Friday, 5 June 2026
ฝรั่งเศส

จีนประณาม ‘มาครง’ กรณีเปรียบไต้หวันกับยูเครน ชี้เป็นคนละเรื่อง!!..ยันสองกรณีต่างกันโดยสิ้นเชิง

(2 มิ.ย. 68) จีนออกแถลงการณ์ประณามประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส หลังเจ้าตัวกล่าวในเวทีการประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า หากรัสเซียสามารถยึดครองดินแดนยูเครนได้โดยไร้ข้อจำกัด ก็อาจเกิดเหตุการณ์คล้ายกันในไต้หวันหรือฟิลิปปินส์ได้ในอนาคต

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำสิงคโปร์ตอบโต้ทันทีผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าการเปรียบเทียบกรณีไต้หวันกับยูเครนเป็นเรื่อง “ไม่อาจยอมรับได้” โดยชี้ว่าสถานการณ์ทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และกล่าวหามาครงว่ามี “มาตรฐานสองแบบ” ในมุมมองทางการเมือง

จีนย้ำว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และจะเดินหน้าสู่การรวมชาติโดยสมบูรณ์ พร้อมเตือนให้เจ้าหน้าที่ไต้หวันหลีกเลี่ยงการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ขณะที่หลายประเทศตะวันตกยังคงขายอาวุธและมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อปักกิ่ง

ด้านรัสเซีย ระบุว่าพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครนที่ลงประชามติขอเข้าร่วมรัสเซียนั้น เป็นดินแดนที่ควรได้รับการยอมรับโดยรัฐบาลเคียฟ และเรียกร้องให้ยูเครนถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว หากต้องการยุติความขัดแย้งในภูมิภาคนี้

ซีอีโอ Telegram โวย ‘ฝรั่งเศส’ ละเมิดเสรีภาพ อึ้ง!! ‘อเมริกา’ ล้วงข้อมูลโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใช้??

เมื่อวันที่ (9 มิ.ย. 68) ที่ผ่านมา ทัคเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) นักข่าวชาวอเมริกัน เผยแพร่บทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ พาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ผู้ก่อตั้ง Telegram ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยพูดคุยกันในเดือนเมษายน 2024 เพียง 4 เดือนให้หลัง ดูรอฟก็ถูกตำรวจฝรั่งเศสจับกุมในปารีส ด้วยข้อหาหนักหลายรายการ เช่น เพิกเฉยต่อคำขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการกระจายซอฟต์แวร์แฮ็กและภาพลามกเด็ก รวมถึงฟอกเงินผิดกฎหมาย

ดูรอฟ ระบุว่า การสอบสวนในฝรั่งเศสยังไม่สิ้นสุด และหากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี อาจยืดเยื้อนานถึง 2 ปี ขณะนี้เขาได้รับการปล่อยตัว แต่ยังต้องขออนุญาตหากต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางไปเยี่ยมลูกในดูไบ และมารดาที่ป่วยหนัก เขาเล่าว่าถูกจับกุมที่สนามบินและถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจนาน 4 วัน พร้อมล่ามชาวรัสเซียที่อพยพมาอยู่ฝรั่งเศสช่วยแปลระหว่างการสอบสวน

ล่ามคนดังกล่าวเล่าให้ดูรอฟฟังหลังทำหน้าที่ต่อเนื่องภายใต้แรงกดดันของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 วัน ว่า เธอเคยคิดว่าการออกจากรัสเซียมาฝรั่งเศสจะทำให้ได้พบกับเสรีภาพที่แท้จริง เพราะเชื่อในชื่อเสียงของฝรั่งเศสในฐานะดินแดนแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเองกับกระบวนการยุติธรรมฝรั่งเศส กลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิด

ดูรอฟวิจารณ์การจับกุมว่า “น่าประหลาดใจมาก” เพราะ Telegram ไม่เคยเพิกเฉยต่อคำร้องขอที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมแย้งว่าฝรั่งเศสไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ เช่น การค้นหาช่องทางติดต่อผ่าน Google ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เขาย้ำว่า Telegram ไม่ได้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย และการพุ่งเป้ามายังแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคน เป็นการทำร้ายภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสเอง

นอกจากนี้ ดูรอฟยังเปิดเผยเหตุผลที่ไม่ย้ายทีมพัฒนา Telegram ไปยังสหรัฐฯ โดยระบุว่า ในฝรั่งเศสและอดีตสหภาพโซเวียต ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “gag order” หรือคำสั่งลับจากรัฐที่สามารถบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานโดยไม่ต้องแจ้งเจ้าของบัญชี หรือแม้แต่ไม่ต้องให้เขารู้ตัว เขาเชื่อว่าสิ่งนี้ละเมิดความเป็นส่วนตัวขั้นพื้นฐาน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ตั้งศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์ในอเมริกา

‘ปธน.มาครง’ ของฝรั่งเศส เสนอช่วยปมพิพาทชายแดน ยินดีจัดหาเอกสารให้ ‘ไทย-กัมพูชา’ หากต้องการ

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส แสดงความพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหาเอกสารให้แก่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา หากจำเป็น เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศ โดยเปิดเผยระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้

ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดยนายฌอง-ฟรองซัวส์ ตัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ระหว่างแถลงข่าวที่สนามบินนานาชาติพนมเปญ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 มิถุนายน โดยระบุว่าการพบปะกับผู้นำฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเยือนฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร ครั้งที่ 3

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้ย้ำจุดยืนของกัมพูชาในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทยผ่านแนวทางสันติวิธี โดยเสนอ 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การรักษามิตรภาพกับไทย, การเสนอข้อพิพาทปราสาทและพื้นที่บางส่วนให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), การร่วมมือผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อรักษาความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

นายกฯ กัมพูชา ชี้แจงว่า การยกประเด็นข้อพิพาทชายแดนในการหารือกับผู้นำฝรั่งเศสครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อชี้แจงจุดยืนของกัมพูชา ไม่ใช่เพื่อขอการสนับสนุนใดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาครงได้แสดงความพร้อมในการช่วยเหลือด้านเอกสารหรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หากมีความจำเป็น เพื่อส่งเสริมแนวทางแก้ไขอย่างสันติ

ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศที่เมืองนีซของผู้นำกัมพูชา ระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเวทีหนึ่งที่กัมพูชาใช้ในการสื่อสารจุดยืนทางการทูตต่อเวทีโลกเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทย–Interpol ผนึกกำลังไล่ล่าเครือข่ายโกง ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ในกัมพูชา

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเดินหน้ายุทธการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผอ.ศปอส.ตร. ได้เข้าพบผู้บริหารตำรวจสากล (Interpol) ที่ฝรั่งเศส เพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

Interpol ยืนยันสนับสนุนไทยเต็มที่ ทั้งเครื่องมือ ข้อมูล วิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานใน “ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” ที่ไทยจัดตั้งขึ้น หวังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการปราบปรามในระดับภูมิภาค

สำหรับทาง Interpol ซึ่งมีสมาชิก 196 ประเทศ จะทำหน้าที่ประสานข้อมูลผู้กระทำผิดข้ามชาติ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ โดยไทยจะเป็นแกนกลางเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกัมพูชา และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดอาชญากรรมลงอย่างน้อย 50% ภายใน 3 เดือน และไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านอีกต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งในประเทศและภูมิภาค

ฝรั่งเศสเมินซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน ‘มาครง’ ชี้ยุโรปต้องพึ่งพาการผลิตด้วยตัวเอง

(16 ก.ค. 68) รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า ฝรั่งเศสไม่มีแผนเข้าร่วมโครงการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อส่งให้ยูเครน ตามแนวคิดที่ชาติ NATO หลายประเทศกำลังผลักดัน โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ยืนยันจุดยืนว่า ยุโรปควรพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธของตนเอง และส่งเสริมการใช้ยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตในทวีป

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่า ฝรั่งเศสไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อประเทศที่พร้อมเข้าร่วมแผนจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ให้ยูเครน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมระหว่างเลขาธิการ NATO คนใหม่ มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกัน ทรัมป์เปิดเผยว่า ขีปนาวุธแพทริออต (Patriot) กำลังถูกจัดส่งไปยังยูเครนผ่านทางเยอรมนี โดยเยอรมนีจะได้รับการทดแทนในภายหลัง และสหรัฐฯ ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

ด้านรัสเซียยังคงออกมาเตือนซ้ำว่า อาวุธพิสัยไกลจากชาติตะวันตก ที่กำลังถูกยูเครนใช้โจมตีพลเรือนในพื้นที่ของรัสเซีย เป็นการบ่อนทำลายความพยายามเจรจาสันติภาพ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เตือนว่า หากยูเครนได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธเหล่านี้ อาจทำให้รูปแบบของสงครามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมตั้งคำถามว่า NATO จะถูกมองว่าเข้าร่วมสงครามโดยตรงหรือไม่ แต่รัสเซียก็พร้อมตอบโต้ตามระดับของภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

‘มาครง’ ประกาศฝรั่งเศสเตรียมรับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ ก.ย.นี้ ย้ำเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้สงครามในฉนวนกาซายุติลง

(25 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์ก ว่าฝรั่งเศสจะรับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่ประกาศจุดยืนนี้ โดยมาครงระบุว่า จำเป็นต้องยุติสงครามในกาซาโดยเร็ว ปล่อยตัวประกันทั้งหมด และเร่งส่งความช่วยเหลือมนุษยธรรม

ด้านผู้นำปาเลสไตน์ตอบรับท่าทีของฝรั่งเศสว่า เป็นการสนับสนุนสิทธิชาวปาเลสไตน์ตามกฎหมายสากล ขณะที่ฮามาสก็ยกให้เป็น 'ก้าวที่ถูกต้อง' และเรียกร้องให้ประเทศอื่นเดินตาม แต่ผู้นำอิสราเอล เนทันยาฮู ออกมาตอบโต้ทันทีว่า การรับรองครั้งนี้คือ 'รางวัลของผู้ก่อการร้าย' และเป็นภัยต่อความมั่นคงของอิสราเอล

ขณะที่ สหรัฐฯ และอังกฤษแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) เรียกการตัดสินใจนี้ว่า 'ประมาท' ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) เตรียมประชุมกับผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีด่วน พร้อมระบุว่าการหยุดยิงอาจนำไปสู่การยอมรับรัฐปาเลสไตน์และแนวทางสองรัฐในอนาคต

ขณะเดียวกัน กาซายังคงเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างหนัก ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 59,000 คน เด็กในเมืองกาซา 1 ใน 5 ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง และหลายองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่าอาจเกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่ หากไม่เร่งเปิดทางให้อาหารและยาเข้าไปในพื้นที่ได้

ทีมสหรัฐฯ เหมาเหรียญทองยกทีม เฉือน ‘จีน-เกาหลีใต้’ คว้าแชมป์ฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2025 ส่วนไทยจบอันดับ 14

(7 ส.ค. 68) การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad: IPhO) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบัน École Polytechnique กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่า 'ทีมชาติสหรัฐอเมริกา' สร้างผลงานสุดร้อนแรง คว้าอันดับ 1 เหนือคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยนักเรียนทั้ง 5 คนของทีมสามารถคว้าเหรียญทองได้ครบทุกคน นับเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ตัวแทนนักเรียนจากสหรัฐฯ ได้แก่ อคัสทยา โกเอล (Agastya Goel), อัลเลน ลี่ (Allen Li), โจชัว หวัง (Joshua Wang), เฟโอดอร์ เยฟตูเชนโก (Feodor Yevtushenko) และ ไบรอัน จาง (Brian Zhang) ซึ่งต้องเผชิญโจทย์ฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีและทดลองที่ซับซ้อนจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเขาช่วยผลักดันให้สหรัฐฯ ขึ้นครองอันดับสูงสุดของตารางเหรียญรางวัลในปีนี้

ขณะที่ จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงาน 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ขณะที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้มีผลงานเท่ากันคือ 4 ทอง 1 เงิน ส่วนอินเดียคว้าไป 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ติดอันดับท็อป 5 เช่นกัน ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นสูสี และเน้นย้ำถึงคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในเอเชียและสหรัฐฯ

ส่วนไทยคว้าอันดับ 14 ในศึกชิงแชมป์โลกครั้งนี้ หลังทำผลงาน 1 เหรียญทอง จาก นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง , 2 เหรียญเงิน จากนายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ กับ นายปราชญ์ อำพนธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ 2 เหรียญทองแดง จากนายศุภมงคล เปรมอนันต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ นางสาวณัชวดี เอี่ยมสิริบูลย์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จของทีมสหรัฐฯ ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงการศึกษาและองค์กรวิทยาศาสตร์ในประเทศ โดยมองว่าเป็นผลจากการส่งเสริม STEM อย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณบวกของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บนเวทีโลก ทั้งยังสะท้อนพลังของเยาวชนในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง

11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 ‘กัมพูชา’ตกเป็นรัฐในอารักขาของ ‘ฝรั่งเศส’ หลังกองเรือรบ-ปืนใหญ่ จ่อหน้าเมืองอุดงมีชัย

กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส หลังจากกษัตริย์เขมรทรงลงนามในสนธิสัญญากับจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยมีเรือรบและปืนใหญ่จอดขู่หน้าเมืองอุดงมีชัย พลเรือเอก กรองดิแยร์ ตัวแทนฝรั่งเศสเป็นผู้นำการเจรจาโดยตรง กษัตริย์สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ไม่อาจปฏิเสธเงื่อนไข จึงจำต้องยินยอมท่ามกลางแรงกดดัน

หลังจากนั้น กษัตริย์เขมรได้มีพระราชสาส์นมากรุงเทพฯ ทูลขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยยืนยันว่าถูกบังคับให้ลงนาม พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจถูกตำหนิว่าไม่ภักดีต่อสยาม ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส…”

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักถึงความจำกัดของอำนาจสยาม จึงเลือกใช้การทูตแบบประนีประนอม ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง พระองค์ทรงทำ “สัญญาลับ” กับเขมรเพื่อยืนยันสถานะประเทศราชของสยาม อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ และยื่นข้อเรียกร้องให้สัญญานั้นเป็นโมฆะ สุดท้าย สยามต้องยอมสละสิทธิ์เหนือเขมรในปี พ.ศ. 2410

แม้การสูญเสียเขมรจะเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่รัชกาลที่ 4 มิได้ตำหนิกษัตริย์เขมร และยังทรงปลอบโยนด้วยความเมตตา พระราชหัตถเลขาหลายฉบับยืนยันว่าทรงเข้าใจสถานการณ์ และยังเคารพยกย่องสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ในฐานะพระญาติ และเจ้าแห่งเขมรผู้มีเกียรติ

พระราชปณิธานของรัชกาลที่ 4 ที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามเหนืออาณานิคม ท่ามกลางยุคจักรวรรดินิยม จึงไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูต แต่ยังแสดงถึงการประคองชาติด้วยสติและความเข้าใจในความเป็นจริงของโลก เป็นแบบอย่างสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสยามในเวลาต่อมา

รมว.คลัง เตือน ‘ฝรั่งเศส’ กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก ‘ระเบิดหนี้’ มูลค่า 3.35 ล้านล้านยูโร…อาจถึงขั้น!! IMF เข้าควบคุมเศรษฐกิจประเทศ

(28 ส.ค. 68) เอริก ลอมบาร์ด (Éric Lombard) รัฐมนตรีการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่าประเทศเผชิญความเสี่ยงจาก “ระเบิดหนี้” มูลค่าเกือบ 3.35 ล้านล้านยูโร (ราว 126.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากต้นทุนการกู้ยืมยังคงสูงขึ้น ซึ่งเขายอมรับว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และย้ำว่ารัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นให้ได้

สถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสตึงเครียดอย่างมาก โดยขาดดุลแตะ 5.4% ของจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลพุ่งเกิน 3.5% แซงหน้าอิตาลีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด (Olivier Blanchard) อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนว่าหากปล่อยให้หนี้พุ่งไม่หยุด จะเป็น “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศส

ในด้านการเมือง นายกรัฐมนตรี ฟร็องซัวส์ บาอีรู (François Bayrou) กำลังเผชิญการลงมติไม่ไว้วางใจวันที่ 8 กันยายน หลังเสนอแผนรัดเข็มขัดมูลค่า 40,000 ล้านยูโร ทั้งขึ้นภาษี ตัดงบสาธารณสุข และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อสกัดหนี้ที่กำลังบานปลาย เขาเตือนว่าประเทศกำลังเผชิญทางเลือก “ระหว่างความโกลาหลกับความรับผิดชอบ”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งจากฝ่ายซ้ายและขวา รวมถึงเสียงไม่พอใจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง หลายฝ่ายมองว่าการลงมติครั้งนี้คือ “การฆ่าตัวตายทางการเมือง” ทำให้อนาคตของบาอีรู และเสถียรภาพรัฐบาลฝรั่งเศสกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก

‘มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สู้คดีหมิ่นอินฟลูฯ สาวมะกัน กล่าวหาเมียเคยเป็นชายมาก่อน

(18 ก.ย. 68) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และภรรยา ‘บริจิตต์ มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทั้งภาพถ่ายและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่าบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังแคนดิซ โอเวนส์ (Candace Owens) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาชาวอเมริกัน เผยแพร่ความเชื่อว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส แท้จริงแล้วเกิดมาเป็นผู้ชาย

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเริ่มแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2021 และเคยนำไปสู่คดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสซึ่งมาครงชนะในปี 2024 แต่ต่อมาถูกศาลอุทธรณ์พลิกคำตัดสิน โดยให้เหตุผลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ใช่ความจริงของเนื้อหา ทำให้ครอบครัวมาครงยื่นอุทธรณ์ต่ออีกครั้ง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาครงและภรรยายื่นฟ้องโอเวนส์ที่สหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอเพิกเฉยต่อหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาและเลือกเผยแพร่ข้อมูลจากผู้ที่มีประวัติเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดและหมิ่นประมาท โดยมาครงระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องของ “การปกป้องเกียรติยศ” และมองว่าโอเวนส์เผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเจตนาร้ายเพื่อผลทางอุดมการณ์

ด้านทนายความของโอเวนส์ยื่นคำร้องขอศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่จดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์ และการต่อสู้ในศาลที่นั่นจะเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ขณะที่โอเวนส์ยังยืนยันว่าเธอพูดตามความเชื่อของตัวเอง และเห็นว่านี่คือการใช้เสรีภาพในการวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top