Friday, 5 June 2026
ไทย

สภาอุตฯ เรียกถกด่วน 47 กลุ่มอุตสาหกรรม รับมือภาษีทรัมป์ 36% คาดไทยเสียหาย 8-9 แสนล้าน

(8 ก.ค. 68) จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้แจ้งอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราสูงถึง 36% ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดที่สูงกว่าที่ภาคเอกชนประเมินไว้ และสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม (20%) อินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (25%) ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเบื้องต้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท

“แม้ว่าข้อเสนอแรกของไทยจะถูกส่งไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมและมีการลงนามในเช้าวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งอาจสวนทางกับประกาศของสหรัฐฯ ที่แจ้งมา ขณะนี้ ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีจำนวนหลายพันรายการ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราส่งข้อเสนอเพิ่มเติมไปนั้น ยังไม่มีการตอบกลับมา แต่เชื่อว่า หากสหรัฐฯ ได้พิจารณาอีกครั้งในข้อเสนอเพิ่มเติมใหม่นี้ น่าจะมีผลไปในทิศทางบวก” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม

สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ส.อ.ท. จึงจะมีการประชุมเร่งด่วนภายในร่วมกับ 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ก่อน เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายกลุ่ม และจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม หลังจากนั้น ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะรีบเร่งประชุมร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการตั้งรับต่อไป

กัมพูชากล่าวหา ‘แฮ็กเกอร์ไทย’ เจาะระบบรัฐฯ ชื่อกลุ่ม ‘BlackEye-Thai’ โจมตีต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

(9 ก.ค. 68) กระทรวงโทรคมนาคมกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทยที่อ้างว่ากัมพูชาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่า “รัฐบาลกัมพูชาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกลุ่มดังกล่าว”

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นความพยายามของไทยในการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ และไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้

ในทางกลับกัน กัมพูชากล่าวหาว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์จากไทยที่ใช้ชื่อว่า “BlackEye-Thai” ได้โจมตีระบบออนไลน์ของหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ระบบความปลอดภัยสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเสียหายเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ กัมพูชาเตือนประชาชนให้ระวังข่าวปลอมที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย พร้อมเรียกร้องให้ใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด

จับตา!! สแกมเมอร์กัมพูชาปักหมุดเมืองใหม่ ตึกผุดรับฐานใหญ่ตรงข้ามจุดผ่านแดน ‘ช่องจอม’

(9 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า..หลังจากกัมพูชาถูกเปิดโปงจากนานาชาติว่ากลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และหลอกลวงออนไลน์ ล่าสุดพบการเคลื่อนไหวใหม่ บริเวณชายแดนตรงข้ามจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

ย้ายฐานหนีปราบปราม – สร้างเมืองใหม่รองรับแก๊งโกง
มีรายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า บริเวณฝั่งด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตรงข้ามกับด่านช่องจอมของไทย กำลังมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หลายหลัง ทั้งที่พักและสำนักงาน โดยก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% รอบพื้นที่มีการล้อมรั้วเหล็กสูง และลวดหนามหีบเพลงแน่นหนา

อาคารเหล่านี้เชื่อว่าใช้รองรับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ จากเมืองปอยเปตและพื้นที่ 'ชเวโก๊กโก่' ในเมียนมา ที่ถูกปราบปรามอย่างหนัก โดยมีนายทุนจีนอยู่เบื้องหลังและควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ตำรวจไซเบอร์ไทยเดินหน้า – ลุยกวาดล้างเครือข่าย 'ก๊ก อาน'
เช้าวันเดียวกัน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ 'ตำรวจไซเบอร์' ของไทย ได้บุกค้นเครือข่ายของ นายก๊ก อาน ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของสมเด็จฮุน เซน และมีบทบาทสำคัญในการเปิดบัญชีม้าสนับสนุนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ส่งผลให้มีการออกหมายจับตามมาทันที

ขนของเข้าพื้นที่ – เตรียมโครงสร้างพื้นฐานเต็มรูปแบบ
แม้บริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามด่านช่องจอมจะค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากมีมาตรการควบคุมผู้เดินทางเข้า-ออก โดยเฉพาะนักพนัน แต่ยังคงมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น โรงไฟฟ้า และปั๊มน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการตั้งถิ่นฐานของเครือข่ายผิดกฎหมาย

หมายเหตุ: พื้นที่บริเวณด่านโอร์เสม็ด-ช่องจอม นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ใกล้เมืองสุรินทร์ของไทย และเป็นจุดที่นักลงทุนเถื่อนจากปอยเปตสามารถย้ายข้ามมาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายถูกกวาดล้างจากทางการไทยหรือเมียนมา

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว

‘ฮุน มาเนต’ ยื่น 3 เงื่อนไขให้ไทยพิจารณา ยันพร้อมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา หากบรรลุข้อตกลง

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา ยืนยันพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา หากบรรลุ 3 เงื่อนไข 

(14 ก.ค. 68) พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าจะเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ

1.ไทยต้องประกาศเปิดด่านชายแดนโดยฝ่ายเดียวอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านฝ่ายเดียวอีก
2.ต้องเปิดจุดผ่านแดนทุกด่านโดยไม่มีเงื่อนไข
3.ควรกำหนดเวลาเปิดด่าน เหมือนช่วงก่อนวันที่ 7 มิถุนายน คือ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กัมพูชาไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือสร้างผลกระทบให้กับการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะไม่ยอมรับการที่ไทยขอเปิดด่านบางด่านแล้วปิดด่านบางด่านเองอีก

ขณะเดียวกัน ‘ฮุน มานี’ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยเจตนาแสดงการกระทำยั่วยุที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาคมโลกจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายไทย และตัดสินเองว่าเป็นการแสดงเจตนายั่วยุจริงหรือไม่ และขอให้ชาวกัมพูชาทุกคน อดทนต่อการยั่วยุของไทยในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน

หน้าฉากเล่นบท ‘พระเอก’ เคยช่วยสอนยูเครนกู้ระเบิด สวมวิญญาณผู้รักสันติภาพแต่แอบลอบวางกับระเบิดเสียเอง

(21 ก.ค. 68) ระเบิดจำนวนกว่า 300 ลูกที่เพิ่งถูกพบวางอยู่ในเขตชายแดนไทยบริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรถูกมองข้ามไปเฉยๆ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานของไทยเคลียร์สนามทุ่นระเบิดจนปลอดภัยและส่งมอบให้ฝ่ายปกครองไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แล้วจู่ ๆ กับระเบิดใหม่จึงกลับมาปรากฏในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดเหล่านี้ไม่ได้หลงเหลือจากยุคเก่า แต่น่าจะเป็นของใหม่ที่ถูกนำมาวางจงใจ

และคำถามสำคัญที่สังคมไทยและประชาคมโลกควรถามในเวลานี้ก็คือ ระเบิดเหล่านี้ กัมพูชาเอามาจากไหน?

เมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2023 สื่อ VOA News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาได้ถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ยูเครนให้สามารถเก็บกู้ระเบิดจากสนามรบได้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ความเชี่ยวชาญที่กัมพูชาอ้างว่าสั่งสมมานั้น ไม่ได้มาจากจิตวิญญาณของผู้รักสันติภาพ แต่มาจากประสบการณ์ตรงในการวางกับระเบิดและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้อื่น

ในเมื่อระเบิดในสนามรบยูเครนจำนวนมากเป็นของรัสเซีย และกัมพูชาได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเก็บกู้ มีหรือที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเล็ดลอด การขนย้าย หรือการนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ยังเป็นจุดพิพาท ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดบางส่วนอาจไม่ได้ถูกทำลาย หากแต่ถูกสงวนไว้เพื่อภารกิจอื่นที่ไม่เปิดเผย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ กัมพูชาที่สวมหน้ากาก "พระเอกผู้ช่วยยูเครน" กลับอาจเป็นผู้วางกับระเบิดใกล้บ้านเราเสียเอง

นี่ไม่ใช่เพียงความหน้าด้านทางการทูต หากแต่คือการใช้เวทีโลกสร้างภาพลวงตาให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา วางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่เพื่อนบ้าน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงพฤติกรรมย้อนแย้งนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ กัมพูชาไม่ควรได้รับเสียงปรบมือจากเวทีโลก ตราบใดที่ยังใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงกับประเทศที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด

ทภ.2 ควบคุม 18 ทหารเขมรยอมจำนนที่ซำแต พบเป็นศพในพื้นที่อีก 2 พร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

โฆษก ทบ. เผยกองทัพภาคที่ 2 ควบคุม 18 ทหารกัมพูชา หลังตอบโต้ถูกโจมตีพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ และได้ยอมจำนน ยึดหลักมนุษยธรรมดูแลพร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

วันนี้ (29 ก.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการควบคุมตัวทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้ง ยิงเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทย ฝ่ายไทยจึงได้ใช้ หน่วยทหารม้าเฉพาะกิจเข้าทำการตอบโต้และกวาดล้างที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา

จากการปฏิบัติดังกล่าว พบมีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งยอมจำนนโดยไม่มีท่าทีหรือลักษณะจะคุกคามฝ่ายไทย ทางหน่วยจึงดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวตามขั้นตอน โดยยึดถือหลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด มีจำนวน 18 นาย ชั้นยศ ร้อยตรี 1 นาย ,จ่าสิบโท 2 นาย ,สิบเอก 12 นาย ,สิบโท 2 นาย , สิบตรี 1 นาย และในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ สิบเอก มอม ริดที บาดเจ็บ ถูกกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวา และ แขนซ้าย ซึ่งภายหลังฝ่ายไทยได้ส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 นาย

ขณะนี้ ทหารกัมพูชาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ณ พื้นที่ปลอดภัยของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้จัดเตรียมการดูแลขั้นพื้นฐานไว้ให้ ทั้ง เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาล ตามความจำเป็น ดูแลให้เป็นไปตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล จากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของผู้เสียชีวิต ฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต ตามหลักปฏิบัติสากลในการปฏิบัติต่อศพในภาวะสงคราม อย่างสมเกียรติต่อไป

กองทัพบกยังคงยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธกรณีที่ไทยถือปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาเจนีวาที่พึงกระทำต่อทหาร และ ศพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top