Friday, 5 June 2026
รัสเซีย

อวกาศไม่พัก!! รัสเซียปล่อยโซยุซพายานทหารขึ้นวงโคจร ระบุทุกขั้นตอนดำเนินปกติ ติดต่อภาคพื้นดินเสถียรภาพ ยานอยู่ในสภาพการทำงานปกติ

(27 ธ.ค. 68) กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่ากองทัพอากาศและอวกาศได้ปล่อยจรวดขนส่งชั้นกลาง "โซยุซ-2.1เอ" พร้อมยานอวกาศของกระทรวง จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ ในแคว้นอาร์คฮันเกลสค์ตอนเหนือของรัสเซียวันที่ 25 ธันวาคม

กระทรวงกลาโหมระบุว่าการปล่อยจรวดและนำส่งยานเข้าสู่วงโคจรเป็นไปตามแผน "ดำเนินไปตามปกติ" ยานเข้าสู่วงโคจรเป้าหมายได้ตามกำหนด และยังคงติดต่อกับระบบภาคพื้นดินได้อย่างมีเสถียรภาพ

อุปกรณ์บนยานอวกาศ "ทำงานเป็นปกติ" การปล่อยครั้งนี้บ่งชี้ถึงความสามารถของรัสเซียในการส่งและควบคุมยานอวกาศภายใต้สภาวะปกติซึ่งสำคัญต่อการปฏิบัติการทางทหารและความมั่นคงในด้านอวกาศ

ที่มา : Sputnik

รัสเซียคาดผลผลิตพุ่ง!! ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่ม 10.6% ถั่วพัลส์สูงสุดในประวัติการณ์ มันฝรั่งและผลไม้ก็เพิ่มตาม สถิติล่าสุดปี 2025 จากมอสโก

(28 ธ.ค. 68) สำนักงานสถิติรัสเซียรายงานคาดการณ์ผลผลิตข้าวสาลีของประเทศในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปี 2024

ผลผลิตข้าวบาร์เลย์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เป็น 19.7 ล้านตัน ข้าวโอ๊ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 หรือ 3.8 ล้านตัน และข้าวฟ่างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เป็น 3.5 ล้านตัน ขณะที่ถั่วพัลส์มีผลผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50

โดยรวม ผลผลิตธัญพืชและถั่วพัลส์คาดว่าจะมีน้ำหนักสุทธิ 139.4 ล้านตัน มากกว่าปี 2024 ที่มี 125.9 ล้านตัน ส่วนผลผลิตมันฝรั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 เป็น 19.5 ล้านตัน และผลผลิตผลไม้รวมทั้งเบอร์รีเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เป็น 4.3 ล้านตัน

รายงานยังเน้นถึงความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรที่อาจมีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจอาหารของรัสเซียในระดับโลก โดยระบุว่า "ความก้าวหน้าด้านผลผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ"

ที่มา : Xinhua

ร้อนก่อนเจรจา! รัสเซียชี้ยูเครนบ่อนทำลาย โดรน 91 ลำโจมตีพำนัก 'ปูติน' นักวิเคราะห์ย้ำ 'โจรสงคราม' ชี้เจรจาเป็นไปไม่ได้

(31 ธ.ค. 68) นักวิเคราะห์การทหาร 'อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ' แสดงความคิดเห็นผ่านสำนักข่าว Sputnik ต่อเหตุการณ์โดรน 91 ลำโจมตีที่พำนักของ 'ปูติน' ในแคว้นโนฟโกรอดเมื่อคืนวันอาทิตย์ ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการถอนกำลัง เพื่อบ่อนทำลายกระบวนการเจรจาสงบสุขบริเวณชายแดน

'สเตปานอฟ' ระบุว่า ความพยายามนี้ทำให้รัฐบาลเคียฟถูกมองว่าเป็น "อาชญากรสงคราม" และผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ควบคุมประชาชนหรือดินแดนดังกล่าว พร้อมย้ำว่า "การเจรจากับผู้กระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่สอดคล้องกับกรอบบรรทัดฐานใดๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"

นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่าวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การลดระดับความร่วมมือทางทหารและเทคนิค รวมถึงความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างสหรัฐฯ กับยูเครน โดยเฉพาะในระบบนำร่องและระบบชี้เป้า รวมถึงอาจทำให้ระบบ Starlink ที่กองทัพยูเครนนำมาใช้ "ตาบอด" ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ในมุมมองของรัสเซีย เหตุโจมตีครั้งนี้อาจนำไปสู่การจัดประเภทผู้ที่รับผิดชอบใหม่ในฐานะ "ผู้ก่อการร้าย" และอาจกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกจับกุมหรือกำจัดในอนาคต สะท้อนความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นในการสู้รบระหว่างสองฝ่าย

ที่มา : Sputnik

เวเนซุเอลา ประณามสหรัฐฯ "ไม่มีใครสนับสนุน" การโจมตีเวเนซุเอลา วเนซุเอลาเผยรวมพลังนานาชาติประณาม รัสเซียเรียกร้องปล่อยตัวมาดูโรทันที สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ปฏิบัติการผิดกฎหมาย

(5 ม.ค. 69) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา 'อีวาน กิล' กล่าวกับสปุตนิกว่าไม่มีใครสนับสนุนการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ และถูกประณามจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง กิลเผยว่าได้รับถ้อยคำจากรัฐมนตรีต่างประเทศหลายประเทศที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุนหลักนิติธรรม

"เราได้เห็นการระดมเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับนานาชาติอย่างน่าประทับใจ" กิลกล่าว พร้อมว่าได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มเคลื่อนไหวทั่วโลกที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าทำการโจมตีเวเนซุเอลา "ครั้งใหญ่" และอ้างว่าจับกุมประธานาธิบดี 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยา ขณะที่สื่อรายงานเกิดระเบิดในกรุงคารากัสและยืนยันว่าหน่วยเดลตาฟอร์ซปฏิบัติการ

ทางการเวเนซุเอลาปฏิเสธไม่ทราบที่อยู่ของ 'มาดูโร' และเรียกร้องให้ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ รัสเซียแสดงความ "ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" ต่อรายงานนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 'มาดูโร' และภรรยา พร้อมเตือนไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคลุกลามอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

รัสเซียเดือด!! เรียกร้องปล่อยตัว 'มาดูโร' ทันที ตำหนิสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา ประณามละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ยอมให้สหรัฐฯ เป็นผู้พิพากษาสูงสุด

(6 ม.ค. 69) รัสเซียโดย 'วาซิลี เนเบนเซีย' เอกอัครราชทูตประจำยูเอ็น เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัว ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยาทันที หลังเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

'เราขอเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ ปล่อยตัวประธานาธิบดีซึ่งได้รับการเลือกตั้งอย่างชอบธรรมของรัฐเอกราช และคู่สมรสของเขาโดยทันที' เนเบนเซียกล่าวผ่านการแถลงข่าวที่สหประชาชาติ

เอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการโจมตีโดยตรงและการรุกรานที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ ยอมรับแรงจูงใจที่แท้จริงคือการควบคุมทรัพยากรของเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ 'เนเบนเซีย' ยังเตือนว่าไม่อาจปล่อยให้สหรัฐฯ เป็นผู้พิพากษาสูงสุดที่ตัดสินใจบุกประเทศอื่นโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดในเวทีโลกเกี่ยวกับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในประเทศอื่น

ที่มา : Sputnik

เกมทะเลเดือด!! มอสโกจับตาเรือ Marinera หลังทหารสหรัฐฯ ขึ้นเรือกลางน่านน้ำสากล ย้ำ “ลูกเรือรัสเซียต้องปลอดภัย” เน้นความเหมาะสมและศักดิ์ศรี

(8 ม.ค. 69) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน "มาริเนรา" ซึ่งเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยมีพลเมืองรัสเซียอยู่ในหมู่ลูกเรือ

กระทรวงได้เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น โดยชี้ว่าการปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์นี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยกรณีการยึดเรือและปฏิบัติต่อพลเมืองถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

เมื่อสหรัฐฯท้าทายรัสเซีย: กรณีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เรือน้ำมันธงรัสเซีย อ้างเป็นเครือข่าย 'กองเรือเงา' ในขบวนการขนส่งน้ำมันเถื่อนเวเนซูเอลา หลังปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำเวเนซเอลาเพียง 4 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการขึ้นควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ "มาริเนร่า” Marinera ซึ่งติดธงรัสเซีย หลังจากติดตามและไล่ล่าเรือลำดังกล่าวเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ตั้งแต่บริเวณทะเลแคริบเบียนไล่ขึ้นไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ การยึดเรือครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งศาลของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “กองเรือเงา” ที่ใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะทางทหารแต่ได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อรัสเซียออกมาประณามว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยของรัฐ

เรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เป็นเรือที่ติดธงรัสเซีย (และเคยเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนธงมาก่อน) โดยมีชื่อเดิมว่า Bella 1 โดยทะเบียนเรือเดินทะเลของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาริเนร่า” (Marinera) และแล่นภายใต้ธงรัสเซีย โดยระบุเมืองท่าหลักคือเมืองโซชิ (Sochi) ทางตอนใต้ของรัสเซียในทะเลดำเรือลำนี้ถูกทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา (shadow fleet)” ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาและแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรอื่น ๆ เช่นอิหร่าน เรือ Marinera ถูกติดตามโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การปิดหรือบิดเบือนสัญญาณติดตามตำแหน่ง (AIS) และการเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนเรือ สหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีสถานะทางกฎหมายคลุมเครือถึงขั้นอาจเข้าข่าย “เรือไร้สัญชาติ” จึงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการเข้าควบคุมและยึดเรือกลางทะเล ซึ่งต่อมานำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับรัสเซียในประเด็นกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยรัฐ นอกจากนี้กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 คือ “เอ็ม/ที โซเฟีย” (M/T Sophia) เรือไร้สัญชาติและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวล่าวหาดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ระหว่างลอยลำอยู่ในทะเลแคริบเบียน

กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญสรุปได้ดังนี้
10 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการของ Operation Southern Spear เพื่อคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและพันธมิตร
17 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศ ปิดล้อมทางทะเล (blockade) ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือน ธันวาคม 2025 เรือ Bella 1 ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นเรือที่ผิดกฎหมาย เปลี่ยนชื่อเป็น Marinera และเปลี่ยนธงเป็นรัสเซียเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของสหรัฐฯ ขณะที่พยายามลำเลียงน้ำมันเข้าเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส หลังปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตในฝั่งเวเนซุเอลาและคิวบาในเหตุการณ์นี้ด้วย

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 – ต้นเดือนมกราคม 2026 สหรัฐฯ ติดตามเรือ Marinera มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ Coast Guard พยายามหลายครั้งที่จะขึ้นเรือ แต่ถูกเรือหลบหนีและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือจนกระทั่งเรือแล่นไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างไอซ์แลนด์กับยุโรป
6 มกราคม 2026 มีรายงานว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ได้ติดตาม Marinera อยู่ห่างประมาณ 500 ไมล์จากชายฝั่งไอร์แลนด์ หลังจากล่องเรือผ่านทะเลแคริบเบียนและพยายามหลบเลี่ยงการสกัดของสหรัฐฯ
7 มกราคม 2026 สหรัฐฯ ยึดเรือรัสเซีย Marinera ใน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังจากไล่ล่ามานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยที่เรือรัสเซียและเรือดำน้ำถูกกล่าวว่าปรากฏตัวใกล้เคียงขณะปฏิบัติการ  ในวันเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ยังได้ยึดอีกลำหนึ่งคือ M/T Sophia ในทะเลแคริบเบียน ขณะที่นโยบาย blockade น้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีความเข้มข้นขึ้น

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ผิดกฎหมาย และถูกคว่ำบาตร ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทั่วโลก ในขณะที่ทำเนียบขาวอธิบายว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือในกองเรือเงาของเวเนซุเอลา ซึ่งถือว่าเป็นเรือไร้สัญชาติหลังจากใช้ธงปลอมและมีคำสั่งศาลบังคับคดีอยู่ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจะส่งมอบน้ำมันสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ

รัฐบาลรัสเซียออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น การละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 (UN Convention on the Law of the Sea) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีรัฐใดมีสิทธินำกำลังใช้กับเรือที่อยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องของรัฐอื่นในน่านน้ำสากล” นั่นคือรัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล แม้เป็นเรือที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม ทั้งนี้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงคมนาคมรัสเซียได้เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรจัดการกับลูกเรือชาวรัสเซียอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการตามสิทธิพื้นฐานและไม่ขัดขวางการรีบส่งกลับพวกเขาไปยังประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงกฎหมายและมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติต่อชาวรัสเซียอย่างไม่เป็นธรรม รัสเซียระบุว่าเรือ Marinera ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวในการเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียตามกฎหมายภายในของตนเองและ “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่าการยึดเรือนั้นขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิทธิของเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม้ว่าข้อความตอบโต้จากปูตินหรือทำเนียบเครมลินโดยตรงจะยังไม่ถูกเผยแพร่เป็นคำพูดของปูตินเองในช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่การตอบโต้ของรัฐบาลรัสเซียผ่านสื่อและหน่วยงานทางการทูตสะท้อนนโยบายของผู้นำรัสเซียในการ ปกป้องสิทธิของชาติและแสดงท่าทีคัดค้านการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่ถือว่ารัสเซียมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและวิกฤติการณ์คว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคำประณามนี้ยังช่วยเสริมโทนการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังคุกคามความมั่นคงทางพลังงานของโลก
.
ปฏิบัติการยึดเรือ Marinera ที่เกิดขึ้นโดยมีการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียในบริเวณใกล้เคียงนั้นนับว่ามีนัยสำคัญทั้งทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ในเชิงยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของกำลังทางทะเลรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามในการแสดงตัวตนและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แม้จะไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะเดียวกันการดำเนินการยึดเรือภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง ในเชิงการเมืองเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางสัญลักษณ์ระหว่างมหาอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงแต่ยังคงแข่งขันกันผ่านการแสดงกำลังและการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถประเมินได้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ยึดเรือ Marinera จะยกระดับไปสู่ความรุนแรงทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงและมีประสบการณ์ในการควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียได้เพิ่มความเสี่ยงในเชิงอุบัติเหตุและการตีความผิดพลาด แม้ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ความตึงเครียดทางทหารและการเมืองก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับที่เปราะบางมากขึ้น แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่สงครามหากแต่เป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการเผชิญหน้าแฝง ผ่านการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น การตอบโต้ทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่ของการเมืองอำนาจมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของการเมืองโลกยุคใหม่ ที่รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กฎหมาย การทหารเชิงสัญลักษณ์ และเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแข่งขัน โดยยังคงหลีกเลี่ยงเส้นแดงของการใช้กำลังโดยตรง

บทสรุป กรณีสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera สะท้อนการเมืองอำนาจยุคใหม่ที่การคว่ำบาตร เศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังทางทหารถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือเดียว แม้เหตุการณ์นี้ไม่นำไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียแต่ได้เพิ่มความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
 

เยอรมนีสะเทือน!! ประกาศตัดขาดพลังงานรัสเซีย พึ่งพานำเข้าจากนอร์เวย์-สหรัฐฯ อุตสาหกรรมหนักกระทบหนักถอนโครงการ ฝ่ายค้านวอนยกเลิกคว่ำบาตรฟื้นท่อก๊าซ

(9 ม.ค. 69) เยอรมนีเผชิญวิกฤตพลังงาน หลังตัดสินใจเลิกพึ่งพาพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา

เดอะ เทเลกราฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายคว่ำบาตรของเยอรมนีที่เดินตามทิศทางของชาติตะวันตกแบบไม่รอบคอบ กลับสร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ ถึง 70% และมีค่าไฟฟ้าสูง ทำให้ผู้ผลิตเหล็ก ArcelorMittal ถอนตัวจากโครงการ "เหล็กสีเขียว" มูลค่า 1.43 พันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีพลังงานราคาถูกและเชื่อถือได้

รายงานเน้นว่ายุโรปที่พยายามลดการพึ่งพารัสเซียในทางการเมืองและพลังงาน กำลังสร้างช่องโหว่ใหญ่ให้เยอรมนี มีผลกระทบต่อความตึงเครียดและการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศ

ฝ่ายค้านฝ่ายขวา 'AfD' เสนอให้คืนความสัมพันธ์ค้าขายกับรัสเซีย ยกเลิกคว่ำบาตร และฟื้นฟูท่อส่งก๊าซ Nord Stream เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความยากจนของประชาชน โดยในแถลงการณ์เลือกตั้ง 2025 ระบุว่า "ควรกลับมาค้าขายกับรัสเซียโดยไม่มีข้อจำกัด"

ด้าน 'โทมัส บาไรส์' จากพรรค 'CDU' เสนอว่าหากความขัดแย้งยูเครนสิ้นสุด ก๊าซอาจกลับมาส่งได้ ขณะที่ 'ดีทมาร์ วอยด์เคอ' พรรค 'SPD' เห็นด้วยกับการคืนสถานะความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นปกติ

ที่มา : Sputni

คะแนนเฉือน!! วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านขั้นตอนมติ แบนใช้ทหารกับเวเนซุเอลา 52-47 รัสเซีย จีนเกาหลีเหนือ ร่วมประณามสหรัฐฯ เวเนซุเอลาร้อง UN หารือสถานการณ์ด่วน

(10 ม.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างมติห้ามใช้กองกำลังติดอาวุธกับเวเนซุเอลา ด้วยคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 ในการลงมติวันพฤหัสบดี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงเจตจำนงต่อต้านการใช้ความรุนแรงในภูมิภาคนี้

ประธานที่ประชุมวุฒิสภากล่าวว่า "ที่ประชุมเห็นชอบต่อญัตติ" ซึ่งสะท้อนท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการหาทางแก้ไขสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดในเวเนซุเอลาโดยไม่มีการใช้กำลัง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ร้องขอการประชุมฉุกเฉินที่สหประชาชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ศาลฎีกาของเวเนซุเอลามีคำสั่งโอนหน้าที่ประมุขแห่งรัฐให้รองประธานาธิบดี 'เดลซี โรดริเกซ' ทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดีแทน ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม

รัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยรัสเซียเรียกร้องให้ประกันตัว 'นิโกลัส มาดูโร' พร้อมภรรยาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายจนเกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง

ที่มา : Sputnik

สงครามยกระดับ!! รัสเซียชี้ ‘โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ’ หลังกล่าวหายูเครนเล็งบ้านพักปูติน ใช้โดรน 91 ลำจากยูเครนสู่โนฟโกรอด ขณะรัสเซียอ้างใช้โอเรชนิคตอบโต้

(11 ม.ค. 69) รัสเซียโจมตีเป้าหมายสำคัญในยูเครนด้วยขีปนาวุธ "โอเรชนิค" เพื่อตอบโต้การโจมตีที่พำนักของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในแคว้นโนฟโกรอดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนได้ใช้โดรนจำนวน 91 ลำ เปิดฉากโจมตีที่พำนักของปูตินในรัสเซียช่วงกลางคืนวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่าเป็นการก่อการร้าย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีตอบโต้ครั้งใหญ่ของกองกำลังรัสเซียมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครน รวมถึงสถานที่และโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดรนที่ยูเครนใช้ในการโจมตี และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารของยูเครน

กระทรวงกลาโหมสรุปว่า "บรรลุวัตถุประสงค์ของการโจมตีแล้ว" ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2014 และทวีความรุนแรงหลังการบุกโจมตีของรัสเซียในปี 2022

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top