Friday, 5 June 2026
ปัญญาประดิษฐ์

“ไทย-จีน” ร่วมใจ หารือด้านดิจิทัล เสริมแกร่ง “เศรษฐกิจ-สังคม” เห็นพ้องนำ AI ปราบอาชญากรรมออนไลน์ เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนายหวัง เหวยผิง (H.E. Mr. Wang Weiping) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง พร้อมคณะผู้แทนจากรัฐบาลเขตกว่างซีจ้วง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมีนางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

นายไชยชนก เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยประเด็นหลักที่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ได้แก่
1.การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 
2.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน การนำเทคโนโลยี AI มาป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) 
4.การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะเดียวกันในการหารือทั้งสองฝ่ายยังได้มีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

“ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน  เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอื่น ๆ โดยหวังให้มีการผลักดันความร่วมมือนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะคำนึงถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าว

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

Google Maps อัปเกรด ใส่มันสมองและพลังจาก Gemini พูดคุยถามเส้นทางได้จริงแบบไม่ต้องแตะจอ บอกทางด้วยจุดสังเกต ไม่ใช่ตัวเลขระยะทาง เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ ก่อนขยายสู่หลายประเทศ

Google Maps เปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้พลังจาก “Gemini” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของกูเกิล เปลี่ยนประสบการณ์นำทางให้ “พูดคุยได้จริง” แบบไม่ต้องแตะโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถพูดถามได้เลย เช่น “มีร้านกาแฟระหว่างทางไหม” หรือ “แถวนี้มีที่จอดรถไหม” ระบบจะตอบกลับทันทีและเข้าใจคำถามต่อเนื่องแบบเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบการบอกทาง จากเดิมที่พูดว่า “เลี้ยวซ้ายอีก 500 เมตร” กลายเป็น “เลี้ยวขวาหลังร้านอาหารไทย” ฟังง่ายกว่าและใกล้เคียงภาษาที่คนใช้ในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่แจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ เช่น อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือถนนปิด แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมดนำทางก็ตาม ขณะเดียวกัน “Lens with Gemini” ยังให้ผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นส่องอาคารหรือร้านอาหาร แล้วถามได้ทันทีว่า “นี่ที่ไหน ทำไมถึงดัง”

ในสหรัฐฯ ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้เดือนนี้ (พ.ย.) และจะเชื่อมต่อกับ Android Auto เร็ว ๆ นี้ โดยทางกูเกิลยืนยันว่าการพูดคุยกับ Gemini ใน Maps จะไม่ถูกนำไปใช้ทำโฆษณาเจาะจงผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นประเด็นความเป็นส่วนตัวสำคัญที่หลายคนกังวล

นอกจากนี้ กูเกิลยังเริ่มขยายระบบ Gemini Maps ไปยังอินเดีย โดยปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการพูดและการขอเส้นทางของคนท้องถิ่น รองรับ 9 ภาษา พร้อมฟีเจอร์เตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และแสดงจำกัดความเร็วขณะขับรถ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทางหลวงของอินเดียเพื่อรับข้อมูลปิดถนนและซ่อมแซมแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AI ตัวนี้จะแก้ปัญหา “แผนที่ไม่ตรงจริง” ในบางประเทศได้หรือไม่ เช่น แอฟริกา ที่ข้อมูลถนนยังไม่ครบหรือภาพถ่ายล้าสมัย ซึ่งกูเกิลยอมรับว่า Gemini จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำ แต่ไม่สามารถสร้างข้อมูลที่ยังไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับนักพัฒนา กูเกิลยังเปิดตัวเครื่องมือใหม่ “Builder Agent” และ “MCP Server” ที่ใช้ Gemini ช่วยสร้างโปรเจกต์แผนที่จากคำสั่งข้อความธรรมดา เช่น การสร้างแผนที่จุดท่องเที่ยวหรือเส้นทางปลอดภัยในเมือง พร้อมระบบตกแต่งแผนที่ให้เข้ากับแบรนด์หรือดีไซน์ของผู้ใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google Maps ก้าวสู่ยุค “แผนที่อัจฉริยะ” ที่เข้าใจคำพูดและคิดตอบได้เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว

คนฟังแยกไม่ออก?? โพลชี้ 97% ให้คำตอบไม่ได้ เพลงไหน AI เพลงไหนคนร้อง ศึกหนัก!! ศิลปินตัวจริงเริ่มแทรกยาก หลังเพลง AI ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard

ผลสำรวจใหม่โดย Ipsos ร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดีเซอร์ (Deezer) เผยว่า ถึงยุคที่คนส่วนใหญ่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าเพลงไหนแต่งโดยมนุษย์ หรือเพลงไหนสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จากการให้กลุ่มตัวอย่าง 9,000 คนฟังเพลง 3 คลิป (2 คลิปเป็นเพลงที่สร้างด้วย AI ล้วน ๆ อีก 1 คลิปเป็นเพลงมนุษย์แต่ง) ผลคือ 97% ระบุไม่ได้ว่าคลิปไหนคือเพลงจาก AI ขณะที่กว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” กับการที่แยกไม่ออกแบบนี้ และเกินครึ่งกังวลว่า AI จะทำให้เพลงคุณภาพต่ำหลั่งไหลขึ้นแพลตฟอร์ม พร้อมกลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกลดทอน

ดีเซอร์ระบุว่า ทุกวันนี้มีเพลงที่สร้างด้วย AI ถูกอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มมากขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ได้แค่อยู่เฉย ๆ แต่มีคนฟังจริง ๆ ด้วย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 ใน 10 ของเพลงที่ถูกสตรีมต่อวัน เป็นเพลงที่ใช้ AI สร้างทั้งหมด แต่ผ่านไปเพียงสิบเดือนตัวเลขพุ่งเป็นกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40,000 เพลงต่อวัน จน 80% ของคนในโพลบอกตรง ๆ ว่าอยากให้ “เพลงจาก AI ถูกติดป้ายแจ้งชัดเจน” ซึ่งตอนนี้ Deezer เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่รายเดียวที่ติดป้ายเพลง AI แบบเป็นระบบ หลังเคยมีกรณีวงอินดี้นามว่า The Velvet Sundown โด่งดังใน Spotify ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับภายหลังว่าเป็น “โปรเจ็กต์ดนตรีสังเคราะห์” ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด

ฝั่งวงการเพลงกระแสหลักก็เริ่มสะเทือน เมื่อเพลงคันทรี “Walk My Walk” ในนามวง Breaking Rust ซึ่งใช้เสียงนักร้องชายที่สร้างจาก AI ถูกสื่อสหรัฐรายงานว่าขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเจเนอเรทีฟ AI สามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Country Digital Song Sales ของบิลบอร์ดในสหรัฐ ทั้งที่ตัวเพลงเนื้อหาค่อนข้างมาตรฐานแบบสูตรสำเร็จ แต่กลับปั้นฐานแฟนได้เกิน 2 ล้านผู้ฟังต่อเดือนใน Spotify มีหลายเพลงทะลุหลักล้านสตรีม โดยเบื้องหลังมีชื่อ Aubierre Rivaldo Taylor เป็นผู้แต่งและโปรดิวซ์ พร้อมสร้างเพลงแนวดุเดือดด้วย AI ในนาม Defbeatsai อีกชุดหนึ่ง

แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเมื่อ บิลบอร์ด (Billboard) ระบุว่า ในทุกสัปดาห์ตลอดเดือนที่ผ่านมา มักมี “ศิลปิน AI หรือศิลปินที่ใช้ AI ช่วย” ติดชาร์ตอย่างน้อยหนึ่งราย ขณะเดียวกันค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ไม่ยอมตกขบวน มีการเซ็นดีลมูลค่ามหาศาลกับแพลตฟอร์ม AI ดนตรี เช่น ดีลลิขสิทธิ์ระหว่าง Universal Music Group กับแอปสร้างเพลง AI อย่าง Udio เพื่อปูทางสู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ใหม่ ด้าน Spotify เองก็โดนจับตาหนักเรื่อง “คลื่นเพลง AI คุณภาพต่ำ” ที่ถาโถมเข้าแพลตฟอร์ม จนต้องออกนโยบายปราบสแปมและการแอบอ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศแบนเพลงจาก AI โดยตรง

ท่ามกลางกระแสนี้ นักวิชาการด้านดนตรีเตือนว่าศิลปินตัวจริงกำลังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับ “วง AI” ที่ผลิตเพลงได้ไม่รู้จบในต้นทุนต่ำ เจสัน พาลามารา (Jason Palamara) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีดนตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุว่า การมาของวงดนตรีสังเคราะห์จะยิ่งทำให้ศิลปินที่เป็นมนุษย์ “เจาะแพลตฟอร์มสตรีมมิง” อย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้ยากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การมองเห็นและรายได้

ขณะเดียวกัน ในด้านกฎหมายก็เริ่มเดือดไม่แพ้กัน เมื่อศาลเมืองมิวนิกในเยอรมนีตัดสินให้ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แพ้คดีละเมิดสิทธิผู้ประพันธ์ จากการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้เนื้อเพลงยอดนิยมของศิลปินเยอรมันในการฝึก โดยไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ศาลชี้ว่าการที่ ChatGPT สามารถแสดงเนื้อเพลงได้ตรงกับต้นฉบับหรือใกล้เคียงในระดับสูง “ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ” และถือเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง OpenAI อาจต้องจ่ายค่าเสียหาย แม้จำนวนเงินยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

คดีนี้ถูกยื่นโดย GEMA สมาคมที่ดูแลสิทธิผู้ประพันธ์ในเยอรมนี ซึ่งใช้ตัวอย่างเพลงชื่อดัง 9 เพลง รวมถึง “Männer”, “In der Weihnachtsbäckerei” และ “Atemlos” มาเป็นหลักฐาน ศาลอ้างอิงกฎหมายสิทธิผู้ประพันธ์ (Urheberrecht) ของเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวผู้สร้างสรรค์งาน” มากเป็นพิเศษ และมองว่าสิทธิ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่โอนให้ใครง่าย ๆ เหมือนโมเดลลิขสิทธิ์แบบอังกฤษ–อเมริกัน ทนายของ GEMA มองว่าคำตัดสินนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุโรปทั้งทวีป เพราะกฎส่วนถูกกลไกสหภาพยุโรปทำให้สอดคล้องกัน

ด้าน OpenAI ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน กำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์ และย้ำว่าบริษัทเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกำลังเจรจากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อหาทางจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน สหภาพนักข่าวในเยอรมนีก็ออกมาใช้จังหวะนี้อ้างว่า “การใช้เนื้อหาสื่อและบทความไปฝึก AI โดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน และเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนทำคอนเทนต์

ภาพรวมจึงกลายเป็นโลกดนตรีที่คนฟัง “แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรคือ AI” ขณะที่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความโปร่งใส การติดป้ายบอกผู้ฟัง ความเป็นธรรมกับศิลปินตัวจริง และศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สงครามเพลงยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่บนชาร์ต แต่ยังแข่งกันในห้องประชุมทนายและสภานิติบัญญัติทั่วโลกด้วย

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

Amazon เตรียมลุย AI ประกาศออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนก้อนโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน AI สู้ศึกบิ๊กเทคฯ

(18 พ.ย. 68) อเมซอนเตรียมระดมทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐในตลาดตราสารหนี้รอบ 3 ปี ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) โดยดีลนี้แบ่งเป็นพันธบัตร 6 ชุด อายุหลายช่วง และเงินที่ได้อาจถูกนำไปใช้ทั้งซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซื้อหุ้นคืน สะท้อนว่าบริษัทต้องการ “เติมกระสุน” เพื่อเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคลาวด์ให้ทันคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ

ดีลพันธบัตรของอเมซอนเรียกความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีคำสั่งจองซื้อรวมสูงสุดราว 80,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตราสารอายุยาวที่สุด 40 ปี ถูกปรับลดจากเดิมที่วางไว้ราว 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลงมาเหลือราว 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ รายงานข่าวระบุว่า โกลด์แมนแซคส์ เจพีมอร์แกน และมอร์แกนสแตนลีย์ รับบทเป็นแกนนำจัดจำหน่าย ขณะที่ฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Meta เพิ่งประกาศแผนออกพันธบัตรสูงสุด 30,000 ล้านดอลลาร์ และ Oracle ก็เตรียมระดมทุนผ่านพันธบัตรอีกราว 15,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

แรงระดมทุนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิ๊กเทคพร้อมใจกันทุ่มเงิน “ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI) โดยมอร์แกนสแตนลีย์ประเมินว่า เฉพาะ Meta, Amazon และ Alphabet รวมกัน อาจใช้เงินราว 400,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานเอไอในปีนี้ ฝั่งอเมซอนเองมีงบลงทุน (Capex) คาดว่าแตะราว 125,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุดบริษัทยังเพิ่งเซ็นดีลด้านจีพียู (GPU) สำหรับเอไอกับ OpenAI มูลค่าราว 38,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจคลาวด์ของตัวเองหลังเสียพื้นที่ให้คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกูเกิล Google ในช่วงก่อนหน้า

กระแสเอไอร้อนแรงไม่ได้มีแค่ในอเมซอน แต่ยังรวมถึงตัวผู้ก่อตั้งอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ด้วย เขาหวนกลับมารับบทปฏิบัติการเต็มตัวครั้งแรกนับจากลงจากเก้าอี้ซีอีโออเมซอนในปี 2021 ด้วยการเป็น โคซีอีโอ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสตาร์ตอัปเอไอ “Project Prometheus” บริษัทน้องใหม่ที่โฟกัสการใช้เอไอช่วยออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และยานอวกาศ เน้นงานด้านวิศวกรรมและการผลิตเชิงลึก มากกว่าจะเป็นแชตบอตสำหรับข้อความเหมือนเอไอแนวกระแสหลัก

Project Prometheus เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนก้อนยักษ์ 6,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปสายเอไอที่มีเงินหนาที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยเบโซสจับมือกับ วิก บาจาจ นักฟิสิกส์และนักเคมีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเซอร์เกย์ บริน ใน Google X และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Verily ด้านไลฟ์ไซเอนซ์ รวมถึง Foresite Labs ที่บ่มเพาะสตาร์ตอัปเอไอด้านวิทยาศาสตร์มีชีวิต ก่อนจะย้ายมาทุ่มเวลากับ Project Prometheus อย่างเต็มตัว

สตาร์ตอัปของเบโซสดึงดูดบุคลากรจาก OpenAI, DeepMind และ Meta เข้ามาร่วมทีมแล้วเกือบ 100 คน เป้าหมายคือสร้างเอไอที่ “เรียนรู้จากโลกจริง” ผ่านห้องทดลองและหุ่นยนต์ที่ลงมือทดลองซ้ำ ๆ ในสเกลมหาศาล เพื่อนำข้อมูลกลับมาฝึกโมเดลเอไอสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจริง ในภาพใหญ่ การที่อเมซอนออกพันธบัตรครั้งใหญ่ควบคู่กับการที่เบโซสทุ่มทุนตั้งสตาร์ตอัปเอไอ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าศึกลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วง “เงินหนา ศรัทธาสูง” ที่อาจเขย่าทั้งตลาดทุนและโฉมหน้าธุรกิจเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า

‘ปูติน’ ประกาศกร้าว!! รัสเซียต้องมี AI เป็นของตัวเอง ไม่ขอพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ชี้เอไอมีผลต่อข้อมูลและความคิดคน เตรียมตั้งศูนย์กลางคุมพัฒนาทั่วประเทศ

(20 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียย้ำว่า ประเทศไม่สามารถ “ฝากอนาคตไว้กับเอไอของต่างชาติได้” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และค่านิยมของสังคม เขากล่าวในงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ “AI Journey” ที่กรุงมอสโกว่า รัสเซียต้องระวังไม่ให้เกิดการพึ่งพาระบบที่ถูกควบคุมโดยประเทศอื่นในระดับที่เป็นปัญหา

ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องมีเทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โมเดลภาษาระดับชาติ” ทั้งแบบขนาดใหญ่ที่ใช้ทั่วไป และแบบเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เขาย้ำว่า โมเดลเหล่านี้ต้องถูกออกแบบ ฝึกสอน และทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียทั้งหมด เพื่อให้ประเทศควบคุมทิศทางและมาตรฐานได้เอง

เขาชี้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่แข่งกันเรื่องเอไออีกต่อไป แต่ “ทั้งประเทศทั้งรัฐ” ต่างก็เร่งพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเอง เพราะเอไอกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข้อมูล มีผลต่อทัศนคติและมุมมองของผู้คน และอาจกำหนดทิศทางความคิดของทั้งประเทศได้ หากไปพึ่งพาระบบต่างชาติ ก็อาจเสี่ยงให้คนอื่นมามีอิทธิพลกับข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ ปูตินยังเสนอให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลางด้านเอไอ” เพื่อทำหน้าที่วางแผนและประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของรัสเซีย พร้อมกล่าวชมผลิตภัณฑ์จากสแบร์แบงก์ (Sberbank) และยานเดกซ์ (Yandex) ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เขาทสรุปว่า เทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์คือยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคต และรัสเซียต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางนี้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพึ่งพาเอไอต่างชาติในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ

AI จะมาฆ่าชนชั้นกลาง จริงหรือ? อดีตผู้บริหาร Google X ไขคำตอบ...พร้อมมองอนาคต 2 ปีข้างหน้า เปรียบเป็น “ช่วงเวลานรก” ของมนุษยชาติ เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่พนักงานกินเงินเดือน

(24 พ.ย. 68) โม กอว์ดัต (Mo Gawdat) อดีตประธานฝ่ายธุรกิจของ Google X ออกมาเตือนแรงว่า การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะพลิกโลกการทำงานครั้งใหญ่ อาชีพจำนวนมากอาจหายไป คนตกงานพุ่ง และสังคมปั่นป่วน โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ที่เขามองว่าอาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ เหลือเพียงคนรวยสุด 0.1% และ “ชาวนา” หรือคนส่วนใหญ่ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กอว์ดัตระบุว่า “นรกของสังคมมนุษย์” จะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือนอย่างรวดเร็ว ทั้งงานโปรแกรมเมอร์ ซีอีโอ ไปจนถึงนักจัดพอดแคสต์เองก็ไม่รอด โมเล่าว่า สตาร์ตอัปเอไอด้านความสัมพันธ์ของเขาที่ชื่อ Emma.love ใช้ทีมเพียง 3 คน แต่ถ้าเป็นยุคก่อนต้องใช้คนราว 350 คน สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ในยุคเอไอต้องการ “แรงงานมนุษย์” น้อยกว่าที่เคยเป็น

เขาระบุอีกว่า “อีก 15 ปีจากนี้จะเป็นช่วงเวลานรก ก่อนที่เราจะไปถึงสวรรค์” เพราะคนจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการสูญเสียอาชีพ รายได้ และ “ความหมายของชีวิต” เขาคาดว่าจะเห็นปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ความเหงาหนักขึ้น และความแตกแยกในสังคมลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนและไม่มีบันไดให้ปีนขึ้นไปอีกต่อไป

“หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มคนบนสุดเพียง 0.1% ของสังคม ก็เสี่ยงจะถูกผลักไปอยู่ด้านล่างโดยปริยาย เพราะเอไอระดับสูง (AGI) จะเก่งกว่ามนุษย์แทบทุกอย่าง แม้แต่บริหารบริษัทในตำแหน่งซีอีโอ สิ่งที่หลายคนไม่คิด คือเอไอไม่ได้มาแย่งงานแค่แรงงานระดับล่าง แต่มันจะขึ้นมาแทนที่พวกเขาเองด้วย” โม กอว์ดัต กล่าว

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ ดร.เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) “บิดาแห่งเอไอ” ก็ออกมาเตือนว่า เอไออาจพัฒนาภาษาภายในของตัวเองขึ้นมาใช้คุยกัน จนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือรู้ได้เลยว่าเครื่องจักรกำลังคิดอะไรอยู่ เขายอมรับว่าเอไอทุกวันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถ “คิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวได้” และในอนาคตมนุษย์อาจตามไม่ทันรูปแบบการคิดของมัน

ด้านงานวิจัยและสถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มชี้ว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ย้อนกลับไปปี 2023 โกลด์แมน แซคส์ บริษัทให้บริการทางการเงินข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน เคยเตือนว่าเอไออาจทำให้คนตกงานสะสมถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า งานสำนักงานระดับเริ่มต้นอาจหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าเอไอจะไม่ได้ฆ่าทุกอาชีพในทันที แต่จะ “รื้อ–จัดใหม่” โครงสร้างงาน แยกระหว่างงานที่เอไอทำแทนได้ทั้งหมด กับงานที่ยังต้องใช้มนุษย์เป็นตัวหลัก

ท่ามกลางคำเตือนที่ฟังดูมืดมน ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งเสนอว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การออกแบบนโยบายและโมเดลธุรกิจให้เอไอมาช่วย “เสริม” คนทำงาน ไม่ใช่ใช้แทนทั้งหมด เช่น ให้เอไอทำงานเอกสารซ้ำ ๆ แล้วมนุษย์ไปโฟกัสงานสร้างสรรค์ งานคิดเชิงกลยุทธ์ และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์สูง พร้อมผลักดันการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างจริงจัง หากทำได้ เอไออาจไม่ใช่จุดจบของชนชั้นกลาง แต่กลายเป็นโอกาสสร้าง “งานแบบใหม่” ที่มีรายได้และศักดิ์ศรีไม่แพ้เดิม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top