Friday, 5 June 2026
มาเลเซีย

แม่ทัพภาคที่ 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขา จ.นราธิวาส หลังพบความเคลื่อนไหว ‘แก๊งขนอาวุธเถื่อน’ ข้ามแดนจากมาเลย์

(12 ส.ค. 68) พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ขึ้นบินลาดตระเวนตรวจพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดน จ.นราธิวาส หลังมีรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ลักลอบขนอาวุธและกระสุนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ไทย

จากนั้นได้ประชุมเร่งด่วนกับชุดควบคุมสุริโยทัย และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เพื่อกำหนดแผนสกัดกั้น เน้นปิดเส้นทางลำเลียง เพิ่มกำลังลาดตระเวนภาคพื้นดินทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมทำงานประสานกับหน่วยความมั่นคงของมาเลเซีย

แม่ทัพภาคที่ 4 ย้ำว่าการควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมสั่งทุกหน่วยปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลข่าวกรองนำการทำงาน เพื่อไม่ให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรงเพิ่มศักยภาพด้วยอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ

สำหรับ แผนปฏิบัติจะมุ่งประเมินเส้นทางลำเลียง จุดซ่อนต่างๆ และพื้นที่เสี่ยงที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบ พร้อมเตรียมมาตรการตอบสนองทันทีหากพบความพยายามเคลื่อนย้ายอาวุธเข้าสู่ประเทศ

‘แอร์เอเชียเอกซ์’ แจงเหตุเครื่องแลนด์ดิ้งผิดสนามบินในเกาหลีใต้ ยอมรับมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างลูกเรือและกัปตัน

(15 ส.ค. 68) ผู้โดยสารบนสายการบินแอร์เอเชียเอกซ์ (AirAsia X) เที่ยวบิน D7 506 จากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียไปยังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ต้องเผชิญความล่าช้านานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกิมโป เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความแออัดของการจราจรทางอากาศ

เดิมที เครื่องบินมีกำหนดถึงอินชอนเวลา 19.50 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม แต่เครื่องกลับแลนด์ดิ้งที่สนามบินนานาชาติกิมโป ตอนเวลา 20.08 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายคนเกิดความสับสนบนเครื่องบิน บางคนระบุว่าบรรดาลูกเรือก็ยังดูไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผู้โดยสารแจ้งให้มองที่หน้าต่าง ถึงรู้ว่านี่คือสนามบินกิมโป ไม่ใช่อินชอน

ขณะที่ AirAsia X ชี้แจงว่า การเปลี่ยนเส้นทางเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและเรื่องน้ำมัน หลังจากลงที่กิมโปเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อเวลา 22.03 น. และถึงอินชอนเวลา 22.56 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างพนักงานต้อนรับ และกัปตันได้ชี้แจงและขออภัยต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้สายการบิน AirAsia X ประกาศจะปรับปรุงมาตรการสื่อสารบนเครื่องบน และมอบบัตรกำนัลการเดินทางเป็นการเยียวยา “ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความเข้าใจ และความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง”

“พล.ต.ท.สำราญฯ” เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย เสริมความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

(21 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ร่วมการประชุมระหว่างตำรวจมาเลเซีย - ไทย ระดับบริหารครั้งที่ 28 ร่วมกับ ตัน ศรี อายอบ ขาน รอง ผบ.ตร.มาเลเซีย/หัวหน้าคณะตำรวจมาเลเซีย และคณะตำรวจมาเลเซีย ณ ห้องประชุม Jade Hall, Geo Resort and Hotel รัฐปะหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีคณะตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9/รองหัวหน้าคณะฯ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และคณะฯ รวมทั้งหมด 25 นาย เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 18 -21 สิงหาคม 2568 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนความร่วมมือที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.สำราญฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และตั้งใจร่วมกัน ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจตนารมณ์กําหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กระทบต่อไทยและมาเลเซีย

มาเลเซียทุ่มเพิ่ม 100 ล้านริงกิตช่วยกาซา ‘อันวาร์’ ประกาศ “จะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์”

(27 ส.ค. 68) อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต (ราว 780 ล้านบาท) ให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หลังจากเมื่อปี 2023 เคยอนุมัติความช่วยเหลือจำนวนเท่ากันมาแล้ว

โดยระหว่างการปราศรัยที่จัตุรัสเอกราช กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงต่อการก่อให้เกิด “ความอดอยากจากน้ำมือมนุษย์” ในกาซา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลอิสราเอลจงใจปล่อยให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและยาที่ชายแดนเน่าเสีย ขณะที่ประชาชนเสียชีวิตจากความอดอยากและการโจมตีรายวัน

อันวาร์ย้ำว่าชาวมาเลเซียจะไม่มีวันทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ และระบุว่าตนเองมีบทบาทสนับสนุนกาซามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา โดยเคยเข้าร่วมการประชุมขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่แอลจีเรียในปี 1983 พร้อมชี้ว่าการกระทำของอิสราเอลคือ “รูปแบบของการล่าอาณานิคม” และสอดคล้องกับแนวคิดของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) นักวิชาการผู้ล่วงลับที่เคยอธิบายว่าเป็น “การเมืองแห่งการปลดสิทธิ์”

ทั้งนี้ การปราศรัยดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายหมื่นคนที่มาร่วมชุมนุมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกาซา โดยผู้ร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีขาว ถือป้าย #GazaBangkit ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธี มีการทำพิธีสวดมนต์ให้กับกาซา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังได้เปิดตัวขบวนรถ “Sumud Nusantara” ที่มี 8 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งจะเคลื่อนขบวนไปสมทบกับกองเรือช่วยเหลือกาซาในเส้นทางสู่ยุโรปและแอฟริกาเหนือ

บริษัท SkyeChip มาเลเซียเปิดตัวชิป AI ตัวแรกของประเทศ รุ่น MARS1000 ช่วยพัฒนาเมืองอัจฉริยะ–ลดการพึ่งพาคลาวด์

(29 ส.ค. 68) บริษัทชิปในประเทศมาเลเซีย SkyeChip เปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่ MARS1000 ซึ่งเป็นชิป AI ตัวแรกที่ออกแบบและพัฒนาในมาเลเซีย โดยชิปนี้สามารถใช้ขับเคลื่อนอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่หุ่นยนต์ รถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้เองภายในเครื่องโดยไม่ต้องส่งขึ้นคลาวด์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้มาเลเซียเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกในการพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ฟง สวี เกียง (Fong Swee Kiang) ซีอีโอของ SkyeChip ระบุว่า MARS1000 เป็นชิป IoT อัจฉริยะตัวแรกที่สร้างบนเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ชิปนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ เกษตรอัจฉริยะ, อุตสาหกรรม 4.0, เมืองอัจฉริยะ, ระบบจราจรอัจฉริยะ และเมืองปลอดภัย รวมถึงสร้างระบบเรียนรู้ AI สำหรับนักเรียนมาเลเซีย เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน AI

แม้ว่าชิป MARS1000 จะยังไม่แรงเท่ากับชิประดับสูงของ NVIDIA ที่ใช้ฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของมาเลเซียในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย และช่วยให้อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและลดการพึ่งพาคลาวด์

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเคยประกาศงบลงทุนอย่างน้อย 25,000 ล้านริงกิต (ราว 206,500 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ แต่ความพยายามของประเทศในการสร้างฐานเทคโนโลยีขั้นสูงยังถูกความซับซ้อนจากข้อเสนอของรัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ในการจำกัดการไหลของชิป AI เนื่องจากความกังวลเรื่องการค้าผิดกฎหมาย

‘อดีตรองผอ.ข่าวกรองฯ’ ฟาด!! ‘อันวาร์’ เตือน!! กลับไปทบทวนให้ดี ใครเริ่มสงคราม ใครฆ่าคนไทย!! ลั่น!! ไม่ยอมถูกกดดัน เรื่องอธิปไตย

(20 ก.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า...

ใครก่อสงคราม!!

ก่อนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

อันวาร์ต้องกลับไปทบทวนเสียใหม่

ชาติใดเป็นผู้ก่อสงคราม ใครใช้อาวุธหนัก

ใครเข่นฆ่าคนไทยตลอดแนวชายแดน

คนไทยผู้บริสุทธิ์ 15 คนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ไหนจะทรัพย์สินบ้านเรือนคนไทยที่เสียหาย

แทนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

ต้องบอกเขมรหยุดยั่วยุ หยุดสงคราม

ยอมตามเงื่อนไขไทย ไม่ใช่สร้างแต่ปัญหา

ไทยจะไม่เจรจาปัญหาอธิปไตยกับเขมร

เขมรอยากยกปัญหาทวิภาคีเป็นพหุภาคี

หาพวกมาช่วยกดดันไทย

คิดว่าไทยจะยอมหรือ

เป็นไงเป็นกัน!!
 

ประธานหอการค้ามาเลเซีย ชี้โอกาสทองภาคเอกชน ฉวยจังหวะรุกเสียบแทนไทย!! ยึดพื้นที่การค้าของกัมพูชา

(22 ก.ย. 68) ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งหยุดยิงชั่วคราว ไม่ได้ทำให้กระแสต่อต้านไทยในกัมพูชาลดลง กลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกิดกระแส “แบนสินค้าไทย” และการเลี่ยงธุรกิจที่มีผู้บริหารเป็นคนไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงแบรนด์พลังงานรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT ที่ถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ท้องถิ่น Peace Petroleum Cambodia (PCC) รวมถึงเครือข่าย Café Amazon และ 7-Eleven ที่ยอดขายดิ่งลงอย่างหนัก

ในบรรยากาศต่อต้านนี้ นายตัน คี มิง (Tan Kee Meng) ประธานหอการค้ามาเลเซียในกัมพูชา (MBCC)  มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของมาเลเซีย เพราะชาวกัมพูชามีทัศนคติเชิงบวกต่อมาเลเซียจากบทบาทของนายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในฐานะประธานอาเซียน โดยสินค้าจากมาเลเซียถูกมองว่ามีคุณภาพระดับกลางถึงสูง มีมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นตัวเลือกแรกหลังชาวกัมพูชาปฏิเสธสินค้าจากไทย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการนำเข้าสินค้ามาเลเซียส่วนใหญ่ยังมาจากพ่อค้ากัมพูชาที่สั่งตรง ไม่ใช่จากบริษัทมาเลเซียที่เข้าไปลงทุนโดยตรง ทำให้ตันเสนอให้ภาครัฐมาเลเซียช่วยผลักดันธุรกิจในประเทศบุกตลาดจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในกัมพูชาที่เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน เวียดนามและจีนก็เร่งเข้ามาแทนที่ไทย โดยเวียดนามกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในภาคอาหาร เกษตร และพลังงาน การค้าระหว่างเวียดนาม–กัมพูชาโตขึ้นกว่า 16% ในครึ่งปีแรก ขณะที่จีนใช้จุดแข็งด้านต้นทุนต่ำ รุกตลาดวัสดุก่อสร้างจนการลงทุนก่อสร้างในกัมพูชาโตขึ้นกว่า 30% นักวิเคราะห์เตือนว่ากระแสต่อต้านไทยครั้งนี้อาจยืดเยื้อ 3–5 ปี และแม้พรมแดนจะเปิดอีกครั้ง ไทยก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งตลาด

‘มาเลเซีย’ ถูกเตือน!! อย่าหลงเหลี่ยม ‘กัมพูชา’ มักชอบ ‘เล่นบทเหยื่อ’ อาจบั่นทอนความเป็นกลางได้

(22 ก.ย. 68) มาเลเซีย ถูกเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการรับมือกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา หลังมีกระแสว่า กัมพูชาอาจ “เล่นบทเหยื่อ” เพื่อสร้างความเห็นใจในเวทีระหว่างประเทศ โดยกรณีล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ไทยยืนยันว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง ทั้งการใช้โดรน วางกับระเบิด และการชุมนุมข้ามแดน ทำให้ฝ่ายไทยต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อป้องกันตนเอง ขณะที่กัมพูชานำภาพพระสงฆ์ ผู้หญิง และเด็กที่ได้รับผลกระทบไปเผยแพร่ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

นักวิชาการมาเลเซียเตือนว่า หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์แสดงท่าทีเอียงข้างกัมพูชาเร็วเกินไป อาจทำให้ไทยซึ่งเป็นสมาชิกก่อตั้งอาเซียนรู้สึกไม่พอใจ ส่งผลต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งยังบั่นทอนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาค เพราะความเป็นกลางคือหัวใจสำคัญของอาเซียน

นอกจากนี้มาเลเซียควรตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน รวมถึงผลักดันให้อาเซียนส่งคณะผู้สังเกตการณ์กลางเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อลดการผูกขาดข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค

อีกทั้ง มาเลเซียควรสื่อสารอย่างระมัดระวัง โดยแสดงความห่วงใยด้านมนุษยธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ละเลยมิติด้านอธิปไตยและกติกาสากล เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ท้ายที่สุด กรณีชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องแผนที่ แต่ยังเป็นการช่วงชิงความน่าเชื่อถือและบทบาทนำของอาเซียน การที่มาเลเซียรักษาความเป็นกลางและยึดมั่นในความจริง จะเป็นกุญแจสำคัญในการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความไว้วางใจในระดับภูมิภาค Malaymail รายงาน

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน

ศาลมาเลเซีย ปรับชายชาวกัมพูชา 900 ริงกิต ทำตัวป่วน!! เทน้ำราดหัวพนักงานสายการบิน

(2 ต.ค. 68) ศาลมาเลเซียตัดสินปรับชายชาวกัมพูชา นายหลิน เว่ยต้า (Lin Weida) วัย 42 ปี เป็นเงินรวม 900 ริงกิต (ราว 7,200 บาท) หลังใช้ความรุนแรงและพูดคำหยาบใส่พนักงานสายการบิน Batik Air โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา

จากคำฟ้อง ระบุว่านาย หลิน เว่ยต้า ใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ Batik Air ที่อาคารผู้โดยสาร KLIA เวลาประมาณ 19.50 น. ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาเลเซีย มาตรา 352 โทษสูงสุดคือจำคุก 3 เดือนหรือปรับ 1,000 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 800 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่าพูดคำหยาบใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่องเที่ยวบิน OD606 จากฮ่องกงมายัง KLIA เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ซึ่งความผิดนี้เข้าข่ายกฎหมายความผิดเล็กน้อย กำหนดโทษปรับสูงสุด 100 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 100 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

ทั้งนี้ นายหลิน ยอมรับผิดและชำระค่าปรับทั้งสองกระทงในทันที 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top