Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

วอน ‘ไทย–กัมพูชา’ ยุติสู้รบ ปกป้องพลเรือน กลับสู่เส้นทางการทูต เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น มาเลย์พร้อมเป็นตัวกลางฟื้นสันติภาพ

(8 ธ.ค. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อเหตุปะทะด้วยอาวุธระลอกใหม่ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจบั่นทอนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นทั้งพันธมิตรใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ เปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยืนยันว่า มาเลเซียพร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูความสงบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีก

ผู้นำมาเลเซียระบุอีกว่า อาเซียนไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรของการเผชิญหน้าได้ สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการยุติการสู้รบ การปกป้องพลเรือน และการกลับสู่เส้นทางการทูต ที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพซึ่งอาเซียนยึดถือร่วมกัน

สำหรับอันวาร์เอง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญบนโต๊ะเจรจา ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ท่าทีล่าสุดของเขา ถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ความพยายามฟื้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่ในภูมิภาคอีกครั้ง

 

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

ใช้ความอดทนอดกลั้น พบกันครึ่งทาง ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ บริเวณชายแดนบานปลาย

(9 ธ.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องกัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บริเวณชายแดนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

กัวกล่าวถ้อยคำข้างต้นหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยในช่วงไม่นานนี้ โดยกัวสำทับว่าจีนในฐานะมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทยนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถพบกันครึ่งทาง

ทั้งนี้ กัวเสริมว่าจีนจะยังคงดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในวิถีทางของจีนเพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

ประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา ชนชาติเขมรคือเหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง สื่อ-การศึกษา-โซเชียลฝั่งเขา ตอกย้ำบท "ไทยเป็นผู้ร้าย" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมไทยถึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” ในละครชาตินิยมกัมพูชา
เวลาเกิดดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา เรามักเห็น pattern เดิม ๆ
•    ไทยถูกวาดเป็น “ตัวร้าย”
•    กัมพูชาเป็น “เหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง”
•    ผู้นำกัมพูชาออกมาพูดแข็ง ๆ ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียลฝั่งเขา ช่วยกันตอกย้ำบท “ไทยคนร้าย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามคือ:  ทำไม “ไทย” ถึงถูกเลือกให้เล่นบทตัวร้ายในละครชาตินิยมกัมพูชา แทบทุกครั้งที่ต้องการปลุกกระแส愛ชาติ?

ลองแกะเป็นระบบ จะเห็นว่านี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือ “บท” ที่เขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว — และหยิบมาเล่นเมื่อไรก็ช่วยรักษาอำนาจภายในประเทศได้เสมอ

1. ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าแบบ “ไทย = ผู้รุกราน, กัมพูชา = เหยื่อ”

ในห้องเรียนของกัมพูชา เวอร์ชันที่เด็กเขมรได้ฟังบ่อย ๆ คือ narrative ประมาณนี้:
•    อาณาจักรเขมรโบราณยิ่งใหญ่ (ยุคแองกอร์)
•    ต่อมาถูก “สยาม” รุกราน ดึงดินแดน–วัฒนธรรม–สมบัติไป
•    หลายเมือง–หลายพื้นที่ที่วันนี้อยู่ในไทย เคยอยู่ในอาณาจักรขอม

แม้รายละเอียดทางวิชาการจะซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่การเล่าประวัติศาสตร์แบบเลือกเฟรมว่า “ไทยคือผู้รังแกในอดีต” ทำให้ในจิตสำนึกคนจำนวนหนึ่ง
•    ไทย = คนที่ “เคยมาเอาของเราไป”
•    ความแค้นทางประวัติศาสตร์ = เชื้อไฟพร้อมใช้ เวลาอยากระดมอารมณ์สาธารณะ

ประเด็นสำคัญคือ: ผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเรื่องเล่าประเภทนี้ “ขายง่าย” กับมวลชน พอจะสร้างกระแสชาตินิยมทีไร “ตัวร้ายในละคร” เลยถูกเขียนชื่อว่า “ไทย” ง่ายกว่าประเทศอื่น

2. ละครชาตินิยม: มีตัวเอก มีผู้ร้าย และต้องมี “ภัยจากเพื่อนบ้าน”

ในประเทศที่การเมืองภายในตึงเครียด เศรษฐกิจไม่แน่น ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ หนึ่งในสูตรที่ใช้กันทั่วโลกคือ “สร้างศัตรูภายนอก”

เพราะเมื่อคนถูกปลุกให้กลัวภัยจากภายนอก
•    คนในชาติจะหันมาจับมือกัน
•    ความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ–คอร์รัปชัน–ความเหลื่อมล้ำ จะถูกกลบไปชั่วคราว
•    ผู้นำจะใส่เสื้อ “ผู้ปกป้องชาติ” แทนชุด “ผู้ถูกตั้งคำถาม”

สำหรับกัมพูชา
•    จะไปชี้เวียดนามแรง ๆ ก็ลำบาก เพราะทั้งระบอบ “โตมาจากเวียดนาม” และผูกผลประโยชน์กันยาว
•    จะไปชี้จีนเป็นตัวร้ายก็ไม่ได้ เพราะจีนเป็นแหล่งเงิน–แหล่งลงทุน–แหล่งการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ

เหลือไทยนี่แหละ “เหมาะสุด”
•    อยู่ใกล้
•    มีประวัติศาสตร์ที่หยิบมาเล่าในมุมเหยื่อ–ผู้รังแกได้
•    ชนแล้วไม่กระทบเส้นเลือดใหญ่ทางการเมือง–เศรษฐกิจเท่ากับชนเวียดนามหรือจีน
.
ผลลัพธ์คือ เวลาอยากปลุกชาติ–หันเหประเด็นไทยจึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” แบบอัตโนมัติ
.
3. ทำไมไทย “เล่นแล้วคุ้ม” ในสายตานักการเมืองกัมพูชา

ในมุมของผู้นำกัมพูชา การเอา “ไทย” มาเป็นคู่กรณีมีความคุ้มแบบนี้:
1.    1) ปลุกอารมณ์ได้เร็ว
•    คนจำนวนมากมีภาพจำว่าไทยเคย “เหนือกว่า–รวยกว่า–ดูถูกเขมร”
•    แค่พูดเรื่องปราสาท–เขตแดน–ประวัติศาสตร์ ก็จุดเชื้อไฟได้ง่าย

2.    2) ปลอดภัยกว่าชนเวียดนาม
•    ไม่แตะ “ผู้มีพระคุณ” ที่ช่วยโค่นเขมรแดงและสร้างระบอบปัจจุบัน
•    ไม่แตะคู่ค้าหลักในระยะยาว

3.    3) ใช้เป็นกันชนกับแรงกดดันภายใน
•    เวลาเศรษฐกิจไม่ดี
•    เวลาโดนแรงกดจากฝ่ายค้าน–NGO–ต่างชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน
•    ละครเรื่อง “ไทยรังแกเรา” ถูกหยิบมาเล่นเพื่อเบนความสนใจได้เสมอ
.
พูดแบบภาษาธุรกิจ: ไทยคือ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ชิ้นหนึ่ง ที่หยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้กระแส ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4. สื่อ–โซเชียล–ระบบการศึกษา คือเครื่องยนต์รีรันบท “ไทยคนร้าย”

เวลามีเหตุชายแดน หรือดราม่าเกี่ยวกับไทย สังเกต pattern ข้างล่างนี้:
•    สื่อบางส่วนรีรันภาพ–บทความที่วาดไทยเป็นผู้รุกราน
•    แพลตฟอร์มออนไลน์มี meme, โพสต์, คอมเมนต์ ที่ตบมุก “ไทยขโมยประวัติศาสตร์–เขตแดน–มรดกโลก”
•    ในระยะยาว ระบบการศึกษา–ตำรา–เรื่องเล่าในสังคมก็ช่วย “ฝังภาพ” ไทยในฐานะคนที่เคย “เอาเปรียบเขมร”

ทั้งหมดนี้เป็นเหมือน content library ที่พร้อมใช้งาน เมื่อผู้มีอำนาจต้องการกระแส ก็แค่กดปุ่มให้สื่อ–โซเชียล–โฆษกบางคนช่วยกันขยายเสียง

5. ด้านมืดของไทยเอง: ภาพจำ–คำเหยียด ที่ทำให้เรื่องยิ่งบาน

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งไทยเองก็มี “ด้านมืด” ที่ทำให้เราไปติดกับเช่นกัน:
•    คำเหยียดแรง ๆ เกี่ยวกับแรงงานเขมรที่คนไทยบางส่วนใช้กันแบบไม่คิด
•    การมองเพื่อนบ้านแบบ “ด้อยกว่า–บ้านนอก–ล้าหลัง”
•    ตัวตลก–ละคร–รายการทีวีบางยุค ที่สร้างภาพเพื่อนบ้านแบบล้อเลียน

ทั้งหมดนี้ถูก capture ไปเป็นหลักฐานง่าย ๆ ในโลกออนไลน์ แล้วถูกเอากลับไปใช้ในละครชาตินิยมฝั่งกัมพูชาว่า “เห็นไหมล่ะ คนไทยดูถูกเราแค่ไหน”

หมายความว่า ไทยเองก็มีส่วนเติมน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน narrative ของเขา และไม่จัดการ narrative ฝั่งเราเองให้ดี

6. แล้วไทยควรทำยังไง เมื่อตัวเองถูกเขียนบทเป็นตัวร้าย?

สิ่งที่ไทยทำได้ ไม่ใช่แค่ “โกรธกลับ” หรือ “ด่าแข่ง” แต่คือการเล่นเกมในหลายระดับพร้อมกัน:
4.    1) แยก “รัฐบาล–ผู้นำ–เกมการเมือง” ออกจาก “ประชาชนเขมร”
•    อย่าตอบโต้ด้วยการเหมาเขมรทั้งชาติ
•    ต้องมองให้ออกว่าใครกำลังใช้ประชาชนตัวเองเป็นผู้ชมในละครนี้

5.    2) การทูตเชิงรุก + ข้อมูลจริง
•    ยืนยันหลักเขตแดน–ประวัติศาสตร์ด้วยเอกสาร–หลักฐาน
•    สื่อสารกับโลก ไม่ใช่เถียงกันแค่สองประเทศในโซเชียล

6.    3) จัดการภาพจำฝั่งไทยเอง
•    ลดการใช้คำเหยียดเพื่อนบ้านในสื่อ–บันเทิง–โซเชียลของเราเอง
•    เพราะสุดท้าย ภาพเหล่านี้จะถูกเอาไปใช้เป็นอาวุธกลับมาโจมตีเรา

7.    4) สร้างเวทีให้ “คนทำงาน–คนรุ่นใหม่” สองฝั่งเจอกัน
•    ยิ่งมีประสบการณ์ร่วมในเชิงบวกมากเท่าไร ละครชาตินิยมแบบเก่าก็ยิ่งขายยากขึ้นเรื่อย ๆ

7. สรุป: ไทยในฐานะ “ตัวร้ายที่ถูกเขียนบทไว้แล้ว”

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ว่า ทำไมไทยถึงกลายเป็นตัวร้ายประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา?

ก็เพราะในสคริปต์การเมืองของเขา
•    ไทยมี “ประวัติศาสตร์เวอร์ชันเหยื่อ–ผู้รังแก” ให้ดึงมาเล่าได้
•    ชนไทยแล้วผลิตคะแนนนิยมได้ โดยไม่เสี่ยงเสียเสาหลักอย่างเวียดนามหรือจีน
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียล ถูก set system ให้รีรันบทนี้ได้ง่าย
•    ขณะที่ฝั่งไทยเอง ก็มีภาพจำ–คำเหยียด–ความไม่รู้เท่าทัน ที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ละครฝั่งโน้นต่อบทไปได้เรื่อย ๆ
.
ดังนั้น ไทยจึงไม่ได้เป็น “ตัวร้ายเพราะเลวโดยสันดาน” อย่างที่ละครเขียน แต่เป็นตัวละครที่ถูกเลือก เพราะเล่นแล้วคุ้มในเชิงการเมืองของเขา

โจทย์ของเราจึงไม่ใช่แค่ “เถียงให้ชนะ” แต่คือจะทำยังไงให้บทที่เขาใช้เราหากินทางการเมือง “ขายยากขึ้นเรื่อย ๆ” ในสายตาคนรุ่นใหม่ทั้งสองฝั่ง
 

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน

ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง

คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน

1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
•    ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
•    ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
•    และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”

2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า

หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
•    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
•    ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า

ในช่วงปี 2557–2566
•    ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
•    ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
•    ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต

3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ

นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.    1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
•    ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
•    ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก

2.    2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
•    การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
•    งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”

3.    3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
•    เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
•    หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี

4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?

เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
•    มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
•    มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
•    ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย

คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4.    1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5.    2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”

5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค

การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
•    เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
•    มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
•    และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”

ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top