Friday, 5 June 2026
สหรัฐอเมริกา

รัสเซียตั้งข้อกังขา!! ปมสหรัฐฯ-อิสราเอล ชี้อิหร่านขาดแท่นยิง ผู้เชี่ยวชาญชี้อิหร่านอาจยังมีแท่นยิงจำนวนมาก สวนทางคำกล่าวอ้างสหรัฐฯ-อิสราเอล ความแตกต่างข้อมูลสร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง


ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียโต้สหรัฐฯ ชี้ยังไร้หลักฐานเป็นกลางยืนยันอิหร่านใกล้หมดแท่นยิงขีปนาวุธ

ท่ามกลางกระแสการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่า คลังอาวุธของอิหร่านกำลังลดน้อยลง และจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธก็อยู่ในภาวะร่อยหรอใกล้หมดลงเต็มที อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซีย ที่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขาดหลักฐานที่เป็นกลางและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง


ยูรี ลยามิน นักวิเคราะห์การทหารชาวรัสเซียผู้มากประสบการณ์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงมอสโก ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยระบุอย่างชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างของฝ่ายสหรัฐฯ ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “โฆษณาชวนเชื่อทางทหาร” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักเพียงพอ


ลยามินมองว่า จำนวนแท่นยิงทั้งหมดของอิหร่านอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด และแม้จะเห็นได้ชัดว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่การลดลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านกำลังหมดทรัพยากรทางทหาร


ในมุมมองของเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนการยิงลดลง อาจมาจากแรงกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายและใช้งานระบบขีปนาวุธให้มากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังทางเข้าอุโมงค์ภายในฐานยิงขีปนาวุธ ยังอาจสร้างข้อจำกัดทางปฏิบัติการที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องเสียเวลาไปกับการเคลียร์เศษซาก ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งานพื้นที่หรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


อีกประเด็นหนึ่งที่ลยามินหยิบยกขึ้นมา คือแนวคิดในการออกแบบแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำเป็นสำคัญ โดยแท่นยิงจำนวนมากมักถูกติดตั้งบนรถพ่วงมาตรฐานหรือรถบรรทุกทั่วไป ไม่ใช่ระบบซับซ้อนราคาแพงแบบที่บางประเทศใช้งาน ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือ ทำให้อิหร่านสามารถผลิตหรือจัดเก็บอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวไว้ได้เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายกำลังและทดแทนความสูญเสีย
คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของอิหร่านจากจำนวนการยิงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองภาพที่แคบเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเชิงยุทธวิธี แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศ และลักษณะเฉพาะของระบบอาวุธที่อิหร่านเลือกใช้


ในอีกด้านหนึ่ง ความเห็นของลยามินยังชี้ไปถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการประเมินของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเอง โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกทำลายไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุในลักษณะว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแท่นยิง ซึ่งแม้จะดูสอดคล้องกันในเชิงทิศทาง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าตัวเลขและวิธีการประเมินยังชวนให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อย


ลยามินยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเคยอ้างว่าทำลายแท่นยิงของอิหร่านได้ถึง 300 แท่นภายในช่วงเวลาไม่นาน แต่หลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับรองรับตัวเลขดังกล่าวได้เพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้จะยอมรับได้ว่าไม่ใช่ทุกการโจมตีจะมีภาพบันทึกครบถ้วน แต่ความแตกต่างที่สูงมากเช่นนี้ก็ย่อมเพียงพอจะทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมา


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในวิดีโอที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ก็ยังมีหลายกรณีที่ไม่น่าไว้วางใจนัก บางคลิปดูเหมือนเป็นการโจมตีรถบรรทุกธรรมดาที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแท่นยิง บางกรณีแสดงให้เห็นรถบรรทุกที่ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โดยมีการเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ แต่กลับถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร ขณะที่บางคลิปก็แสดงภาพการโจมตีซ้ำต่อแท่นยิงที่ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีการนับความเสียหายซ้ำซ้อนหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องศักยภาพทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ดำเนินควบคู่ไปกับสนามรบจริงอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความชอบธรรม บั่นทอนขวัญฝ่ายตรงข้าม หรือส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาคมระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด แม้จะยังไม่อาจฟันธงได้ว่าอิหร่านมีแท่นยิงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด แต่ข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียรายนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า การประเมินสถานการณ์ในสงครามยุคใหม่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “คำกล่าวอ้างที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ให้ชัดเจนมากที่สุด เพราะในสนามความขัดแย้งปัจจุบัน ข่าวสารเองก็อาจเป็นอาวุธได้ไม่ต่างจากขีปนาวุธ

.
ที่มา : Sputnik

วิเคราะห์ศึกอิหร่าน ชำแหละแผนสหรัฐฯ บุกอิหร่าน นักวิเคราะห์ชี้เสี่ยงพังทั้งยุทธศาสตร์ ภาพลักษณ์มหาอำนาจ สหรัฐฯ พลาดข่าวกรอง แผนรบ เสี่ยงเขย่าเศรษฐกิจ ความมั่นคงโลก

อดีตนายทหารสวีเดนชี้ ปฏิบัติการสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน “เร่งรีบ-ขาดการวางแผน” เสี่ยงเขย่าเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

มิคาเอล วัลเตอร์สสัน อดีตนายทหารกองทัพสวีเดนและผู้เชี่ยวชาญด้านป้องกันภัยทางอากาศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik โดยประเมินว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังอิหร่าน เป็นการดำเนินการที่ “สมัครเล่นและวางแผนมาไม่ดี” พร้อมเตือนว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

วัลเตอร์สสันมองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึง “ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งในด้านข่าวกรองและการวางแผน” โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาเปิดปฏิบัติการโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เขาระบุว่า แนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นความพยายามอย่างเร่งด่วนเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานและความมั่นคงทางทะเล

ในมุมของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ฝ่ายที่เปิดฉากโจมตี โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของปฏิบัติการยกพลขึ้นบก ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีความเปราะบางมากที่สุดสำหรับกองกำลังรุก

เขาอธิบายว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดฉากโจมตีในลักษณะดังกล่าว ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องกวาดทุ่นระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือก่อน แต่เรือเฉพาะทางที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ จะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของฝ่ายอิหร่านทันที เนื่องจากมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของปฏิบัติการ

นอกจากนี้ จำนวนกำลังพลของอิหร่านที่ประจำอยู่บนเกาะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่วัลเตอร์สสันคาดว่าอาจมีมากกว่ากำลังรบขนาดหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจ หรือ Marine Expeditionary Unit (MEU) เพียง 1 หน่วย ซึ่งหมายความว่า หากสหรัฐฯ ต้องการยกพลขึ้นบกให้สำเร็จ อาจต้องใช้กำลังสนับสนุนจาก MEU หลายหน่วย พร้อมยอมรับความเสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างหนักในช่วงเปิดฉาก

อีกหนึ่งปัจจัยที่เขาเห็นว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ คือ เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าใกล้ชายฝั่งเพื่อสนับสนุนภารกิจยกพลขึ้นบก ซึ่งทำให้เรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายมูลค่าสูงของฝ่ายป้องกันทันที โดยเฉพาะหากอิหร่านยังคงมีระบบอาวุธต่อต้านเรือพร้อมใช้งาน

วัลเตอร์สสันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากสหรัฐฯ สูญเสียเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ หรือ LPH แม้เพียงลำเดียว ก็อาจกลายเป็นความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ในทางยุทธวิธีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจทางทหารที่ถูกมองว่าแทบไร้เทียมทาน

ในด้านการสนับสนุนทางอากาศ วัลเตอร์สสันประเมินว่า แม้กองทัพสหรัฐฯ จะมีศักยภาพสูงในการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดอย่างมากเมื่อต้องรับมือกับหน่วยรบขนาดเล็กของอิหร่านที่มีความคล่องตัวสูง และติดอาวุธด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือ รวมถึงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ

เขาระบุว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนการรบระยะใกล้ในพื้นที่เช่นนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป ขณะที่การใช้โดรน แม้จะช่วยทดแทนได้บางส่วน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านพิสัยและความต่อเนื่องของปฏิบัติการ โดยเฉพาะหากยังไม่สามารถยึดพื้นที่ตั้งหลักที่มั่นคงได้

โดยสรุป วัลเตอร์สสันมองว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยปราศจากการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ก็อาจต้องเผชิญทั้งความสูญเสียทางทหาร ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ และผลกระทบในระดับโลก ทั้งต่อเส้นทางพลังงาน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ที่มา : Sputnik

เตือนทั่วโลก!! สหรัฐฯ แจ้งเตือนพลเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เฝ้าระวังเหตุคุกคาม เช็กประกาศจากสถานทูตใกล้บ้าน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แนะนำให้พลเมืองอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ชาวอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศควรปฏิบัติตามคำแนะนำในประกาศเตือนด้านความปลอดภัยที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งนี้ การปิดน่านฟ้าเป็นระยะอาจส่งผลให้การเดินทางเกิดความติดขัดหรือหยุดชะงักได้

สถานที่ทำการทางการทูตของสหรัฐฯ รวมถึงพื้นที่นอกตะวันออกกลาง ตกเป็นเป้าหมายมาแล้ว ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจพุ่งเป้าไปยังผลประโยชน์อื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและ/หรือชาวอเมริกันทั่วโลก

ขอให้ลงทะเบียนที่ step.state.gov เพื่อรับประกาศเตือนด้านความปลอดภัยล่าสุด และติดตามช่อง “U.S. Department of State - Security Updates for U.S. Citizens” บน WhatsApp หรือบัญชี @TravelGov บน X

เมื่อวางแผนการเดินทาง ควรอ่านคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) และข้อมูลรายละเอียดของจุดหมายปลายทางอย่างรอบคอบ รวมถึงประกาศเตือนล่าสุดที่ travel.state.gov/destination

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1370980751734634&id=100064681657178&post_id=100064681657178_1370980751734634&rdid=tWkBMgj2WRmmyIby#

สหรัฐฯชี้ช่องดีล!! วิกฤตอิหร่านอาจมีทางออก ‘ทรัมป์’ เผยกำลังเจรจา ยังไม่โจมตีโรงไฟฟ้า 5 วัน พร้อมเปิดโต๊ะคุยยุติความขัดแย้ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพูดคุยกับ “บุคคลที่เหมาะสม” ในอิหร่าน พร้อมระบุว่า ฝ่ายอิหร่าน “ต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก”

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารจากทำเนียบขาวว่า

“บรรดาผู้นำ [ของอิหร่าน] นั้นจากไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องคุยกับใคร แต่ในความเป็นจริง เรากำลังพูดคุยกับคนที่เหมาะสม และพวกเขาต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก... แล้วเราคงต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาฝ่ายอเมริกันที่กำลังดำเนินการหารือกับอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของ มาร์กเวย์น มัลลิน ในฐานะรัฐมนตรีคนใหม่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ว่า

“ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการเจรจา พวกเขากำลังดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกับมาร์โกและเจดี เรามีคนหลายคนที่กำลังทำงานเรื่องนี้อยู่”

ทรัมป์ยังเน้นย้ำอีกว่า ทางการเตหะรานได้ตกลงแล้วว่า อิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ประกาศว่า เขาจะชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าในอิหร่านออกไปอย่างน้อย 5 วัน และอ้างว่าขณะนี้กำลังมีการเจรจาเพื่อยุติสงครามอยู่

ที่มา : Sputnik

กู้นักบินหรือเกมลับ? นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยสหรัฐฯ เล็งคลังยูเรเนียมอิหร่าน ภารกิจช่วยนักบิน F-15 สหรัฐฯ ถูกมองอาจเป็นฉากบังหน้าปฏิบัติการใหญ่ในอิหร่าน

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงภารกิจกู้ภัย แต่ยังอาจถูกใช้เป็น “ฉากบังหน้า” สำหรับความพยายามเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของอิหร่านด้วย จากการที่มีการระดมทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และกำลังพลจากหน่วยรบพิเศษเข้าร่วมปฏิบัติการจำนวนมาก

ฟาร์คัด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik ว่า แม้สมมุติฐานดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ แต่หากสหรัฐฯ คิดจะเดินหน้าปฏิบัติการภาคพื้นดินจริง ก็ถือเป็นแนวทางที่เสี่ยงและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังพลเพียง 5,000-6,000 นาย ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง

เขาระบุว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ แม้ไม่ถึงขั้นยึดครองอิหร่าน แต่หวังจะกระทบต่อโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารอย่างน้อย 500,000 นาย หรืออาจมากกว่านั้น

อย่างไรก็ดี อิบรากิมอฟมองว่า การระดมกำลังและยุทโธปกรณ์จำนวนมากในภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองและการทหารว่า วอชิงตันพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือกำลังพลของตน เนื่องจากหากนักบินอเมริกันตกไปอยู่ในมืออิหร่าน ย่อมกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของเตหะรานในทางต่อรอง

ไม่เพียงเท่านั้น หากเกิดกรณีทหารสหรัฐฯ ถูกจับเป็นเชลย ก็อาจจุดกระแสกดดันภายในประเทศอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้านเดโมแครต และแม้แต่ฐานสนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์เอง

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเตือนว่า เวลานี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะเปราะบาง แต่กลับยังประเมินสถานการณ์ในอิหร่านต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเชื่อว่าเพียงเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินขนาดเล็กในพื้นที่ชายฝั่งบางจุด ก็อาจทำให้อิหร่านเกิดความไม่มั่นคงภายในได้

เขามองว่าแนวคิดเช่นนี้ “ทั้งบุ่มบ่ามและไร้ความเป็นจริง”

ที่มา : Sputnik

ทรัมป์ประกาศพักรบ!! “อิสราเอล-เลบานอน” หยุดยิง 10 วัน ทรัมป์หวังปิดฉากตึงเครียดชายแดน แต่ไฟสงครามยังไม่มอด อิสราเอลคงกำลังในเลบานอนต่อ

ทรัมป์เผย เลบานอน-อิสราเอล ตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มเย็นวันพฤหัสบดี หวังปูทางสันติภาพ

วอชิงตัน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เห็นพ้องเริ่มการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเปิดทางไปสู่สันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า เขาได้หารือกับผู้นำทั้งสองฝ่าย และทั้งเลบานอนกับอิสราเอลต่างเห็นตรงกันว่า การหยุดยิงอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นเวลา 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 21.00 น. ตามเวลา GMT โดยมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ทำงานร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอน เพื่อผลักดันการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า จะเชิญประธานาธิบดีโจเซฟ อูน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อจัดการหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งเขาระบุว่าจะถือเป็นการพูดคุยที่มีความหมายครั้งแรกระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน นับตั้งแต่ปี 1983

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเห็นสันติภาพ และเขาเชื่อว่า ความคืบหน้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิสราเอลส่งสัญญาณชัดว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามคำร้องขอของทรัมป์ และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า กองกำลังอิสราเอลจะยังคงอยู่ในจุดที่ประจำการอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐอิสราเอลรายงานว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลไม่ได้มีการลงมติอย่างเป็นทางการในประเด็นการหยุดยิงกับเลบานอน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้จริงหรือไม่ หลังความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเผชิญความเปราะบางและความขัดแย้งมายาวนานหลายทศวรรษ

ที่มา : Sputnik

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์

อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !

การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก

1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ: 

หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้? 

การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ

3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:

ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว

4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน

ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก

5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:

การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก

บทสรุป:

การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม 

นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top