Friday, 5 June 2026
ททท

ททท. - มิชลิน เปิด 462 ลิสต์ ร้านอาหารชวนกิน ‘ศรณ์’ คว้ารางวัล ‘สามดาวมิชลิน’ ร้านแรกในไทย

เมื่อวันที่ (28 พ.ย.67) ททท. และมิชลิน จัดงานเปิดตัวคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2568  (The MICHELIN Guide Thailand 2025) ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ โดยเปิดรายชื่อ 462 ร้านที่ผ่านการคัดสรร ให้ตีพิมพ์ลงในคู่มือฯ ฉบับล่าสุดแล้ว ทั้งประกาศข่าวดี  ‘ศรณ์’ ได้รับการประกาศชื่อเป็นร้านอาหารที่คว้ารางวัลระดับ ‘สามดาวมิชลิน’ อันทรงเกียรติมาครองได้สำเร็จเป็นร้านแรกในไทย และยังมีพิธีมอบรางวัลและฉลองความสำเร็จให้กับบุคลากรและทีมงานร้านอาหารที่ได้รับรางวัล ‘ดาวมิชลิน’ และรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกด้วย

คู่มือฉบับปีล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 462 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล ‘สามดาวมิชลิน’ 1 ร้าน (เลื่อนระดับจาก ‘สองดาวมิชลิน’), รางวัล ‘สองดาวมิชลิน’ 7 ร้าน (เลื่อนระดับจาก ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ 1 ร้าน), รางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 4 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 1 ร้าน), รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ 156 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 20 ร้าน) และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected อีก 270 ร้าน  (ติดอันดับครั้งแรก 44 ร้าน) โดยในจำนวนร้านใหม่ที่ติดอันดับครั้งแรกในคู่มือฯ ฉบับล่าสุดซึ่งเป็นฉบับที่ 8 ของไทย เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่ง ‘มิชลิน ไกด์’ ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก รวมทั้งสิ้น 20 ร้าน (ร้านระดับ ‘บิบ กูร์มองด์’ 5 ร้าน และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected 15 ร้าน)

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก กล่าวแสดงความเห็นว่า “การที่ประเทศไทยมีร้านอาหารได้รับรางวัล ‘สามดาวมิชลิน’ เป็นร้านแรก ทำให้ปี 2568 เป็นปีสำคัญของไทยในหน้าประวัติศาสตร์แวดวงอาหารระดับสากล  รายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความรุ่มรวยและหลากหลายของอาหารไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าศาสตร์และศิลป์ด้านอาหารการกินของไทยโอบรับวัฒนธรรม ความทันสมัย และเทรนด์ใหม่ ๆ เอาไว้อย่างลงตัว”

‘ศรณ์’ สร้างประวัติศาสตร์ คว้า ‘สามดาวมิชลิน’ มาครองเป็นร้านแรกในไทย  
ศรณ์ ร้านอาหารใต้ที่ถ่ายทอดศิลปะการปรุงอาหารผ่านฝีมืออันเป็นเลิศ ตลอดจนการผสมผสานอย่าง  ลงตัวระหว่างตำรับโบราณและนวัตกรรมสมัยใหม่ รังสรรค์อาหารขึ้นอย่างประณีต พิถีพิถัน และลุ่มลึก นำเสนอประสบการณ์การรับประทานที่น่าตื่นเต้นและกลมกล่อมอย่างไม่มีที่ติซึ่งได้รับการจัดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2562 เป็นครั้งแรก โดยได้รับรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ เพียงหนึ่งปีต่อมาก็ได้รับการเลื่อนระดับเป็นร้าน ‘สองดาวมิชลิน’ และสามารถครองสถานะระดับ ‘สองดาวมิชลิน’ เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี และล่าสุดก้าวสู่การเป็นร้านอาหารระดับตำนานในฐานะที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดระดับ ‘สามดาวมิชลิน’ มาครองเป็นร้านแรกในประเทศไทย ตอกย้ำถึงความเป็นเลิศ คุณภาพ และความสม่ำเสมอ  กลายเป็นสุดยอดร้านอาหารที่ควรค่าแก่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรดั้นด้นเดินทางเพื่อไปชิมสักครั้ง

รางวัล ‘สองดาวมิชลิน’ มีร้านติดอันดับเพิ่มหนึ่งแห่ง คือ ‘โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค’ ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2568 มีร้านอาหารคว้ารางวัลระดับ ‘สองดาวมิชลิน’ เพิ่มขึ้นเพียงร้านเดียว โดยได้รับการเลื่อนระดับจาก ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ คือ โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค

สำหรับร้านอาหาร บ้านเทพา, เชฟส์เทเบิล, กา, เมซซาลูน่า, อาหาร และซูห์ริง ยังคงครองสถานะ    ‘สองดาวมิชลิน’ เอาไว้ได้ ทำให้ประเทศไทยมีร้านระดับ ‘สองดาวมิชลิน’ จำนวนทั้งสิ้น 7 ร้าน

รางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ มีร้านติดอันดับเพิ่มขึ้น 5 ร้าน
สำหรับรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ ซึ่งมีร้านใหม่ติดโผ 5 ร้าน ในจำนวนนี้ 4 ร้านได้รับการจัดอันดับในคู่มือ  ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย เป็นครั้งแรก ได้แก่ อัคคี จังหวัดนนทบุรี, เอวองท์ กทม.,  โกท กทม.และ อาวลิส จังหวัดพังงา ส่วนอีก 1 ร้านได้รับการเลื่อนระดับจากร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected คือ โคด้า

รางวัล MICHELIN Green Star หรือ 'ดาวมิชลินรักษ์โลก' มีร้านติดอันดับเพิ่มขึ้นหนึ่งร้าน คือ ‘บ้านเทพา’

นอกจาก พรุ, ฮาโอมา และ จำปา ซึ่งครองรางวัล MICHELIN Green Star หรือ 'ดาวมิชลินรักษ์โลก' ที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีร้านอาหารร่วมครองรางวัลนี้อีก 1 ร้านในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2568 ได้แก่ บ้านเทพา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่เชฟและทีมงานไม่เพียงทุ่มเทใส่ใจในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังริเริ่มโครงการเพื่อขับเคลื่อนชุมชนให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 

รางวัลพิเศษ 4 รางวัล
ปัจจุบัน คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย มอบรางวัลพิเศษรวม 4 รางวัล ให้กับบุคลากรมืออาชีพจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือฯ ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นและมีบทบาทในการยกระดับประสบการณ์ด้านอาหารให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

รางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award
MICHELIN Guide Young Chef Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดย 'บลองแปง' (Blancpain) แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ รางวัลนี้มอบให้กับสุดยอดเชฟรุ่นใหม่ที่แสดงศักยภาพโดดเด่นตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ด้วยคุณสมบัติและทักษะความสามารถในการรังสรรค์อาหารอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 คือ 'อู๋' สิทธิกร จันทป เชฟและเจ้าของร้านอัคคี

รางวัล MICHELIN Guide Opening of the Year Award
MICHELIN Guide Opening of the Year Award เป็นรางวัลที่ได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารยูโอบี (UOB) มอบให้กับบุคลากรและทีมงานซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีแนวคิดที่โดดเด่นในการนำเสนออาหารอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากวงการอาหารในประเทศ สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 คือ ดิมิทริออส มูดิออส (Dimitrios Moudios) เชฟและเจ้าของร่วม (Co-Owner Chef) ของร้าน Ōre  

รางวัล MICHELIN Guide Service Award
MICHELIN Guide Service Award เป็นรางวัลที่ได้รับการสนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มอบให้สุดยอดบุคลากรของร้านอาหารที่ทุ่มเทให้กับการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การทานอาหารที่ยอดเยี่ยม สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 คือ ยุพา สุขเกษม ผู้จัดการร้านบ้านเทพา  

รางวัล MICHELIN Guide Sommelier Award 
MICHELIN Guide Sommelier Award เป็นรางวัลที่มอบให้กับ 'ซอมเมอลิเยร์' หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น โดยให้บริการอย่างมืออาชีพ และมีความชำนาญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงการจับคู่ไวน์กับเมนูอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านอรรถรสสูงสุด โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 คือ ฐานสิทธิ์ วาสินนท์ จากร้าน โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ

เชียงใหม่- ททท.จัดกิจกรรมการเตรียมความพร้อมส่งเสริมการขาย ภูมิภาคภาคเหนือ ผ่านสื่อออนไลน์

 

เมื่อวันที่ (15 ม.ค.68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภูมิภาคภาคเหนือผ่านสื่อออนไลน์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวผ่านการตลาดออนไลน์ โดยมีนายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมพุดตาน โรงแรมพะเยาเกทเวย์ จังหวัดพะเยา

นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. จัดกิจกรรม การเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภูมิภาคภาคเหนือ (ผ่านสี่ออนไลน์) ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมส่งเสริมการขายภูมิภาคภาคเหนือ (ผ่านสื่อออนไลน์) เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในภาคเหนือในการใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและกระตุ้นยอดการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หัวข้อการประชุม ได้แก่ กิจกรรมเติมและเสริมเขี้ยวเล็บ IT ทีม Admin ภาคเหนือ และพันธมิตรเครือข่าย เทคนิค/เคล็ด (ไม่) ลับเขียนข่าว ให้คลิ๊ก,เขียน Content ให้ถูกใจสร้างยอดขาย ,ทำ Ads. ประกอบการเขียนข่าว ,ถ่ายภาพ ถ่ายคลิปด้วยมือถือ, ตัดต่อคลิปด้วยมือถือ TikTok (ปั้นดาว TikTok) ,การใช้ Chat GPT สร้าง Content ,ถ่ายทำและตัดต่อคลิปจากโทรศัพท์ (Workshop) และ Stream Yard การส่งเสริมการขายผ่าน Zoom และ Line OA การสร้างเมนูย่อยใน Line OA และการจัดการระบบห้าง ททท.

โดยวิทยากร ได้แก่ ดร.นิรมล พรมนิล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรมมหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมด้วย อาจารย์กมลพงศ์ รัตนสงวนวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาดดิจิทัลคณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ และคุณณรงค์ วงค์ไชย นักประชาสัมพันธ์ กองกลาง จากมหาวิทยาลัยพะเยา และคุณกิตติ จันทรประเสริฐ CRETIVE DIRECTOR บริษัท ฟลอด เอฟโวลูชั่น จำกัด มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นบุคลากร จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 17จังหวัด ภาคเหนือ ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน

ททท. จับมือ สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ส่ง ‘มวยและอาหารไทย’ บุก ‘คิงเพาเวอร์ สเตเดียม’ โชว์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ (Leicester City Football Club หรือ LCFC) เดินหน้าขยายโอกาสประชาสัมพันธ์เสน่ห์ไทยสู่สายตาชาวโลก ด้วยการจัดกิจกรรมนำเสนอศิลปวัฒนธรรมมวยไทยและอาหารไทยในช่วงระหว่างการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญ ระหว่างทีมเลสเตอร์ซิตี้และทีมลิเวอร์พูล ในวันที่ 20 เมษายน 2568 ณ คิงเพาเวอร์ สเตเดียม ณ เมืองเลสเตอร์ สหราชอาณาจักร มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกีฬาของตลาดยุโรป คาดสร้างการรับรู้รวมไม่ต่ำกว่า 5,000,000 คน-ครั้ง 

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. และสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ร่วมกันส่งเสริมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านพลังของกีฬา และสร้างโอกาสในการเผยแพร่ Soft Power ของไทยสู่ระดับโลกภายใต้แนวคิด '5 MUST DO IN THAILAND' โดย ททท. ได้จัดเตรียมกิจกรรมที่สะท้อนเสน่ห์อัตลักษณ์ไทย ได้แก่ Must Try - มวยไทย และ Must Taste - อาหารไทย เพื่อนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจในแมตช์ฟุตบอลสำคัญของโลกระหว่างทีมเลสเตอร์ซิตี้และทีมลิเวอร์พูล ณ คิงเพาเวอร์ สเตเดียม ณ เมืองเลสเตอร์ สหราชอาณาจักร ให้แก่ผู้เข้าร่วมชมฟุตบอลในสนามและผู้ติดตามทั่วโลก 

โดยกิจกรรมประชาสัมพันธ์แบบ On Ground Activity ในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับนานาชาติ ผ่านการบูรณาการการท่องเที่ยวและกีฬา (Tourism and Sports) โดยมุ่งขยายผลของแคมเปญ 'Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025' ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง ททท. มุ่งมั่นที่จะใช้พลังของกีฬาเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว พร้อมสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม Sport and Entertainment ให้เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนในประเทศไทย 

สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ที่ ททท. จัดขึ้น บริเวณด้านหน้าคิงเพาเวอร์ สเตเดียม สหราชอาณาจักร ได้แก่ Must Try: การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะ 'มวยไทย' ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยนำเสนอผ่านการแสดงรำไหว้ครูมวยไทยโชว์ในรูปแบบร่วมสมัย ผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของท่วงท่าการต่อสู้แบบดั้งเดิม ซึ่งได้นำนักมวยชื่อดัง ได้แก่ ชาโด้ สิงห์มาวิน และ อเล็กซ์ สิงห์มาวิน มาร่วมแสดง พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์และจิตวิญญาณของมวยไทยสู่สายตาชาวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดลองการรำไหว้ครูมวยไทยเพื่อลุ้นรับเสื้อพร้อมลายเซ็นนักฟุตบอลของสโมสรฯ และกางเกงช้างจาก ททท. Must Taste: โดยการนำเสนอ 'ข้าวแต๋น' ขนมพื้นบ้านของไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยกรรมวิธีการทำแบบดั้งเดิมที่ผสมผสานรสชาติกรุบกรอบของข้าวพองกับความหวานหอมของน้ำตาลอ้อยและน้ำแตงโม โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้ทดลองชิมขนมไทยแท้ และเรียนรู้เรื่องราววัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของไทย 

ทั้งนี้ ททท. ได้ร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ หนึ่งในสโมสรฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงและมีผู้ติดตามชมการแข่งขันจำนวนมากในระดับโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ ททท. ได้ดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โฆษณา Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 ผ่านสื่อของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ทั้งบริเวณหน้าจอ LED ภายในสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม และช่องทางออนไลน์ อาทิ Lcfc.com และช่องทาง Facebook หรือ X ของเลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งมีผู้ติดตามรวมจำนวนกว่า 10 ล้านคน รวมถึงที่ผ่านมา ททท. ได้จัดทำคลิปประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์ พร้อมให้แฟนฟุตบอลชาวสหราชอาณาจักร ร่วมตอบคำถามเพื่อลุ้นรับบัตรเข้าชมฟุตบอลนัดสำคัญนี้ จำนวนกว่า 10 ที่นั่ง โดยการแข่งขันฟุตบอลของทั้งสองทีมพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมการแข่งขันในสนามจำนวนกว่า 30,000 คน และผู้สนใจติดตามชมการแข่งขันหลายพันล้านคนทั่วโลก

ททท. เปิดเวทีเจรจาธุรกิจสินค้าบริการท่องเที่ยว เน้นกลุ่ม Health and Wellness หวังดึง นทท. คุณภาพ

(25 เม.ย.68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2025 เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ สำหรับสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวกลุ่ม Health and Wellness ของไทย พร้อมจัดสำรวจและทดสอบสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าร่วมงาน หวังดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก 

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่ม Health and Wellness ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย High Value ที่มีการใช้จ่ายสูง ผ่านการจัดกิจกรรม Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2025 ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ Amazing Thailand Health & Wellness Journey เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการด้าน Health and Wellness ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก โดยนำผู้ประกอบการจากต่างประเทศทั่วโลกจำนวน 100 ราย ได้แก่ ภูมิภาคยุโรป 19 ราย ภูมิภาคอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา 11 ราย ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 40 ราย และภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ 30 ราย ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยจำนวน 50 ราย ที่มาร่วมนำเสนอสินค้าและบริการทางด้านสุขภาพที่หลากหลาย ได้แก่ สปาบำบัด บริการการแพทย์เพื่อสุขภาพในโรงพยาบาล โรงแรมสุขภาพชั้นนำ อาทิ Chiva-Som, Kamalaya และ Sri Panwa ศูนย์สุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ BDMS Wellness Clinic, RAKxa Integrative Wellness และ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นต้น พร้อมนี้ยังได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาสำรวจและทดสอบสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยตามพฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค เพื่อกระตุ้นการส่งเสริมตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Quality Destination สู่สายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

กิจกรรมภายในงาน Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2025 ประกอบด้วย กิจกรรม Thailand Health and Wellness Product Update นำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยนางสาว เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว ททท. กิจกรรมเสวนาในหัวข้อ Wellness Hub Thailand โดยนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ยังมี การจัด Showcase และกิจกรรม DIY ด้าน Wellness ได้แก่ การทำยาดมสูตรเฉพาะในแบบฉบับของตนเอง อาหารสุขภาพ และ การตรวจธาตุเจ้าเรือนตามภูมิปัญญาไทยพร้อมวิธีการดูแลตนเอง นอกจากนี้ยังได้นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต่างชาติร่วมสำรวจและทดสอบสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย (Amazing Thailand Health & Wellness Fam Trip) โดยแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการเดินทางทัศนศึกษาในพื้นที่ศักยภาพ อาทิ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์, นครปฐม, กาญจนบุรี, พัทยา ชลบุรี, ปราจีนบุรี, เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, พังงา, กระบี่, เขาใหญ่ นครราชสีมา ใน 2 ช่วงก่อนและหลังกิจกรรม Trade Meet ได้แก่ Pre Trip ในวันที่ 21 – 24 เมษายน 2568 และ Post Trip ในวันที่ 26 -29  เมษายน 2568

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่ม Health and Wellness ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 100,259 บาทต่อคนต่อทริป โดยสินค้ายอดนิยมในประเทศไทย นอกจากสินค้าประเภทการนวดแผนไทยและสปาแล้ว ยังมีกิจกรรมเชิงสุขภาพ อาทิ โยคะ อาหารสุขภาพ Wellness Program for Antiaging, Retreat, สุขภาวะองค์รวม (Holistic Wellness ) รวมไปถึงด้าน Medical อาทิ การศัลยกรรมความงาม การมีบุตร เป็นต้น ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมในด้าน Health and Wellness ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรีภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และ กระบี่

ททท. ผนึก อสส. ส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ลงนามความร่วมมือเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

(13 มิ.ย. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ZPOT) โดย นางสมรัก  บุษปธำรง รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายปฏิบัติการและพัฒนาธุรกิจ) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “การดำเนินการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวประเทศไทย” เพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศและผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมศูนย์อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง ททท. และ อสส. จะช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสวนสัตว์ 6 แห่ง และ 1 โครงการ ทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น สวนสัตว์สงขลา และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันผลักดันกิจกรรมด้านประชาสัมพันธ์และและส่งเสริมการตลาดที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการเรียนรู้  ทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านอนุรักษ์ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่สวนสัตว์ ตลอดจนการใช้สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการรับรู้ในวงกว้างและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

นางสมรัก บุษปธำรง รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายปฏิบัติการและพัฒนาธุรกิจ) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ททท. ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของสวนสัตว์ในฐานะพื้นที่เรียนรู้ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งร่วมกันยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้เชื่อมโยงกับแนวคิดด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายหลังจากพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ ผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันเยี่ยมชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเพื่อสำรวจพื้นที่และศึกษาการบริหารจัดการสวนสัตว์ที่เน้นการอนุรักษ์และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงการใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเพื่อขยายการเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น

บันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ นี้มีระยะเวลา 1 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การผลิตเนื้อหาประชาสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงการจัดกิจกรรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยเริ่มต้นด้วยสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก อ.ส.ท.คลับ จะได้รับส่วนลด 20% สำหรับการเข้าชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์เชียงใหม่, สวนสัตว์ขอนแก่น, สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์อุบลราชธานี และสวนสัตว์สงขลา จากอัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ (ชาวไทย) 200 บาท เหลือ 160 บาท จำกัดจำนวน 2,000 สิทธิ์ ขณะที่สมาชิกสโมสรผู้รักสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (ผู้ถือบัตร Zoo Lover Society) สามารถซื้ออนุสารอ.ส.ท.ในราคาเล่มละ 70 บาท จาก 85 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง) ในช่วงเดือนเมษายน - ธันวาคม 2568 จำกัดจำนวน 1,500 สิทธิ์ โดยสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSff0BDqIjhoXiwFYdcntDIRe45uDLnDxQokTOAQWI9o180bOw/viewform นอกจากนี้จะร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และการจัดกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) สนับสนุนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว

ททท. จัด 'คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ' ยิ่งใหญ่ พร้อมโชว์ Grand Moment ภาคเหนือ 

ททท. จัดยิ่งใหญ่ 'คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ' นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือทางรถยนต์ โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านตำนานและ Grand Moment เมืองหลัก - เมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)นำโดยนายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ และ นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม “คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือของประเทศไทย และส่งเสริมให้เกิดการกระจายตัวการเดินทางท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว ผ่านการท่องเที่ยวในรูปแบบการขับรถ (self-drive) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวจีน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศจีน ไทย ลาว ในด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ สู่ชุมชนท้องถิ่นตลอดเส้นทางคาราวาน

ซึ่งในครั้งนี้ คณะคาราวานฯ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 150 คน พร้อมด้วยรถยนต์จำนวน 35 คัน โดยได้เริ่มต้นเดินทางในวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ตามเส้นทาง R3A เชื่อมโยงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน (คุณหมิง-สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน),  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทยในพื้นที่ 17 จังหวัดภูมิภาคภาคเหนือ 

“คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” เป็นการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยผ่านเส้นทางรถยนต์ เข้าสู่ภาคเหนือซึ่งนับว่าเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนอีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย ผ่านการนำเสนอมุมมองทางการท่องเที่ยวใหม่ที่จะเปิดประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าจดจำและแตกต่างออกไปจากเดิม 

โดยกิจกรรมคาราวานดังกล่าวได้นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวภาคเหนือ ภายใต้แนวคิด “เที่ยวตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (story telling) อันน่าประทับใจ ได้แก่ ตำนานพระแก้วมรกต ณ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ตำนานไทลื้อ ณ วัดแสนเมืองมา จังหวัดพะเยา ตำนานกระซิบรักปู่ม่าน ย่าม่าน ณ วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ตำนานบ้านเก่า เมืองแพร่ ณ วัดจอมสวรรค์และคุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่ 

ตำนานเมืองลับแล ณ ซุ้มประตูเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำนานพระอจนะพูดได้ ณ วัดศรีชุม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ตำนานเมืองสองแคว ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จังหวัดพิษณุโลก ตำนานเมืองชาละวัน  ณ บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร ตำนานเมืองโบราณศรีเทพ ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำนานปากน้ำโพ ณ พาสาน - อาคารสัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์ ตำนานแม่น้ำสะแกกรัง ล่องเรือชมชุมชนชาวแพสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ตำนานชั่วฟ้าดินสลาย ณ วัดพระบรมธาตุนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร 

ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วัดดอยข่อยเขาแก้ว) จังหวัดตาก ตำนานเขลางค์นคร ณ วัดไชยมงคล (วัดจองคา) จังหวัดลำปาง ตำนานพระนางจามเทวี ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ณ วัดน้ำฮู จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตำนานเจ้าดารารัศมี ณ วัดป่าดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่ 

นอกจากนี้ ภายในเส้นทางดังกล่าว ภูมิภาคภาคเหนือ ยังได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทาง Grand Moment ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น Grand Experience กับการขับรถชมทิวทัศน์อันตระการตาบนเส้นทางคดเคี้ยวของภาคเหนือ และดื่มด่ำกับบรรยากาศล้านนา Grand Destination กับการเยือนแหล่งมรดกโลก สัมผัสความงดงามของวัดวาอาราม รวมทั้งสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน และ Grand Delight กับการลิ้มลองอาหารพื้นเมืองหลากหลายเมนูจากแต่ละท้องถิ่น การเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านอันประณีตเป็นของฝาก และการได้สัมผัสไมตรีจิตอันอบอุ่นของผู้คนในภาคเหนือ โดยแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ในเส้นทาง Grand Moment ที่นำเสนอ

ในกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย กว๊านพะเยา วัดนันตาราม จังหวัดพะเยา ถนนสายหม้อห้อม จังหวัดแพร่ อนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี วัดอาวาสใหญ่ วัดพระสี่อิริยาบถ วัดช้างรอบ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร วัดพระธาตุลำปางหลวง และกิจกรรมนั่งรถม้าชมเมือง จังหวัดลำปาง สะพานประวัติศาสตร์ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ

‘พี่วิทย์’ โพสต์ TikTok!! 4 แนวทาง ดันท่องเที่ยว เน้น!! เที่ยวเมืองไทย ให้เงินหมุนเวียนในประเทศ

(20 ก.ค. 68) นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นไว้ใน TIKTOK #พี่วิทย์วรวิทย์ เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว โดยมีใจความว่า ...

เห็นข่าวการขึ้นกำแพงภาษีจากต่างประเทศแล้ว ถ้าเรากินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศไทย คนก็จะมีอาชีพ มีงานทำ เราสามารถช่วยกันได้ เพราะปัญหาของวันนี้คือ ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลง ส่วนคนไทยก็ยังไม่ค่อยไปเที่ยวเมืองรอง ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้เรื่องการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานของทางภาครัฐต้องเน้นเรื่องการท่องเที่ยว และต้องมุ่งแก้ไขปัญหา 4 เรื่องดังนี้

1. การเดินทางไม่สะดวก มีรถโดยสารวิ่งภายในจังหวัดมากถึง 75% แต่วิ่งข้ามจังหวัดแค่ 10% จึงต้องจัดการเชื่อมต่อให้เป็นระบบ ทั้งรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ให้ดีขึ้น

2. แก้ไขเรื่องความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงแรมที่พัก ห้องน้ำ ให้ได้คุณภาพและจำนวน เรามีห้องพัก 65% กระจุกอยู่ใน 11 จังหวัดเมืองหลัก และมีอัตราการเข้าพักในเมืองรองก็ยังต่ำแค่ 30-50%

3. เพิ่มโปรโมชั่นที่เน้นเมืองรอง เช่น เอาใบเสร็จค่าใช้จ่าย ที่เที่ยวเมืองรอง มาหักภาษีได้เยอะๆ รวมถึงสนับสนุนให้บริษัทเอกชน จัดอบรมสัมมนาเพิ่มด้วย

4. เร่งฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาด สะดวกและปลอดภัย

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร!! เปิดแคมเปญ กระตุ้น!! นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งมอบ!! ประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

(9 ส.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านคนรุ่นใหม่ในตลาดยุโรปด้วยกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ในช่องทาง AXN Asia เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม Family & Multigeneration ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า แคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” เป็นหนึ่งกิจกรรมในปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ที่ ททท. ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจัดเตรียมสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Thai’d Up This Summer” เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวหลายช่วงวัย (Family & Multigeneration) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2568 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วง Summer ของตลาดยุโรป ททท. ยังได้ร่วมกับ AXN Asia จัดกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ชวน Gen Z ของตลาดยุโรปร่วมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านโพสต์ Social media ในช่องทาง AXN Asia เพื่อคัดเลือกผู้โชคดี 8 คน เดินทางถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ ททท. หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าและบริการในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน และช่วยเติมเต็มจำนวนนักท่องเที่ยวช่วง Green Season ของประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรม “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ททท. ได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รถเช่า และสวนสนุก มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ HarborLand สวรรค์ของเด็กและครอบครัว : เพียงซื้อตั๋วเข้าชมสำหรับ 1 ผู้ใหญ่ + 1 เด็ก รับฟรี! ถุงเท้ากันลื่น HarborLand 2 คู่ มูลค่า 120 บาท, ห้างในเครือ The Mall Group (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) : รับส่วนลดต่าง ๆ และรับคืนภาษีได้สะดวกด้วยระบบ VAT Refund อิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และสยามพารากอน ONESIAM GLOBAL Visitor Card เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 80%,  บริการ AVIS Executive VAN : รถตู้ VIP รับ–ส่งสนามบิน เริ่มต้นเพียง 2,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อจองล่วงหน้า พร้อมใส่รหัส “TATATF25”, Grab Thailand Travel Pass: รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GrabCar Premium, GrabFood, GrabMart และ Grab Airport Rides ผ่านหน้า GrabRewards บนแอป Grab โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/AmazingGrandPrivileges

สำหรับกิจกรรม “Your Dream of Thailand Academy” เป็นกิจกรรมการประกวด Online Contest ผ่านช่องทาง Social Media มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ในตลาดยุโรป เพื่อสร้างกระแสบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี จากภูมิภาคยุโรป ร่วมโพสต์แชร์แรงบันดาลใจในการเดินทางมายังประเทศไทยผ่าน Social Media ในช่องทาง AXN Asia กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป จำกัดข้อความไม่เกิน 100 คำ เปิดรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนผู้โชคดี 8 คนมาเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทยให้กับผู้อื่นต่อไป โดยจะประกาศผู้โชคดีในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ครั้ง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/axnasia

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้า 2 รางวัล อันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ประเทศเบลเยียม ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านดิจิทัล-การตลาดเชิงกลยุทธ์

(21 ต.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างชื่อบนเวทีโลกอีกครั้ง คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน World Tourism Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้แก่ รางวัล “Best Use of AI in Travel” จากโครงการ TAT-AI และรางวัล “Most Innovative Tourism Campaign” จากแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง สะท้อนความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลและการตลาดเชิงกลยุทธ์ของไทยบนเวทีโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า รางวัลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยโครงการ TAT-AI ถือเป็นการปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ผ่านความร่วมมือกับ Google ในการพัฒนา AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และช่วยให้ ททท. วางแผนการตลาดเชิงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

ส่วนแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ใช้โมเดล Co-Pay 50% เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand Platform ที่พัฒนาโดย ททท. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและทำตลาดเชิงรุกได้อย่างตรงจุด จนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

ทั้งสองโครงการสะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Tourism” ของ ททท. ที่มุ่งผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอัจฉริยะของเอเชียในอนาคต
 

เชียงใหม่- ททท. เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569  “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” 

ททท. จัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569 ชู “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” เที่ยวเหนือได้ทั้งปี หวังดันรายได้ 178 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายขจรเดช อภิชาตตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ร่วมงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ณ ร้านอาหาร Le Coq d'Or Restaurant อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือพันธมิตร 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หวังกระตุ้นการเดินทางภาคเหนือช่วง High Season และขยายฐานนักท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล ดันตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 178 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับนักท่องเที่ยวในการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569 โดยปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด "Value is the New Volume" พัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ผ่านการท่องเที่ยวด้วย “โครงการ 12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม และบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ ตั้งเป้ายกระดับเชียงใหม่สู่ "เมืองแห่งชีวิต สุขภาพ และเทศกาล" และผลักดันให้เป็น "The Best Destination" เพื่อให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ "ทรงคุณค่า" อย่างแท้จริง

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ปี 2569 ททท. เตรียมดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคภาคเหนือ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและบอกต่อ (Grand Moment) จากการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดู และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year-round Destination) 

ผ่านแนวคิด Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ ชวนเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดู ภายใต้ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1. ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (หลังจากที่ทำงานตลอดทั้งปี)กระตุ้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือและขยายฐานตลาดเฉพาะกลุ่ม 2. ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ความสุข สนุกสนาน และการฮีลใจ พักผ่อน/ผ่อนคลาย ค้นหาตัวเอง กระตุ้นความถี่ในการเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ และ 3. ฤดูแห่งการแบ่งปัน บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นเหนือ (Northern Stories) 

กระตุ้นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่เมืองน่าเที่ยว ด้วยการเสนอขายสินค้าและบริการด้านสุขภาพ งานคราฟต์ เทศกาลประเพณี อีเวนต์ กิจกรรมท่องเที่ยวยามค่ำคืน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่พักที่มีสไตล์การออกแบบที่สวยงาม วิถีชีวิตชุมชนน่าเที่ยว อาหารถิ่น รวมถึงสินค้าท่องเที่ยวยั่งยืนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รางวัล CF Hotel (Carbon Footprint Hotels)และ รางวัล STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) 

โดยการจัดงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานภาคเหนือ ทั้ง 11 สำนักงาน ได้เข้าร่วมนำเสนอทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการเข้าร่วมเสนอขาย Product Highlight ของทั้ง 17 จังหวัดด้วย

ภูมิภาคภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดย ททท. ได้เตรียมนำเสนอหลากหลายกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ใน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูหนาว เช่น ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด จังหวัดน่าน, เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์, งานเปิดเมิงไต จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานสีสันดอยตุงและงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม จังหวัดเชียงราย, งานแพร่คราฟท์จังหวัดแพร่, Balloon Festival Huppatat จังหวัดอุทัยธานี, งานเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์,  Ultra Trail Doi Soi Malaiจังหวัดตาก, Chalawan Running จังหวัดพิจิตร ฯลฯ

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูร้อน เช่น ประเพณีปอยส่างลองจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง จังหวัดลำปาง, งานประเพณีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยาจังหวัดพะเยา, Chiang Mai Design Week และ Amazing Chiang Mai Pride จังหวัดเชียงใหม่, เทศกาลทุเรียน จังหวัดอุตรดิตถ์, เทศกาลวันวานอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, เทศกาลดอกเสี้ยวบาน จังหวัดลำปาง, เทศกาลพายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด จังหวัดเพชรบูรณ์, กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูฝน เช่น ประเพณีสลากภัตรหรือสลากย้อม จังหวัดลำพูน, กิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัยจังหวัดสุโขทัย, เทศกาลเชียงใหม่คเณศจตุรถี จังหวัดเชียงใหม่, ดอยช้างเทรล จังหวัดเชียงราย, Pai Jazz and Blues Fest 2026 จังหวัดแม่ฮ่องสอน, Mae La Noi Craft Camp จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เทศกาลทุเรียนอุทัยจังหวัดอุทัยธานี, กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

สำหรับเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ ขอเชิญชวนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่ว่าจะเป็นประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีล่องสะเปาจาวละกอน จังหวัดลำปาง, เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน, งานนมัสการพระธาตุดอยกองมูและลอยกระทงสวรรค์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานประเพณีลอยกระทง “จุดผางปะตี๊ปตี๋นก๋า ปูจาแม่ก๋าเผือก” จังหวัดแพร่, ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก, งานลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง จังหวัดพิจิตร ฯลฯ 

ทั้งนี้ ททท. คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเดินทางตลอดทั้งปีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง ในปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 จากปี 2568พร้อมคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.38 เมื่อเทียบกับปี 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top