Friday, 5 June 2026
เมียนมา

ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาอ้าง!..ถูกบังคับขึ้นเรือรบอินเดีย ถูกปิดตา-ทุบตี ก่อนโยนลงทะเลให้ว่ายกลับเมียนมา

(19 พ.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่อินเดียบังคับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจำนวนอย่างน้อย 40 คน ซึ่งรวมถึงผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ให้ลงจากเรือของกองทัพเรืออินเดีย โดยมีการอ้างว่าบางคนถูกปิดตา ถูกทุบตี และถูกโยนลงทะเลบริเวณน่านน้ำสากลใกล้ชายแดนเมียนมา และให้ว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งเอง

กลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกควบคุมตัวในกรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม และถูกส่งตัวโดยเครื่องบินไปยังหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ก่อนที่จะถูกนำขึ้นเรือของกองทัพอินเดีย

สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานดังกล่าว โดย ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา กล่าวว่า “แนวคิดที่ว่าผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาถูกโยนลงทะเลจากเรือของกองทัพเรือนั้นเป็นสิ่งที่น่าขุ่นเคืองอย่างยิ่ง” เขาเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียหยุดการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา รวมถึงการส่งตัวพวกเขากลับไปสู่สภาพที่อันตรายในเมียนมา

ด้าน ทนายความ ดิลาวาร์ ฮุสเซน ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ลี้ภัย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดของอินเดีย เพื่อขอให้รัฐบาลนำผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับมายังกรุงนิวเดลี อย่างไรก็ตาม กองทัพเรืออินเดียและกระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้

ทั้งนี้ อินเดียไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 หรือพิธีสารปี 1967 แต่มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาประมาณ 40,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศ โดยประมาณ 22,500 คนได้รับการลงทะเบียนกับสำนักงาน UNHCR หลายคนอาศัยอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ และเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงจากกลุ่มชาวฮินดูที่เรียกร้องให้ขับไล่พวกเขาออกจากประเทศ

ไทยส่ง F-16 ตรึงน่านฟ้า หลังเสียงปืนสนั่นจากเมียนมา พร้อมเสริมกำลังเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน

(4 มิ.ย. 68) สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมายังตึงเครียด หลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาโจมตีฐานทหารเมียนมา 'ทิบาโบ' ในเขตอำเภอซูการี จังหวัดเมียวดี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยใช้โดรนทิ้งระเบิดและอาวุธหนักหลากชนิด ขณะทหารเมียนมาตอบโต้ด้วยการยิงสนับสนุนและใช้อากาศยานโจมตี ส่งผลให้เสียงปืนดังสะเทือนข้ามมายังฝั่งไทย

พื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริเวณตรงข้ามบ้านหมื่นฤาชัย หมู่ 5 ตำบลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดปะทะเพียง 1 กิโลเมตร การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันทหารเมียนมาออกจากรัฐกะเหรี่ยง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ฐานทหารเมียนมาในพื้นที่

เพื่อป้องกันการละเมิดอธิปไตยไทย กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 จากฐานบินตาคลีขึ้นบินลาดตระเวนในพื้นที่ตั้งแต่ 27 พฤษภาคม เพื่อแสดงแสนยานุภาพและยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงไม่ให้ลุกลามเข้าสู่ฝั่งไทย

ขณะเดียวกัน มีผู้หนีภัยจากความไม่สงบในเมียนมาจำนวน 508 คน ที่ยังพักพิงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว 3 แห่งในอำเภอพบพระ ได้แก่ วัดมอเกอร์ไทย โกดังเอกพันธ์ และคริสตจักรบ้านหมื่นฤาชัย โดยเจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

วิเคราะห์ 2 สแกมเมอร์แลนด์ ดินแดนธุรกิจสีเทา จีนพร้อมอุ้ม ‘เมียนมา’ ส่วน ‘กัมพูชา’ กำลังถูกโดดเดี่ยว

(7 ก.ค. 68) ช่วงที่ผ่านมาเอย่าคิดแล้วคิดอีกว่าจะเขียนเรื่องกองทัพไทยที่ถูกโซเชียลนำภาพที่เหล่าพวกคนจีนโพสต์ทั้งภาพและคลิปลงบนสื่อออนไลน์ดีหรือไม่  แต่สุดท้ายเอย่ามองว่าขนาดผู้เสียหายอย่างกองทัพไทยยังทำตาบอดหูหนวกเลย งั้นเอย่าไม่เขียนดีกว่า  หลายเรื่องที่เอย่าได้ยินมาว่ามันไม่จริงแต่ถ้าหลายเรื่องมีมูลแต่ไม่คิดจะชี้แจงใครก็ช่วยพวกท่านไม่ได้นะคะ อย่าลืมว่า อำนาจเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีได้หมดได้ ช่วงที่มีอำนาจก็ควรทำดีและพยายามชี้แจงด้วยหากทำเพื่อบ้านเมืองเพราะคนไม่ดีที่รอท่าน ๆ ล้มเขาหาจังหวะซ้ำท่านอยู่

ว่าแล้วเราก็พักเรื่องจีนเทาในไทยมาคุยถึงเรื่องจีนเทารอบบ้านเราดีกว่า ประเด็นคือล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าพบ มิน อ่อง หล่าย หารือเรื่องการปราบปรามจีนเทาตามชายแดนอีกครั้งคาดว่ารอบนี้จะจัดการให้ราบคาบเพราะทราบจากรอบที่แล้วว่ามีการหลบหนีจากเหนือลงใต้อย่างไร กลุ่มชาติพันธุ์ใดให้การช่วยเหลือ  เอย่ามองว่าอีกไม่นานจะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ในฝั่งเมียนมาซึ่งส่งผลให้เกิดสงครามย่อมๆได้เลยอย่างที่เราเห็นมาอย่างเนือง ๆ ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีการให้การสนับสนุนกลุ่มจีนเทาเหล่านี้อยู่ 

ในขณะที่หากมองจากฝั่งกัมพูชา การปกครองพื้นที่เป็นแบบเบ็ดเสร็จผ่านรัฐบาลกลางหากกลุ่มจีนเทาหรือสแกมเมอร์ต้องการจะทำธุรกิจอะไร นั่นจำเป็นต้องติดต่อกับบุคคลที่มีอำนาจในรัฐบาล  ซึ่งจุดนี้จะต่างจากฝั่งเมียนมาโดยสิ้นเชิง

การคว่ำบาตรกัมพูชามีความแตกต่างจากการคว่ำบาตรของเมียนมาหากเข้าใจบริบท 2 สิ่งที่มีในเมียนมาแต่ไม่มีในกัมพูชา

1. แร่โดยเฉพาะ แร่หายากและพวกแร่กัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งนี่ทำให้เมียนมาถูกหมายตาจากนานาชาติมาตลอด

2. เมียนมาเป็นจุดเชื่อมต่อออกมหาสมุทรอินเดียของจีน  หากทำสำเร็จจีนจะย่นเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอ้อมช่องแคบมะละกาซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มการขยายอำนาจของจีนได้  ในขณะที่กัมพูชาไม่มี 2 สิ่งนี้เลย ทางการจีนไม่จำเป็นต้องขยายอำนาจมากัมพูชาเพราะจีนมีอำนาจเหนือเวียดนามอยู่แล้ว รวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นมากกับไทย

ดังนั้นการคส่ำบาตรที่เกิดขึ้นในเมียนมาเป้าหมายคือการพยายามหยุดการขยายอำนาจจากจีนมากกว่าการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์โดยอ้างคำว่าเผด็จการกองทัพทั้ง ๆ ที่การรัฐประหารรอบนี้แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิงทั้งบริบทและสาเหตุ นั่นทำให้เมียนมายังมีประเทศที่เป็นพันธมิตร ในขณะฝั่งกัมพูชามีแต่ประเทศเริ่มตีจาก เพราะเริ่มระแคะระคายว่าผู้นำประเทศอาจจะอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจจีนเทา

หากว่าไปแล้วจีนไม่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการจีนเทาในกัมพูชา เพราะสามารถจัดการผ่านประเทศที่สามอย่างไทยหรือเวียดนามได้อยู่แล้วเพราะมากกว่า 50% ของกัมพูชาพึ่งพาสาธารณูปโภคจากไทยและเวียดนาม และความโกลาหลก็เกิดขึ้นเมื่อผู้นำประเทศเลือกจะเริ่มตัดความช่วยเหลือจากฝั่งไทย

ในขณะที่หลายปีที่ผ่านมาที่เมียนมาปล่อยจีนเทาให้สร้างเมืองตามชายแดนและยกกรรมสิทธิ์ในการตรวจสอบดูแลให้กับกองกำลัง BGF ในพื้นที่ซึ่งนั่นทำให้ง่ายต่อการถูกคอร์รัปชันและบิดพริ้วสัญญาที่ลงนามไว้ตั้งแต่ต้นดังปรากฏให้เห็นที่ฉ่วยก๊กโกแล้วว่าการขยายเขตเมืองออกไปนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางแต่เป็นการตัดสินใจของกลุ่มกองกำลังในพื้นที่

แต่ขณะเดียวกันที่สีหนุวิลด์นั้นต่างออกไปการเข้าครอบครองเมืองตากอากาศที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆหากผู้นำของรัฐบาลไม่เห็นชอบให้เหล่าจีนเทาเหล่านี้เข้ามา

และนี่คือทั้งหมดทั้งมวลของความเหมือนที่แตกต่างของสแกมเมอร์แลนด์ใน 2 ฝั่งภูมิภาคล้อมรอบไทยเรานี้นั่นเอง

กลุ่มสแกมเมอร์เมียนมาหันใช้ Starlink ของ ‘อีลอน มัสก์’ หลังหน่วยงานไทยตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเมืองเมียวดี

(22 ก.ค. 68) แม้ไทยจะพยายามตัดสายอินเทอร์เน็ตเพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา แต่ขบวนการเหล่านี้กลับหันมาใช้ 'Starlink' บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แทน ส่งผลให้เห็นจานดาวเทียมสีขาวผุดเต็มหลังคาตึกในพื้นที่

ข้อมูลจากองค์กร International Justice Mission (IJM) ระบุว่า จำนวนการเชื่อมต่อ Starlink ในแหล่งอาชญากรรมรอบเมียวดีเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายใน 1 ปี หลังจากไทยเริ่มตัดสายอินเทอร์เน็ตในปี 2024 และแม้การใช้งานอาจประเมินได้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่แนวโน้มก็ชัดเจนว่า Starlink กลายเป็นทางออกหลักของกลุ่มดังกล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth ในปี 2025 ยืนยันว่ามีจาน Starlink ติดตั้งบนตึกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก ซึ่งไม่เคยมีให้เห็นในปีก่อน นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่าขนาดจานรับสัญญาณมีขนาดเล็กพอจะใส่เป้สะพายหลังได้ ทำให้ลักลอบขนผ่านชายแดนได้สะดวก

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ Starlink ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างเป็นทางการในเมียนมา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นโครงข่ายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง KK Park อาณาจักรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเมียวดี ที่มีเครือข่ายใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

‘จีน – รัสเซีย – เมียนมา’ กับความเป็นจริง ที่สื่อกล่าวหาว่า ‘เลือกข้างเขมร’ ‘คิด – วิเคราะห์ – แยกแยะ’ ทฤษฎีสมคบคิด รู้ไว้ใช่ว่า เผื่อจะตาสว่างขึ้น

(11 ส.ค. 68) ช่วงที่ผ่านมาหลายคนน่าจะได้ยินข่าวเรื่องที่จีนเอย รัสเซียเอย หรือแม้กระทั่งเมียนมา เลือกข้างฝั่งกัมพูชา แรกๆเอย่าก็เชื่อไปตามข่าวนั้นนะแต่พออเมริกาเข้ามาห้ามศึกในสงครามระหว่างไทย_กัมพูชา พร้อมกับการประกาศภาษีทรัมป์บ้าของไทยกับกัมพูชาในอัตราเท่ากัน มันก็ออกจะดูแปลกๆไปหน่อยไหม...

เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องที่ได้ยินมาอีกมุมแล้วให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ กันดู  มันอาจจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดก็เป็นได้ แต่รู้ไว้ใช่ว่าเผื่อจะตาสว่างขึ้น

เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่วันแรกของสงครามไทย-กัมพูชา มีเครื่องบินลำหนึ่งออกจากพนมเปญเพื่อจะไปลงที่ปักกิ่ง  แต่ทางจีนไม่อนุญาตให้เครื่องนี้ลง  เครื่องบินลำดังกล่าวจึงเบนหัวไปลงที่เกาหลีใต้  จากนั้นเครื่องเทคออฟต่อจากเกาหลีใต้ไปลงที่ฟิลิปปินส์ก่อนจะกลับมายังพนมเปญ

คำถามคือ
1. ทำไมทางการจีนไม่ต้อนรับเครื่องบินลำนี้
2. การที่บินมาลงที่เกาหลีใต้อาจจะพอเข้าใจได้ว่าเลือกประเทศภาคพื้นเพื่อเติมน้ำมัน  แต่การที่บินจากเกาหลีใต้ไปต่อยังฟิลิปปินส์ที่เป็นขี้ข้าอเมริกา นั่นเป็นการสื่อสารว่ามีการคุยกันหลังจากนั้นหรือเปล่า

มีนักทฤษฎีสมคบคิดวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ว่า  ถ้าคิดแบบเรียบๆง่ายๆคือจีนเลือกไทยดังนั้นจีนจึงเลือกตัดไมตรีกับกัมพูชา ส่งผลให้กัมพูชาเลือกอเมริกามาเป็นพวก

แต่ในขณะเดียวกันหากคิดแบบนักทฤษฎีสมคบคิดแล้วละก็ เขาจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของ CIA ให้เปิดประเด็นกับไทยโดยอ้างเรื่องเขตแดนตรงปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งฝั่งรัฐบาลไทยก็พร้อมให้

สนับสนุนแผนนี้อยู่แล้ว เพื่อให้สถานการณ์ลุกลามจนมีการปักปันเขตแดนใหม่รวมถึงชายแดยบริเวณเกาะกูด-เกาะกงด้วย ซึ่งหนึ่งในผู้รับประโยชน์ตรงนี้คงไม่พ้นต้องมีบริษัทสัญชาติอเมริกันเข้าไปกินโต๊ะด้วยอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตามทางอเมริกาน่าจะมีแผนลับในใจไว้แล้วคือหากการเจรจาบนโต๊ะไม่เป็นผลอเมริกาก็จะใช้แผนกดดันทางเศรษฐกิจอย่างที่เราทราบมาห้ามทัพ  เพื่อเชิดหน้าว่าฉันคือฮีโร่ตำรวจโลกพร้อมกับเสนอส่งกองทัพมาประจำในกัมพูชาเพื่อคานอำนาจจีน

คาดว่าแผนนี้ทางจีนน่าจะล่วงรู้ก่อนและน่าจะเป็นฝ่ายเลือกจะตัดความสัมพันธ์กับทางกัมพูชาโดยสมบูรณ์นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทางกัมพูชาเลือกจะบินไปลงเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ตามที่เล่าไปข้างต้น

ส่วนทางรัสเซียที่สื่อพยายามจะโยงกัน เอาตรงๆจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นรัฐบาลรัสเซียออกมาถือหางอะไรทางกัมพูชาเลยมีแต่ข่าวที่สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคมว่ามาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์และเข้าสู่การเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งเท่านั้น

ส่วนฝั่งเมียนมานั้นยิ่งกว่า โดยไม่มีการประกาศอะไรออกมาเลยจากรัฐบาลกองทัพเมียนมาว่ายืนหยัดข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะสถานการณ์ในประเทศตนก็ไม่ใช่ว่าจะสงบ  ส่วนทางคนเมียนมาในไทยนี่ถึงขั้นด่าส่วนชาวโซเชียลขแมร์ว่าอย่าดึงคนพม่าไปเกี่ยวข้องด้วย เมียนมาไม่ได้มีความขัดแย้งกับไทย

จากทั้งหมดนี้เอย่าว่าเราควรจะฟังหูไว้หูนะการรับรู้ข่าวจากสื่ออาจจะต้องพิจารณาด้วยว่าสื่อที่นำมาเสนอนั้นเป็นของฝ่ายใดเพราะปัจจุบันนี้สื่อคือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สร้างความเข้าใจผิดในสังคม

ว่าไปแล้วเอย่าว่าเราควรมาจับจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ (9 สิงหาคม) ดีกว่า มีข่าวว่ากองร้อย KTLA ของนายพลเนอดา ยึดท่อแก๊สไทย-เมียนมาฝั่งตรงข้ามจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมกับขู่ว่าจะระเบิดทิ้ง  มีข่าวมาว่างานนี้กองทัพเมียนมาไฟเขียวให้ฝั่งไทยจัดการเอง เพราะตอนนี้นายพลเนอดาก็อยู่ในประเทศไทย เพียงแต่ว่ากองทัพไทยจะกล้าพอที่จะจัดการจบปัญหานี้ไหมมากกว่า ได้ข่าวว่านายพลเนอดาสนิทกับคนใหญ่คนโตในกองทัพไทยและ CIA หลายคนรวมถึง เดวิด อูแบงก์ผู้นำของ Free Burma Ranger ด้วยนี่ ถ้าทางการไทยจับได้คงมีข่าวให้นำเสนอกันอีกยาวละคราวนี้

‘ก๊อกเต๊ก’ สะพานสูงสุดในเมียนมา ถูกระเบิดท่ามกลางความขัดแย้ง โฆษกทหารโทษเป็นฝีมือกองกำลัง TNLA แต่ถูกโต้กลับว่าไม่จริง

(25 ส.ค. 68) สะพานก๊อกเต๊ก (Gokteik) สะพานรถไฟสูงสุดในเมียนมาและครั้งหนึ่งเคยสูงที่สุดในโลก ถูกทำลายในเหตุปะทะความรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มกองกำลังต่อต้าน ต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกัน

โฆษกสภาทหาร ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) ระบุว่ากลุ่มกบฏ รวมถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติพันธุ์ตอง (TNLA) และกลุ่มป้องกันประชาชน เป็นผู้วางระเบิดและทำลายสะพานดังกล่าว ขณะที่โฆษก TNLA ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่ากองทัพเมียนมาเป็นฝ่ายระเบิดสะพานโดยไม่ตั้งใจขณะโจมตีฐานของพวกเขาด้วยโดรน

สำหรับ สะพานก๊อกเต๊กสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1899–1900 มีความยาว 689 เมตร และความสูงจากพื้นดิน 102 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างเขตนองเกียว (Nawnghkio) และจ๊อกแม้ (Kyaukme) ของรัฐฉานตอนเหนือของเมียนมา เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟ มัณฑะเลย์–ล่าเสี้ยว และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยคลิปวิดีโอและภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสะพานเกิดพังเสียหายบางส่วน

ทั้งนี้ ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมเลือกตั้งเดือนธันวาคมของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกคณะผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์และถูกกลุ่มฝ่ายค้านคว่ำบาตร นักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มกบฏอาจใช้โอกาสนี้โจมตีรอบการเลือกตั้งเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ

‘ดีเจสาวเมียนมา’ เจอคดี!! ลบหลู่ศาสนา เปิดเพลงธรรมะ แดนซ์ในผับ จากเสียงเพลง สู่เสียงโกรธ!! บทเรียนในโลกที่ศรัทธาเปราะบาง

(14 ก.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจเมียนมาเข้าจับกุมดีเจ ไวโอเลต ฐานลบหลู่ศาสนาพุทธ โดยเธอนำเพลงพุทธัง สาระนัง คัจฉามิ ที่เปิดตามวัดหรือเจดีย์ มารีมิกซ์ทำนองใต้ดินมาเล่นในผับ

ประเด็นนี้ที่กลายเป็นประเด็นหนักหลังมีคลิปในผับหลุดออกมาแล้วคนจำนวนมากท้วงติงถึงความไม่สมควร และแม้เธอจะขอโทษในเฟสบุคเธอไปแล้วแต่เธอกลับทิ้งท้ายในประโยคที่ขอโทษนั้นว่า "สำหรับคนที่อิจฉาเธอ คงจะมีความสุขนะที่เห็นเธอขอโทษ" ประโยคนี้เองที่โหมความโกรธของคนในโซเชียลในแรงขึ้น จนพ่อตาของเธอที่เป็นดาราชื่อ เนเมียว อ่อง พาเธอไปยังพุทธสมาคมที่เขต ตินกันจุน ในย่างกุ้งใกล้กับที่พักเพื่อทำหนังสือขอโทษกับกรณีดังกล่าว  แต่นี่ยังไม่จบเพราะหลังจากที่เธอทำหนังสือขอจมาไปแล้ว สามีของเธอบุตรชายของ เนเมียว อ่อง โพสลงโซเชียลตัดพ้อว่าเพลงแดนซ์ธรรมะเพลงนี้ใครทำก็ไม่รู้หาฟังได้ในโซเชียลทั่วไปและภรรยาเขาก็ได้ทำเรื่องขอขมาแล้วทำไมโซเชียลยังไท่หยุดประณาม สรุปประโยคที่สามีของดีเจไวโอเลตโพสกลับโหมความโกรธแค้นชาวโซเชียลขึ้นไปอีก จนสุดท้ายตำรวจเข้าคุมตัวดีเจไวโอเลตเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา

ตามที่ทราบกันว่าในเมียนมานั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นเข้มแข็งมาก ในกรณีของดีเจไวโอเลตผิดกฎหมายศาสนามาตรา 295A ระบุว่า ห้ามการกระทำที่มีเจตนา “ลบหลู่ ดูหมิ่น หรือทำร้ายความรู้สึกทางศาสนา” ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวไม่ได้จบแค่ดีเจไวโอเลตแต่มีการขยายออกไปยังเจ้าของผับที่ดีเจไวโอเลตไปเล่นดนตรีในวันนั้นด้วย

‘เมียนมา’ เปิดทาง ‘คณะผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก’ เข้าติดตามการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยืนยันความโปร่งใส 28 ธ.ค. นี้

(18 ก.ย. 68) เมียนมาประกาศเชิญผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งทั่วไปปลายปีนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) เปิดเผยผ่านสื่อทางการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่าผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศสามารถยื่นขออนุญาตได้จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2025 ผ่านคณะกรรมการฯ ในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบล เขต ภูมิภาค ไปจนถึงระดับรัฐ

โดยผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศจะต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและขั้นตอนที่ UEC กำหนดไว้ในประกาศฉบับล่าสุด โดยสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทางการของคณะกรรมการฯ เพื่อให้การติดตามการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

ขณะเดียวกัน UEC ยังเตรียมเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง โดยจะส่งคำเชิญไปยังประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะจัดส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังสถานทูต สถานกงสุล และคณะผู้แทนถาวรต่าง ๆ ที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมา

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมากำหนดจัดวันที่ 28 ธ.ค. 2568 โดยเปิดให้หลายพรรคการเมืองลงแข่งขัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top