Friday, 5 June 2026
เอกนัฏพร้อมพันธุ์

‘เอกนัฏ’ ดัน!! ‘แผงโซลาร์เซลล์ – ที่ชาร์จรถ EV’ เป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้

(9 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์อยู่บ่อยครั้ง และนำมาซึ่งไฟไหม้บ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทรัพย์สิน ของประชาชนเป็นจำนวนมาก กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมแผงโซลาร์เซลล์ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจำหน่ายต้องได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการประชุมบอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ “แผงโซลาร์เซลล์ หรือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์” เป็นสินค้าควบคุมต้องได้มาตรฐาน จากเดิมที่ประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีผู้ผลิตภายในประเทศได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แล้ว จำนวน 8 ราย

“ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้ในการกักเก็บพลังงานทดแทน สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านจำหน่ายในท้องตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่มีการตรวจสอบระบบการควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์   ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ก็จะสามารถกำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่ สมอ. ควบคุมมีจำนวน 147 รายการ ครอบคลุมสินค้ากว่า 300 ผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นผู้รับใบอนุญาตนำเข้า แต่นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามา ในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์ ที่บอร์ด สมอ. เห็นชอบในครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน และมาตรฐานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการทดสอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น การทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟ ระบบป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนจนเกิดการลุกไหม้ เป็นต้น รวมทั้งเห็นชอบชุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมอีก 3 มาตรฐาน ได้แก่ 

1) มาตรฐานของชุดชาร์จแบบพกพาที่ใช้ได้กับไฟบ้านทั่วไป 
2) มาตรฐานชุดชาร์จที่ใช้ได้กับไฟบ้าน ติดตั้งถาวรในบ้านและสถานที่สาธารณะทั่วไป 3) มาตรฐานชุดชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จที่จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งชุดชาร์จประเภทนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ทั้งนี้ สมอ. จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ทั้ง 5 มาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในปี 2569 

นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานวิธีทดสอบต่าง ๆ รวมจำนวน 60 มาตรฐาน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ – คลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things  (IoT)) กายอุปกรณ์เทียมและกายอุปกรณ์เสริม เลนส์ตาเทียม น้ำมันหอมระเหย หน่อไม้ในภาชนะบรรจุปิดสนิท น้ำยางข้นธรรมชาติโปรตีนต่ำ เครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นต้น พร้อมทั้งเห็นชอบรายชื่อมาตรฐานที่ สมอ. จะจัดทำเพิ่มเติมในปี 2568 อีก 14 มาตรฐาน รวมเป็น 785 มาตรฐาน เช่น เหล็กเส้นสำหรับคอนกรีตอัดแรง รางสายไฟแบบตะแกรง เม็ดยาง กระเบื้องเซรามิกมุงหลังคา แผ่นผนังเซรามิกมวลเบา เป็นต้น เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย 

‘เอกนัฏ’ ลงนามประกาศ!! ห้ามตั้ง ขยายโรงงานที่ใช้สารปรอท มีผลใช้บังคับ!! ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

(10 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตและห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต พ.ศ. 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและเลิกการใช้และการปลดปล่อยปรอทจากแหล่งกำเนิดตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ ที่มุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิต การนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ รวมถึงแหล่งอุปทานปรอทและการค้าปรอท ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมปรอท กระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอท การทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านขนาดเล็ก การจัดการของเสีย และพื้นที่ปนเปื้อนปรอท ซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบคลุมในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่อากาศและปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น โดยประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 และอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นต้นมา

"กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามในทุกช่องทางเพื่อปกป้องประชาชนจากการประกอบการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน การลงนามฯในครั้งนี้ นับเป็นการป้องกันจากอันตรายที่เกิดจากสารปรอทในภาคอุตสาหกรรมได้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ผมได้ลงนามเรื่องห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2573 ตามมติ ครม. ไปก่อนหน้านี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์ดีเช่นกัน" นายเอกนัฏกล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฉบับนี้ มีขอบเขตในการควบคุมโรงงานใน 5 กระบวนการผลิต ได้แก่ การผลิตคลอร์-แอลคาไล การผลิตอะซีตัลดีไฮด์ที่ใช้ปรอทและสารประกอบปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ การผลิตโซเดียมหรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลต และการผลิตโพลียูรีเทน ที่ใช้ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมการปลอดปล่อยปรอทจากกระบวนการผลิต ช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความปอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อบทบาทของประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีประหว่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การผลักดันการพัฒนากฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดช่องทางเพื่อขยายโอกาสทางการค้าโดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเจรจาทางการค้าได้อย่างเป็นดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความลงตัวกับกติกาสากล ตลอดจนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในที่สุด

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งหนึ่งในประเด็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามตะฯ คือ การควบคุมกระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอท ตามพันธกรณีข้อ 5 ของอนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่าง กรอ. และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการเลิกใช้ปรอทและสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตดังกล่าว กรอ. ออกประกาศกระทรวงดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในโรงงานหรือสถานประกอบการใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ประกาศกระทรวงฉบับนี้ จะส่งผลทางบวกต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นการยืนยันว่ากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการใช้ปรอทและสารประกอบปรอท ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย การป้องกันมิให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สถานประกอบการหรือโรงงานดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความลงตัวกับกติกาสากล และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นายพรยศ กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย บุกค้นบ่อฝังกลบโรงงานปราจีนบุรี พบผิดเงื่อนไขหลายจุด!! กระทบวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่

(13 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย 'ทีมสุดซอย' นำโดยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ บก.ปทส. เข้าตรวจสอบบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังประชาชนร้องเรียนว่ากิจการส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทได้รับอนุญาตทำกิจการ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตเชื้อเพลิงทดแทน, คัดแยกและฝังกลบของเสียไม่อันตราย แต่กลับพบปัญหาหลายจุด เช่น ไม่มีเครื่องจักรตามอนุญาต มีการตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต กากของเสียจำนวนมากถูกกองไว้ และหลุมฝังกลบมีน้ำชะกากล้นไหลเสี่ยงออกนอกพื้นที่ รวมทั้งไม่เว้นระยะ Buffer Zone ตามเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่สั่งให้บริษัทหยุดการฝ่าฝืน พร้อมรังวัดแนวเขตที่ดินใหม่ จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้หมุนเวียนในโรงงาน ห้ามปล่อยออกนอกพื้นที่ หากไม่แก้ไขตามคำสั่ง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกได้เก็บตัวอย่างน้ำและกากของเสียไปตรวจวิเคราะห์ หากพบค่าผิดปกติจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย 'ปิดประตูตีมาร' เพื่อจัดระเบียบโรงงานรีไซเคิลและปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของประชาชน

‘เอกนัฏ’ จับจริง ส่งชุดสุดซอย -บก.ปทส. - DSI บุกจับโจรลักของกลาง ช่วงดึกที่ปราจีนบุรี

(14 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมารับรายงานด่วนว่า มีการลักลอบเคลื่อนย้ายของกลางที่ได้มีการยึดอายัดไว้ ที่ จ.ปราจีนบุรี จึงได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต. วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. และกรมสอบสวนกลางคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วางแผนติดตามตรวจสอบ และจับกุม โดยมีสื่อมวลชนร่วมบันทึกคลิปหลักฐาน

นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น. ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีกลุ่มบุคคลนำรถกระบะเข้ามาขนย้ายสิ่งของ ซึ่งเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้ จากบริษัทหัวไท่ เชิงเหอ จำกัด ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่อยู่ระหว่างถูกคำสั่งปิดและอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีพิเศษที่ 69/2568 โดยขณะเกิดเหตุพบรถกระบะบรรทุกสีขาว จำนวน 3 คัน ขับเข้าไปยังบริษัท และในเวลา 22.00 น. รถทั้ง 3 คันได้ทยอยออกมา มีการบรรทุกสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ที่วางกำลังอยู่จึงเข้าทำการจับกุม ผู้ขับรถของกลางทั้ง 3 ราย คือ 1.นายเยง ซาน ทุน สัญชาติเมียนมา 2.นายอาโย๊ะ หมื่อแล สัญชาติไทย และ 3.นายลี จิน ชุน สัญชาติจีน จึงทำการเชิญตัวไปทำการสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ด้านนางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ภายหลังมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางมายังสถานีตำรวจฯ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสิ่งที่บรรทุกมาเพิ่มเติมและพบว่าเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้จริง จึงได้ทำการแจ้งข้อหา 1.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.โรงงาน 2.รวมกันครอบครองวัตถุอันตรายโดยมิได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 4.ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่พนักงานยึดไว้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนรับสารภาพตามข้อกล่าวหาทั้งหมดจึงจับกุม และคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ชุดสุดซอย ตำรวจ บก.ปทส. ดีเอสไอ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันวางแผนติดตามตรวจสอบและจับกุม และบันทึกคลิปวีดีโอทั้งหมด จะนำไปเป็นหลักฐานเพื่อนำขึ้นสู่การพิจารณาดำเนินคดีและไต่สวนของศาลเพิ่มเติม ถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ไม่เคารพกฎหมาย ฝ่าฝืนกฎหมายหลายข้อหา

“คาดว่าโรงงานดังกล่าวได้วางแผนลักลอบขนย้ายของกลางเพื่อนำไปขายต่อ และปกปิดอำพรางของกลาง แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้เนื่องจากโรงงานฯ ได้มีคำสั่งปิดและยึดอายัดของกลาง พร้อมอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ถือว่าอุกอาจมาก จึงต้องให้เจ้าหน้าที่เอาผิดดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าว

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘ทีมสุดซอย’ ทลาย!! คลังสินค้า ดัมพ์ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบลักลอบขายสินค้าไม่มีมาตรฐาน กว่า 13.6 ล้าน จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

(24 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุตตะนนท์ โสวนิตย์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สมอ. และ สภ.บ้านคลองสวน เข้าตรวจสอบโกดังของ บริษัท เทรนด์ คอมเมอร์ส อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 555/12 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พบสินค้านำเข้าจำนวนมากขายแบบทุ่มตลาด และเป็นสินค้าอยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. หลายรายการ ซึ่งไม่มีเครื่องหมาย มอก. เตรียมกระจายส่งขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบพนักงานกำลังนำปลั๊กพ่วงไม่มี มอก. แพ็คใส่ห่อเป็นพัสดุ เตรียมส่งขึ้นรถขนส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงสั่งหยุดและตรวจสอบสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าทันที พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย เช่น ปลั๊กพ่วง เครื่องฟอกอากาศ พัดลม กระทะไฟฟ้า ของเล่น และก๊อกน้ำ เป็นต้น เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน พบว่าบริษัทฯ แอบซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มอีกหลายรายการ เช่น ปลั๊กพ่วง ของเล่นอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 13,685,050 บาท 

“วันนี้ได้ประสานกับตำรวจ สภ.บ้านคลองสวน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ฐานลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ปลอมเครื่องหมาย มอก. ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จ้างบริษัทนี้พักสินค้าและร่วมกันขายสินค้าที่ไม่มี มอก. ด้วย ซึ่งโทษของการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่มี มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปลอมเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

เนื่องจากของกลางมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และพบความผิดปกติการจัดตั้งนิติบุคคลลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจทั้งบริษัทนำเข้า บริษัทจำหน่าย และราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามบัญชีท้ายประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยชุดสุดซอยจะส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top