Friday, 5 June 2026
สหรัฐอเมริกา

ดร.เลอพงษ์ ชี้!! ทรัมป์หวังโนเบลสันติภาพ แต่หนุนอาวุธให้อิสราเอลถล่มกาซา

(9 ส.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมีใจความว่า ...

ทรัมป์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยกเว้น #ปาเลสไตน์

นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยัน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลิเยฟ ร่วมลงนามสันติภาพอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบขาวเมื่อคืนที่ผ่านมา 8 สิงหาคม 

การนำสองชาติที่เป็นคู่อริหลายทศวรรษมาเพื่อประชุมสันติภาพถือเป็นความพยายามทางการทูตของทรัมป์ และเป็นการลดบทบาทรัสเซียทางอ้อมเพื่อหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยนายกฯอาร์เมเนียกล่าวว่า "ความพยายามไกล่เกลี่ยของทรัมป์สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เหมือนที่ฮุนมาเนตจากเขมรได้กล่าวไปก่อนหน้า

#แต่ทรัมป์คนนี้กับส่งอาวุธให้อิสราเอลฆ่าผู้บริสุทธิ์ทุกวันในฉนวนกาซา

‘เบทาโกร เวนเจอร์ส’ ผนึกกำลัง BiomEdit จากสหรัฐฯ พัฒนาโซลูชันใหม่!! ลดการสูญเสีย-ยับยั้งสารพิษในอุตสาหกรรมไก่

(12 ส.ค. 68) เบทาโกร เวนเจอร์ส ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยการลงทุนร่วมกับพันธมิตรระดับโลกในรอบ Series B ของ BiomEdit บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาโซลูชันใหม่ลดการสูญเสียในอุตสาหกรรมไก่เป็นครั้งแรก ด้วยผลิตภัณฑ์ BE-101 แบคทีเรียปรับแต่งพันธุกรรมที่ช่วยป้องกันโรคลำไส้เน่าในไก่เนื้อ

ผลิตภัณฑ์ BE-101 หรือ “Optavant™” เป็นแอนติบอดีชนิดเวกเตอร์โปรไบโอติกตัวแรกของโลกที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ช่วยยับยั้งสารพิษที่ก่อโรคลำไส้เน่า สาเหตุหลักของความเสียหายทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการขอใบอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และเตรียมวางจำหน่ายในปี 2569

นายชยธร แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ของเบทาโกร เผยว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันสุขภาพสัตว์ที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ตลาดและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปศุสัตว์สู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน

BiomEdit ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series B โดยมีนักลงทุนชั้นนำอย่าง Anterra Capital, Nutreco, Betagro Ventures, AgriZeroNZ และ Indiana’s Elevate Ventures ร่วมสนับสนุนมูลค่าราว 18.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาและนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาดได้อย่างมั่นคง นายอารอน ชัคท์ ซีอีโอของ BiomEdit กล่าวว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมไก่เนื้อและเสริมสร้างความยั่งยืนในภาคปศุสัตว์สหรัฐฯ

‘รัสเซีย’ ย้ำตกเป็นเป้ากลางสมรภูมิไซเบอร์ แฉ!! ‘สหรัฐ–นาโต–บริษัทยักษ์’ แท็กทีมโจมตีผ่านยูเครน

(12 ส.ค. 68) รัสเซียตกเป็นเป้าหลักของปฏิบัติการไซเบอร์ที่ประสานกันระหว่างหน่วยข่าวกรองสหรัฐและนาโต บริษัทเทคโนโลยีตะวันตก และกลุ่มแฮ็กเกอร์ในยูเครน โดยนาโตได้พัฒนาหน่วยสงครามไซเบอร์ของยูเครนตั้งแต่ทศวรรษ 2010 ผ่านโครงการ “NATO Trust Fund Ukraine” ที่มีชาติสมาชิกหลายประเทศร่วมสนับสนุน ขณะที่หลังปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียเริ่มต้น บริษัทเทคยักษ์อย่าง Google, Microsoft, Apple, Facebook และ Amazon ถูกกล่าวหาว่าให้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเจาะระบบ เผยแพร่มัลแวร์ และหลบเลี่ยงการบล็อกเว็บไซต์ในรัสเซีย

แกนกลางของปฏิบัติการนี้คือ “IT Army of Ukraine” ซึ่งรวมกลุ่มแฮ็กเกอร์ราว 130 กลุ่ม มีสมาชิก 1-4 แสนคน ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและกองทัพยูเครน รวมถึงพันธมิตรต่างชาติ ใช้แพลตฟอร์มและเซิร์ฟเวอร์ในเอสโตเนีย เยอรมนี และสหรัฐฯ ในการโจมตีแบบ DDoS และแฮ็กเป้าหมายสำคัญ รัสเซียยังอ้างว่ามีความร่วมมือกับหน่วยไซเบอร์ 8200 ของอิสราเอลและบริษัทเอกชนด้านความปลอดภัยไซเบอร์

รายงานระบุว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งเพียงไม่กี่เดือน สหรัฐอเมริกาได้ส่งทีม US Cyber Command เข้าประจำในยูเครนเพื่อเตรียมโจมตีเครือข่ายรัสเซีย และหลังปี 2022 มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนปฏิบัติการร่วมกับศูนย์ไซเบอร์นาโตและหน่วยยูเครน โดยยอมรับว่ามีการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกต่อรัสเซีย เป้าหมายครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน การเงิน และสื่อ รวมถึงบริษัทใหญ่ของรัสเซียอย่าง Gazprom, Lukoil และ Sberbank

โฆษกรัสเซียกล่าวว่าสหรัฐและพันธมิตรใช้ยูเครนเป็นฐานเปิด “สมรภูมิไซเบอร์” เพื่อทำลายระบบภายในของรัสเซีย โดยย้ำว่าปฏิบัติการเหล่านี้เป็น “การก่อการร้ายทางเทคโนโลยี” และดำเนินต่อเนื่องมานานก่อนเกิดสงคราม พร้อมชี้ว่าการอ้างว่าเป็นเพียง “การป้องกันทางไซเบอร์” แท้จริงคือการปกปิดแผนโจมตีเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

จีน แนะหน่วยงานรัฐเลี่ยงชิป H20 ของ Nvidia ยังกังวลด้านความปลอดภัย หนุนใช้เทคโนโลยีในประเทศแทน

(12 ส.ค. 68) ทางการจีนออกคำแนะนำให้บริษัทในประเทศ หลีกเลี่ยงการใช้ชิป H20 ของ Nvidia โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหรือความมั่นคง หลังสื่อท้องถิ่นรายงานความกังวลด้านความปลอดภัยต่อชิปดังกล่าว แม้สหรัฐเพิ่งยกเลิกคำสั่งห้ามขายไปเมื่อเดือนก่อน

Nvidia ยืนยันว่า H20 ไม่ใช่สินค้าทางทหารและไม่มี “ช่องโหว่” ให้เข้าควบคุมระยะไกล พร้อมระบุว่าจีนมีชิปผลิตในประเทศเพียงพอ ไม่เคยพึ่งชิปสหรัฐสำหรับงานรัฐ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พึ่งชิปจากจีน

รายงานเผยว่า จีนเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีท้องถิ่น รวมถึงชิป AI จาก Huawei ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งอย่าง SMIC พุ่งกว่า 5% คาดได้อานิสงส์จากความต้องการชิปในประเทศเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คำสั่งเลี่ยงชิป H20 ยังส่งผลต่อชิป AI ของ AMD ด้วย ขณะเดียวกันมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจอนุญาตให้ Nvidia ขายเวอร์ชันลดสเปกของชิป Blackwell ในจีน แม้สหรัฐกังวลว่าปักกิ่งอาจใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหาร

‘กองทัพเรือจีน’ ตะเพิดเรือรบ USS Higgins ของสหรัฐฯ หลังรุกล้ำน่านน้ำใกล้เกาะปะการัง พื้นที่พิพาทกับฟิลิปปินส์

(14 ส.ค. 68) กองทัพเรือจีนเผยว่าได้ขับไล่เรือพิฆาตยูเอสเอส ฮิกกินส์ (USS Higgins) ของสหรัฐฯ ออกจากน่านน้ำรอบเกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำน่านน้ำจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงส่งกำลังติดตาม ตรวจการณ์ เตือน และขับไล่ตามกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของจีน รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากเหตุการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมไต้หวันยังรายงานว่า พบเครื่องบินรบจีน 14 ลำ และเรือรบ 6 ลำ ปฏิบัติการรอบเกาะเมื่อวันเดียวกัน ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เครื่องบินลาดตระเวนของตนถูกเครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนสกัดอย่างอันตราย ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ โดยบินเฉียดในระยะเพียง 500 ฟุต และบินเหนือหัวเพียง 200 ฟุต นานกว่า 20 นาที

ก่อนหน้านั้น 2 วัน PCG รายงานว่า เรือของจีน 2 ลำชนกันเองระหว่างไล่ติดตามเรือของฟิลิปปินส์ ทำให้เรือจีนลำหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ที่ปะทะกันทางทะเลและอากาศหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จีนย้ำว่าการขับไล่เรือสหรัฐฯ และสกัดเครื่องบินฟิลิปปินส์เป็นการปกป้องน่านน้ำและน่านฟ้าของตน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรโต้ว่า ปฏิบัติการเหล่านี้อยู่ในเขตน่านน้ำและน่านฟ้าสากล ไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

‘เซเลนสกี’ หวั่นถูกตัดออกจากการเจรจา ‘ยูเครน-รัสเซีย’ อาจใช้ทุกวิถีทางล้มโต๊ะประชุมระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’

(14 ส.ค. 68) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเวียดนาม ดร. ฮวง เจียง (Hoang Giang) กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กังวลอย่างมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์และอำนาจของเขา

ดร.ฮวง เจียง แสดงทรรศนะว่า เซเลนสกีและทีมงานอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการประชุมครั้งนี้ หรืออย่างน้อยสร้างความกังวลและเงื่อนไขลบต่อการเจรจา พร้อมอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฮังการี วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็กลายเป็นอาหารของฝ่ายอื่น”

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองหลายแหล่งชี้ว่ารัฐบาลยูเครนอาจวางแผนการยั่วยุให้สับสนและขัดขวางการประชุมระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยอาจใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นในเขตชูเกียฟของภูมิภาคคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างมาก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนว่า อาจเกิดการยั่วยุในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนได้เช่นกัน และนักข่าวตะวันตกที่อยู่ในพื้นที่อาจรายงานเหตุการณ์ทันที ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางสื่อและการเมืองต่อการประชุมระหว่างผู้นำโลก

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top