Thursday, 4 June 2026
Econbiz

BWG ลุยเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก 'ศรีไทยซุปเปอร์แวร์' และ 'วัดจากแดง' ขับเคลื่อนโครงการ "ส่งขยะกลับบ้าน" รวบรวมชุดยูนิฟอร์ม 681 กก. ขยะกำพร้า เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในอุตสาหกรรม

BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ - วัดจากแดง”

สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

ThaiBev ดันซัพพลายเชนยั่งยืน ผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพ เป้าหมาย Net Zero 2030 เพิ่มพลังงานหมุนเวียน นวัตกรรม Triple O ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สมุยโมเดลแก้โลจิสติกส์บนเกาะสู่อนาคตดิจิทัล

ข้อมูลอัจฉริยะ เสริมพลังซัพพลายเชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง ThaiBev x TCC Technology x CMKL University

เมื่อเร็ว ๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group ได้จัดเวที opentalk ช่วงพิเศษ เพื่อเปิดมุมมองให้ทุกท่านเห็นว่า “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และความยั่งยืนได้อย่างไร โดยได้รับเกียรติจากคุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ThaiBev) มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ในการบริหารซัพพลายเชนที่มีความซับซ้อน พร้อมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง TCC Technology (TCCtech) และ CMKL University

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านซัพพลายเชน

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอรทัย พูลทรัพย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลภาพรวมซัพพลายเชนของ ThaiBev ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบครบวงจร จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev แตกต่างคือ แนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค โดยโครงสร้างซัพพลายเชนได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแพลนและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายซัพพลายเชน: มุ่งสู่ Net Zero และ Circularity

กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีแหล่งกำเนิดจากซัพพลายเออร์ ด้วยจำนวนซัพพลายเออร์มากกว่า 3,000 ราย การจัดการในส่วนนี้จึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ ดูแล และการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเพียงกระบวนการผลิต ไปสู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการบริโภคอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

คุณอรทัยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น “ซาเล้ง” ที่เปรียบเสมือนระบบการเก็บรวบรวมของที่ใช้แล้วที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด โดยระบบนี้ทำงานในลักษณะของเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการของที่ใช้แล้วผ่านการเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุ ทำให้สามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน

เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดย “ข้อมูล” ได้กลายเป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งคุณอรทัยได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ได้มีการพัฒนาแดชบอร์ด รวมถึงระบบติดตามผลดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยอาศัยเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพของระบบได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนมีระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นวัตกรรม “Triple O”: ผสาน Data, Robotics และ AI

“Triple O” คือหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่โดดเด่นในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ด้วยปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และปริมาณเศษกระดาษ 2 แสนตันต่อปี

Oasis – Data-Driven Precision

“O” แรก Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงได้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลGPS มาทำการวิเคราะห์และทำการจับคู่เพื่อระบุ white space ระหว่างร้านค้าและสถานที่ขาย จาก Insight ที่ได้ทำให้ทีมงานสามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการจัดการได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดในแต่ละสถานที่

Octopus – Robotics

“O” ที่สอง Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ คือการนำหุ่นยนต์(แขนกล) ที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษ แตกต่างจากเครื่องทั่วไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการคัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ พร้อมช่วยทุ่นแรง ลดภาระและช่วยให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

Oracle – AI-Powered Intelligence

“O” ที่สาม Oracleเป็นชื่อได้จากเรื่องราวของกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้เปรียบกับการนำเอาเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) คือเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยจดจำ วิเคราะห์ และเข้าใจ สามารถแยกแยะ จำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงที่หลากหลาย ลดการสูญเสียวัสดุ และเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ โดย ThaiBev ได้พัฒนา ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า พันธมิตรด้านนวัตกรรมเหล่านี้ สามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย  สำหรับหลายๆคน เครือข่ายนี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลช่วยลดความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การนำขวดแก้วกลับมาใช้ซ้ำช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ของเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

“Samui Model (สมุยโมเดล)” เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งออกแบบมา เพื่อแก้ไขความท้าทายด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ โดยใช้แนวคิดการขนส่งขากลับด้วยการนำรถบรรทุกที่ว่างจากการส่งสินค้า มาใช้ขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มจำนวนมาก ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ให้กับชุมชน

ก้าวสู่อนาคตของซัพพลายเชนดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คุณอรทัยได้เน้นย้ำว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินการที่มีความหมาย เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

“MOSH” ดันเครื่องเขียน!! เปิดตัว 'ปอนด์-ภูวินทร์' เสริมพลังบวกผ่านแบรนด์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วเอเชีย หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง


“MOSHI” เปิดตัว ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ กับบทบาท Friend of Moshi Moshi

ชูคอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์

หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ให้โตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปี 2569 เปิดตัว Friend of Moshi Moshi ในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน (Stationery) เป็นครั้งแรก คว้าตัวคู่ศิลปินนักแสดงชายชื่อดัง ‘คุณปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ และ ‘คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ หรือ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ จากสังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ที่มีความสามารถรอบด้าน มาร่วมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จากผลงานซีรีส์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee’

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทฯ ต้องการตอกย้ำและปลุกกระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหัวใจหลักของ MOSHI ให้คึกคักและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดหลักในครั้งนี้บริษัทฯ ตั้งใจชู ‘พลังคู่ (Partner)’ ของ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ เนื่องจากทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และความน่ารักของทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้เป็นประกายความสุขที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เรียกว่ามีความแตกต่างแต่เข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับ DNA ของแบรนด์ การจับคู่ในแคมเปญนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความน่ารักของเครื่องเขียน Moshi Moshi เพื่อเป็นประกายความสุขที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

การร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ MOSHI มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ด้วยคาแรกเตอร์และพลังขับเคลื่อนของศิลปินทั้งสองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.) การขยายฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Younger Generation) 2.) การสร้าง Brand Awareness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับที่มีฐานผู้ติดตามในระดับเอเชียค่อนข้างสูง อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น 3.) การสร้าง Engagement ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมตลาด และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Communication) ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเขียนของ MOSHI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ครบครัน มีตั้งแต่ไอเทมพื้นฐาน เช่น สมุด ปากกา ดินสอ ไปจนถึงไอเทมไลฟ์สไตล์สุดฮิตอย่าง เฟรมการ์ด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความพิเศษผ่าน Brand Film ภายใต้คอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสดใส ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่จะย้อนเวลากลับไปสู่วัยเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนาน ความฟิน และความทรงจำดีๆ ผ่านไอเทมเครื่องเขียนสุดน่ารัก โดยดึงเคมีที่เป็นธรรมชาติของปอนด์และภูวินทร์ มาถ่ายทอดผ่านเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวและกิมมิกที่ล้อไปกับซีรีส์ที่แฟนๆ ประทับใจ เพื่อเปลี่ยนการซื้อเครื่องเขียนธรรมดาให้กลายเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ โดยจัดเต็มเป็นเรื่องราวให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ซึ่งแต่ละตอนจะมีกิมมิกและความฟินที่แตกต่างกันออกไป ชวนให้อมยิ้มและคิดถึงรักแรกในวัยเรียน

“เราตั้งใจทำให้ Moshi Moshi เป็นแบรนด์เครื่องเขียนอันดับหนึ่งที่ครองใจลูกค้าและแฟนๆ อย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง ‘Brand Love’ ผ่านเรื่องราวและความผูกพันในแคมเปญนี้ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง First Jobber และแฟนคลับต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสาวบุณยวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมกิจกรรมสุดฟินที่จะมาแจกความสดใส และสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ และลูกค้าของ Moshi Moshi จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปักหมุดรอติดตามแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp

EECO ลุย MRO ร่วมเวียตเจ็ท ลงนาม MOU สร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน เสริมเมืองการบินภาคตะวันออก ยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ หนุนอุตฯบินไทยโตภูมิภาค

EECO จับมือ เวียตเจ็ท MOU สร้างโอกาสพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)

ร่วมขับเคลื่อนเมืองการบินภาคตะวันออก เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการบินภูมิภาค

เมื่อวันที่ 28 พ.ค 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีแลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) ณ ตึกสันติไมตรีหลังในทำเนียบรัฐบาลโดยมีนายจุฬาสุขมานพเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกรรมการบริษัท เวียตเจ็ท (Dr. Nguyen Thi Phoung Thao, Chairwoman of Vietjet Air) เป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือฯ ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนและยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากรด้านการบิน การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ MOU นี้ เป็นกรอบความร่วมมือเบื้องต้น เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนา จัดตั้ง และดำเนินการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ เขตส่งเสริม EECa มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาฝูงบินจากกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ทยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยการดำเนินการลงทุนของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

กลุ่ม ปตท. จับมือรัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามซื้อขายน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงานไทย–ลาว เดินหน้าหนุนเสถียรภาพพลังงานภูมิภาค ตอบสนองความต้องการต่อเนื่อง

กลุ่ม ปตท. จับมือ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงทางพลังงานไทย – ลาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - กลุ่ม ปตท. และ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว จัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและความมั่นคงทางพลังงานใน สปป.ลาว โดยมี ดร.มะโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว (ที่ 3 จากขวา) และ นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายเวียงทอง วงศ์ทาวิเลย์ ผู้อำนวยการ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว (ที่ 2 จากขวา) นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) (ที่ 2 จากซ้าย) และนายขวัญชัย เหลืองชัยชาญ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสธุรกิจปิโตรเลียม บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธี ณ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของระบบจัดหาน้ำมันในภูมิภาค ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานไทย ด้วยการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้แก่ สปป.ลาว ตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกการค้าที่โปร่งใสและยั่งยืน สะท้อนถึงพันธกิจของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นองค์กรพลังงานไทยที่มีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค โดยมีการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้า (Commercial Arrangement) และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด

“ล้งชุมชน” สร้างเศรษฐกิจ กลไกสำคัญในห่วงโซ่ทุเรียนไทย เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพและตลาดทั่วจังหวัด เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน

“ล้งชุมชน” กลไกสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย “ล้งทุเรียน” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อผลผลิตจากสวนไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทยในปัจจุบัน การมีล้งที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ และส่งต่อผลผลิตสู่ผู้ส่งออก ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโตถึง 18 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญว่า รายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นนั้น ถูกกระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งจำนวนมากที่ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เพาะปลูก มักเป็นของพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “กำไร” เป็นหลัก ขณะที่ “ล้งชุมชน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง กลับยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้มากนัก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปี พ.ศ. 2563 และต่อยอดด้วย “โครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้” ในปี พ.ศ. 2566

 โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของ “วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต)” ซึ่งสามารถพัฒนาล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like รวมถึงสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ล้งชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับล้งของพ่อค้าคนกลางได้ คือปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีปริมาณทุเรียนคุณภาพในสัดส่วนต่ำ ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการ “เปลี่ยนทัศนคติ” ของเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ผ่านกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย และการดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ในปี 2567 สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 125 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันในระยะสั้น แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับกลุ่ม ทั้งการยกระดับล้งจากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยางชั่วคราว ไปสู่โรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน การสร้าง “ห้องเย็น” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด ด้วยการแปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “คลินิกทุเรียน” ที่ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกสามารถนำไปใช้ก่อน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ตั้งแต่การตัดทุเรียน การคัดเกรด ไปจนถึงการแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่กำลังถูกผลักดันคือ “Zero Waste” หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีมแล้ว ยังมีการศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ปัจจุบัน นายมะเสาวดี ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส มองว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจาก “โครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส” และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต โดยเฉพาะการผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น “หลักอมานะฮ์” ที่เน้นความรับผิดชอบและการร่วมกันทำความดี “หลักมุฮาซาบะห์” ที่ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ “หลักมุฎอเราะบะฮ์” ที่ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และทำให้ทุกคนพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 การลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่จำนวนมาก

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “เครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม” หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

เรื่องราวของล้งทุเรียนยะลา จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจทุเรียน แต่คือภาพสะท้อนของพลังชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

อาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจ!! กำลังซื้อโต 6% ใน 4 เดือน Food Economy เชื่อมโยง SME เกษตร ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เน้นรายได้สูงในห่วงโซ่อาหารไทย

Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

“ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

“บีโอไอ” ไฟเขียวเพียวไซเคิล!! ทุ่ม 8 พันล้านลงทุนรีไซเคิล สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ระยอง มุ่งตลาดเอเชีย ขยายเศรษฐกิจสีเขียว

บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย

บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top