Friday, 5 June 2026
เอย่า

15,000 ล้าน...เพื่อใคร

เอย่าละเลยไม่ได้ติดตามข่าวมานาน  จนล่าสุดใกล้เลือกตั้งก็เพิ่งมารู้ว่าตัวเองจะต้องลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาเล่าความเห็นของคนบ้านๆอย่างเอย่ามาอ่านกันนะคะ

มาลองฟื้นความจำกันนะคะ ล่าสุดเราทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญกันเมื่อปี 2559 และก็คลอดรัฐธรรมนูญปี 2560 ขึ้นมา โดย ณ วันนี้ ประเด็นก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับให้ต้องถามประชาชนก่อน จึงสามารถแก้ได้

แล้วทำไมถึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยล่ะ คำตอบก็คือ ที่มาและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างว่ามาจากรัฐบาลทหาร และ โครงสร้างทางการเมือง ที่ สว.  ทำงานร่วมกับ สส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อีกทั้งระบบเลือกตั้งที่ให้อำนาจพรรคขนาดกลางและเล็กมีอำนาจต่อรองสูง รวมถึงองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ไม่ถูกตรวจสอบ ข้อสุดท้ายที่เอย่าเข้าใจน่าจะหมายถึง สส. ไม่สามารถซื้อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง

มาถึงจุดนี้เอย่าก็มองไปยังประเทศที่ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างอเมริกา ก็พบว่า สหรัฐอเมริกา ไม่เคยแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่แบบที่ไทยทำ และระบบของอเมริกา ไม่เปิดช่องให้ทำง่ายๆด้วย เพราะขั้นตอนจะต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาคองเกรส  จากนั้นต้องให้อย่างน้อย 3 ใน 4 ของมลรัฐ หรือ 38 จาก 50 รัฐในอเมริกา ให้สัตยาบันรับรอง จึงแก้ไขได้นั่นเอง

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน

ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

สัตว์กินซากผู้ไม่ยอมแพ้!! เปิดความหมายซ่อนอยู่ของ “เหี้ย” ในวัฒนธรรมพื้นบ้านอุษาคเนย์ ตัวเหี้ยในมุมใหม่จากสัตว์ที่คนรังเกียจ สู่ไอคอนเมืองและบทเรียนชีวิตของการปรับตัว

"เหี้ย"  กับความเชื่อในอุษาคเณย์

ในอดีต​ตะกวด​รวมถึงตัวเหี้ย​ถูกตราหน้าในวัฒนธรรมไทยในฐานะสัตว์ที่นำพาโชคร้ายมาให้​ แต่ปัจจุบัน​ไทยเราผลักดันจนความเชื่อดังกล่าวแทบจะหมดไปจากสังคมไทยแล้ว​ แถมในเมืองใหญ่เรายังโปรโมทเหล่าน้องเหี้ยทั้งหลายจนกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ไอคอนนิกของเราด้วย​ดังที่สวนลุมพินีมีรูปปั้นตัวเหี้ยจนใครๆที่มาก็ต้องถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกกัน​  วันนี้เอย่าจึงอาสาพาเจาะความเชื่อของเหี้ยในและตะกวดอุษาคเณย์นี้ว่าในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเชื่ออย่างไรบ้าง

เริ่มจากลาว​ที่มีความเชื่อคล้ายกับไทยในสมัยก่อนว่า​ถ้ามันขึ้นบ้านหรือขึ้นถุนบ้าน แปลว่าจะมีแขกที่ไม่คาดคิดหรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงคาดคิดเกิดขึ้น​ ถ้าร้องใกล้บ้านกลางคืนถือเป็นลางลางไม่ดี​ ในบางพื้นที่เชื่อว่ามันคือตัวนำเคราะห์ร้่ยหรือสิ่งไม่บริสุทธิ์มาสู่ชุมชน​ ถึงขับไล่หรือไล่ตีเมื่อพบเจอ​ แต่ในนิทานพื้นบ้านของลาว ตะกวดมักถูกใช้แทน คนเจ้าเล่ห์แต่รอดทุกสถานการณ์​   เอ๊ะคล้ายๆกับที่คนไทยด่าว่า​ "ไอ้เหี้ย" ไหม

ต่อมาในความเชื่อของพวกชาวเขมร​  คนเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับและผีป่า​รวมถึงวิญญาณเฝ้าสถานที่​ โดยมีความเชื่อว่า​ ถ้ามันมานอนใต้บ้าน ถือเป็นพลังงานไม่ดีสิ่งทำให้บ้านมีเคราะห์​  ถ้าเข้าวัดหรือโบราณสถาน เป็นสัญญาณเตือนหรือลางบอกเหตุบางอย่างจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่
เฝ้าอยู่​  เพราะชาวเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยเป็น สัตว์เฝ้าสมบัติ หรือเฝ้าซากเมืองเก่า​คล้ายปู่โสมเฝ้าทรัพย์ของไทยนั่นเอง

มาดูในเมียนมา​กัน ต้องบอกเลยว่า​ เอย่าเดินทางไปจากใต้สุดอย่างเมืองเกาะสองจนถึงเมียตโส่นเหนือสุด​ณ​จุดเริ่มต้นแม่น้ำอิรวดี​เป็นเวลานับ​สิบๆปี​  ไปเดินออกกำลังกายที่กันดอจีในเมืองต่างๆมาก็มากแต่กลับไปเคยพบเห็นตัวเหี้ยหรือตะกวดเลยแม้สักตัวเดียว​  แต่จากการที่หาข้อมูลกับผู้เฒ่าพ่อแก่ก็ทำให้พอรู้ว่าตัวเหี้ยมีหลากหลายความเชื่อแบ่งไปตามชาติพันธุ์​ แม้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงว่ามันเป็นตัวนำเคราะห์ร้าย​ หรือเกี่ยวกับเรื่องโชคลาง​ หรือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากสิ่งลี้ลับก็ตาม​แต่ก็มีความเชื่อที่ระบุในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาทและชาดกว่า​ มีเรื่องราวของพญาสัตว์ประเภทเหี้ยหรือตะกวด เช่น ใน โคธชาดก ที่เป็นตัวแทนของการเสียสละ การบำเพ็ญบารมี และเป็นบทเรียนสอนใจเรื่องการคบมิตร​ด้วยเช่นกัน​

ในมาเลเซีย​และอินโดนีเซียมีความเชื่อของตัวเหี้ยฝังแน่นในวัฒนธรรมของกลุ่มมลายู​ โดย​  2  ประเทศนี้เรียกตัวเหี้ยว่า​ บิอาวัค (Biawak)  แต่​ 2ประเทศนี้มีความแตกต่างในความเชื่อกล่าวคือในมาเลเซีย​การพบเจอตะกวดหรือตัวเหี้ยถือเป็นลางบอกเหตุร้าย​ หากฝันเห็นจะตีทำนายว่า  อาจกำลังจะมีศัตรู หรือมีคนที่เข้ามาหลอกลวง ทำให้เสียทรัพย์สินหรือผิดใจกับผู้อื่น

ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซียกล่าวถึงบีอาวัคว่าเป็นสัตว์นำโชค​ ตามความเชื่อพื้นบ้าน หากตะกวดหรือตัวเหี้ยเข้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางวัน มักถูกตีความว่าเป็นลางดี คนท้องถิ่นเชื่อว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเงินที่จะเข้ามาแบบไม่คาดฝัน และเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง​ ในบางชุมชนท้องถิ่น ตะกวดและตัวเหี้ย ได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับวิญญาณบรรพบุรุษ พวกเขามีความเชื่อว่ามันมีพลังวิญญาณในการปกป้องผู้คนในพื้นที่จากพลังงานด้านลบหรือสิ่งชั่วร้าย​ บนเกาะชวา เบียวักถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น สะเต๊ะ และในทางการแพทย์แผนโบราณของอินโดนีเซีย มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าการบริโภคเนื้อตัวบีอาวักช่วยรักษาโรคผิวหนัง บรรเทาอาการหอบหืด และช่วยเสริมสร้างพละกำลัง​ โดยฝั่งอินโดนีเซียจะมองว่าสัตว์ในตระกูลนี้เป็นสัตว์มงคล​ เหตุผลหนึีงน่าจะมาจาก​ มังกรโคโมโด​ นั่นเอง

ในฟิลิปปินส์มีสัตว์ในตระกูลเดียวกันกับตะกวดที่ชื่อ​ Gray's Monitor ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับตะกวดในบ้านเราโดยฝั่งฟิลิปปินส์มีความเชื่อของสัตว์เหล่านี้ว่า​ เป็นสัตว์เฝ้าป่าและผู้ส่งสารจากวิญญาณธรรมชาติ
ถ้ามันโผล่มาใกล้บ้าน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือคำเตือน
บางเกาะเชื่อว่ามันปกป้องแหล่งน้ำและป่าโบราณ

สุดท้ายในเวียดนาม​ ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีความเชื่อของตะกวดเลยอาจจะเพราะอิทธิพลจากอารยธรรมจีนที่แผ่ลงมาและการเกิดสงครามหลายครั้งทำให้ความเชื่อนี้ถูกลบเลือนไปในกาลเวลานั่นเอง​ โดยความเชื่อที่หลงเหลือของตะกวดในเวียดนามมีเพียงกลุ่มเล็กของชุมชนในสุดปลายแม่น้ำโขงที่มองว่ามันคือสัตว์อัปมงคล​ ส่วนในหมู่บ้านชาวประมงจะมองมันในฐานะ​ราชาแห่งบึงน้ำ​ ที่เป็นตัวบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อในอุษาคเณย์ส่วนใหญ่จะเทให้กับสัตว์กลุ่มนี้ไปทางตัวนำโชคร้ายก็ตามแต่ต้องยอมรับว่าสัตว์ในตระกูล​ Varanus  เป็นนสัตว์กินซากที่ปรับตัวเก่งจากป่าสู่เมือง​  และน่าจะเป็นตัวสอนให้เราไม่ยอมแพ้กับในสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ที่หลายคนหมดกำลังใจ​ ให้ลองหันไปดูตัวเหี้ยใกล้คุณสิคะ​ ดูสิว่ามันเปลี่ยนผ่านจากวันที่ทุกคนรังเกียจมันจนมันได้รับการยอมรับจากสังคมฉันใด​ หากคุณไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา​ ก็จะมีวันที่ทุกคนยอมรับในความสำเร็จของคุณเช่นเดียวกัน

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top