Friday, 5 June 2026
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ

เมื่อ ‘ฮุน เซน’ ขอคนเขมร “หยุดใช้เงินบาทไทย” สะท้อนศรัทธาใน ‘เงินเรียล’ สั่นคลอน – ผู้นำไร้ทางถอย

(7 ต.ค. 68) ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ออกประกาศพิเศษเรียกร้องให้ประชาชน “หยุดใช้เงินบาทไทย” พร้อมกล่าวเตือนให้รักษาศีลธรรมและอารยธรรมอันดีงามของชาติ คำพูดดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนในภูมิภาค เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำกัมพูชากล่าวถึงปัญหาภายในประเทศ โดยโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผย

ฮุน เซนระบุว่า กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และหากประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าภายในประเทศแทน จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมเตือนให้เลิกใช้เงินบาทไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการนำเข้าทองคำจากไทยที่เพิ่มสูงผิดปกติ สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางเศรษฐกิจของประชาชนที่เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินเรียล และหันไปถือทองแทนเงินสดในระบบ ภาพเช่นนี้สะท้อนชัดว่า “ความกลัว” เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือ “ความเชื่อมั่น” แล้ว

ในพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต พระตะบอง และเสียมราฐ การใช้ เงินบาทไทย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ร้านค้าแทบทุกแห่งรับเงินไทยแทนเรียล เพราะเชื่อถือได้และแลกเปลี่ยนง่ายกว่า ปัญหานี้สะสมเรื่อยมา จนกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การออกมาพูดของฮุน เซนจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม แต่เป็นความพยายามดึงศรัทธาในเงินตรากลับคืนมาด้วยถ้อยคำแทนนโยบาย เพราะในทางปฏิบัติ รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีมาตรการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมพอจะฟื้นความมั่นใจของตลาดหรือสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การพยายามโยนปัญหาออกนอกประเทศด้วยการอ้างเงินบาทและสินค้าไทย อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการใช้เงินบาทอาจส่งผลให้การค้าชายแดนชะลอตัว และกระทบต่อผู้ประกอบการกัมพูชาจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดฝั่งไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า คำประกาศของฮุน เซนสะท้อน “ภาวะกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ” ที่เริ่มปะทุขึ้นภายในประเทศมากกว่าความตั้งใจจริงในการปฏิรูปการเงิน เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานจากปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการถอนทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เคยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา

ทองคำที่ไหลเข้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่คือสัญญาณของความหวาดระแวง การเลิกใช้เงินบาทไทยที่ฮุน เซนประกาศก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อประคองภาพลักษณ์ของผู้นำในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

ในที่สุด ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ภายในประเทศเอง — และมากไปกว่านั้น ปัญหากำลังวนกลับไปหาตัวผู้นำผู้เอ่ยประกาศเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กัมพูชากำลังเผชิญสภาวะกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ประชาชนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เสียงของฮุน เซนในครั้งนี้จึงไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำที่มั่นใจ แต่คือเสียงสะท้อนของผู้นำที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เริ่มบีบเข้ามาจนเขาเองแทบไม่มีทางถอย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 4.6 แสนบาท ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังละ 12,000 บาท รวมจำนวน 32 หลัง  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 384,000 บาท (สามแสนแปดหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครเฉพาะกิจ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ คณะผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เป็นผู้สำรวจ ประสานงาน และร่วมในพิธี ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

โดยวานนี้ (วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 4 หลัง ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 3 หลัง ณ ที่ว่าการอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นลำดับถัดไป 

รวมงบประมาณดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือชาวอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสิ้น 468,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นแปดพันบาทถ้วน)

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น และล่าสุดมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

การเปิดเสียงหลอนกลางดึก เป็นการทำสงครามจิตวิทยา รบทางเสียง ยังดีกว่า ทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า กัน จอมพลัง หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเหลือประชาชนเปิดเสียงซาวด์ผีหลอนใส่กัมพูชากลางดึกนั้น กัมพูชาย่อมมีสิทธิ์เปิดเสียงหลอนใส่ไทยได้เช่นกัน

“การเปิดเสียงหลอนกลางดึกเป็นการทำสงครามจิตวิทยารบทางเสียง ยังดีกว่าทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันตรงไหน”

ส่วนจังหวัดสระแก้วซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอ คือ ตาพระยา โคกสูง วัฒนานคร และคลองหาด เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน สะท้อนว่า สถานการณ์ผลักดันกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว อาจขยายผลไปถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน

อย่างไรก็ตาม การให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอพยพจึงไม่เกินความจริงไปได้ เพราะถ้ารบกันแล้ว คงไม่ได้อยู่แค่ดินแดนไทยถูกรุกล้ำเท่านั้น แต่จะขยายไปในพื้นที่ส่วนอื่น ตั้งแต่ชายแดนกองทัพภาค 1 ถึงกองทัพภาค 2 ด้วย คงหนีกันไม่พ้นการปะทะกันทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

‘ประเทศไทย’ ปกป้องอธิปไตยด้วย ‘เสียง’ แต่กลับถูกตั้งคำถาม เรื่องสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) จากกรณีที่ #กันจอมพลัง นำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน F-16 และ #เสียงผี ที่ #หมู่บ้านหนองจาน และ #หนองหญ้าแก้ว เพื่อกดดันและ #ข่มขวัญชาวกัมพูชา ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร #สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเตือนรัฐบาลว่า การปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปสร้างความกดดันดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง

นางอังคณา ระบุว่า การปล่อยให้ #อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการเพื่อ #สร้างความหวาดกลัวในช่วงความขัดแย้ง ถือเป็นความท้าทายต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อกระทรวงการต่างประเทศในการหาทางออกร่วมกันและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

นางอังคณาชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรายงานต่อ #องค์การสหประชาชาติแล้ว โดยเฉพาะจดหมายจาก นายแก้ว เรมี ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ระบุว่า หน่วยทหารไทยได้กระจายเสียงแหลมสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ นางอังคณา ยังเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย #การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งไทยเป็นภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงและบันทึกข้อตกลงชายแดนร่วม (GBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา “รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ การทำสิ่งใดที่สร้างความหวาดกลัวหรือผลกระทบทางจิตใจต่อพลเรือน แม้จะเป็นฝ่ายคู่ขัดแย้ง ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เตือนว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความรักชาติ แต่การกระทำเช่นนี้อาจย้อนกลับ #ทำลายภาพลักษณ์ #ความชอบธรรมของไทย และถูกตีความว่าเป็นการสร้างความรำคาญหรือ #ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา

สุนัยเตือนว่า การเปิดเสียงใส่พื้นที่พลเรือนไม่ใช่การโจมตีทางยุทธศาสตร์โดยตรง แต่เป็นเจตนาที่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หากกัมพูชานำไปขยายผล ไทยอาจถูกกล่าวหาว่า #ละเมิดสิทธิพลเรือน โดยเฉพาะเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ซ้ำจากฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ

การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่ยึดหลักความชอบธรรมและเป็นภาคี #อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ถูกตั้งคำถาม ขณะที่บางพื้นที่ชายแดนอยู่ในมาตรการพิเศษหรือกฎอัยการศึก ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยาก และเปิดช่องให้กัมพูชาตอบโต้ได้ง่าย

สุนัยสรุปว่า หากต้องการจัดการปัญหาชายแดน ควรหลีกเลี่ยงยุทธวิธีที่สร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน และเน้นวิธีการที่ไม่ละเมิดสิทธิ เช่น การลาดตระเวนที่เคารพสิทธิพลเรือน ใช้ช่องทางทูต ข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือมาตรการทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ว่าปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ข่มขู่ประชาชนของอีกฝ่าย
 

อาจารย์อุ๋ย ชี้!! ไทยตอบโต้ ‘โล่มนุษย์’ ด้วยเสียง ไม่ใช่อาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิ!! แต่คือการปกป้องอธิปไตยอย่างมีชั้นเชิง

(13 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยใช้การเปิดเสียหลอน เสียงผีและสารคดีที่ชี้แจงความจริงทางประวัติศาสตร์ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของฝ่ายกัมพูชา คือการใช้พลเรือนรุกล้ำดินแดนไทยและเข้าข่ายการใช้ 'โล่มนุษย์' (human shield) คือการที่ฝ่ายกัมพูชาจัดตั้งหรือใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันกองกำลังตนเอง หรือแทรกพลเรือนเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไทยไม่สามารถใช้กำลังตอบโต้ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามประเภทหนึ่งและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 (Protocol I) ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) มาตรา 8(2)(b)(xxiii) และละเมิดจารีตประเพณีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ICRC Customary IHL Rule 97)

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิตอบโต้ (Retorsion) ด้วยวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง โดยการเปิดเสียงผี/สารคดีชี้แจงความจริง ซึ่งไม่เป็นการคุกคามทางทหารโดยตรง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือชีวิต อันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน (proportional) เพราะเป็นการตอบโต้ในระดับต่ำกว่าความรุนแรงของการละเมิดจากอีกฝ่าย (รุกล้ำดินแดนโดยใช้โล่มนุษย์ เช่น เด็ก สตรี พระสงฆ์ ฯลฯ) และไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่าการกระทำของไทยอาจขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมาน (UNCAT) หรือไม่นั้น ผมมองว่า ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายการทรมาน เพราะการเปิดเสียงไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ และมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังโล่มนุษย์ และเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาชั่วคราวบริเวณชายแดน และไม่ได้มุ่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด 'สารภาพ' หรือ 'ลงโทษ' ดังนั้น ถ้าดำเนินไปในลักษณะ 'มาตรการข่มขวัญโดยทั่วไป' โดยไม่เจาะจงต่อบุคคลและไม่มีผลรุนแรงต่อสุขภาพจิต ก็ยังไม่ถึงขั้น 'ทรมาน' ตาม มาตรา 1 หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 16 ของ UNCAT 

นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้เรียกร้องไปยังนานาชาติ ประณามกัมพูชาในการใช้ 'โล่มนุษย์' มาปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจานด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้เกียรติและไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งสากลโลกไม่ยอมรับ

ด้วยความปรารถนาดี

เกาหลีใต้ขยับ กัมพูชาสะเทือน!! ‘กัมพูชา’ กลัว!! ‘เกาหลีใต้’ แต่ไม่สนใจ คำเตือนของไทย มอง!! ไร้น้ำหนัก เหตุ!! นักการเมือง มีเอี่ยว!! บ่อนชายแดน ‘มุ่งแก้รัฐธรรมนูญ – เน้นประโยชน์ส่วนตัว’

(18 ต.ค. 68) ดร.นัท เจ้าของช่อง sparkupdate ได้โพสต์คลิปลง TikTok โดยมีใจความว่า ...

ทำไมกัมพูชากลัวเกาหลีใต้ ก็เพราะว่า เกาหลีใต้เขาส่งคนของเขาไปกัมพูชาในทันที ระบบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้นั้นยึดโยงกับประชาชน ประชาชนนั้นสามารถต่อรองรัฐบาลได้โดยตรง

กองกำลังทหารของประเทศเกาหลีใต้นั้นคือระดับ A5 ของโลก เพราะฉะนั้นประเทศกัมพูชาจะไม่ได้เจอแค่เครื่องบิน F16 ประเทศกัมพูชาอาจจะหายไปเลยจากแผนที่โลกก็เป็นไปได้

แล้วทำไมประเทศไทยส่งจดหมายเตือนไปยังประเทศกัมพูชาแล้วกัมพูชาไม่สะทกสะท้านอะไรเลย นั่นก็เพราะว่า มันมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ ผลประโยชน์ร่วมคาสิโนตามชายแดน มันก็คือธุรกิจเครือข่ายของนักการเมืองไทย คนไทยบางคนก็หนีคดีไปอยู่ที่นั่น

แล้วถ้าพวกเราคนไทยปล่อยให้สภาพการเมืองมันเป็นอยู่เช่นนี้ ประเทศของเราก็จะไม่เจริญ เพราะอะไรหรือ ลองดูสิ รัฐบาลเสียงข้างน้อยบนโลกนี้มันมีอยู่หรือ มันผิดหลัก มันผิดกลไก แล้วประชาชนนั้นทำอย่างไร ประชาชนก็อยู่เฉยอยู่นิ่ง เพราะช่วงนี้ไปติดตาม ‘แม่เจนนี่’ ไลฟ์สดอยู่!!

เพราะคนไทยไม่ใช่ประชาชนที่มีความ Active เราจึงไม่สามารถถามหาความเลิศได้ เราต้องเอ๊ะแล้ว เราต้องตั้งข้อสงสัยแล้วการโหวตแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการฮั้วกันหรือไม่

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้!! ไทยมีสิทธิตามหลักอธิปไตยรัฐ ควรพิจารณา ห้าม!! กัมพูชาเข้าร่วมซีเกมส์ เหตุละเมิด!! กฎหมายระหว่างประเทศ กระทบ!! ความมั่นคง

(23 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความตึงเครียด ตั้งแต่ที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยจนมีผู้เสียชีวิต 8 คน ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม โดยไม่มีเหตุใด ๆ  และยังไม่เคยยอมรับผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ  

และยังมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งขัดอนุสัญญาออตตาวา และจากเหตุปะทะในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ (Human Shield) เพื่อออกหน้าแทนกำลังทหารของตน ควบคู่กับการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน ที่หลายประเทศชี้ว่าอำนาจรัฐของกัมพูชาเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้การกระทำเหล่านี้เฟื่องฟูและขยายตัว หรือที่สื่อในหลาย ๆ ประเทศเรียกว่า “รัฐสแกมเมอร์” (Scammer State)  

ผมจึงขอตั้งคำถามว่า ไทยสามารถห้ามกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติตัวอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9- 20 ธันวาคม 2568 นี้หรือไม่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ? 

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิภายใต้หลัก อธิปไตยแห่งรัฐ (State Sovereignty) ที่จะควบคุมบุคคลและคณะจากต่างประเทศ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะกระทบต่อ ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) นอกจากนี้หากให้กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยรัฐมีส่วนร่วมรู้เห็น เข้าร่วมการแข่งขันก็จะกระทบต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แห่งการกีฬาตามที่กำหนดไว้ในหลักการสำคัญ (Fundamental Principal) ของกฎบัตรซีเกมส์ (SEAGF Charters and Rules) และ กฎบัตรโอลิมปิก (Olympic Charter) รวมทั้งอาจสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับนักกีฬาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน และอาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวนักกีฬาของกัมพูชาเอง เนื่องจากความรู้สึกของคนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมชาติผู้ถูกกระทำยังคุกรุ่นอยู่

ผมจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการระหว่างประเทศด้านกีฬาที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสั่งห้ามกัมพูชาไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องให้กัมพูชาเข้าร่วมในฐานะ “ทีมเป็นกลาง” (Neutral Delegation) โดยไม่ใช้ธงหรือเพลงชาติ เช่นเดียวกับกรณีรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งจะรักษาทั้งความมั่นคงของไทยและภาพลักษณ์ทางการทูตของไทยบนเวทีกีฬาโลก 

ด้วยความปรารถนาดี

รศ.ดร.อักษรศรี วิจารณ์แรง “อย่าเสียเวลาบินไปสร้างภาพให้ทรัมป์” ชี้เขมรยังขาดความจริงใจ ลงนามก็ไร้ผล

(25 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า...

ถ้าเลื่อนไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปเองหน่ะดีแล้วค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาบินไปมาเลเซียด้วยตัวเอง (แค่ไปสร้างภาพปลอมๆ เพื่อ #ทรัมป์) ตราบใดที่แก่นของปัญหายังแก้ไม่ได้ #เขมร ยังปลิ้นปล้อนขาดความจริงใจ ลงนามไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร มันก็แค่พิธีกรรมสนอง need ของทรัมป์ เราส่งรมว.กต. ลงนามแทนพอเป็นพิธีก็พอแล้ว #เขมรการละคร

ถนนชายแดนปราสาทตาเมือนธม ถนนที่เราไม่ได้เงินจากการทำมัน ถนนที่เราต้องเสียเงินให้มันในทุกๆวัน แม้กระทั่งฝนตก เรายังยืนตากฝน ดูถนนที่เราทำ แม้จะเจออุปสรรค ฝนตกทุกวัน ในขณะที่ทำ แต่เราก็ทำมันจนเสร็จ

เมื่อวานนี้ (25 ต.ค. 68) ช่างบิ๊ก บุรีรัมย์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

#ถนนชายแดนปราสาทตาเมือนธม

ถนนที่เราไม่ได้เงินจากการทำมัน ถนนที่เราต้องเสียเงินให้มันในทุกๆวัน 
แม้กระทั่งฝนตกเรายังยืนตากฝนดูถนนที่เราทำ 
แม้จะเจออุปสรรคฝนตกทุกวันในขณะที่ทำ
แต่เราก็ทำมันจนเสร็จ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top