Friday, 5 June 2026
พรรคส้ม

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

ถอดรหัสทำไมต้องเล่นสถาบันใหญ่ จากโจมตี ‘ทหารมีไว้ทำไม’ เป็นประกันสังคม ยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคส้มที่ทำซ้ำ หวังสร้างแต้มต่อโกยคะแนนเสียงยุคโซเชียล

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

บทสรุป: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้?
เพราะนี่คือสูตรการเมืองที่ทำให้ “แตกต่าง” และ “คุมวาระ” ได้พร้อมกัน:
1) เลือกสถาบันใหญ่ที่คนรู้สึกว่าแตะยาก
2) แปลงให้เป็นคำถามที่คนธรรมดาถามได้
3) ผูกกับเงิน–ความคุ้มค่า–ความโปร่งใส
4) ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่อง “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ตัวคน”

รอบก่อน เขาใช้ “ทหาร” เป็นภาพแทนอำนาจรัฐที่ประชาชนอยากตรวจสอบ รอบนี้ เขาใช้ “ประกันสังคม” เป็นภาพแทน รัฐราชการ–กองทุนใหญ่–ความโปร่งใส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรคส้ม “ต้องทำแบบนี้” ในเกมเลือกตั้งยุคโซเชียล

 

“กองทุน 2.9 ล้านล้าน” ทำไมกลายเป็นสมรภูมิการเมือง: อ่านเกมการโจมตีประกันสังคมในมุมความโปร่งใส

กระแสวิพากษ์ “ประกันสังคม” ช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก “จุดร่วม” ที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐสวัสดิการไทย: เงินกองทุนขนาดมหาศาลที่มาจากแรงงานโดยตรง และการบริหารที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ตรวจสอบยาก”

หลายฝ่ายอ้างถึงตัวเลขเงินลงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่อยู่ระดับ “หลักล้านล้านบาท” ทำให้ประกันสังคมไม่ใช่แค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะรายใหญ่ของประเทศ เมื่อคำถามเรื่อง “การลงทุน-ธรรมาภิบาล-ความคุ้มค่า” ถูกโยงเข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกันตน สนามนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกเล่นแล้วได้ผลในเชิงการสื่อสาร

หัวใจของข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลงทุนคุ้มหรือไม่คุ้ม” แต่คือ “ประชาชนต้องเชื่อ” หรือ “ตรวจสอบได้” กันแน่

1) เพราะ “เงินของเรา” แต่ “ข้อมูลไม่อยู่ในมือเรา”
ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่าเงินถูกหักทุกเดือนอย่างแน่นอน แต่เวลาจะเข้าใจว่ากองทุนลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจ กลับต้องตามข้อมูลจากการชี้แจงเป็นครั้งๆ หรือเอกสารที่อ่านยากสำหรับประชาชนทั่วไป

ทันทีที่มีข่าว/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน โซเชียลจะตั้งคำถามต่อทันทีว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของกองทุน “เชิงรุก” แค่ไหน และทำไมประชาชนถึงต้องรอให้เป็นดราม่าก่อนจึงค่อยได้คำอธิบาย

2) เพราะเมื่อระบบบริการสะดุด “ความไม่ไว้ใจ” จะพุ่งไปที่การใช้เงินทันที
ในช่วงที่ผู้ประกันตนพบปัญหาใช้สิทธิไม่ได้หรือได้รับความล่าช้า ความรู้สึก “หักเงินตรงเวลา แต่ตอนจ่ายกลับช้า/ติดขัด” จะยกระดับเป็นความไม่ไว้วางใจต่อทั้งระบบ

จากจุดนี้ เรื่องการใช้งบประมาณหรือโครงการต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เร่งด่วน) จะถูกหยิบมาเทียบกับความเดือดร้อนทันที แม้ข้อเท็จจริงเชิงระเบียบจะยังต้องตรวจสอบ แต่ในเชิงการเมือง แค่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “ไม่สมเหตุสมผล” กระแสก็วิ่งแล้ว

3) เพราะประกันสังคมคือ “ธนาคารของแรงงาน” ที่คนอยากเห็น KPI แบบบริษัทเอกชน
กองทุนระดับหลักล้านล้าน หากอยู่ในมือเอกชน ผู้ถือหุ้นจะตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุน และธรรมาภิบาลแบบรายไตรมาส
แต่ในโลกจริง ผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่เห็น “แดชบอร์ด” ที่อ่านง่ายว่า:
•    ปีนี้ผลตอบแทนรวมเท่าไร และเทียบกับ benchmark อะไร
•    สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
•    ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนเป็นเท่าไร
•    โครงการเทคโนโลยี/ระบบ IT ทำให้บริการดีขึ้นแค่ไหน (วัดจากอะไร)
•    เวลาจ่ายสิทธิแต่ละประเภทเฉลี่ยกี่วัน (SLA) และช่องทางใดเร็ว/ช้า
เมื่อข้อมูลแบบนี้ไม่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง “ช่องว่างข้อมูล” จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้การโจมตีทางการเมืองเติบโตได้เอง

4) แล้วทำไมฐานการเมือง “สีส้ม” ถึงหยิบเรื่องนี้แรง
เพราะเป็นธีมที่เข้ากับแบรนด์การเมือง: ตรวจสอบ-โปร่งใส-ทวงคืนอำนาจให้คนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นโครงสร้างกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนถูกตั้งคำถาม เรื่อง “เงินของแรงงาน แต่แรงงานมีอำนาจกำกับน้อย” จะถูกเล่าได้ง่ายและสะเทือนวงกว้าง
พูดให้ชัด นี่คือการเลือกสนามที่ “ชนะง่าย” เพราะฐานผู้ประกันตนคือคนทำงานจำนวนมาก และทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างประเด็นจากศูนย์

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ 
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง  ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน  ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
 ( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ

ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน

ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน

ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ

> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข

เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98

อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก

เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน

ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น

หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ

> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น 

นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย

จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า

> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง

ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า

> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ

> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง  รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว

การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ 

กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ 

เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป

ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ ‘อัจฉราวดี’ ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี "ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ" ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ "แก่ จน โง่" ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค

พรรคการเมืองหรือแหล่งรวมคดี? คำถามดัง ๆ ถึง "พรรคสามกีบ" กับวาทกรรมลวงโลก "มีเราไม่มีเทา" อ้างจุดยืนใสสะอาดแต่วีรกรรมเพียบ

พรรคการเมืองสามกีบ “วันสต็อปเซอร์วิส”
เลือกพรรคเรา มีบริการครบทุกความเลว
คงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่พูดได้โดยไม่กระดากปากว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมกันน่าจะมีแค่ “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงหนึ่งเดียวของไทยแลนด์ที่ผลิต “นักการเมืองระดับโฉดชั่ว” ออกมาให้สังคมส่ายหัวติด ๆ กันมากที่สุด

ที่น่าอับอายประเทศตัวเองมากกว่านั้น คือยังมีเหล่า “สาวกผู้ใจบอด” ที่ไม่ว่า “พรรคล้มเจ้า” จะมีพฤติกรรมเทา ๆ ดำ ๆ และต่ำเตี้ยในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมขนาดไหน ก็ยังคงหลับหูหลับตาสนับสนุนไม่เลิกรา

สังคมไทยได้เดินทางมาถึงในวันที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่สนใจความถูกต้อง แต่กลับเดินหน้าโอบอุ้มสิ่งที่ถูกใจหน้าตาเฉย ด้วยการหันไปชื่นชม สนับสนุน กลุ่มคนที่ไม่ต่างจาก “อาชญากร” ที่ซ่อนรูปมาในคราบ “นักการเมืองคนรุ่นใหม่”

วาทกรรมเท็จสารพัดที่ “พรรคการเมืองสามกีบ” โปรยสู่สังคมเพื่อหลอกต้ม “ด้อมสมองน้อย” ให้หลงคล้อยและเชื่อตามว่า “มีเราไม่มีเทา” และเดินหน้าตำหนิ ก่นด่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ในทางเสื่อมเสีย แต่เพียงไม่นานนักในทุก ๆ ความโสมมที่คนไทยจะนึกออก กลับไปรวมอยู่ใน “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงพรรคเดียว คล้ายกับ “เลวดึงดูดเลว” ให้มารวมกันเพื่อรอวัน “ตายหมู่” ในไม่นานจากนี้

ระหว่างที่สังคมไทยกำลังจับตามองว่า “พรรคส้มเน่า” จะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สามหรือไม่ ใครที่สนับสนุนพรรคการเมืองสามกีบอยู่ในห้วงเวลานี้ ก็จะได้รับบริการประเภท “วันสต็อปเซอร์วิส” เรียกว่าเลือกพรรคเดียวได้รับทั้ง สส.เว็บพนัน สส.ฟอกเงิน สส.โดนคดี ๑๑๒ สส.หนีการเกณฑ์ทหาร และ สส.ข่มขืนหญิงสาว รวม ๆ แล้วมีทั้งเทาไปจนถึงดำมืดยั้วเยี้ยเต็มพรรคไปหมด

ยังไม่นับเรื่องที่ “อำมหิตในระดับคลาสสิd” นั่นก็คือการหลอกเด็กไปติดคุกจนต้องเสียอนาคตมากมาย ความชั่วระดับนี้มีแค่ที่นี่..ประเทศไทย

โดย แจ็ค รัสเซล

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

'พรรคส้ม' เปิดตัวยุทธศาสตร์ ศ.ดร.สุรพล นายกสภามธ. นั่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯกทม.ประชาชนครบ ชูประสบการณ์ราชการ-กทม.ลุยงานใหญ่ หวังพัฒนา กทม.อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคส้ม' เปิดตัว 'สุรพล นิติไกรพจน์' นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.

2 มิถุนายน 2569 เวลา 10:17 น.

2 มิ.ย. 2569-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน ได้มีการเปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรค รวมถึงบุคลากรนอกพรรค เช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. ศ.สุรพล ยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม. ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม, โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ 

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top