Friday, 5 June 2026
เมียนมา

ศาลจีนเมืองเหวินโจว ตัดสินประหาร 11 สมาชิก ‘ตระกูลหมิง’ ฐานเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์-พนันออนไลน์ ในเมียนมา

(30 ก.ย. 68) ศาลกลางเมืองเหวินโจว ประเทศจีน มีคำพิพากษาประหารชีวิตสมาชิกตระกูล 'หมิง' จำนวน 11 คน จากข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ตั้งฐานอยู่ในโคกาง เขตปกครองตนเองชาวโกก่างของเมียนมา โดยกลุ่มดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์และศูนย์สแกมเมอร์มูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสังหารแรงงานที่พยายามหลบหนีหรือไม่เชื่อฟังคำสั่ง

นอกจากนั้น ศาลยังตัดสินลงโทษประหารชีวิตอีก 5 คน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งโดยปกติมักถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในภายหลัง ขณะที่จำเลยอีก 12 คนถูกตัดสินโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 24 ปี โดยทางการจีนได้ออกหมายจับสมาชิกตระกูลหมิงตั้งแต่ปี 2023 ฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม และกักขังโดยมิชอบ

รายงานของศาลระบุว่า ขบวนการดังกล่าวอาศัยกำลังติดอาวุธเพื่อควบคุมพื้นที่และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์หลายแห่ง โดยถูกกล่าวหาว่าสังหารผู้คนอย่างน้อย 14 คน หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ที่คนของกลุ่มเปิดฉากยิงใส่แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกส่งตัวกลับไปจีน ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่ากลุ่มดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้อุปถัมภ์ทางการเงิน” และมอบการคุ้มครองด้วยอาวุธเป็นการตอบแทน

สำหรับ ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ และการพนันผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นประเด็นร้อน โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่าอุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาคนี้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จีนจึงเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง ทั้งการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านและการบุกทลายค่ายต่าง ๆ ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ จีน เมียนมา และไทย ได้ร่วมกดดันขบวนการดังกล่าวตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีแรงงานกว่า 7,000 คนถูกปล่อยตัว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

‘หม่องชิตตู่’ เรียกประชุม!! ฉุกเฉิน จุดไฟ!! สงครามชายแดน เตรียมเปิดศึกเต็มรูปแบบ กับกองทัพเมียนมา

มีข่าวด่วนมาว่า หม่องชิตตู่ เลขาธิการ กองกำลัง BGF และผู้บัญชาการกองกำลัง KNA  ได้มีการเชิญผู้แทนกลุ่มกะเหรี่ยงพันธมิตร 4 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลัง BGF/KNA กองกำลัง KNLA กลุ่ม KNU, และกองกำลัง DKBA รวมถึงกลุ่ม KKO และ กองกำลัง KNLA-PC เข้าร่วมประชุมวาระฉุกเฉิน ที่ห้องประชุมหน่วยฝึกทหารใหม่ ค่ายจ่าอินตะกอ ในรัฐกะเหรี่ยง เช้าวันนี้ (25 ตุลาคม 2568) โดยให้เหตุผลว่าจะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพเมียนมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยให้แก่คนกะเหรี่ยง

แต่เอย่าได้ข่าวมาอีกอย่างว่าเหตุการณ์ที่กองทัพกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวจนเป็นทองแผ่นเดียวกันเนื่องมาจากกองทัพเมียนมาบุกปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยล่าสุดกองทัพเมียนมาระเบิดตึกที่เป็นที่ทำการของกลุ่มสแกมเมอร์หลายตึกในเคเคปาร์ค และจะรุกคืบเข้าทำลายแหล่งสแกมเมอร์ในเมียวดีและฉ่วยก๊กโกเป็นรายต่อไป

เราคงต้องมาดูว่าสงครามครั้งนี้จะปะทุขึ้นมาหรือไม่และสุดท้ายไทยควรเตรียมแผนรับมือหากสงครามนี้เกิดขึ้นเพราะต้องยอมรับว่านี่เป็นสงครามที่ทำให้ผู้นำกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวกันอีกครั้งในการทวงคืนผลประโยชน์จากสแกมเมอร์ ...เอ้ย...ประชาธิปไตยจากเผด็จการทหารเมียนมา

อาเซียนแบน ‘มิงอ่องล่าย’ ต่อเนื่อง แม้บุกตึกสแกมเมอร์ KK Park ก็ไม่ช่วย ‘UN–นักสิทธิมนุษยชน’ จวกยับ ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ กำลังเล่นละครเลือกตั้ง

(29 ต.ค. 68) มิงอ่องล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูก “แบนต่อเนื่อง” จากเวทีอาเซียนปีที่ 47 (26–28 ต.ค.) หลังชาติสมาชิกยืนยันไม่เชิญเข้าร่วม จนกว่าจะปฏิบัติตาม “ข้อตกลง 5 ข้อ” ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2021 ทั้งเรื่องหยุดยิง ปล่อยนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับฝ่ายประชาธิปไตย อนุญาตให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และจัดการเลือกตั้งเสรีจริงจัง

เมียนมาส่ง “อู วุนนา มอง ลวิน” รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลกลาง มาร่วมประชุมแทนตามธรรมเนียม แม้รัฐบาลทหารจะพยายามเรียกคะแนนผ่าน “ปฏิบัติการบุก KK Park” ที่จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 ราย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “โชว์ผลงาน” มากกว่าการจัดการอาชญากรรมจริง เพราะเครือข่ายใหญ่ยังไม่ถูกแตะต้อง และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายร้อยคนหนีข้ามมาฝั่งไทย

ด้าน “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ย้ำว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามการเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม หากรัฐบาลทหารยังไม่ทำตามข้อตกลง 5 ข้อ ขณะที่ UN และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามการเลือกตั้งว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพราะหลังรัฐประหารปี 2021 มีประชาชนถูกสังหารกว่า 6,000 ราย และอีก 3.5 ล้านคนต้องลี้ภัย

ขณะที่ สื่อในภูมิภาควิจารณ์ว่า “รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเล่นละคร” ใช้ปฏิบัติการ KK Park เพื่อกลบเสียงประณาม ขณะที่อาเซียนมุ่งหารือประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น สงครามภาษีสหรัฐฯ และกรอบ RCEP ส่วนเมียนมายังคง “โดดเดี่ยวกลางเวทีโลก” แม้พยายามสร้างภาพ “จัดระเบียบประเทศ” แต่โลกกลับมองว่า สิ่งที่เมียนมาต้องชำระ... คือ “เลือดและประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์

สืบ 1 ไล่ล่ายึดไอซ์ 300 กก.-ยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด รวบผัวเมียเมียนมา ขนจากภาคเหนือส่งลูกค้าภาคกลาง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาข้ามชาติรายใหญ่ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 โดยมี พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 นำทีมปฏิบัติการร่วมกับ พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง และ พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1

หลังสืบทราบว่ามีเครือข่ายค้ายาจากภาคเหนือ ลักลอบขนยาไอซ์และยาบ้าเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้รถกระบะขนผักอำพราง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง กระทั่งคืนวันที่ 13 พ.ย. เวลาประมาณ 01.00 น. พบรถเป้าหมาย อีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ทะเบียนลำพูน ขับผ่านพื้นที่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

สืบ 1 เข้าสกัดตรวจค้น พบกระสอบกระหล่ำปลีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดตรวจอย่างละเอียดกลับเจอ “ไอซ์” บรรจุห่อแน่นถึง 300 กิโลกรัม และ “ยาบ้า” อีก 2,400,000 เม็ด ซุกซ่อนใต้กองผักแน่นกระบะหลัง พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 รายคือ นายจาย อายุ 20 ปี และ น.ส.หอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 20 ปี ทั้งคู่สัญชาติเมียนมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาจากภาคเหนือเข้าส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแลกค่าจ้างหลักแสนบาท โดยไม่ทราบชื่อผู้ว่าจ้างตัวจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบขยายผลถึงต้นทางและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวย้ำว่า “นี่คือผลของการทำงานเชิงรุกของตำรวจนครบาลที่ไม่ยอมให้ยานรกกลืนสังคม เราจะลากตัวทุกคนในขบวนการนี้มาลงโทษให้หมดสิ้น”

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เสริมว่า “สืบ 1 ทำงานอย่างเข้มแข็ง เกาะติดเครือข่ายขนยาเข้ากรุงแบบไม่ลดละ การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตำรวจนครบาลจะเดินหน้ากวาดล้างต่อ ไม่เว้นแม้เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ขยายผลเชิงลึกถึงต้นทางการผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายฟอกเงิน พร้อมยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ที่เชื่อมโยงกับขบวนการ เพื่อทำลายระบบทุนของพ่อค้ายาอย่างเด็ดขาด

“ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ไม่มีใครรอดจากมือปราบ!” ถ้อยคำสะท้อนเจตนารมณ์จากตำรวจนครบาล ที่ประกาศชัดจะล้างบาง “ยานรก” ให้หมดสิ้นจากสังคมไทย

บันไดสู่งานดี ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ศูนย์สอนภาษาเผยแผนพัฒนา ด้วยการใช้ AI ช่วยฝึกการเรียนรู้

(1 ธ.ค. 68) ที่ศูนย์ Golden Education Sharing Center (GESC) เขตฮไล่งตะยาร์ ในนครย่างกุ้ง ห้องเรียนแน่นไปด้วยนักเรียนที่สลับไปมาระหว่างภาษาพม่าและภาษาจีน หลายคนบอกตรงกันว่าภาษาจีนไม่ใช่วิชาเสริมอีกต่อไป แต่คือ “ทางลัด” ไปสู่งานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น ทุนเรียนต่อ และโอกาสเดินทางไปต่างประเทศในอนาคต

ตอว์ดาร์ ตุน วัย 26 ปี เริ่มจากการมาเรียนภาษาจีนแบบเข้มข้นที่ GESC เป็นเวลา 2 ปี ก่อนสอบได้คะแนนสูงจนได้กลับมาเป็นผู้ช่วยครู เธอบอกว่ามีความสุขที่สุดตอนเรียนภาษา เพราะ “ภาษาเปิดประตูและเติมความมั่นใจเวลาเดินทาง” ขณะที่เด็กหนุ่มวัย 16 ปี อย่าง เทต เว ยาน ลิน เลือกเรียนจีนวันละ 2–3 ชั่วโมง เพราะมองว่าเป็น “การลงทุนเพื่อโอกาสงาน” ส่วนซอว์ หล่าย โม วัย 20 ปี มาเรียนเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวที่นำเข้าสินค้าจากจีน จะได้คุยงานกับคู่ค้าจีนได้เอง

ฝั่งครูชาวจีนอย่าง หยาง หรงชิว เล่าว่า การสอนร้องเพลง นิทาน และกิจกรรมให้ห้องเรียนคึกคัก เพราะโทนเสียงและตัวอักษรจีนคืออุปสรรคใหญ่ของนักเรียนเมียนมา แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า หลายคนที่เรียนจบกลับไปทำงานโรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม 2–3 เท่า
.
ปัจจุบัน GESC มีนักเรียนราว 10,000 คน จากที่สอนมาแล้วกว่า 100,000 คนตั้งแต่ปี 2006 ขยายสาขาครอบคลุม 6 เขตในย่างกุ้ง มีครูราว 90 คน ใช้เครื่องมือ AI ช่วยการบ้าน–ฝึกเขียน และจับมือกับโรงงานกว่า 500 แห่ง รวมถึงโรงแรมและบริษัทที่ต้องการพนักงานพูดจีนได้

ขณะที่ Bowen Chinese School เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เตรียมตัวไปเรียนต่อหรือใช้ภาษาในสายวิชาการ ที่แคมปัส Times City แม่วัย 35 ปีอย่างซูซาน เล่าว่าพาลูกสาววัย 8 ขวบมาเรียนจีนเพื่อ “ให้มีทางเลือกในอนาคตมากขึ้น” ลูกของเธอเรียนทั้งพม่า จีน และอังกฤษไปพร้อมกัน 

ด้านครูหนุ่มวัย 19 ปี ไพง์ มิน ข่อง ซึ่งมีเชื้อสายจีน บอกว่าอยากส่งต่อภาษาและวัฒนธรรมให้เด็ก ๆ ผ่านเกม เพลง และการเต้น แม้โทนเสียงและการเขียนตัวอักษรจะยาก แต่ถ้าเรียนได้ก็มีทางไปต่อทั้งสายล่ามหรือเรียนต่อที่จีน ปัจจุบัน Bowen มีนักเรียนราว 1,400 คน ใน 4 สาขา ทั้งย่างกุ้งและเนปิดอว์ มีครูกว่า 100 คนดูแล

นอกห้องเรียน ยังมีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่หันมาเรียนภาษาจีนผ่านคอร์สออนไลน์ เช่น ออง ทู วัย 32 ปี เขามองว่าภาษาจีนกำลังสำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในเอเชีย สำหรับเขาการรู้ภาษาเพิ่มอีกหนึ่งภาษา ก็เหมือนเปิดหน้าต่างอีกบานให้มองโลกได้กว้างขึ้น” และภาษาจีนก็กำลังกลายเป็นหน้าต่างบานใหม่ของคนเมียนมาหลายหมื่นคนในวันนี้



ที่มา : Xinhua 

 

ย่างกุ้งฉลอง 78 ปีเอกราช เมียนมาจัดงานใหญ่ตลาดนัด MSME รัฐยันสนับสนุนเชื่อมโยงภาคธุรกิจ หวังเพิ่มโอกาสส่งออกทั่วประเทศ

(5 ม.ค. 69) เมืองย่างกุ้ง เมียนมา จัดงานเทศกาลตลาดนัดธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) พร้อมการแสดงดนตรีวันที่ 2 ม.ค. 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปี วันประกาศเอกราชของเมียนมา

ในพิธีเปิดงาน อู เมียว มินต์ อ่อง รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจประจำภูมิภาคย่างกุ้ง กล่าวว่า งานนิทรรศการ MSME ในย่างกุ้งจัดไปแล้ว 17 ครั้งระหว่างปี 2022-2025 ช่วยเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างรัฐและภูมิภาคต่างๆ ให้แน่นแฟ้นขึ้น

รัฐมุ่งสนับสนุนให้ผู้ผลิตและผู้ค้า MSME พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับการส่งออกเพื่อขยายตลาดและส่งเสริมการเติบโตภายในประเทศ โดย อู เมียว มินต์ อ่อง กล่าวว่า "งานเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพในวงการธุรกิจ"

การจัดงานนี้สะท้อนความพยายามของเมียนมาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน ผ่านการสนับสนุนธุรกิจ MSME เป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานเศรษฐกิจและส่งออกสินค้า

ที่มา : Xinhua

ทำไมเสียงต้านจึงแผ่วลง? เปิดเกมอำนาจ วิเคราะห์เมียนมาหลังเลือกตั้ง แรงต้านลด-ชนกลุ่มน้อยนิ่ง หลัง ‘มิน อ่อง หล่าย’ ขึ้นอำนาจ

เปิดปมหลังมิน อ่อง หล่ายขึ้นการต่อต้านเบาบาง

หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งเมียนมาไปและมีมติเอกฉันท์ยกให้ นายพล มิน อ่อง หล่าย ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่แทนที่เสียงคัดค้านจะดังก้องกลับการเป็นมีเพียงหยิบมือเดียวของกลุ่มต่อต้านที่ออกมาคัดค้านการขึ้นอำนาจครั้งนี้  สิ่งที่แปลกคือกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลับไม่มีใครคิดจะเปิดศึกกับเมียนมาเหมือนก่อน วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทุกคนได้เห็นภาพกันว่าเกิดอะไร

เรื่องแรกคือเรื่องกองกำลังชาติพันธุ์ที่ดูเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่กลับกลายเป็นเงียบเพราะทางฝั่งเมียนมาใช้การทูตทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะเคลียร์หมดแล้วจะเหลืออยู่ก็แค่ KNU 2 กองพลจากทั้งหมด  7 กองพล ที่ยังอยากจะรบกับฝั่งเมียนมาเพราะได้รับการอัดฉีดจากต่างชาติ ประมาณสู้แล้วรวย ส่วน KTLA ของนายพลเนอดาก็แทบจะเรียกว่าถูกจำหน่ายออกว่าไร้ประสิทธิภาพด้วยกองพลเท่าหยิบมือเพียงหลักร้อย  ซึ่งหากเกิดการปะทะจริงฝ่ายไทยจะต้องรับผลกระทบอีกไม่ว่าจะเป็นการปิดชายแดนและเรื่องผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้ามาหลังเกิดเหตุแน่นอน

ประเด็นต่อมาที่การต่อต้านลดลงเพราะหลังจากการสงบศึกของกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพเมียนมา กลุ่ม PDF ก็แทบไม่มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์แม้กระทั่งจะไปสู้รบปรบมือกับฝั่งกองทัพได้เลย ทำให้หลายที่ PDF ไม่ถูกทำลายก็ละเลิกไปหมด  ส่วนกลุ่ม CDM ส่วนหนึ่งก็ได้พบความจริงโดยเฉพาะกลุ่มผู้หนีและอยากย้ายประเทศส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับเมียนมาเพราะทนความลำบากในต่างแดนไม่ไหว  และมี CDM หลายครอบครัวส่งลูกหลานเขาเข้าระบบการศึกษาต่อในขณะมี CDM บางครอบครัวเลือกจะไม่ศึกษาต่อและออกมาทำงานก็ตามที  นั่นสะท้อนถึงความจริงหลังถูกชักจูงด้วยโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มต่อต้าน ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่ใครเป็นผู้ประสบนอกจากผู้หลงเชื่อนั่นเอง

สุดท้ายการขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามครรลองจะเพิ่มความชอบธรรมและลดการต่อต้านจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ  อีกทั้ง ณ วันนี้เมียนมาเผชิญวิกฤตภายนอกหลายอย่างทั้งผลพวงด้านเศรษฐกิจทีาเป็นมาตั้งแต่รัฐประหารและปัญหาด้านพลังงาน  ทำให้คนทั่วไปสนใจปากท้องมากกว่าจะมาสนใจเรื่องอื่น  และนั่นทำให้เป็นแต้มต่อหากรัฐบาลภายใต้การนำของนายพล มิน อ่อง หล่าย นำพาประเทศให้พ้นวิกฤตนี้ได้ก็น่าจะทำให้คะแนนนิยมเขาดีขึ้นด้วย

ปริศนา “อองซาน ซูจี” คำถามสะเทือนเมียนมา เมื่อข่าวนี้อาจเปลี่ยนสมการอำนาจทั้งประเทศ ปริศนาที่กองทัพยังไม่เคยตอบ แต่แรงกระเพื่อมทางการเมืองเริ่มชัด

ซูจี ตายหรือยัง….คำถามที่ต้องการคำตอบ

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา  คิม อารีส ลูกชายคนเล็กของนางอองซาน ซูจี  เปิดเผยกับสำนักข่าว DVB ว่าเขาไม่สามารถติดต่อคุณแม่ของเขาได้ตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา โดยจากเนื้อหาข่าวซึ่งมาจากสื่อที่โปรตะวันตกพยายามแสดงบทบาทถึงของลูกที่เป็นห่วงคุณแม่ด้วยความที่อายุที่มากขึ้น

หากตัดประเด็นดราม่าเรื่องครอบครัวออกไป คำถามก็คือทำไมสื่อถึงเลือกที่จะมาสัมภาณณ์ลูกชายของนางอองซาน  ซูจีตอนนี้หลังจากเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้  ดังนั้นประเด็นคือใครได้ประโยชน์นางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมมากกว่า   เอย่ามองว่าหากนางซูจีถึงแก่กรรมแล้วจริงๆใครจะได้ประโยชน์จากการเสียชีวิตนี้  และแน่นอน  ทางกองทัพเมียนมาก็จะไม่แคล้วถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในกรณีนี้ ต่างจากฝ่ายต่อต้านที่ทุกวันนี้ยังใช้นางซูจีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอยู่  ดังนั้นหากนางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมแล้วละก็  การปลุกระดมของฝ่ายต่อต้านต่อกองทัพเมียนมาจะมีความรุนแรงมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันเอย่ามองว่าการแก้เกมส์ของฝั่งกองทัพน่าจะมีไม่ต่างกันหลังจากที่มีข่าวหลุดออกมาว่าทางรัฐบาลใหม่ของเมียนมายอมสงบศึกโดยให้เวลา 100 วันในการหันหน้ามาเจรจากันเพื่อผลักดันประเทศให้เข้าสู่สันติสุขซึ่งนี่น่าจะเป็นไพ่ใบสำคัญที่เป็นตัวประกาศเส้นตายหากยังเลือกที่จะต่อต้านกองทัพเมียนมาต่อไป

ดังนั้นวาทกรรมในสื่อครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการปลุกระดมผู้ต่อต้านให้ยังอยู่ในกระแสในขณะที่กระแสการต่อต้านกองทัพเมียนมาค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา เพราะผู้คนเลือกจะโฟกัสไปที่ปากท้องมากขึ้น  การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่กินไม่ได้จึงเหลือเพียงหยิบมือกับอีกกลุ่มที่เรียกว่าพวกสู้แล้วรวยเพราะได้รับการอุดหนุนจากชาติตะวันตก

เอย่ามองว่าหากทางกองทัพเมียนมาจะแก้เกมส์ชิงมวลชนหากนางอองซาน  ซูจี ถึงแก่กรรมขึ้นมาจริงๆ  แล้วทางกองทัพเลือกจะจัดงานศพให้ประดุจดั่งปูชนียบุคคลของชาติและเชิดชูเกียรติศักดิ์ของนางในฐานะรัฐสตรีและบุตรีของผู้นำกองทัพอย่างนายพลอองซาน  นั่นจะเป็นการดึงมวลชนให้หันกลับมาหากองทัพมากขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มมวลชนรุ่นใหม่ด้วย อย่างไรก็ตามเวลาของความขัดแย้งในเมียนมาใกล้ถึงจุดจบเต็มทีไม่ว่าปลายทางนั้นจะเป็นสันติภาพหรือกองเลือดก็ตามนั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มต่อต้านที่มีอยู่ตอนนี้นั่นเอง

ที่มา : AYA

เปิดปริศนา “เจ้าคำก่ายน้อย” ซีรีส์หงสาวดีปลุกกระแสตามรอยประวัติศาสตร์ เปิดปมเจ้าฟ้าไทใหญ่ผู้ถูกเล่าว่าเป็นสหายพระนเรศ ที่พงศาวดารไม่เคยบันทึก เรื่องเล่ามิตรภาพหรือยุทธศาสตร์สร้างแรงเกรงขามต่อพม่า

เอย่าต้องยอมรับว่า​ซีรีส์เรื่องหงสาวดี​ ปลุกให้การท่องเที่ยวเมียนมากลับมาคึกคักอีกครั้ง​ โดยเฉพาะการตามรอยสถานที่ในซีรีส์​  แต่พอกลับมาดูในความเป็นจริงตามพงศาวดารแล้ว​ การระบุถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง​ พระนเรศ กับ​ Min Gyi Swa หรือคนไทยเรียกว่า​ มังกะยอชวา​ กลับไม่มีระบุถึงความสัมพันธุ์ของทั้ง​2 มากนัก​ แต่วันนี้เอย่าจะไม่พูดถึงความสัมพันธุ์ดังกล่าวเพราะหลายคนน่าจะหาอ่านหาฟังได้จากสื่อออนไลน์หลายช่องทางแล้ว​  วันนี้เอย่าจึงขอนำเสนอเรื่องของเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมสาบานกับพระนเรศ​ นั่นคือ​เจ้าคำก่ายน้อย

เจ้าคำก่ายน้อย​ หรือบางพงศาวดารเรียกว่า​เจ้าคำแก้วน้อย​มีระบุว่ามีตัวตนจริงในพงศาวดารฝั่งไทใหญ่ว่าเป็นองค์ประกันเช่นเดียวกับพระนเรศ​ ท่านเป็นจ้าชายจากเมืองแสนหวี​ แม้ไม่มีบันทึกในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและไทใหญ่​ แต่กลับมีเรื่องราวเล่าขานว่าเจ้าคำก่ายน้อยคือพระสหายคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศและเป็นคนที่เป็นเหตุให้พระนเรศยกพลไปช่วยเนื่องจากเจ้าคำก่ายน้อยติดศึกกังอังวะจนได้ไข้และสวรรคตที่เมืองหาง​

ประเด็นที่น่าแปลกคือในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและพม่าไม่เคยมีระบุชื่อของเจ้าฟ้าไทใหญ่องค์นี้​  มีเพียงตำนานเล่าขานในฝั่งไทใหญ่เท่านั้นที่อ้างว่าเป็นพระสหายคนสนิท

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มองว่าการที่พระนเรศยกทัพปราบอังวะ​ ก็เพราะว่าหลังการล่มสลายของหงสาวดีด้วยเหตุว่าถ้าปล่อยให้อังวะฟื้นตัว​ฟากพม่าจะกลับมาเป็นภัยต่ออยุธยาอีกก็เป็นได้​

แต่ทำไมตำนานฝั่งฉานกลับกลายเป็นอีกเรื่องนั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่​ รวมถึงล้างช้างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ฝั่งกรุงศรี​  เป็นไปได้ที่ตำนานการอ้างความสนิทสนมกับกษัตริย์กรุงศรีที่เพิ่งรบชนะพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีจะสร้างความเกรงกลัวและ77ป้องกันการขยายอิทธิพลของฝั่งพม่ามายังรัฐฉานก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องราวของเจ้าคำก่ายน้อยจะเป็นจริงหรือแค่ตำนาน​ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่สร้างเสริมเติมแต่งจนสร้างความใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับชาวไทใหญ่ในเวลาต่อมา​

ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์พระนเรศวรในเมืองตุน​หรือ​ Mong Ton บริเวณ​ดอยไตแลง​ โดยดอยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลัง​  RCSS  ของเจ้ายอดศึกนั่นเอง

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top