Saturday, 6 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

อ.ปวิน วอนไทยอย่าตัดงบการศึกษาเด็กกัมพูชา หวั่นทำให้ภาพลักษณ์ไทยตกต่ำในเวทีโลก

(16 ส.ค. 68) รัฐบาลไทยถูกกระแสวิจารณ์ หลังมีแนวโน้มตัดงบช่วยเหลือการศึกษาเด็กกัมพูชา ตามข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ล่าสุด อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาโพสต์คัดค้านอย่างชัดเจน เหตุการณ์กระทำนี้อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยตกต่ำในเวทีโลก

อ.ปวินระบุว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดให้ต้องคุ้มครองเด็กทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ การตัดความช่วยเหลือแม้อ้างว่าเฉพาะกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ยังถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ การตัดงบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน แต่อาจยิ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ อ.ปวินย้ำว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้เยาวชนกัมพูชาเป็นการวางรากฐานสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เด็กที่ได้รับโอกาสจะกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นแนวทาง soft power แบบที่ญี่ปุ่นใช้สำเร็จมานาน ต่างจากการตัดงบที่เสี่ยงสร้างปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว

‘แม่ทัพภาค 2’ เล็งสร้างรั้วกั้นไทย-กัมพูชา หวังใช้เทคโนโลยีเฝ้าตรวจแทนกำลังพล

(16 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสในโซเชียลที่เปรียบเทียบรั้วลวดหนามแข็งแรงของเวียดนามที่กั้นแดนกับกัมพูชา พร้อมระบุว่า ไทยเองก็มีแนวคิดสร้างรั้วกั้นแดนเช่นเดียวกัน แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาให้ความยินยอม และต้องพิจารณาตามจุดที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วเท่านั้น

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า หากสามารถเริ่มสร้างได้ในบางพื้นที่ ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ตามงบประมาณที่มี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งหมดในคราวเดียว และถือเป็นการดำเนินการเชิงปฏิบัติที่สามารถทยอยทำได้ทีละส่วน

ทั้งนี้ เส้นชายแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร การสร้างรั้วตลอดแนวจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่หากทำได้จริงก็จะช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ลดภาระการลาดตระเวนของกำลังพลลงอย่างมาก

พลโท บุญสิน ยังชี้ว่า การมีรั้วกั้นแดนที่มั่นคงจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องวงจรปิด มาใช้เฝ้าตรวจแทนกำลังคน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ชายแดนและลดความเสี่ยงจากปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรือกิจกรรมผิดกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

‘ไทย’ เตรียมลดนักกีฬาซีเกมส์ของ ‘กัมพูชา’ เหลือไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย และบรรยากาศงาน

(22 ส.ค. 68) จากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา โดยไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ 

ล่าสุด นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ซีอีโอสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ เปิดเผยว่า ได้ขอให้กัมพูชาลดจำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมลงเหลือไม่เกิน 200 คน จากเดิมที่ส่งรายชื่อมากว่า 600 คน พร้อมเจ้าหน้าที่อีกกว่า 100 คน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา และบรรยากาศของงาน จึงจำเป็นต้องควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมเพื่อให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ากัมพูชาเคยส่งเอนทรีฟอร์มบายนัมเบอร์มาถึง 1,515 คน แต่ภายหลังมีข่าวว่าจะลดเหลือเพียง 57 คน ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งต่อมา นายวัธ จำเริญ เลขาธิการโอลิมปิกกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยกำหนดการส่งรายชื่อนักกีฬาฉบับสมบูรณ์ (เอนทรีฟอร์มบายเนม) จะปิดรับในวันที่ 15 กันยายนนี้

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด ชี้ คนหาประโยชน์คือคนในรัฐบาลไม่ใช่ทหาร

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด พูดจาไม่รับผิดชอบ ชี้ คนหาประโยชน์คือ คนในรัฐบาล ไม่ใช่ทหาร 

(22 ส.ค.68) จากกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้พูดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่

หลังจากเผยแพร่ออกไป ทำให้หลายฝ่ายในสังคมเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ต่อมาทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี โดยระบุว่า 

"จากที่มีคนบางคนไปพูดทำนองว่า 'สงคราม' ไม่อยากให้จบ ใช่ครับ มีคนไม่อยากให้จบ เพราะอยากจะเป็นฮีโร่ หาประโยชน์จากสงคราม ผมมองว่าอันนี้เป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามหรอก มีแต่คนเดือดร้อน แต่เมื่อเกิดแล้วเราก็อยากจะแก้ปัญหาให้เกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด 

ส่วนทหารที่บอกว่าเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ มันก็มีแต่คนในรัฐบาลนี่แหละที่หาผลประโยชน์จากสงคราม มันจะมีใคร ก็มีแต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือว่าคนในรัฐบาลที่ไปเกี่ยวข้องกับเขมร เกี่ยวกับกัมพูชา ไอ้คนที่สนิทกับฮุนเซนที่สร้างปัญหาไว้ นั่นแหละ อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครได้ประโยชน์หรอกครับ มีแต่คนเขาเจ็บใจ เจ็บแค้นแทนทหารที่ต้องเสียชีวิต เสียแขนเสียขาไป 

“ตอนนี้มีแต่คนอยากให้ชนะสงครามครั้งนี้ให้เด็ดขาดและจบสงครามให้เร็วที่สุดครับ”

พิษณุโลก ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบเครื่องอุปโภค–บริโภคจากโรงเรียนจ่านกร้อง เพื่อมอบให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

(22 ส.ค. 68) เวลา 07.30 น. ณ โรงเรียนจ่านกร้อง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พันเอก กิตติพัท คงเวทย์ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 35 ปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการ กองกำลังพล กองทัพภาคที่ 3 ได้เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 เข้ารับมอบเครื่องอุปโภค–บริโภคจากคณะผู้บริหารโรงเรียนจ่านกร้อง นำโดย นายเสกสันต์ ทองม่วง ผู้อำนวยการโรงเรียนจ่านกร้อง พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียน

การรับมอบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำสิ่งของไปมอบแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง ในการนี้ พันเอก กิตติพัท คงเวทย์ ได้กล่าวที่หน้าแถวนักเรียนซึ่งจำนวนกว่าพันคนว่า ขอขอบคุณแทนพี่ๆทหารตามแนวชายแดนที่ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจรวบรวมและนำสิ่งของมาส่งให้พี่ๆทหาร ขอให้นักเรียนทำหน้าที่ของตนคือการเรียนให้เต็มที่ ให้สุดความสามารถ ส่วนเรื่องการป้องกันชายแดนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ๆทหาร และพี่ๆทหารก็จะทำให้สุดความสามารถเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรักชาติ ความเสียสละ และความหวงแหนในอธิปไตยของประเทศให้แก่นักเรียนและเยาวชน อันเป็นการบ่มเพาะจิตสำนึกด้านความมั่นคง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลประเทศชาติอย่างยั่งยืน

‘พีระพันธุ์’ มอบเงิน!! ‘กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย’ ให้!! ‘ทหารกล้า’ ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุปะทะชายแดน

เมื่อวานนี้ (22 ส.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินเยียวยาจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมส่งมอบกำลังใจด้วย

ในโอกาสนี้ กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ทุพพลภาพ จำนวน 3 ราย รายละ 700,000 บาท และทางคณะกรรมการกองทุนฯ กำลังติดตามเร่งรัดการช่วยเหลืออีกจำนวน 9,300,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายงบกลางฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 

การมอบเงินเยียวยาครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นทุพพลภาพ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรัฐบาลได้มอบเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัวอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการดำรงชีวิตประจำวัน   ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top