Friday, 5 June 2026
ไทย

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

‘พลเอกประวิตร’ รุดให้กำลังใจ ทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ไทย - กัมพูชา ณ รพ.พระมงกุฎฯ

(20 ส.ค. 68) เวลา 8.30 น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ อดีต ผบ.ทบ  เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทหาร 8 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์การสู้รบ ชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ โดยพลเอกประวิตร ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บ และกล่าวให้กำลังใจ กับ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย ความว่า “วันนี้ผมมาในฐานะพี่คนหนึ่ง ที่เคยทำงานกับน้อง ๆ ทหารทุกคน ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจของคนเคยร่วมรบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมเสียใจที่น้อง ๆ ต้องบาดเจ็บแต่ก็ภูมิใจที่ทุกคนยังยืนหยัดปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ อยากให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ  อยากบอกว่าชาติบ้านเมืองยังยืนอยู่ได้เพราะความเสียสละของน้อง ๆ ทุกคน ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงสุขภาพให้มาก ๆ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เสมอ เห็นน้อง ๆ เจ็บ ผมก็เจ็บด้วย เพราะผมเองก็เคยผ่านสนามรบ ผมรู้ดีว่าการเสียสละทุกครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่สิ่งที่น้อง ๆ ทำให้ชาติ มันมีค่ามากกว่าคำพูดใดๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหาร ว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดคือเกียรติยศของกองทัพและของชาติ ผมจะอยู่เคียงข้าง ให้เกียรติ และไม่ลืมความเสียสละนี้

โดย พลเอกประวิตร ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และ เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เพื่อไว้รักษาตัว และถูกส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

‘กัมพูชา’ ไม่สนโลกละเมิดสนธิสัญญาซ้ำซาก ด้วยอาวุธต้องห้าม “หลุมหนาม - กับดักหนาม”

(20 ส.ค. 68) ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเลือกใช้ หลุมหนามและกับดักหนาม ในพื้นที่ชายแดน วิธีการเช่นนี้แม้จะดูเป็นอาวุธโบราณ แต่ในกฎหมายมนุษยธรรมสากลกลับถือว่า เป็นอาวุธต้องห้าม เพราะไม่สามารถจำกัดผลเฉพาะต่อกำลังทหารได้ หากพลเรือนสัญจรผ่านก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด อนุสัญญาเจนีวา และ พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW Protocol II) ซึ่งห้ามการใช้กับดักที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมถึงเป็นการเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่กัมพูชาได้ลงนามไว้เอง

การละเมิดกฎหมายเจนีวา
1. หลักการจำแนกเป้าหมาย (Principle of Distinction) – ตาม พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol I) มาตรา 48 และ 51 ระบุชัดว่า “คู่สงครามต้องจำแนกพลเรือนออกจากนักรบ และต้องมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะวัตถุทางทหารเท่านั้น” การวางหลุมหนามที่สามารถทำร้ายได้ทั้งทหารและพลเรือน จึงขัดกับหลักการนี้โดยตรง

2. ข้อห้ามการโจมตีไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate Attacks) – พิธีสารเพิ่มเติม มาตรา 51 วรรค 4 ห้ามการใช้อาวุธ วิธี หรือกลยุทธ์ที่ไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้ หลุมหนามซึ่งดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านเข้ามาเข้าข่ายชัดเจน

3. อนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW) Protocol II ว่าด้วยกับดักและทุ่นระเบิด – ข้อ 3 และ 6 ห้ามการใช้ กับดัก (booby-traps) ที่ไม่เลือกเป้าหมาย หรือวางในพื้นที่ที่มีโอกาสที่พลเรือนสัญจรไปมา เช่น เส้นทาง หมู่บ้าน พื้นที่ทำกิน การใช้หลุมหนามชายแดนจึงเป็นการละเมิดพันธกรณีตาม CCW อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวทีนานาชาติ นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทท้องถิ่น แต่สะท้อนภาพกัมพูชาในฐานะ รัฐที่ไม่เคารพกติกาสากล และพร้อมละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร การใช้กับดักหนามจึงไม่เพียงสร้างบาดแผลให้ทหารไทย แต่ยังเสี่ยงทิ้งบาดแผลถาวรให้กับพลเรือนในอนาคต

ประชาคมโลกจึงควรจับตามองพฤติกรรมซ้ำซากของกัมพูชา ซึ่งทำให้เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

“พล.ต.ท.สำราญฯ” เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย เสริมความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

(21 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ร่วมการประชุมระหว่างตำรวจมาเลเซีย - ไทย ระดับบริหารครั้งที่ 28 ร่วมกับ ตัน ศรี อายอบ ขาน รอง ผบ.ตร.มาเลเซีย/หัวหน้าคณะตำรวจมาเลเซีย และคณะตำรวจมาเลเซีย ณ ห้องประชุม Jade Hall, Geo Resort and Hotel รัฐปะหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีคณะตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9/รองหัวหน้าคณะฯ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และคณะฯ รวมทั้งหมด 25 นาย เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 18 -21 สิงหาคม 2568 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนความร่วมมือที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.สำราญฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และตั้งใจร่วมกัน ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจตนารมณ์กําหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กระทบต่อไทยและมาเลเซีย

สื่อเขมร โพสต์ถามไทยจะช่วยสร้าง 7 โครงการต่อหรือไม่ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ

(3 ก.ย. 68) Khmer Times โพสต์ถาม ไทยยังเดินหน้าช่วยกัมพูชาตาม 7 โครงการ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนหรือไม่

สื่อกัมพูชา Khmer Times โพสต์ตั้งคำถามต่อความช่วยเหลือจากไทย หลังจากที่รัฐบาลแพทองธารเคยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชาไว้ 7 โครงการ ว่าหลังการถอดถอน “อุ๊งอิ๊ง” ไทยจะยังคงดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่ โดยบทความได้สัมภาษณ์นักวิชาการกัมพูชา ซึ่งย้ำว่า ไทยมีพันธะตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

'ศบ.ทก.' ไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย – เขมร ยาว 16 กม. จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

'ศบ.ทก.' เห็นชอบแผนสร้างรั้วยาว 16 กม. บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว แจง 'ไอโอที' ลงพื้นที่สังเกตการณ์ จ.ตราด แค่เก็บข้อมูล 'กต.' จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

(3 ก.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/ 2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 68 ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.และจากนั้นวันที่ 10 ก.ย.เป็นการประชุม GBC หลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในพื้นที่จังหวัดตราด ทั้งนี้ในส่วนของความมั่นคงเป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายของไทยในการประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุมศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วได้เสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆนำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อขออนุมัติ

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวหยอก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฎรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตี

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ” นางมาระตี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในการประชุมครม.วันที่ 2 ก.ย. มีมติเห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทยกัมพูชา ซึ่งจะครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชน เพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้อย่างครบถ้วนและเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจเราเร่งแก้ไข ฟื้นฟู และใส่ใจความเป็นอยู่ของทุกคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกๆก้าว เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘เตีย เซรยฮา’ ปูด “ญี่ปุ่น” ร้องขอ ไทย-กัมพูชา เปิดด่าน ให้ส่งออกสินค้าไปเขมร หากไม่ทำตามจะย้ายฐานการผลิต

(11 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ของ วาสนา นาน่วม สื่อมวลชนสายทหาร ได้โพสต์ข้อความว่า ‘พลเอก เตีย เซรยฮา’ แถลง เปิดเอง “ญี่ปุ่น” ร้องขอ ไทย-กัมพูชา เปิดด่าน ให้ส่งออก-นำเข้า สินค้าที่จำเป็น (แต่ไม่ได้เปิดเผยว่า เป็นสินค้าประเภทใด ขณะมีรายงานจากว่า เช่น ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ สินค้าจำเป็น ที่ญี่ปุ่นลงทุน ในไทย และส่งออกไปเขมร แถมกดดันไทยว่า ไม่เช่นนั้นจะย้ายโรงงานผลิต)

ขณะที่ เขมร พยายาม ทวงถามไทย เรื่อง จัดตั้งAOT คณะผู้สังเกตุการณ์อาเซียน เพื่อมาทำหน้าที่ตรวจสอบการหยุดยิง และถอนอาวุธหนัก แต่ฝ่ายไทย ขอใช้แค่ IOT ผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว ที่มีอยู่แล้ว และกลไกทวิภาคี RBC-GBC

พร้อมเร่งให้ ไทย ปล่อยตัว 18 ทหารเขมร เชลยศึก

ขณะไทย ยัน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และ เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวา

พลเอก เตีย เซรยฮา รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวที่เกาะกง ผลประชุมGBC 5 ข้อ และในตอนหนึ่ง ระบุว่า At the same time, the meeting emphasized on the needs of the return to normalcy, in this regard, with the request from Japan which proposed both countries to consider on the feasibility on reopening border checkpoints for the necessary goods transportation for the maintenance of critical regional supply chains

ประธานหอการค้ามาเลเซีย ชี้โอกาสทองภาคเอกชน ฉวยจังหวะรุกเสียบแทนไทย!! ยึดพื้นที่การค้าของกัมพูชา

(22 ก.ย. 68) ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งหยุดยิงชั่วคราว ไม่ได้ทำให้กระแสต่อต้านไทยในกัมพูชาลดลง กลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกิดกระแส “แบนสินค้าไทย” และการเลี่ยงธุรกิจที่มีผู้บริหารเป็นคนไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงแบรนด์พลังงานรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT ที่ถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ท้องถิ่น Peace Petroleum Cambodia (PCC) รวมถึงเครือข่าย Café Amazon และ 7-Eleven ที่ยอดขายดิ่งลงอย่างหนัก

ในบรรยากาศต่อต้านนี้ นายตัน คี มิง (Tan Kee Meng) ประธานหอการค้ามาเลเซียในกัมพูชา (MBCC)  มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของมาเลเซีย เพราะชาวกัมพูชามีทัศนคติเชิงบวกต่อมาเลเซียจากบทบาทของนายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในฐานะประธานอาเซียน โดยสินค้าจากมาเลเซียถูกมองว่ามีคุณภาพระดับกลางถึงสูง มีมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นตัวเลือกแรกหลังชาวกัมพูชาปฏิเสธสินค้าจากไทย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการนำเข้าสินค้ามาเลเซียส่วนใหญ่ยังมาจากพ่อค้ากัมพูชาที่สั่งตรง ไม่ใช่จากบริษัทมาเลเซียที่เข้าไปลงทุนโดยตรง ทำให้ตันเสนอให้ภาครัฐมาเลเซียช่วยผลักดันธุรกิจในประเทศบุกตลาดจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในกัมพูชาที่เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน เวียดนามและจีนก็เร่งเข้ามาแทนที่ไทย โดยเวียดนามกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในภาคอาหาร เกษตร และพลังงาน การค้าระหว่างเวียดนาม–กัมพูชาโตขึ้นกว่า 16% ในครึ่งปีแรก ขณะที่จีนใช้จุดแข็งด้านต้นทุนต่ำ รุกตลาดวัสดุก่อสร้างจนการลงทุนก่อสร้างในกัมพูชาโตขึ้นกว่า 30% นักวิเคราะห์เตือนว่ากระแสต่อต้านไทยครั้งนี้อาจยืดเยื้อ 3–5 ปี และแม้พรมแดนจะเปิดอีกครั้ง ไทยก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งตลาด

‘ดร.ปณิธาน’ ยกถ้อยแถลง ‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับเขมร สร้างจุดเปลี่ยนการทูตเชิงรุกบนเวทีระดับโลก

เมื่อวันที่ (28 ก.ย.68) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงตอกกลับกัมพูชาในเวที UNGA ว่า ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ โดยให้เหตุผลไว้ดังนี้ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ
1. ในเวที UNGA สมัยที่ 80 เมื่อวานนี้ ไทยได้สกัดกั้นกัมพูชาไม่ให้ใช้เวทีสหประชาชาติ บิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ฝ่ายเดียวได้อย่างทันท่วงที จนได้รับการชื่นชมจากคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งได้รับการตอบรับจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ (United Nations General Assembly- UNGA) ด้วยการปรบมือหลายครั้ง

2. เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทูตเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ในสงครามกัมพูชา-ไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะเป็นจุดหักเหนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาได้ หากไทยสามารถสกัดกัมพูชาในทุกเวทีนานาชาติเช่นนี้ได้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

3. สาเหตุของความสำเร็จในครั้งนี้ น่าจะมีอย่างน้อย 2 ประการ คือ:
3.1) ความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคนปัจจุบัน ซึ่งมีประสบการณ์ในเวที UN และเวทีระดับนานาชาติมาก่อนหลายปี รวมทั้งยังเคยทำงานให้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลที่ผ่านมาในเรื่องการต่างประเทศ และเคยช่วยร่างสุนทรพจน์สำคัญให้นายกรัฐมนตรีในอดีตมาแล้วอีกด้วย ดังนั้น จึงสามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เมื่อกัมพูชากล่าวหาไทยในเวที UNGA อย่างรุนแรง

3.2) บทบาทหรือการแทรกแซงของสหรัฐฯ และของปธน.ทรัมป์ ซึ่งในวันที่ 26 ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม UNGA กันนั้น Deputy Secretary of State ของสหรัฐฯ นาย Christopher Landau ได้เชิญรมต.ต่างประเทศของไทย รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย ให้พบพูดคุยหารือกันสี่ฝ่ายเรื่องแนวทางยุติความขัดแย้งและข้อเสนอสำคัญของปธน.ทรัมป์ที่จะมีในเรื่องนี้ ซึ่งปธน.ทรัมป์ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียในเดือนหน้านี้และหวังไว้ว่าจะได้แถลงถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ในวันนั้นด้วย 

บรรยากาศในการประชุมสี่ฝ่ายดังกล่าวเป็นไปด้วยดี แต่หลังจากนั้น กัมพูชาก็ขึ้นเวที UNGA โจมตีไทยอย่างรุนแรง จนทำให้ทางรมต.ของไทยต้องเปลี่ยนสุนทรพจน์ที่ได้เตรียมไว้และปรับแนวทางชี้แจงจากเดิมมาเป็นการแก้ข้อกล่าวหาพร้อมทั้งระบุชัดเจนถึงพฤติกรรมของกัมพูชาที่บิดเบือน ไม่ทำตามข้อตกลง ต่อหน้าในที่ประชุมทำอย่าง แต่ลับหลังกลับทำอีกอย่างตามที่ปรากฎเป็นข่าว (บางส่วนได้ระบุไว้ในสุนทรพจน์ข้อ 23-24 โปรดดูเอกสารคำแปลข้างล่าง) 

ที่สำคัญคือ การกระทำเช่นนี้ของกัมพูชา ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รับรู้รับทราบมานานแล้ว เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียอย่างชัดเจนด้วย ทำให้ไทยสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้ในที่ประชุม UNGA เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของกัมพูชาได้อย่างมีน้ำหนักและเหมาะสม

4) สรุป การทูตแบบเชิงรุกของไทยที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรี หรือเพราะความจำเป็นบังคับในเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือเพราะมีการแทรกแซงของสหรัฐฯ ที่กลายเป็นผลดีกับไทย หรือจะด้วยเหตุบังเอิญหรือโชคเข้าข้างไทยก็ตาม ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และนับเป็นการเริ่มบริบทใหม่ของการทูตไทยในยามสงครามของยุคสมัยปัจจุบัน

นับตั้งแต่นี้ไป ไทยจะต้องเตรียมตัวไปสกัดกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและล่วงหน้าในเวทีนานาชาติที่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน การประชุมเอเปค ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป และถ้าเป็นเช่นนั้น สันติภาพและความสงบสุขที่ประชาชนส่วนใหญ่ของทั้งสองประเทศต้องการนั้นก็จะเริ่มเป็นจริง และเราก็อาจจะหลีกเลี่ยงการทำสงครามกันอีกระลอกที่กำลังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้

เพจดัง!! ขุดงบ NED หนุน 38 องค์กรในไทย ตั้งแต่ปี 2016-2020 ทะลุ 14 ล้านเหรียญ

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก 'Vee Chirasreshtha' ได้โพสต์ข้อความ…ถึงประเด็นเมื่อปี 2016- 2020 ที่ผ่านมา NED ให้เงินสนับสนุน 38 องค์กรในไทยรวมกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐไปทำไม องค์กรเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ? อ๋อ ไม่ใช่สภากาชาดหรอกครับ

ยกตัวอย่างแล้วกันว่ามีองค์กรใดบ้าง Internet Law Reform Dialogue ไม่คุ้นล่ะสิ iLaw ไง รับเงินจาก NED มาสร้างคอนเทนต์และป่วนประเทศไทยตั้งแต่ปี 2016 ปีล่ะราว ๆ 3 หมื่น ถึง 5 หมื่นเหรียญ ตกปีล่ะ ล้านกว่า ถึง เกือบ 2 ล้าน

แล้วสหรัฐได้อะไรจากการลงทุนนี้ ? ก็ลองสังเกตคอนเทนต์ของไอลอว์ดู คือแทรกแซงกระทั่งการเลือกตั้ง นี่เท่ากับ สหรัฐ จ้างวานคนไทยในการเข้ามาวุ่นวายกับการเลือกตั้งนะครับ อันนี้คือ ยอมรับได้ ?

องค์กรอื่นๆ มีอะไรบ้างที่รับเงินจาก NED ของสหรัฐ 101 World จากปี 2017 ได้ 5 หมื่นเหรียญ ปี 2020 ได้ 9 หมื่นเหรียญ แหม่ ทำไมทุ่มทุนไม่หยุด ลองถามตัวเองสิครับว่าเขาจ่ายเงินแล้วเขาได้อะไรจากการที่ 101 world ทำคอนเทนต์ต่าง ๆ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็รับจาก NED ปี 2020 รับไป 1 แสน 2 หมื่นเหรียญ อีสานเรคคอร์ดนี่ก็ได้ทุกปีนาจาปีล่ะหลายหมื่นเหรียญ มีแม้แต่งบให้กลุ่ม Youth Activist's Capacity to Promote DEMOCRACY อูววววว ได้ไป 4 หมื่นเหรียญต่อปี

ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มก็ลองหาจากเว็บ National Endowment for Democracy แล้วกัน ถถถ "สหรัฐเขาจะมาแทรกแซงทำไม ทำแล้วได้อะไร"

ก็ตอบมาครับว่าที่จ่ายๆ ให้องค์กรเหล่านี้แล้วเขาได้อะไร ?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top