Thursday, 4 June 2026
บีโอไอ

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

ปรากฏการณ์โลกรวน (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “แรงขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษนี้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ในวันที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติถี่ขึ้น และต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกกำลังถูกบังคับให้ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการเติบโตแบบใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงระยะยาว

เมื่อโลกรวนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากโลกรวนเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจ จาก รายงาน Climate Risk Index 2025 ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับโลกแล้วรวมกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150 ล้านล้านบาท) ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตร การผลิตพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับตัวด้านพลังงาน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง

ในมุมของนักลงทุน ความผันผวนจากสภาพอากาศไม่ได้กระทบแค่กำไรระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนการประเมิน “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ความร้อนจัด หรือความไม่แน่นอนของฤดูกาล ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ซัพพลายเชนสะดุด แต่ยังบั่นทอนผลิตภาพแรงงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในทางกลับกัน เงินลงทุนกำลังไหลไปสู่กิจการและอุตสาหกรรมที่ พิสูจน์ได้ว่าปรับตัวต่อโลกรวนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น หรือสามารถปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ของโลก เช่น มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้อย่างไม่เสียเปรียบ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า มีความเสี่ยงต่ำกว่าในระยะยาว และมีโอกาสเติบโตท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกชุดใหม่

กล่าวได้ว่า โลกรวนกำลังทำหน้าที่เป็น ตัวคัดกรองการลงทุน โดยอัตโนมัติ ใครปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ชัดเจน ยิ่งได้เปรียบในการดึงดูดเงินทุน ขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม อาจเผชิญไม่ใช่แค่ความผันผวนของกำไร แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะ “หลุดขบวน” การลงทุนโลกในระยะยาว

Climate Policy และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือทั่วโลกมีนโยบายในด้าน Climate Change ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Net Zero Emission ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ให้ได้ภายในประมาณช่วงปี 2050 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ระบุเป้าหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของ SDGs ด้วย รวมไปถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มยกระดับ “นโยบายด้านสภาพอากาศ” จากประเด็นสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ไปสู่การเป็น เครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผูกโยงเข้ากับการนำเข้าและการลงทุน

ตัวอย่างชัดเจนคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องรายงานและชำระต้นทุนคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป ไม่เพียงแต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment: BCA) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเพิ่ม ข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ การเปิดเผยข้อมูล ESG และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อคัดกรองสินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดของตน

มาตรการเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น “กำแพงภาษีแบบใหม่” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนอัตราภาษีศุลกากรแบบเดิม แต่ตั้งอยู่บน “คุณภาพของกระบวนการผลิต” และความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศผู้ส่งออกโดยตรง กล่าวคือ ต่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาแข่งขันได้ แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็อาจต้องเผชิญต้นทุนแฝงเพิ่มเติมในรูปของภาษีคาร์บอน การถูกจำกัดตลาด หรือแม้แต่การถูกกีดกันทางการค้าโดยปริยาย

นอกจากนี้ Climate Policy ยังสะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ จากการแข่งขันด้าน “ต้นทุนแรงงานและทรัพยากร” ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยีสะอาด มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอน ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน มีความเสี่ยงสูญเสียฐานการผลิต ส่งออกได้น้อยลง และถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก กติกาการค้าโลกใหม่ กลายเป็นกลไกกำหนดทิศทางการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลกยุคคาร์บอน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก ผลกระทบจากกติกาโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอาหาร ล้วนอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและนโยบายสนับสนุน การแข่งขันในตลาดโลกอาจไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ต้นทุนคาร์บอน” และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดโยงกับกฎ กติกา และเศรษฐกิจในโลกการค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเป็นแค่เครื่องมือดึงเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นกลไกกำหนด “ทิศทางเศรษฐกิจไทยในโลกคาร์บอนต่ำ” โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้า เซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ไม่ได้ตอบโจทย์แค่สิ่งแวดล้อม แต่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ “ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot)” ไฟเขียว 5 บริษัทใหญ่ ลงทุนผลิตป้อนบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla Bot เงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission  บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรองรับแรงบิดสูง ความแม่นยำ และการทำงานต่อเนื่องของหุ่นยนต์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ

บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่แปลงพลังงานและสัญญาณควบคุมให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ มีเงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาทด้วย

บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท

บริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้ตามที่ออกแบบ โดยจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะสำหรับหุ่นยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และสมรรถนะสูง เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย

HDD โตแรง หนุนเศรษฐกิจ AI หนุนความต้องการฮาร์ดดิสก์ บีโอไอผลักดันไทยเป็นฐานผลิต เวสเทิร์น ดิจิทัล ขยายกำลังผลิต เทคโนโลยี HAMR ยกระดับนวัตกรรมไทย

AI หนุนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์โตแรง บีโอไอผลักดันไทยฐานผลิตระดับโลก

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้คนอาจมองว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ เช่น “โซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD)” (อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดของดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับทำให้ HDD (หน่วยวัดความจุข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่) ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโลก โดยเฉพาะในระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องการความคุ้มค่าด้านต้นทุน

รายงานจากสื่อเทคโนโลยี TechRadar และข้อมูลวิเคราะห์จาก TrendForce ระบุว่า ความต้องการใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการใช้งาน AI, Generative AI, Large Language Model (LLM) รวมถึงบริการคลาวด์ของทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลในต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยี HDD

HDD จาก “เทคโนโลยีเก่า” สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI

แม้ SSD จะโดดเด่นด้านความเร็ว แต่ HDD ยังคงได้เปรียบในเชิงต้นทุนต่อเทราไบต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ระยะยาวในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกยังคงพึ่งพา HDD เป็นสัดส่วนหลัก และมีความต้องการฮาร์ดดิสก์ความจุสูงระดับ 20–30 เทราไบต์ต่อไดรฟ์อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ตลาด HDD ที่เคยชะลอตัวกลับมาฟื้นตัว และเริ่มเผชิญภาวะตึงตัวด้านอุปทาน โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมาตรฐานความเสถียรสูง

สถานการณ์นี้จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” สำหรับประเทศไทย จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีเดิม โดยไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิต HDD ที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งมีผู้ผลิตระดับโลกอย่าง เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) และ ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เป็นกำลังหลัก สะท้อนความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมต่อศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต HDD ของโลก

เวสเทิร์น ดิจิทัล กับการยกระดับฐานผลิตในไทย

หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมนี้คือ เวสเทิร์น ดิจิทัล (Western Digital) ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เวสเทิร์น ดิจิทัล ครองส่วนแบ่งตลาดฮาร์ดดิสก์ประมาณหนึ่งในสามของตลาดโลก โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออก และสามารถผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุด 32 เทราไบต์ด้วยเทคโนโลยี PMR (Perpendicular Magnetic Recording) พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center และ AI การลงทุนครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม แต่ยังช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงซัพพลายเชนภายในประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกันนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เข้มข้น และช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้าน HDD และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค.

ในภาพรวม อุตสาหกรรม Data Center และ AI กำลังยกระดับบทบาทของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจากเพียงส่วนประกอบทางเทคนิค สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะความสามารถในการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันในยุค AI การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเลือกลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านบุคลากร วิศวกรรมการผลิต และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน 303 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 249,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกที่กำลังขยับจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง”อย่างชัดเจน

การกลับมาของ HDD ในครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของเทคโนโลยีให้สอดรับกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ HDD จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก และไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของเทคโนโลยีนี้ ด้วยแรงหนุนจาก AI การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมกับนโยบายเชิงรุกของบีโอไอที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

บีโอไอหนุนอีซูซุ อีซูซุลงทุนเพิ่ม 1.5 หมื่นล้าน บีโอไอหนุนไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สีเขียว ยกระดับโรงงานไทยสู่ Euro 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

บีโอไอไฟเขียวอีซูซุ ลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้าน

ยกระดับฐานการผลิต ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

บีโอไออนุมัติ อีซูซุ (Isuzu) ขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในประเทศไทย ติดตั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐานยูโร 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขอตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานหลักของอีซูซุที่ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน

การลงทุนในครั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การเชื่อมประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์เต็มคัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โดยเฉพาะการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาตรฐานดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย

บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยได้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกครั้งแรกในปี 2506 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่นมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่ปี 2545 และต่อมาได้ย้ายงานวิจัยและพัฒนารถปิกอัพมาอยู่ที่ไทยในปี 2553 จนทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและฐาน R&D รถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่รวมกันสูงถึง 385,000 คันต่อปี จ้างงานกว่า 6,000 คน อีกทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% สะท้อนความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างลึกซึ้ง

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย เมื่อรวมทั้งห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะมีมูลค่ากว่าร้อยละ 10 ของ GDP อีกทั้งยังเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ โดยมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท มีการจ้างงานมากกว่า 8 แสนคน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุนและดีลเลอร์ ในปี 2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้กว่า 1.45 ล้านคัน ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปกว่า 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

“บีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในเทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! ไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำทัพ ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมอนาคต สิงคโปร์-อังกฤษ-ญี่ปุ่น นำลงทุน บูมดิจิทัล AI พลังงานสะอาด

ยอดขอบีโอไอ ไตรมาสแรกกว่า 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำโด่ง บูมไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บีโอไอ เผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2569 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเติบโตของ AI ตามด้วยพลังงานสะอาด เกษตรและอาหาร โลจิสติกส์ และยานยนต์ โดยสิงคโปร์ อังกฤษ และญี่ปุ่นลงทุนสูงสุด ตอกย้ำบทบาทไทยจุดหมายการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและกระแสโยกย้ายฐานการผลิต ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรก มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท (48 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย เช่น บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม, สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, โกลบอล สวิตช์ และอีโวลูชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นต้น ช่วยเสริมบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท (80 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ใน Data Center เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านแสง (Optical Transceiver) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI Data Center โดยบริษัทชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เช่น บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์, ซิเลซติกา, อินเวนเทค, แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์, เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์, ฟาบริเนท และแคนนอน ไฮ-เทค ซึ่งหลายบริษัทมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว และขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยี AI และความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

3. อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท (108 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัทโวลต์ซิงค์ โซลูชั่น, วังขอนขว้าง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, เอ็นพี วัตต์, กาญจนบุรี โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, หนองแขม โซล่าร์ เอนเนอร์ยี และบ้านโป่ง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่พลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

4. อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท (61 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ แป้งโมดิฟายด์สตาร์ช รวมถึงกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์โดยบริษัทไทย เช่น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี, สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และฟาร์มลักษณ์ สะท้อนศักยภาพของไทยในการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดโลก

5. กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท (68 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บริษัทการบินไทย, ไทย ไลอ้อน เมนทารี และการบินกรุงเทพ กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอก เกทเวย์ เทอร์มินอล และกิจการขนส่งทางเรืออีกหลายโครงการ

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ การผลิตยางรถยนต์และยางอากาศยาน และชิ้นส่วนยานยนต์อื่น ๆ รวม 13,328 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ 11,739 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 10,717 ล้านบาท (65 โครงการ) อุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 8,081 ล้านบาท (38 โครงการ)

ทั้งนี้ การลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของเงินลงทุนในไตรมาสนี้ สาเหตุเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 

อย่างไรก็ตาม บีโอไอตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเพื่อป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องเสนอแผนงานสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การพัฒนาบุคลากรและ SMEs ไทย หรือการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน ก่อนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 427 โครงการ เงินลงทุนรวม 965,869 ล้านบาท โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 837,941 ล้านบาท อังกฤษ 47,150 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22,593 ล้านบาท จีน 17,327 ล้านบาท ฮ่องกง 16,097 ล้านบาท ไต้หวัน 14,679 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 1,282 ล้านบาท เนเธอร์แลนด์ 915 ล้านบาท มาเลเซีย 625 ล้านบาท และสวีเดน 352 ล้านบาท

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 831,531 ล้านบาท จาก 237 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 149,994 ล้านบาท ภาคใต้ 7,395 ล้านบาท ภาคตะวันตก 5,978 ล้านบาท ภาคเหนือ 5,279 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,078 ล้านบาท

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart และ Sustainable Industry) ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยังมีผู้ให้ความสนใจต่อเนื่อง ในไตรมาสแรก ปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 61 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,071 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกิจการ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวน 649 โครงการ เงินลงทุนรวม 330,132 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 42,000 ตำแหน่ง และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5.2 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 738 โครงการ เงินลงทุนรวม 382,954 ล้านบาท

“มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นสัญญาณชัดว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเกมจากฐานผลิตดั้งเดิม สู่ฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัลและ AI Supply Chain  ที่กลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ท้าทาย ประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วว่าเรามีความพร้อมที่จะรองรับการลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรคุณภาพ ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์  บีโอไอจะทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นฐานการเติบโตและสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับคนไทยในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

‘บีโอไอ” ไฟเขียว PCB ลุยเฟส 2 3 ผู้ผลิต PCB ใหญ่จีน-ไต้หวัน ลงทุนเพิ่มกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานเพิ่ม 5 พันคนรับ AI-Data Center ยกระดับไทยฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ PCB ขยายลงทุนเฟสสอง 2 หมื่นล้าน เชื่อมห่วงโซ่ AI–Data Center

บีโอไอไฟเขียว 3 โครงการใหญ่ “คอมเปค – มัลติฟายน์ไลน์ – โกลด์ เซอร์คิท” ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อันดับต้นๆ ของโลกจากจีนและไต้หวัน ขยายลงทุนต่อเนื่องเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท จ้างงานเพิ่มกว่า 5 พันคน รองรับการเติบโตของ AI–Data Center พร้อมยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลก 3 ราย ได้แก่ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้งสามบริษัทได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกันกว่า 35,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 7,000 คน และในครั้งนี้ ได้รับอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเติมในเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท โดยจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 5,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI Server ที่ใช้ใน Data Center ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสู่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (Compeq Technology) ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน โครงการนี้เป็นการผลิต Flexible PCB ซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโค้งงอได้ มีจุดเด่นด้านการประหยัดพื้นที่ น้ำหนักเบา และทนทานต่อการดัดงอ เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ IoT บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 13,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 9,170 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ

บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (Multi-Fineline Electronics) เป็นบริษัทในเครือของ Dongshan Precision (DSBJ) จากประเทศจีน เป็นผู้นำในการผลิต PCB ทั้งชนิด Multilayer PCB และ Flexible PCB เพื่อป้อนให้กับลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center อาทิ Apple, META, Microsoft และ Tesla บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 14,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 5,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี 

บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (Gold Circuit Electronics) เป็นผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากไต้หวัน ประกอบกิจการออกแบบ วิจัยและพัฒนา และผลิต PCB แบบครบวงจร ทั้งชนิด Multilayer และ High Density Interconnect (HDI) โดย HDI PCB มีความสำคัญอย่างมากกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ส่งสัญญาณรวดเร็วขึ้น และการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 8,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 7,230 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี

“ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในไทยช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟสสอง แสดงถึงการเติบโตของตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566 – 2568) มีผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,078 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก

บีโอไอลุยยานยนต์ บีโอไอหนุนไทยสู่ EV Hub อาเซียน เวที BOI Symposium ดึงนักลงทุนจากจีนญี่ปุ่นยุโรป เน้นเทคโนโลยีและซัพพลายเชนแบบ Smart and Green นักลงทุน 500 คน ร่วมงาน SUBCON Thailand 2026

บีโอไอร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากซ้าย) เปิดเวที BOI Symposium เพื่อตอกย้ำบทบาทไทยสู่การเป็น EV Hub ของอาเซียนภายในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยมี China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่วมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart and Green Mobility งานดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบซัพพลายเชน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top