Saturday, 5 September 2026
บีโอไอ

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

นายกฯ ดึงยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ “Skyline” Skyline เล็งขยายลงทุนไทย หลังบีโอไอไฟเขียวสวนสนุกในกรุงเทพฯ ต่อยอดท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน

นายกฯ หนุน “Skyline” ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ขยายลงทุนไทย ชูไทยฮับท่องเที่ยวโลก

บีโอไอเผยนายกรัฐมนตรีหารือ Skyline Enterprises บริษัทสวนสนุกและผู้พัฒนาเครื่องเล่นชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก หารือแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยและต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับ Mr. Geoff McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท Skyline Enterprises ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงแผนการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบบีโอไอในกิจการสวนสนุกที่กรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ Skyline พิจารณาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมอีกในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งพื้นที่ชายทะเล ภูเขา และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการรูปแบบใหม่ ตลอดจนช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังพร้อมสนับสนุนให้บริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนใหม่สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และให้ความสำคัญอย่างสูงกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

Skyline Enterprises เป็นบริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2509 มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่น ซึ่งบริษัทเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเครื่องเล่น และสวนสนุกจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น กระเช้าลอยฟ้า (Gondola/SkyRide) ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่มีความชันที่สุดในซีกโลกใต้ และเป็นต้นกำเนิดของเครื่องเล่น Luge (รถเลื่อนตามแรงโน้มถ่วง) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน Skyline มีฐานการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งนิวซีแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจในสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทย Skyline เพิ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการสวนสนุกตั้งที่กรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัทมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการขยายธุรกิจในเอเชีย

จากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและฐานนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายกิจการอีกมากในพื้นที่ต่าง ๆ

“การลงทุนของ Skyline ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมที่มีสีสันและประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย แต่บริษัทยังสนใจและมีโอกาสต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องเล่นใหม่ ๆ ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเกิดขึ้นในประเทศไทย จะช่วยพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายนฤตม์กล่าว

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์!! ดันไทยเป็นฮับกระจายสินค้าเกษตรสู่อาเซียน–ตลาดโลก เชื่อมเครือข่ายตลาดอาเซียน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือน

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์ ยกระดับเกษตรกร ชูไทยฮับกระจายสินค้าเกษตรอาเซียน

นายกฯ หารือ T&G Global บริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดจากนิวซีแลนด์ เจ้าของแบรนด์แอปเปิล ENVY และ JAZZ ที่จำหน่ายผลไม้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ชูศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการวิจัยและพัฒนา นำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ผลไม้ระดับโลกมาช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทยกว่า 6 ล้านครัวเรือน และเชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือและการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับ T&G ให้ครอบคลุมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลไม้คุณภาพสูงของไทยเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายของ T&G เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก และนำประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาแอปเปิลจากสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับโลก มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก การจัดเก็บ การบรรจุ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทย

นอกจากนี้ยังได้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสำหรับตลาดอาเซียน ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคน ประกอบกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบ Cold Chain และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ตลอดจนเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี ที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการกระจายสินค้าในภูมิภาคที่สำคัญ ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยกว่า 6.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งประเทศ ที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรเป็นอาชีพหลัก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำผลไม้จากสวนของเกษตรกรไทยไปวางขายทั่วโลก

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยยืดอายุพืชผักและผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเกษตรกร เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการจัดเก็บและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

T&G Global เป็นหนึ่งในบริษัทด้านพืชสวนและผลไม้รายใหญ่และเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 2440 หรือเกือบ 130 ปีที่ผ่านมา ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การเพาะปลูกและจัดหาผลผลิต การบรรจุและจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การจัดเก็บและโลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย โดยมีแบรนด์ผลไม้ระดับพรีเมียม เช่น ENVY, JAZZ และ Orchard Rd ปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเพาะปลูกใน 10 ประเทศ และจำหน่ายผลไม้สดในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยธุรกิจแอปเปิลเป็นธุรกิจหลัก คิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของรายได้รวม

สำหรับประเทศไทย T&G ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท T&G South East Asia ซึ่งตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2559 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยประเทศไทยเป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เกษตรกรรมคือรากฐานที่หล่อเลี้ยงคนไทย การประสานความร่วมมือกับ T&G ซึ่งเป็นผู้นำด้านเกษตรสมัยใหม่และการขนส่งกระจายสินค้าสด จะเป็นโอกาสในการนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากบริษัทระดับโลกมาต่อยอดกับฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่เข้มแข็งของไทย ยกระดับผลไม้ไทยทั้งด้านการผลิต การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสดใหม่ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรคุณภาพสามารถวางขายได้ทั่วทุกมุมโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ บีโอไอสามารถให้การส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ กิจการคัดคุณภาพและเก็บรักษาผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจการศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนกิจการวิจัยและพัฒนา เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

“บีโอไอ” ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์!! ชู 4 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะลุ 1 ล้านล้าน THECA 2026 รวมกว่า 300 องค์กรทั่วโลก เน้นพัฒนาบุคลากรและเชื่อมโยงซัพพลายเชน

บีโอไอชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 1 ล้านล้านบาท

บีโอไอ เปิดงาน THECA 2026 ชู 4 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพสูง สร้างความพร้อมรองรับการลงทุน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และเดินหน้าสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยง PCB เซมิคอนดักเตอร์ Advanced Packaging และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรและเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Supply Chain ชูยอดลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ไทย 4 ปี ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เน้นสานต่อประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย

งาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2569 ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 300 องค์กร ครอบคลุมอุตสาหกรรม PCB, Semiconductor, Advanced Packaging, EMS, Automation และเทคโนโลยีแห่งอนาคต คาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 20,000 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก พร้อมไฮไลต์สำคัญ อาทิ งานสัมมนา BOI Forum ด้าน Edge AI และ Future Mobility, งานจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย (BOI Local Supply Chain Pavilion) และงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Workforce Pavilion) โดยภายในงานยังมีเวทีสัมมนาและการประชุมวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 60 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ AI Infrastructure, Semiconductor Ecosystem, Photonics, Advanced Packaging, PCB และ EMS เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดการลงทุนในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อช่วยให้ประเทศไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก และเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้นโยบายของรัฐบาล บทบาทของบีโอไอในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุน แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็ง และสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยโจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่ บีโอไอจึงให้ความสำคัญกับ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2) การสร้างความพร้อมและเพิ่มความน่าดึงดูดของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของบริษัทชั้นนำ 3) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ 4) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระดับโลก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อุตสาหกรรม PCB และชิ้นส่วนได้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 331,000 ล้านบาท จาก 224 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแหล่งจ้างงานคุณภาพให้กับคนไทยจำนวนมาก และวันนี้ PCB กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตต่อไป เพราะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก การที่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน PCB จากทั่วโลกเลือกมารวมตัวกันที่ประเทศไทยในงาน THECA 2026 ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นที่อุตสาหกรรมโลกมีต่อศักยภาพของไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้จัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า THECA จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยรวบรวมผู้ผลิต นักลงทุน ผู้ซื้อ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตของเอเชีย ผ่านการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร PCB เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ Power2Motion พื้นที่จัดแสดงพิเศษภายใต้แนวคิด “Connecting Electronics with Power, Mobility and Future Energy Systems” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน การขับเคลื่อนสมัยใหม่ และ AI รวมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีระดับภูมิภาคใน Technology Associations Pavilion (ASEAN+) ที่รวบรวมเครือข่ายสมาคมและองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 15 องค์กร อาทิ สมาคมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล สมาคม IoT สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ตลอดจนองค์กรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อร่วมกันนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวสนับสนุนว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรคุณภาพสูง และความร่วมมือระหว่างประเทศ THECA จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักวิจัย วิศวกร และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกในทศวรรษข้างหน้า

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

“งาน THECA 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยเชื่อมโยงการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทย สถาบันการศึกษา และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของภูมิภาค และสร้างงานคุณภาพและโอกาสใหม่ให้กับคนไทย” นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว

“บีโอไอ” หนุนแอร์บัส!! ปักธงไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แอร์บัสขยายทีม เพิ่มบทบาทในเอเชีย ร่วมพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืน SAF หนุนต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร

บีโอไอหนุน “แอร์บัส” ขยายฐานธุรกิจ ปักธงไทย ฮับดิจิทัลการบินแห่งเอเชีย

บีโอไอเผยผลหารือ “แอร์บัส” ยักษ์ใหญ่อากาศยานโลก เดินหน้ายกระดับไทยเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลและวิศวกรรมการบินของภูมิภาค ตั้งกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise ดูแลทั่วเอเชีย พร้อมเลือกไทยเป็นฐานทดสอบซอฟต์แวร์แห่งเดียวสำหรับลูกค้าทั่วโลก จ้างวิศวกรและบุคลากรทักษะสูงแล้วกว่า 200 คน เสนอแนวทางต่อยอดจุดแข็งไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานโลก พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง และผลักดันไทยสู่ฐานผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการและหารือกับ Mr. Bert Porteman ประธานบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย (President of Airbus Thailand) ณ สำนักงานอาคารรสา ทู กรุงเทพฯ ว่า แอร์บัส ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจหลักของบริษัท โดยได้จัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ระดับภูมิภาคขึ้นในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Skywise ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัส โดยจะใช้ไทยเป็นสำนักงานภูมิภาคของ Skywise ดูแลครอบคลุมทั่วเอเชีย และเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่

ปัจจุบันแอร์บัสมีบุคลากรในไทยกว่า 200 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2565 โดยร้อยละ 85 เป็นบุคลากรไทย ประกอบด้วยวิศวกรการบินและอวกาศ วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบกราฟฟิก ช่างเทคนิค และบุคลากรทักษะสูงอื่น ๆ ขณะนี้เตรียมขยายกิจการในไทย โดยจะจ้างบุคลากรเพิ่มเติมอีกกว่า 40 คนภายในปีนี้ นอกจากนี้ บีโอไอยังได้หารือกับแอร์บัส ถึงแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทย ทั้งการต่อยอดจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไปสู่ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอากาศยาน การพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ตลอดจนการผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

บริษัท แอร์บัส เป็นผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีเครื่องบินพาณิชย์ในไทยมากกว่า 150 ลำ ลูกค้าสำคัญ เช่น การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์, ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียดเจ็ต และมีเฮลิคอปเตอร์เกือบ 80 ลำ ส่วนใหญ่ใช้งานโดยกองทัพและหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ แอร์บัส ยังมีความร่วมมือกับอีกหลายองค์กรในไทย เช่น ความร่วมมือด้านอวกาศกับ GISTDA ในการร่วมพัฒนา ผลิต และส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS-1 และ THEOS-2 ความร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมการบิน (TAI) ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองทัพ และความร่วมมือกับกลุ่ม CP ในการพัฒนาเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน (SAF) ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญสู่ประเทศไทย

ฐานดิจิทัลในไทย สู่การให้บริการระดับโลก

ประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือการขยายบทบาทของ Skywise หน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัสในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโซลูชันสำหรับสายการบิน ตั้งแต่การจัดทำคู่มือสำหรับนักบิน การวิเคราะห์ข้อมูลการบิน การบริหารจัดการความปลอดภัย การวางแผนเที่ยวบินและลูกเรือ ไปจนถึงระบบคาดการณ์การซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยอาศัยแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสายการบิน

ปัจจุบันแอร์บัสอยู่ระหว่างขยายทีมทดสอบซอฟต์แวร์ของ Skywise ในไทย เพื่อควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบให้ผู้ใช้บริการและสายการบิน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทดสอบเพียงแห่งเดียวสำหรับซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก บริษัทจึงได้รับวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ แอร์บัสเตรียมให้กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise สำหรับภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“การที่แอร์บัสยกระดับบทบาทให้ไทยรับผิดชอบกิจกรรมด้านดิจิทัลที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานบริหารธุรกิจ Skywise ในภูมิภาค สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งงานด้านวิศวกรรม การทดสอบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการบินที่ต้องใช้บุคลากรทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบทบาทในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

ต่อยอดจุดแข็งไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน

ผู้บริหารแอร์บัสประเมินว่า ปริมาณผู้โดยสารและขนาดฝูงบินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้มีความต้องการอากาศยานใหม่มากกว่า 20,000 ลำ ขณะที่แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อรอส่งมอบมากกว่า 9,000 ลำ หรือเทียบเท่ากำลังการผลิตกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนบุคลากร ต้นทุนวัตถุดิบ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ผลิตอากาศยานต้องกระจายและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

แอร์บัสมองว่า ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และคุณภาพของบุคลากรไทย เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสรองรับการกระจายห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน โดยไทยควรกำหนดสาขาที่ต้องการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน และต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ไปสู่การผลิตโครงสร้างอากาศยาน วัสดุคอมโพสิต และอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร โดยการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองที่เข้มงวด มีระบบคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง รวมทั้งใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างชาติที่นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้ามา กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันแอร์บัสมี Suppliers ในไทยทั้ง Tier 1-3 อยู่แล้วประมาณ 80 บริษัท

เร่งพัฒนาบุคลากร รองรับ MRO และอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่

ด้านการพัฒนาบุคลากร แอร์บัสมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ

สำหรับอุตสาหกรรม MRO ปัจจุบันแอร์บัสมีความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานทางทหารกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ขณะที่การพัฒนาศูนย์ MRO เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนช่างซ่อมบำรุงและมาตรฐานการฝึกอบรมที่เข้มงวดมากขึ้น แอร์บัสจึงพร้อมนำความเชี่ยวชาญ มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยด้วย

ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิต SAF ชั้นนำ

แอร์บัสมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบ SAF เนื่องจากมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากและมีอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง โดยในระยะสั้น สามารถผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ขณะที่โอกาสสำคัญของไทยในระยะกลางคือ การนำเอทานอลมาผลิต SAF ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน และในระยะยาว สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยใช้พลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องมีแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัทพลังงาน ผู้ผลิต SAF และสายการบิน เพื่อร่วมกันกำหนดโรดแมปและนโยบายด้าน SAF เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิตและการใช้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงโอกาสของไทยในการยกระดับบทบาทในอุตสาหกรรมการบิน ตั้งแต่งานดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร การสร้างขีดความสามารถด้าน MRO ไปจนถึงการผลิตน้ำมันอากาศยานหรือ SAF โดยบีโอไอพร้อมประสานความร่วมมือกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top