Saturday, 5 September 2026
ญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัว ‘ทาคาฟูมิ สุงาวาระ’ ไทยรวบยากูซ่าญี่ปุ่นกลางสุวรรณภูมิ ก่อนหนีไปมาเลเซีย ปมบงการคอลเซ็นเตอร์พนมเปญ ไทย–ญี่ปุ่น ร่วมปิดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขึ้นเครื่อง ส่งกลับญี่ปุ่นดำเนินคดี

กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ไทยเปิดปฏิบัติการรวบตัวชายชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี “ทาคาฟูมิ สุงาวาระ” (Takafumi Sugawara) เพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย ปิดฉากการหลบหนีของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งยากูซ่า และเป็นผู้บงการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของไทยเปิดเผยว่า ชายรายนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็น “บุคคลต้องห้าม” ตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และยังเป็นบุคคลที่ต่างประเทศต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงเพิกถอนสิทธิการพำนักในประเทศไทยทันที ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เบื้องหลังขบวนการนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็น “กลลวงซ้อนกล” ที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เหยื่อในญี่ปุ่นจะได้รับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ แอบอ้างว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์กำลังจะถูกระงับการใช้งาน หากกดหมายเลข 1 เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะตกเข้าสู่กับดักของมิจฉาชีพทันที

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ปลอมจะค่อย ๆ สอบถามข้อมูลส่วนตัว ก่อนส่งสายต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการอีกหลายระดับ ซึ่งสวมบทบาทเป็นตำรวจและอัยการ อ้างว่าชื่อของเหยื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “อายัดชั่วคราว” สุดท้ายเงินทั้งหมดก็หายวับไปกับแก๊งมิจฉาชีพ

แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น เพราะผู้ที่นั่งปลายสายหลอกลวงเหยื่อบางคน กลับตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน

ผลการสืบสวนระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ประกาศรับสมัครงานปลอมในญี่ปุ่น ล่อลวงผู้ที่กำลังมองหางานด้วยคำโฆษณาว่ามีรายได้สูงและทำงานในต่างประเทศ เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ หนังสือเดินทางจะถูกยึดทันที ก่อนถูกกักตัวและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้คนในบ้านเกิด หากขัดขืนอาจถูกควบคุมหรือถูกคุกคามจนไม่สามารถหลบหนีได้

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังหรืออาวุธ แต่เปลี่ยนมาใช้อาคารสำนักงาน โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแรงงานที่ถูกหลอกเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรมหาศาลจากความหวาดกลัวของผู้คน

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เฉพาะในปี 2567 เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 40 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งกวาดล้าง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไป ผู้บงการอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ฐานปฏิบัติการอยู่อีกประเทศ เหยื่ออยู่คนละซีกโลก และใช้ผู้ที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นเครื่องมือก่อเหตุ ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อหยุดยั้งวงจรหลอกลวงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : ผู้ต้องสงสัยถูกทางการญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับ องค์กรยากูซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายเครือข่ายองค์กรยากูซ่าได้หันมาสร้างรายได้จากอาชญากรรมออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฟอกเงิน แทนการก่ออาชญากรรมแบบเดิม

สำหรับกลลวงที่แอบอ้างเป็นบริษัทโทรศัพท์ ก่อนปลอมเป็นตำรวจและอัยการ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า Authority Scam คือการอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐกดดันให้เหยื่อตื่นตระหนกและรีบโอนเงิน

จุดที่น่าสนใจของขบวนการหลอกลวงนี้คือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนก็เป็นเหยื่อ เพราะถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้โทรหลอกผู้อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดความเสียหาย 1,000 ล้านเยน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ และตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ในปี 2567 เท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3717137068438960/?rdid=bqLPoAx9BZKilUUA#

ไทย–ญี่ปุ่น จับมือยกระดับแรงงาน ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในญี่ปุ่น ชูโมเดลพัฒนาฝีมือ–ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต่างแดน พบแรงงานไทยกว่า 1,300 คน ย้ำไทยพร้อมปั้นแรงงานคุณภาพ

‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่ญี่ปุ่น ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในบริษัท Kanemi Foods ชูโมเดลความร่วมมือสร้างทักษะฝีมือแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนบริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานและพบปะพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทย พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ และองค์กรกำกับดูแล AI Family Cooperative Society ถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น ร่วมหารือด้วย ณ บริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้รับชมมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อพนักงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบริษัท Kanemi Foods ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานแรงงานไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,332 คน แบ่งเป็นผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 1,084 คน และแรงงานทักษะเฉพาะอีก 248 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ แจ้งว่าอยู่ระหว่างการขยายสาขาโรงงานและประสงค์จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่แรงงานไทยตอนหนึ่งว่า "การทำงานในต่างประเทศนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี วิธีการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานระดับสากล ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รักษาระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองหรือครอบครัว แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในสายตานายจ้างและสังคมญี่ปุ่น"

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาไประบบการจัดส่งแรงงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง AI Family Cooperative Society ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกำกับดูแลและประสานงาน ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างบริษัท องค์กรกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแรงงานไทยประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานและสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานไทยทุกคนเสมอ

ญี่ปุ่น ส่งเรือลาดตระเวน!! โตเกียวป้อน 3.4 ล้านดอลลาร์ ส่งเรือช่วยกัมพูชาคุมทะเล เจาะกลยุทธ์ดึงพันธมิตรใหม่ ต้านอิทธิพลจีนในอ่าวไทย

ญี่ปุ่นเปย์ 3.4 ล้านดอลล์! ส่งเรือลาดตระเวนช่วยกัมพูชาคุมทะเล
โตเกียวอัดฉีดความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) มอบเรือลาดตระเวนพร้อมอุปกรณ์สื่อสารให้กัมพูชาประเดิมชาติแรก มูลค่าราว 3.4 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเล

การขยับหมากของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่น่าจับตา เพราะเดิมทีพนมเปญถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นของจีน การที่โตเกียวดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในโครงการ OSA เป็นประเทศแรก จึงเป็นการรุกเจาะไข่แดงเพื่อเพิ่มดุลอำนาจและดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในวงยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก

ดีลนี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นกำลังปรับเกมการทูตเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ปักกิ่งคุมเกมฝั่งเมฆองและอ่าวไทยฝ่ายเดียว การส่งมอบยุทโธปกรณ์รอบนี้จึงเป็นหลักฐานความพยายามของโตเกียวในการคานอำนาจและปักปักฐานความร่วมมือใหม่ในอ่าวไทย

คิดว่าดีลเรือลาดตระเวนจากญี่ปุ่นรอบนี้ จะช่วยดึงกัมพูชาออกมารักษาระยะห่างกับจีนเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ หรือเป็นแค่ของหวานที่พนมเปญพร้อมรับไว้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์แนบแน่นกับปักกิ่ง?

20 กรกฎาคม 2026 / คัดข่าว - หาดใหญ่
ที่มา : Kyodo News, Japanese Ministry of Foreign Affairs, Phnom Penh Post

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1592049752281921/?rdid=sirlVqJXwenmsKA5#

“คุมาโมโตะ” เร่งรับมือภัยพิบัติ!! แผ่นดินไหวใหญ่ถล่มคุมาโมโตะ ซ้ำรอยปี 2016 คร่า 34 ศพ กำแพงปราสาทพังถล่ม ซ้ำเติมปราสาทประวัติศาสตร์ที่ยังบูรณะไม่เสร็จ กระทบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างหนัก

โตเกียว, 30 ก.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) รัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 7.1 ตามมาตราแมกนิจูด เพิ่มขึ้นเป็น 34 ราย

ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวยังส่งผลให้กำแพงหินบางส่วนของปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นโบราณสถานชื่อดังของจังหวัดพังถล่มลงมา

ก่อนหน้านี้ จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2016 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ต้องเข้าสู่โครงการบูรณะครั้งใหญ่ที่ใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดได้ซ้ำเติมความเสียหายอย่างหนักต่อปราสาทซึ่งยังอยู่ระหว่างการบูรณะ

ที่มา : Xinhua

ญี่ปุ่น ฉุน รัสเซีย!! หลัง ‘ปูติน’ เหยียบเกาะคูริล จุดชนวนพิพาทดินแดนรอบใหม่ เตรียมเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่องในภูมิภาค

โตเกียวเตรียมตอบโต้ หลัง "ปูติน" เหยียบเกาะคูริล

จากกรณีที่วานนี้ (13 ส.ค. 69) มีการเผยแพร่ข่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล (Kuril Islands) ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับคาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยรัสเซียเป็นผู้ควบคุมหมู่เกาะดังกล่าว ในขณะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่นี้ และได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนดังกล่าว

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียประกาศเมื่อวานนี้ว่า นายปูตินได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหารทะเลบนเกาะเอโตโรฟุ (Etorofu Island) ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะ 4 แห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าหมู่เกาะเหล่านี้เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่น และระบุว่าหมู่เกาะดังกล่าวถูกยึดครองอย่างผิดกฎหมายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการเจรจากับรัสเซียตามนโยบายพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนและการทำสนธิสัญญาสันติภาพ การเจรจาดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างแข็งขันภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ ในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเบะและปูตินที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2561 ผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะเร่งรัดการเจรจา ทว่าการหารือกลับไม่มีความคืบหน้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ญี่ปุ่นเริ่มยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อมอสโกอย่างเข้มงวดขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 โดยร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อตอบโต้กรณีที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ขณะที่ทางมอสโกได้ออกมาประท้วงมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว และแสดงเจตจำนงที่จะระงับการเจรจากับญี่ปุ่นเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาท จากนั้นรัสเซียจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเดินทางไปยังเกาะเอโตโรฟุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ปูตินได้วิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นขณะตรวจการซ้อมรบของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย โดยการเดินทางเยือนเกาะแห่งนี้ของเขาดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการปรามญี่ปุ่น ในช่วงที่สถานการณ์การรุกรานยูเครนยังคงยืดเยื้อ

จากเหตุดังกล่าว นายโมเตงิ โทชิมิตสึ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า "ดินแดนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงเกาะเอโตโรฟุ ถือเป็นดินแดนดั้งเดิมของประเทศเราตามประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นขอประท้วงการเดินทางเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง"

โตเกียวเตรียมมาตรการตอบโต้

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ส.ค. 69) สำนักข่าว NHK ของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนหนึ่งใน 4 เกาะที่ควบคุมโดยรัสเซียและญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์

มาตรการหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรเดิมที่โตเกียวได้บังคับใช้ต่อมอสโกไปแล้ว ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน

ขณะที่นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนเกาะเอโตโรฟุ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะดังกล่าวของปูติน เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเธอย้ำว่า หมู่เกาะเหล่านี้ "เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ"

นางทาคาอิจิตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน "ขัดแย้งกับจุดยืนอันแน่วแน่ของรัฐบาลญี่ปุ่น" ที่มีต่อหมู่เกาะแห่งนี้ เธอยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าว "ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ... การเยือนครั้งนี้ ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียในระยะกลางถึงระยะยาวทำได้ยากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศญี่ปุ่น นิโคไล นอซเดรฟ เข้าพบ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงโตเกียว โดยระหว่างการพบปะ โมเตงิได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งนี้ โมเตงิได้ขอให้นอซเดรฟส่งต่อประเด็นเหล่านี้ไปยังรัฐบาลรัสเซียโดยทันที

ทั้งนี้ ในปี 2565 รัสเซียได้ประกาศเจตจำนงที่จะระงับการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่น หลังจากที่โตเกียวบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโกกรณีรุกรานยูเครน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย

รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายรักษาการสื่อสารกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว โมเตงิได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ในการพบปะที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เย็นชาอยู่แล้วนั้น คาดว่าจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

ที่มา : Kremlin.ru / NHK
https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1655761036556367/?rdid=moCYJCF5Gp0hHIL8#

เดือด! ‘ชินจิโร โคอิซึมิ’ เยือนยาสุกุนิ!! วันครบรอบยอมแพ้สงคราม จุดชนวนจีน–เกาหลีใต้ประณาม 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้ สะเทือนสัมพันธ์เพื่อนบ้านเอเชีย ศาลเจ้ายาสุกุนิ สัญลักษณ์แผลประวัติศาสตร์สงคราม

ชินจิโร โคอิซึมิ รมว.กลาโหมญี่ปุ่น เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันครบรอบ 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดชนวนเสียงประณามจากจีนและเกาหลีใต้

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในกรุงโตเกียวในวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 81 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้จีนและเกาหลีใต้ออกมาประณามการเยือนดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเทศมองว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานในช่วงสงครามของญี่ปุ่น
โคอิซูมิเดินทางไปยังศาลเจ้าในชุดสูทสีเข้มและผูกเนกไท ขณะที่คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็เดินทางไปเยือนศาลเจ้าเช่นกัน ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเคยเดินทางไปศาลเจ้าแห่งนี้หลายครั้งก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน
กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้ายาสุกุนิ และได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการกระทำของผู้นำญี่ปุ่นที่เดินทางไปเยือนหรือส่งเครื่องสักการะไปยังศาลเจ้า พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ และแสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อการกระทำในอดีต

เกาหลีใต้ ระบุว่า การเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มุ่งไปข้างหน้าและตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของญี่ปุ่นราว 2.5 ล้านคน รวมถึงผู้นำญี่ปุ่นในช่วงสงคราม 14 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอาชญากรรมสงครามระดับสูงสุด รวมถึงผู้ที่ถูกศาลฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินว่ามีความผิดอีกกว่า 1,000 คนหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี 2488
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเคยอธิบายว่าการเดินทางไปเยือนศาลเจ้าในอดีตเป็นการไปในฐานะส่วนตัวเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของประเทศ

อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิขณะดำรงตำแหน่ง โดยเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2556 และสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ส่วนโคอิซูมิเคยเดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเมื่อปีที่ผ่านมาในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้าในวันครบรอบการยอมแพ้ของญี่ปุ่น คือจุนอิจิโร โคอิซูมิ บิดาของเขา ซึ่งเดินทางไปเมื่อปี 2549

อ้างอิง : www.reuters.com

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/263095/#google_vignette

ญี่ปุ่น ร่วมมือพันธมิตร ออสเตรเลีย!! จ่อทดสอบ “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก” ร่วมกับออสเตรเลียในทศวรรษหน้า พัฒนาความร่วมมือเลเซอร์รุกด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดในเอเชีย-แปซิฟิก

ญี่ปุ่นขยับ! เตรียมทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในออสเตรเลีย

วานนี้ (18 ส.ค. 69) มีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น และออสเตรเลียว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) รวมถึงอาวุธปล่อยชนิดอื่น ๆ บนแผ่นดินออสเตรเลีย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบเลเซอร์ด้วย

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวร่วมกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ณ กรุงแคนเบอร์รา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่ “การเตรียมการที่ดีขึ้นและยกระดับขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น สำหรับการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้สนามทดสอบขีปนาวุธของเราในตลอดช่วงทศวรรษหน้า”

“ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องที่ออสเตรเลียสามารถมอบความลึกทางยุทธศาสตร์ (strategic depth) ให้แก่ญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเปิดให้ใช้สนามทดสอบของเรา” นายมาร์ลส์กล่าว ขณะที่นายโคอิซูมิได้แสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว

“หากกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธระยะไกล เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ในออสเตรเลียได้ นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว “ดังนั้น เราจะเร่งการหารือเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้กระชับความร่วมมือด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการจับตามองการก้าวขึ้นมาของจีน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียจะจ่ายเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 235,000 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อจัดหากองเรือฟริเกตล่องหน (stealth frigates)

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้นายมาร์ลส์และนายโคอิซูมิยังระบุด้วยว่า ทั้งสองชาติจะร่วมมือกันในโครงการความร่วมมือด้านกลาโหมโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า “บูบุค” (Boobook) ซึ่งตั้งชื่อตามนกเค้าแมวของออสเตรเลียที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือระบบเลเซอร์ที่พัฒนาร่วมกันเพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายมาร์ลส์ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ประกอบด้วย “ขีดความสามารถด้านเลเซอร์ขั้นสูงที่สามารถนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์มการรบภาคพื้นดิน รวมถึงแพลตฟอร์มการรบตามแนวชายฝั่ง”

ที่มา : เอเอฟพี
// https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660634902735647&id=100063674585845&rdid=JG7buOJRaIB1W4p9#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top