Friday, 5 June 2026
ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเตรียมส่งทหาร 2,000 นายเข้ายูเครน หน่วยรบ French Foreign Legion พร้อมเคลื่อนพล รัสเซียจวก ‘มาครง’ อยากจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ชี้เป็นสัญญาณยกระดับสงคราม นาโต VS รัสเซีย

(29 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมส่งกำลังทหารราว 2,000 นาย เข้าประจำการใน “ยูเครนตอนกลาง” โดยกำลังหลักจะมาจากหน่วยรบพิเศษ French Foreign Legion ที่ปัจจุบันประจำอยู่ในชายแดนโปแลนด์ และอยู่ระหว่างการฝึกเข้มพร้อมรับอาวุธและยุทธภัณฑ์เต็มรูปแบบ ก่อนย้ายไปยูเครนในเร็ว ๆ นี้

รายงานของ SVR ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมาจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งถูกมองว่าต้องการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางทหาร” หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสยังได้เร่งขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลหลายร้อยเตียงเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากภารกิจดังกล่าว 

ขณะที่ ดมีตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแสดงความกังวลต่อรายงานนี้ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในยุโรปอย่างร้ายแรง ทั้งยังกล่าวว่า ประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำลัง “ไหลตามแนวคิดทหารนิยม” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในอนาคตของยุโรปเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารเข้าสู่พื้นที่สู้รบจริง จะถือเป็น “ก้าวย่างที่อันตราย” เพราะจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปี และอาจเป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “นาโต” กับ “รัสเซีย” อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

ยกกรณีปี 2024 ‘ฝรั่งเศส’ ยุบสภาแล้วไม่จบ บทเรียนการเมืองที่หวัง "รีเซ็ตเกม" แต่สุดท้ายกลายเป็น "ล็อกประเทศ" สะท้อนภาพหากใช้ผิดจังหวะ อาจวิกฤตกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2024 ฝรั่งเศสตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งใหม่แบบเร่งด่วน ด้วยความหวังว่าจะรีเซ็ตความชอบธรรมทางการเมืองและหยุดการขยายตัวของฝ่ายการเมืองคู่แข่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ได้เป็นปุ่มวิเศษที่จะแก้ไขวิกฤตการเมืองได้เสมอไป โดยเฉพาะในสังคมที่แตกขั้วอย่างรุนแรง

กับดักของ "สภาแขวน" ที่ไม่มีใครชนะจริง

ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งครั้งนั้นคือ "hung parliament" หรือสภาแขวนที่ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด สภาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสภาที่ "คานกันไปมา" มากกว่า "ชี้ขาด" นี่คือกับดักสำคัญของการยุบสภาในระบบที่แตกขั้ว คือการยุบเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ประชาชนกลับตอบกลับด้วยคำตอบที่ซับซ้อนและแบ่งขั้วยิ่งกว่าเดิม

ประเทศฝรั่งเศสจึงต้องเข้าสู่โหมด "ต่อรองรายวัน" แทนที่จะเป็นการเดินหน้าเชิงนโยบายอย่างมั่นคง รัฐบาลต้องประคองอำนาจด้วยการต่อรองเพื่อให้ผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญแบบเฉือนกันเป็นคะแนน ๆ บางครั้งต้องยอมถอยในนโยบายสำคัญเพื่อแลกเสียงสนับสนุนให้รอดพ้นวิกฤตไปเป็นครั้ง ๆ

การยอมรับความผิดพลาดจากผู้นำ

ปลายปี 2024 ผู้นำฝรั่งเศสออกมายอมรับโดยนัยว่า การยุบสภาครั้งนั้นทำให้ความปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นี่คือการยอมรับที่สะท้อนความจริงสำคัญ: การตัดสินใจที่ "ถูกกฎหมาย" ไม่ได้แปลว่าจะ "ชนะความรู้สึกประชาชน" เสมอไป และที่สำคัญกว่าคือ การยุบสภาอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าปัญหาเดิมที่ต้องการแก้ไข

ภาพของ "ยุบแล้วไม่จบ" ในปี 2025

แม้จะผ่านมาเกือบปีครึ่ง ฝรั่งเศสยังคงต้องประคองประเทศด้วยการต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นโยบายสำคัญ ๆ ถูกชะลอหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองที่คาดหวังจากการยุบสภากลับกลายเป็นความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ การเมืองอยู่ในโหมด "ต่อรองตลอดเวลา" แทนที่จะเป็นการทำงานเพื่อประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนสำคัญสำหรับไทย

ประสบการณ์ของฝรั่งเศสสอนให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ใช่ "ทางออก" หากไม่ตอบคำถามสำคัญสามข้อก่อน

หนึ่ง สังคมแตกขั้วระดับไหน? หากพรรคการเมืองกระจัดกระจายและแบ่งขั้วรุนแรง การยุบสภาอาจได้สภาแขวนซ้ำหรือแย่กว่าเดิม

สอง รัฐบาลรักษาการมีกรอบชัดเจนหรือไม่? หากกติกาไม่ชัด จะเกิดข้อครหาว่ารัฐบาลรักษาการใช้อำนาจรัฐหาเสียงให้ตนเองหรือพรรคพวก สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

สาม หลังเลือกตั้ง มีแผนจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? หากไม่มีแผนชัดเจนว่าฝ่ายใดจะจับมือกับใครได้จริง การยุบสภาก็แค่เลื่อนปัญหาออกไป 60-90 วัน แล้วกลับมาติดอยู่ในวังวนเดิม

มีดผ่าตัด ไม่ใช่ยาพารา

การยุบสภาเปรียบเสมือนมีดผ่าตัดในมือหมอ ไม่ใช่ยาพาราที่กินแล้วอาการดีขึ้นทันที หากใช้ผิดจังหวะหรือในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่แผลจะไม่หาย แต่ประเทศอาจเสียเลือดเพิ่มจากความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

ฝรั่งเศสในปี 2024-2025 คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ยุบสภาไม่ได้เท่ากับปิดทางตัน หากผลลัพธ์คือสภาแขวนและรัฐบาลที่ต้องแลกทุกกฎหมายด้วยดีลรายวัน บทเรียนนี้ควรเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังพิจารณาใช้การยุบสภาเป็นทางออกทางการเมือง รวมทั้งประเทศไทยด้วย

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง

ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป

ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น

จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา

เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

ฝรั่งเศสส่งสัญญาณมิตรภาพ!! มาครงต้อนรับ “อนุทิน” ถึงปาแลเดอเลลีเซ โพสต์เพลง made in Thailand สะท้อนมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศส ชูความร่วมมือเศรษฐกิจ–วิทยาศาสตร์–ความมั่นคง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ ‘อนุทิน’นายกรัฐมนตรีพร้อมเพลง made in Thailand ของวงคาราบาว หลังจากทั่งคู่ได้หารือกันที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ ย้ำ ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด

นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส โพสต์ภาพผ่าน instagram ส่วนตัวเป็นภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมแท็กเพลง made in Thailand แห่งวงคาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานของไทย หลังจากให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ

พร้อมระบุข้อความว่า มีความสุขที่ได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย  ในการเยือนฝรั่งเศส  ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด และความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และความมั่นคง เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

ที่มา : NBTConnext 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1464837409011925&id=100064570394286&rdid=qabCU9p0SmIAUai8#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top