอนเทนเนอร์ค้างบนฝั่ง และแทนที่จะใช้เรือลำเดียววิ่งผ่านช่องแคบมะละกา กลับต้องใช้เรือสองลำ แต่ละลำต้องเข้าคิวจอดเทียบท่า

3 ไม่สร้างงานแก่คนท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครเอาคอนเทนเนอร์มาแกะเพื่อเอาสิ่งของสินค้านำออกมาเพื่อทำงานเพิ่มอีกเพียงเล็กๆน้อยๆ

4 เสียธรรมชาติสองด้าน โดยเฉพาะด้านชุมพรที่อาจกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว

5 ต้องเวนคืนที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ประชาชนกังวลว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองดักซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเตรียมไว้แล้ว และแนวคิดให้เอกชนต่างชาติเช่า 99 ปีเป็นเป้าหมายการครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์เสียมากกว่า

(ประชาชนเป็นห่วง แค่เกาะพงันและอำเภอปาย รัฐบาลยังป้องกันไม่ได้เลย)

6 รัฐบาลเปิดประมูลให้เอกชนเหมา ไม่มีขบวนการรับฟังข้อกังวลของคนท้องถิ่น และควรรับฟังคำเตือนของคุณสิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนให้ระวังการประมูลไปก่อนแล้วขอปรับเงื่อนไขทีหลังเพื่อลดประโยชน์ที่ให้แก่รัฐบาลหรือเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลต้องลงทุนแทนมากขึ้นๆ

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองลอยฟ้ายกระดับสูงกว่าทะเลเหมือนคลองปานามา

เป็นไปไม่ได้ ลงทุนหนักไม่คุ้มค่า และการยกเรือขึ้นลงในประตูน้ำหลายชั้นจะต้องใช้น้ำจืดมหาศาล ที่ปานามามีทะเลสาปน้ำจืดใหญ่ แต่ชุมพรถึงระนองไม่มีทะเลสาปน้ำจืด

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองขุดจะเจอปัญหาระดับน้ำทะเลสองด้านไม่เท่ากัน ต้องทำประตูน้ำอย่างน้อยหนึ่งชั้นซึ่งต้องการน้ำจืดเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากคลองไทยจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเล การเมืองโลกจึงยังไม่เอื้ออำนวย แต่ภายหลังจากโครงการ RANONG LOGISTIC HUB เดินหน้าไประยะหนึ่ง ก็อาจหยิบยกเรื่องคลองขุดพิจารณาได้อีก

*โครงการ RANONG LOGISTIC HUB

เชื่อมโลกกับตอนกลางของจีนด้วยเรือ-ต่อ-ราง จากระนองผ่านลาวส่งถึงคุนหมิง

1 แค่เน้นเฉพาะสินค้าที่ใช้ในตอนกลางของจีน ก็มีปริมาณนำเข้าส่งออกพอเพียง จะคุ้มค่าทางธุรกิจทันที ในแผนที่จะเห็นได้ว่าเส้นทางรางระนอง-คุนหมิงนั้น สั้นกว่าผ่านช่องแคบมะละกาไปที่เซี่ยงไฮ้และต่อด้วยรางไปคุนหมิง

2 จีนจะมีทางออกมหาสมุทรอินเดียเป็นครั้งแรก แทนที่จะออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางเดียว ดังนั้น ไทยสามารถเจรจาให้จีนลงทุนได้

3 สินค้าผลิตในไทยจะมีทางส่งออกเพิ่ม โดยส่งทางรางไปเชื่อมกับรถไฟจีนไปยุโรป รวมไปถึงการนำเข้า

4 สามารถชักชวนโรงงานจีนมาจัดตั้งอุตสาหกรรมแร่ในภาคใต้ของไทย เพื่อแปรรูปแร่ธาตุจากอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดียและปากีสถาน ให้เป็นวัตถุดิบพร้อมใช้งานทั้งในไทย อาเซียน และส่งไปจีน

5 นักธุรกิจในไทยสามารถเป็นคนกลางเชื่อมโยงการค้าอินเดีย-จีน ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอีกมาก

6 โครงการนี้รัฐบาลไทยจะไม่ใช้วิธีกู้เงิน แต่จะต้องทำเป็นโครงการสองรัฐบาลร่วมกัน โดยใช้รัฐวิสาหกิจสองประเทศ และเจรจาให้จีนออกทุนเกือบทั้งหมด ส่วนไทยลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นของไทยเป็น Golden share มีสิทธิวีโต้ ส่วนการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ระนองจะต้องอยู่ในควบคุมของไทยและใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น เพื่อมิให้กระเทือนการเมืองโลก ระหว่างสหรัฐ จีน และอินเดีย

7 ไม่เสียธรรมชาติด้านชุมพร  ส่วนด้านระนองขณะนี้มีท่าเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือกับคนในท้องที่ทุกขั้นตอนเพื่อดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม และทำให้ประโยชน์เกิดแก่ท้องที่อย่างแท้จริง

8 รัฐบาลไทยสามารถเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน oil tank farm เพื่อเก็บน้ำมันฉุกเฉิน ไม่ว่าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป โดยไทยอาจเก็บค่าเช่าในรูปน้ำมันแทนเป็นตัวเงิน รวมไปถึงการสร้างโรงกลั่นเพื่อส่งออก

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1550685879762003&id=100044618165480&rdid=a7s8cWr6mCVtlBCi#

เผยไทยสำรองน้ำมันเพิ่มเป็น 109 วัน กระทรวงพลังงานรายงาน สถานการณ์พลังงานโลกมีสัญญาณผ่อนคลาย ราคาน้ำมันขายปลีกยังทรงตัวเทียบอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 63,439 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดส่งสัญญาณในทิศทางที่ผ่อนคลายลงอย่างมาก หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม โดยทางการอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอและคาดว่าจะให้คำตอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเปิดทางให้การเดินเรือขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางเนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนถึงการโจมตีที่รุนแรงขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว พัฒนาการเชิงบวกทางการทูตนี้ได้ช่วยลดทอนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในฝั่งของอุปสงค์จะยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งผ่านตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงก็ตาม จากความหวังที่สงครามอาจใกล้สิ้นสุดลง ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบทั้งสองฝั่งในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าปรับตัวร่วงลงอย่างหนัก ก่อนที่จะเริ่มเห็นการปรับขึ้นมาได้เล็กน้อยและแกว่งตัวอยู่ในระดับที่มีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569
 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 19 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 5 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.60 ล้านลิตร และจำหน่าย 56.48 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.97 - 88.15 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​12 – 116.69 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,439.65 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 29.89 ล้านบาท
 

ดีพร้อมลุยยกระดับ SME จัดงานทดสอบตลาดที่นครสวรรค์ รวบรวมสินค้าไฮเทค 3 กลุ่มหลัก ผลักดันอาหารอนาคตและเกษตรแปรรูป สร้างโอกาสตลาดสากลให้ผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 (DIPROM) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดกิจกรรม “ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์” ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ ขนทัพผู้ประกอบการ Future Food อาหารแห่งอนาคต-Bio-based personal Care and Beauty Product ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม – Agricul Tural Product and Herbs   ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป/พืชเศรษฐกิจและสมุนไพร   คว้าใจผู้บริโภคและ Buyer รายใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) รุกเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรม “ทดสอบตลาด (Market Testing)” รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จาก 3 โครงการใหญ่ภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบปะผู้บริโภคจริง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าสู่ระดับสากล ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์

นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศิริเทพ พิริยอุตสาหกร ผู้อำนวยการกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และ นางสาวณัฐชานันท์ บวบทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารในการเจรจาธุรกิจ (Buyer) ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย ,นายชนาธิป โอสถวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด ,นางสาวดวงหทัย เอมอ่อง ผู้จัดการ บริษัท สวอน แอร์ ซีเฟรท จำกัด  ,นายกิติศักดิ์ วิจิตรเวชการ Marketing Manager THE BUBBLES Co.,Ltd. ,นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งบริษัท คอนซัลติ้งไทย จำกัด (Buyer ผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ) และคณะผู้บริหารร่วมในพิธี

นางสาวิตรี ทาจ๋อย เปิดเผยว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาทดสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงตามเทรนด์โลก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง  สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จาก 3 กิจกรรมหลักประกอบด้วย:

1.   กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food): สัมผัสเมนูทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
-     บริษัท อเนกฟาร์มนกกระทา จำกัด (จังหวัดอ่างทอง)
 เจลลี่ไข่ขาวพร้อมรับประทาน
-     บริษัท เปี่ยมสุขฟาร์ม จำกัด (จังหวัดชัยนาท)
 วิต้า กริก นวัตกรรมอาหารอนาคตจากจิ้งหรีด
-     บริษัท วังบุญชู จำกัด (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ชูชูช็อคโกแลตและกราโนล่าบาร์

2.   กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ : นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น 
-     หจก.หัตถชา 1982 (จังหวัดนครสวรรค์)
 โทนเนอร์ผิวใส 3 ระดับ นวัตกรรมข้าวหอมใบเตย
-     วสช.คนเอาถ่านบ้านหัวดาน (จังหวัดพิจิตร)
 แฮร์ เซรั่ม นวัตกรรมฟื้นฟูเส้นผมระดับพรีเมียมจากถ่านชาร์โคล

3.  กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป (พืชเศรษฐกิจหรือสมุนไพร): การแปลงโฉมสินค้าเกษตรและสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย  
-     บริษัท วรรณาวีย์ จำกัด (จังหวัดพิจิตร)
 ใบเตยผงชงดื่มเข้มข้น
-     บริษัท พุทธาพร19 จำกัด (จังหวัดลพบุรี)
 สเปรย์สารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน
-     วสช.การเรียนรู้ศาสพระราชาคืนป่าสัก (จังหวัดลพบุรี)
 ผงกล้วยดิบชนิดเม็ด
-     Good Farm Café (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ไซรัปกล้วยน้ำว้า
-     พีพีคอมมูนิตี้เอนเตอร์ไพร (จังหวัดชัยนาท)
 สเปรย์ป้องกันยุงตะไคร้ส้มโอ

งานทดสอบตลาดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ดีพร้อม พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสะพานเชื่อมโยงให้ SME ไทยไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขายเป็นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยเราจะนำผลการทดสอบตลาดในครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาหลักสูตรและการสนับสนุนในครั้งต่อไป” นางสาวิตรี กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top