Saturday, 6 June 2026
นายกรัฐมนตรี

‘อนุทิน’ ส่อเบรก “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” อ้าง ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

‘อนุทิน’ ส่งสัญญาณเบรก นโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ของรัฐบาลชุดก่อน ให้เหตุผลด้านวินัยทางการเงินการคลัง และกังวลเรื่องการขาดทุน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณถึงการทบทวนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดก่อน โดยให้เหตุผลถึงความกังวลด้านวินัยทางการเงินการคลังและปัญหาการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของโครงการที่ประชาชนจำนวนมากรอคอย

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาดูก่อน หากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ แต่ที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้”

นายอนุทินยังแสดงท่าทีต่อความกังวลว่า หากรัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ลงทุนในทุก ๆ ปี ก็อาจเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม

สำหรับนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งแต่เดิมตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

นโยบายดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเพื่อรอใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐแล้วกว่า 260,000 ราย

ความพยายามในการผลักดันนโยบายนี้มีความคืบหน้าไปมากในระดับรัฐสภา โดยร่างกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม, ร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

‘เกาหลีเหนือ’ ส่งข้อความยินดีถึง ‘อนุทิน’ นายกฯ ป้ายแดง พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) สำนักข่าว KCNA รายงานว่า ปาร์ค แท ซอง (Pak Thae Song) นายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา 

ในข้อความดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือแสดงความมั่นใจว่าความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมอวยพรให้นายกรัฐมนตรีไทยประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน

นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำพิทักษ์ปกป้องสถาบัน สร้างกลไกรับมือกับอาชญากรรมทุกรูปแบบ 

(1 ต.ค. 68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางมามอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่ข้าราชการตำรวจที่ร่วมโครงการสัมมนาผู้บริหารระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า และผู้บังคับการหรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 นาย และผู้บังคับการหรือเทียบเท่า จำนวน 294 นาย รวม 338 นาย ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังนโยบาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภารกิจหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือต้องเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญคือการดูแลทรัพยากรบุคคล ให้ได้รับความเป็นธรรม และการดูแลสุขภาพจิตของข้าราชการตำรวจทุกนาย เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่จะทำให้ข้าราชการตำรวจมีความพร้อมในการดูแลประชาชน และเน้นย้ำเรื่องการอัปเดต และอัปเกรด วิธีการทำงาน เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เท่าทัน ให้มีความพร้อมรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรปรับระบบระเบียบให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรม

ในระยะเวลา 4 เดือนต่อไปนี้ ขอให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงประชาชนและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในวงกว้าง และเป็นผลลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทุกประเภท เพื่อเป็นรูปแบบในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกด้าน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรม และแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาชีพตำรวจเป็นงานที่หนักที่สุดงานหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เพราะต้องทำงานภายใต้ความกดดันตลอดเวลา บริหารจัดการเวลาส่วนตัวได้ยาก และอยู่กับความเสี่ยงภัย รวมถึงความคาดหวังที่สูงจากสังคม อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนี้ที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง จะเป็นที่พึ่งของประชาชน

เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาการทำงานในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมให้ตำรวจทั่วประเทศสามารถรับมือกับอาชญากรรม และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกันนี้ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกท่านยึดมั่นในหลักนิติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งในองค์กรหลักที่ดำรงความเป็นนิติรัฐให้แก่ประเทศ และเป็นที่พึ่งของประชาชน ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริรวมอายุ 84 ปี

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ สิริรวมอายุ 84 ปี ท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรอบด้าน ทั้งนักเขียน นักคิด นักการเมือง และศิลปิน ผู้ฝากผลงานระดับตำนานไว้ให้คนไทยมากมาย อาทิ สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต, ไผ่แดง, มอม และ สามก๊กฉบับนายทุน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ และหม่อมแดง บุนนาค ทรงได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ด้วยเหตุที่ร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้ชื่อว่า “คึกฤทธิ์” ท่านเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และพรรคกิจสังคม ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2518

ชีวิตของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เต็มไปด้วยสีสัน ท่านเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ The Ugly American (1963) คู่กับมาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) และเป็นที่รู้จักในฉายา “ซือแป๋ซอยสวนพลู” หรือ “เสาหลักประชาธิปไตย” ด้วยความกล้าพูด กล้าวิจารณ์ และยืนหยัดเพื่อบ้านเมือง หลังถึงแก่อสัญกรรมในปี 2538 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอชื่อท่านต่อองค์การยูเนสโกในปี 2550 ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เพื่อเชิดชูเกียรติผลงานอันเป็นคุณูปการต่อประเทศไทยและวงวรรณกรรมโลก

แคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’ ศึกเลือกตั้ง 2569

(18 ต.ค. 68) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศึกเลือกตั้ง 2569 ใครจะนำประเทศไทย ฝ่าความเปราะบาง??

หลังจากสมรภูมิการเมืองปี 2566 ได้เปลี่ยนสมการอำนาจอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่าการเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ ‘พันธมิตรเกินความคาดเดา’ อีกครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 จึงถูกจับตามองอย่างหนัก ในฐานะสนามชี้!! อนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า

แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับแผน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนผ่าน ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ ของแต่ละพรรค ว่าใครคือผู้นำที่จะเป็นหน้าเป็นตา และดึงคะแนนนิยมเข้าสู่พรรคให้ได้มากที่สุดในสนามใหญ่ครั้งนี้

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘ผู้นำประเทศ’ ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบาง การเมืองแบ่งขั้ว และภูมิรัฐศาสตร์ โลกผันผวนรุนแรง

แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนไม่เพียงแต่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี นโยบายต้องโดนใจ และต้องพร้อมเจรจา ประสานผลประโยชน์ รักษาเสถียรภาพให้ได้หลังการเลือกตั้ง

ใครจะได้นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป ก็ยังไม่มีใครรู้

แต่การต่อสู้ ในศึกเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

อั้ม อิราวัต เล่าบทสนทนาจากใจ กลางภารกิจต่างประเทศ 'อดีตนายกฯอิ๊ง' เลือกทำเพื่อคนไทย ก่อนครอบครัว

(1 พ.ย. 68) ‘อั้ม อิราวัต’ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ โดยมีใจความว่า ...

มีครั้งหนึ่ง นายกฯอิ๊ง บินไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศ
(ในฐานะนายกฯแม่ลูกอ่อน) คุณปอ ก็ไม่ได้ไป ลูกก็ไม่ได้ไป
ภารกิจครั้งนั้น นานติดกันหลายวัน

นายกฯอิ๊ง บอก “คิดถึงลูกสุดหัวใจ”

ผมถาม : ทำไม่อ่ะครับ? เขาไม่ให้เอาสามีกับลูกไปเหรอ?

นายกฯอิ๊ง : เอาไปได้ค่ะพี่หมอ จะบินแยกไปก็ได้
แต่ภารกิจนั้น ตารางแน่นมาก มันไม่เหมาะกับเวลา
ต้องใช้สมาธิใช้พลังเยอะ คิดถึงลูก คิดถึงครอบครัวก็จริง..
แต่อิ๊งคือ “นายกรัฐมนตรีของคนไทย” 

คิดถึงงานที่มาทำให้คนไทยมากกว่า และเลือกจะมาทำแล้ว
บางครั้งก็ต้องกัดฟัน อดทน ลุยงานให้ดีที่สุด..

*จากส่วนหนึ่ง ของบทสนทนาส่วนตัวของผม
กับ อดีตนายกฯ Paetongtarn Shinawatra
ตอนนั้น คุณปอ Pidok Sooksawas ก็ยืนอยู่ด้วย

ทุกท่านอ่านแล้วคิดกันเองละกันครับ
แต่สำหรับผม ยังไงผมและครอบครัว..
ก็ยังเลือก พรรคเพื่อไทย ตลอดกาล  

คนอีสาน 1 ใน 3 ยังไม่ฟันธง หาคนเหมาะสมเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ได้ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นตัวผู้นำ ชี้ อาจถึงยุคเปลี่ยนผ่าน หลัง ปชน. ผงาดแซงเพื่อไทย

จากผลการสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ล่าสุดที่ทำการสำรวจในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นภาพการเมืองภาคอีสานที่น่าสนใจและแตกต่างจากหลายภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนในภาคนี้ร้อยละ 32.40 หรือเกือบ 1 ใน 3 ยังคงมองว่า "หาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้" ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญของวิกฤตความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน

การที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ยังไม่สามารถระบุบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้นำประเทศได้นั้น อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน ความคาดหวังที่สูงขึ้นของประชาชนต่อคุณภาพผู้นำ หรือการขาดภาวะผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

จากผลการสำรวจ พบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 19.70 ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นตามที่ประชาชนคาดหวังมากนัก แต่ออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการประกาศจะยุบสภาตามกรอบเวลาที่รับปากไว้ จึงทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นพอสมควร

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่ได้อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนในการเข้าถึงฐานเสียงภาคอีสาน แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความน่าเชื่อถือและรับการยอมรับจากประชาชน

แต่ที่น่าสนใจคือการที่นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนเพียงร้อยละ 8.80 เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่เคยเป็นกำลังสำคัญในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน การลดลงของคะแนนนิยมในครั้งนี้อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของผู้นำพรรค ความเหนื่อยหน่ายจากการเมืองแบบเดิม หรือการขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พรรคการเมือง

ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงการสนับสนุนพรรคการเมือง พบว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดด้วยร้อยละ 26.05 แซงหน้าพรรคอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเจ้าถิ่นภาคอีสานกลับได้เพียงร้อยละ 16.85 หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 15.75 ในอันดับที่ 4 แสดงให้เห็นถึงฐานการสนับสนุนที่มั่นคงในภาคอีสานเช่นกัน

การที่พรรคประชาชนสามารถสร้างฐานการสนับสนุนในภาคอีสานได้อย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้ และอาจเป็นผลจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายพรรคการเมืองและนักการเมืองหน้าเดิม จึงต้องการเปลี่ยนแปลงให้นักการเมืองหน้าใหม่ขึ้นมาบริหารบ้าง 

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในภาคอีสาน โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการกล่าวถึง ตั้งแต่พรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปจนถึงพรรคขนาดเล็กต่างๆ สิ่งนี้สะท้อนถึงการกระจายความนิยมทางการเมืองและความต้องการทางเลือกที่หลากหลายของประชาชน

และหากมองลึกถึงข้อมูลประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า (ร้อยละ 40.00) และประถมศึกษา (ร้อยละ 27.65) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 33.25) และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อบ้านแม่บ้าน และเจ้าของธุรกิจ

ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนภาคอีสาน โดยเฉพาะการที่ประชาชนกลุ่มนี้มีความสนใจและความตื่นตัวทางการเมืองสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังในการเลือกสนับสนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน

ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์การเมืองภาคอีสาน โดยเฉพาะคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคประชาชน และการคงอยู่ของพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนสัดส่วนสูงยังไม่สามารถระบุผู้นำหรือพรรคการเมืองที่เหมาะสมได้นั้น เป็นโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการปรับกลยุทธ์ พัฒนานโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคอีสาน

ดังนั้น การเมืองภาคอีสานจึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับตัวและการแข่งขันใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการเมืองไทยโดยภาพรวมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนภาคอีสานจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองในระยะยาว

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

‘อนุทิน’ เดือด!! ซัดสายการบินบางแห่งฉวยโอกาส ขึ้นราคาเส้นทาง ‘หาดใหญ่–กทม.’ ขู่เพิกถอนใบอนุญาตทันที ลั่นไม่มีประนีประนอม หากผิดจริง

(29 พ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมออนไลน์ร้องเรียนว่าสายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางหาดใหญ่–กรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รับทราบเรื่องแล้ว พร้อมรายงานว่ามีสายการบินยกเลิกการจองตั๋วเก่า และปรับเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งรัฐบาลทราบรายชื่อสายการบินในข่ายแล้ว แต่จะขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

นายอนุทินย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเอาเปรียบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทันที ยืนยัน “ไม่ประนีประนอม” กับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสช่วงประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะในภาวะที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้านหรือหลบภัย แต่กลับต้องมาติดค้างอยู่ที่สนามบินเพราะค่าตั๋วแพงเกินเอื้อม

“ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปแสวงหากำไร ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย” นายอนุทินกล่าว พร้อมฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูแลไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในช่วงสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top