Friday, 5 June 2026
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

‘ฮุน มาเนต’ ดึงอาเซียนกดดัน!! ‘ไทย’ ปมปะทะชายแดน จุดไฟวิกฤต!! ชายแดนสระแก้ว ความเป็นเอกภาพ ‘อาเซียน’

(21 ก.ย. 68) สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว หลังเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับชาวกัมพูชา ได้ลุกลามไปสู่การเคลื่อนไหวทางการทูตที่ไม่ปกติ เมื่อฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รีบต่อสายตรงถึงอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วอนให้เข้าแทรกแซงโดยทันที

การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่ในเวทีภูมิภาค เพราะอาเซียนยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” มาตลอด แต่การที่กัมพูชาดึงประธานอาเซียนเข้ามากดดันไทย เท่ากับใช้ “หมวกอาเซียน” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนสั่นคลอน หากวันนี้มาเลเซียสามารถแทรกแซงไทยได้ วันหน้าไทยก็อาจใช้ตำแหน่งประธานอาเซียนไปก้าวก่ายปัญหาภายในประเทศอื่นเช่นกัน

สิ่งที่น่าจับตาคือความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำในภูมิภาค การที่ฮุน มาเนตเลือกโทรหาอันวาร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมาเลเซียกำลังนั่งตำแหน่งประธานอาเซียน ขณะที่กัมพูชาเป็นเลขาธิการอาเซียน และเบื้องหลังยังมีสายสัมพันธ์ยาวนานระหว่างอันวาร์ ฮุน เซน และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไทยที่เพิ่งถูกส่งเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังจากพยายามหลบเลี่ยงโทษด้วยการอ้างอาการป่วย

ย้อนกลับไปเมื่อธันวาคม 2567 มีรายงานจาก Matichon Weekly ว่า อันวาร์ อิบราฮิม แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เป็น “กุนซือประธานอาเซียน” อย่างไม่เป็นทางการ ขณะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทย เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ (Matichon Weekly, 17 ธ.ค. 2567)

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวในบทบาทประธานอาเซียนปี 2025 โดยอ้างอิงประสบการณ์ทางการเมืองและเครือข่ายส่วนตัวของเขา (Reuters, 16 ธ.ค. 2024) และ The Diplomat ยังวิเคราะห์ว่าทักษิณคือหนึ่งใน “informal advisory group” ที่อันวาร์ใช้เตรียมบทบาทการเป็นประธานอาเซียน (The Diplomat, ธ.ค. 2024)

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดย South China Morning Post เตือนว่าทักษิณอาจมีท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพเมียนมา (SCMP, ธ.ค. 2024) ขณะที่ Channel News Asia ชี้ว่าความไม่ชัดเจนเรื่องบทบาทที่ปรึกษาอาจช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางการทูต แต่ก็เสี่ยงกระทบต่อภาพลักษณ์ของอันวาร์เอง (CNA, ธ.ค. 2024) นอกจากนี้ Khaosod English ยังรายงานตรงไปตรงมาว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเยือนมาเลเซียของแพทองธาร (Khaosod English, 16 ธ.ค. 2024)

ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “ช่วยเหลือทางการทูต” แต่คือการใช้เวทีอาเซียนเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์ส่วนตัวและเครือข่ายทางการเมือง–ธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการลงทุนทับซ้อนกับเครือข่ายของทักษิณ เช่น เกาะกง และกลุ่มธุรกิจของลียง พัด ที่โยงกับทุนสีเทาและคาสิโน

ที่สำคัญ กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ทักษิณเคยเดินทางไปพนมเปญเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตทางการทูตกับไทยมาแล้ว เนื่องจากกัมพูชาปฏิเสธคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทักษิณมีฐานทางการเมืองนอกประเทศเพื่อเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลไทย

การโทรศัพท์ของฮุน มาเนต จึงไม่ใช่แค่ภาพผู้นำเพื่อนบ้านคุยกัน แต่สะท้อนถึงการบิดเบือนอาเซียนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำบางคน หากปล่อยให้เป็นบรรทัดฐาน อาเซียนจะเสี่ยงกลายเป็นเวทีผลประโยชน์ มากกว่าการเป็นประชาคมของประชาชนในภูมิภาค

‘กองทัพไทย’ เริ่ม!! โครงการ ‘รั้วอิเล็กทรอนิกส์’ ติดตั้งกล้องวงจรปิดต้นแรก แนวชายแดนสระแก้ว

(21 ก.ย. 68) กองทัพไทย ได้เริ่มโครงการติดตั้ง "รั้วอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ได้มีการติดตั้งเสากล้องวงจรปิด (CCTV) ต้นแรกบริเวณหลักเขตชายแดนที่ 50 ด้านหลังด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัว ได้แก่ กล้องแบบ PTZ (Pan-Tilt-Zoom) 1 ตัว และกล้องแบบ Fix อีก 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและระบบโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตั้งการ์ดบันทึกข้อมูลขนาด 512GB ซึ่งสามารถบันทึกภาพได้นานถึง 30 วัน

ในระหว่างการติดตั้ง กองร้อยทหารพรานที่ 12 ได้เข้าดำเนินการตัดต้นไม้ที่ขึ้นรกทึบในพื้นที่ตรงข้ามกำแพง เพื่อให้กล้องสามารถมองเห็นพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และประสานงานกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12 (นพค.12) ซึ่งมีแผนจะเข้าปรับปรุงพื้นที่ในลำดับต่อไป

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

‘หญิงเขมร’ ขอโทษ!! หลังโพสต์คลิปอ้าง มีการยิงกันที่ ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ทำแตกตื่นกันทั้งโซเชียล!! สุดท้ายแค่เสียงฟ้าร้อง!! ไม่ใช่เสียงปืน ปะทะกัน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย. 68) สื่อกัมพูชา Fresh News ได้โพสต์คลิป "ผู้หญิงชาวเขมรคนหนึ่งที่อ้างว่ามีการยิงกันเกิดขึ้นที่ ปราสาทตาเมือนธม ในวันที่ 26 กันยายน 2025 ได้ออกมาทำวิดีโอขอโทษแล้ว ความจริงแล้วมันคือแค่ เสียงฟ้าร้อง แต่เธอกลับตะโกนว่ามีเสียงระเบิดอาวุธขึ้นอีกแล้ว" จนทำให้ผู้คนแตกตื่น

ในคลิปเธอระบุว่า …

สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง ฉันมาขอโทษที่ฉันได้บอกว่ามีการปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม เขตอำเภอบันเตียเมียนเจย ฉันต้องขอโทษทุกคนด้วย เพราะว่าฉันได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็คิดว่าเสียงลูกปืน ที่เขายิงกัน ฉันเป็นห่วงทุกคน ขอโทษด้วยที่ฉันเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดี มันได้ยินถี่มาก คล้ายเสียงปืน ฉันเข้าใจผิด อภัยให้ฉันด้วย

พบ!! ‘ทุ่นระเบิด PMN-2’ ใกล้ปราสาทตาควาย ‘กองทัพบก’ ชี้ชัด!! ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง

(27 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส โพสต์ล่าสุดว่า เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" พร้อมระบุข้อความว่า "สันติวิธีแบบลอบกัด พื้นที่ตาควายยังพบระเบิดต่อเนื่อง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น กัมพูชาละเมิดข้อตกลง!! และแสดงการเป็นปรปักษ์!! 

แม่ทัพภาค 2 นำทหารสดุดีวีรชน สร้างขวัญใจ ปลุกจิตสำนึก ร้องเพลงชาติไทย ดังกึกก้อง!! บนจุดสูงสุดของ ‘ภูมะเขือ’

(28 ก.ย. 68) เพจเฟสบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าแม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้า ร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้าเชิญธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day)”

และสดุดีวีรชนทหารกล้าผู้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ธงชาติไทยที่โบกสะบัด คือสัญลักษณ์แห่งเกียรติและศักดิ์ศรี ทหารไทยจะยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต ไม่ให้สูญเสียแม้เพียงตารางนิ้ว

‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับ!! ‘กัมพูชา’ กลางเวที UN ลั่น!! เหยื่อที่แท้จริง คือทหาร และพลเรือนไทย

(28 ก.ย. 68) อาจารย์แพท พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ (ภาควิชาภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ตัด excerpt ตอนสำคัญมาให้ฟัง และแปลมาให้แล้วครับ นี่คือความเป็นผู้ดี แต่ยังคงพูดตรง เหมือนลากเขมรลงไปตบในโตนเลสาป

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวถ้อยแถลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก — สะท้อนถึงความหวังในอนาคต แต่จำเป็นต้องเขียนสุนทรพจน์ใหม่ เนื่องจากถ้อยแถลงที่น่าเสียใจยิ่งจากเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชา

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากัมพูชายังคงพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า กัมพูชาได้อ้างข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงการบิดเบือนความจริง 

เราทราบดีว่าใครคือ “เหยื่อที่แท้จริง” - - เหยื่อที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกปืนใหญ่ถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไปจับจ่ายซื้อของในร้านค้าแต่กลับตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยจรวดจากกัมพูชา

เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชาในห้องโถงขององค์การสหประชาชาติ เราหารือกันถึงเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ต่อมา ประเด็นนี้ยังได้รับการเน้นย้ำอีกครั้งในการปรึกษาหารือไม่เป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เราขอชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทุ่มเทต่อสันติภาพ

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวในวันนี้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวเมื่อวาน

ที่ประชุมนี้ ได้เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกินเลยจนเหมือนเป็นการเยาะเย้ยความจริง...

กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาในการขยายข้อพิพาทชายแดนให้กลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ และผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้

หมู่บ้านที่เพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในดินแดนไทย — เรื่องนี้ชัดเจน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก

แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม เปิดพรมแดนของเราในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมืองในประเทศตน ได้เข้ามาหลบภัยในประเทศไทย

เราตัดสินใจเช่นนั้นด้วยความกรุณาและหลักมนุษยธรรม และในฐานะนักการทูตหนุ่ม ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง

แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงและค่ายผู้ลี้ภัยได้ปิดตัวไปแล้ว แต่หมู่บ้านกัมพูชาได้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แม้ประเทศไทยจะประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กัมพูชาก็มิได้สนใจแก้ไขปัญหาการรุกล้ำนี้

และเมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา หลังจากความตกลงสันติภาพปารีส ปี ค.ศ. 1991 เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยฟื้นฟูและบูรณะประเทศกัมพูชา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เราสร้างบ้าน ถนน โรงพยาบาล เพราะสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเช่นกัน

นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำให้กันและกัน!!

ชาวบ้านชายแดน โพสต์คลิปโต้เดือด!! ปกป้อง 'ลุงตู่' ชี้!! ไม่ได้สร้างปัญหา แต่เข้ามาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้

(28 ก.ย. 68) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Egg Adirek’ ได้โพวต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

มีคนออกมาโจมตี ‘ลุงตู่’ ว่าเป็นผู้สร้างปัญหาชายแดน ทั้งที่จริงแล้ว ลุงตู่นี่แหละคือผู้ที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

ล่าสุด สส. รังสิมันต์ โรม ก็มากดดันจะให้เปิดด่าน ทั้งที่ลุงตู่นั้นสั่งปิด ลุงตู่ยืนยันที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะว่าลุงตู่นั้น

ท่านเป็นทหารของพระราชา!!

ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ ฝ่ายทหารไทยต้องเสียขา จากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวดของกัมพูชา จนเสียชีวิต พร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

(28 ก.ย. 68) เสียงปรบมือ ลั่น UN ‘ท่านทูต สีหศักดิ์’ รมว.ต่างประเทศ สปีช ทัชใจ เชือดนิ่มๆ สุดสุขุม ย้อนอดีต ไทย ช่วยเหลือเขมร มาตลอด ตั้งแต่มีสงคราม กลางเมือง จนช่วยพัฒนาเขมร สร้าง บ้าน สร้างถนน สร้าง รพ. ให้ อันเป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านที่ดีควรทำให้กัน แฉ เขมร ดีแต่พูด กล่าวหาไทย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยังคงวางทุนระเบิดทำทหารไทยขาขาด ส่งโดรน บินรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และยังคงยิงใส่ทหารไทย จนถึงวันนี้ เผย ที่ กัมพูชา พูดเมื่อวานในที่นี้ แต่เขมรทำตรงข้ามหมด

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในการอภิปรายทั่วไปของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 UNGA80 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

โดยในช่วงที่กล่าวถึง ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ได้กล่าวว่า  ฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายขยายปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนของสองประเทศ ให้เป็นระดับนานาชาติ โดยรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 

พร้อมขอบคุณ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จัดให้มีมีการประชุมหารือ4 ฝ่าย ในการมีข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ประเทศไทยพยายามที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าฝ่ายทหารกัมพูชากลับเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยมาในห้วงหลายวัน ในเดือนกันยายน จนมาถึงวันนี้ 

การหยุดยิงเป็นเรื่องที่เปราะบางและต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่เพียงคำพูด เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยและยิงใส่ทหารไทยรวมถึงการใช้โดรนบินสอดแนมรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยและข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยเองยืนหยัดที่จะอยู่บนเส้นทางของสันติภาพแต่ก็ต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

พร้อมตั้งคำถามตรงไปที่กัมพูชาว่าจะเลือกการเผชิญหน้าต่อไปหรือจะเลือกสันติภาพ เพราะไทยเองพร้อมที่จะยึดแนวทางสันติภาพและใช้กลไกทวิภาคที่มีอยู่ เพราะทั้งสองประเทศก็เป็นครอบครัวอาเซียนด้วยกัน

ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชายังคงแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยนำเสนอ จากฝ่ายตนเองที่ไม่อาจตรวจสอบได้ และบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือฝ่าย ทหารไทยต้องเสียขาจากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวด ของกัมพูชา จนเสียชีวิตพร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

‘แม่ทัพวรยส’ ยื่นคำขาด!! ‘กัมพูชา’ ไม่อพยพ!! เขมรล้ำแดน ไม่ต้องมาคุย

(4 ต.ค. 68) แม่ทัพวรยส บูรพาพยัคฆ์ คอแดง สายบู๊ ยื่นคำขาด เขมร ส่ง แผนอพยพ 3 หมู่บ้านเขมร ล้ำแดนไทย ไม่งั้น ไม่ประชุม RBC!! แม่ทัพไก่ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นระดับแกนนำ ตท.28 /จปร.39 ที่เติบโตมาจาก กองพลบูรพาพยัคฆ์ ชายแดนตะวันออก ทำงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาตลอด โดยเติบโตจาก ร.12 รอ. และ ร.2 รอ. โดยทำงานใกล้ชิด เป็นน้องรัก กับ บิ๊กหนุ่ย พลเอก ธรรมนูญ วิถี อดีตแม่ทัพภาค1 อดีตผบ.พล.ร.2 รอ. ที่ปัจจุบัน เป็นรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 

พลโท วรยส ยังเป็นสายตรงของ แกนนำรุ่น ตท.28 ที่เป็น ทหารคอแดง นอกกองทัพบก 

และถูกจับตามอง เมื่อได้ขยับจาก พล.ร.2 รอ มาเป็น ผบ.พล.1 รอ. กองพลคอแดง หลักของ ทัพภาค1 และ เป็นกำลังหลักของ ฉก.ทม.รอ.904 อีกทั้ง การเป็นแม่ทัพภาค1 ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

จากนั้น ขึ้น รองแม่ทัพภาค1 และขึ้น แม่ทัพน้อย1 และเป็น แม่ทัพภาค 1 ในครั้งนี้ และถือว่า เข้าไลน์ เส้นทาง สู่ 5 เสือทบ. และ ชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะมีอายุราชการถึง ต.ค.2571 ชิงกับ บิ๊กใหญ่ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) และ บิ๊กเต้ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผช.ผบ.ทบ. ที่เกษียณ 2571 พร้อมกัน 

แต่ใครจะเป็น ผบ.ทบ. จะต้องรอดู โยกย้าย ตค.2569 นี้ ว่า พลโท วรยส จะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. หรือไม่ และ เส้นทางของ พลเอก อมฤต โยกย้าย ต.ค. 2569 ด้วยเช่นกัน

บทบาทที่น่าจับตา ของ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ ทันทีที่รับตำแหน่ง แม่ทัพภาค 1 ที่ประกาศเจตนารมณ์ ว่า “ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1 ที่พร้อมจะปกป้องรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ โดยจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และด้วยชีวิต โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
และลงพื้นที่ สระแก้ว ทันที ในวันที่รับหน้าที่ 

พลโท วรยส ในฐานะ ประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา RBC ด้านกองทัพภาคที่ 1 ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา เรื่องการประชุมRBC สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ว่า ตามที่ ภูมิภาคทหารที่ 5 ได้กำหนดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคกัมพูชา-ไทย (RBC) สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ในห้วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2568 รวม 3 วัน โดยครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชา เป็นเจ้าภาพ ณ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา 

โดยมี พลโท แอก ชอมโอน รองผู้บัญชาการทหารบก / ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 และ เชิญ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานการประชุมร่วม นั้น

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ ภูมิภาคทหารที่ 5 จัดทำแผนอพยพประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน, บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว รวม 3 พื้นที่ โดยส่งแผนการอพยพฯ ให้กองทัพภาคที่ 1 ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งเสนอในการประชุม RBC ในครั้งนี้จึงจะเข้าร่วมการประชุม และ ได้มอบหมายให้ พันตรี สรายุทธ์ จันทรประยงค์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ประสานงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top