Friday, 5 June 2026
ความปลอดภัย

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

กองบัญชาการศึกษาเปิดเวทีเสวนา “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” จุดประกายความร่วมมือปกป้องเยาวชนไทย สร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

(6 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อาคารเรียน 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการศึกษาได้จัดเวทีเสวนา “ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทย” พร้อมแถลงผลกิจกรรมในโครงการ “ส่งเสริมความปลอดภัยในเด็กและเยาวชน: บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” โดยมี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., นำคณะครูตำรวจ (ครูแดร์) ในสังกัด บก.น.1-9 , สสส. และ ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยห่างไกลจากภัยใกล้ตัว ให้ครูตำรวจได้มีสื่อในการสอนและประชาสัมพันธ์ให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กำลังถูกคุมคามจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นการปลูกฝังวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตลอดจนส่งเสริมให้ตำรวจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมอย่างแท้จริง 

พร้อมนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้มอบรางวัลสถานศึกษาดีเด่นในการปกป้องคุ้มครองนักเรียนจากยาเสพติด ในพื้นที่ บก.น.1-9 จำนวน 9 โรงเรียน และ มอบโล่รางวัลดีเด่น ให้แก่โรงเรียนดังกล่าว 3 อันดับแรก ดังนี้
1. สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ พื้นที่ บก.น.9
2. สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนวัดแสนสุข พื้นที่ บก.น.3 
3. สถานศึกษาดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหัวลำโพง พื้นที่ บก.น.6 

ทั้งนี้ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศยึดมั่นความเป็น “แบบอย่างที่ดี” ทั้งในด้านพฤติกรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเยาวชนไทยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในสองมิติสำคัญ คือ สุขภาพและการใช้ชีวิตบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การสาธิต และการมีส่วนร่วมของนักเรียน นักศึกษา และครูตำรวจ โดยเน้นให้เยาวชนเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปลูกฝังวินัยการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการศึกษายังได้ดำเนินการ อบรมครูตำรวจและบุคลากรในสังกัด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและกฎหมายจราจร พร้อมส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ถ่ายทอดสู่ชุมชน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยในทุกมิติ

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปกป้องเยาวชน คือการปกป้องอนาคตของชาติ ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายและแบบอย่างของสังคม ต้องไม่เพียงจับกุมผู้กระทำผิด แต่ต้องสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดความรู้ และมีส่วนร่วมในการป้องกัน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างปลอดภัย แข็งแรง และมีคุณภาพ”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่อนาคตที่มั่นคงของเยาวชนไทยและประเทศชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา  เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน”

(14 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

31 ธันวาคม 2549 ปีใหม่ที่ไม่ได้มีแค่พลุ ย้อนคืนระเบิดป่วนกรุง เคาท์ดาวน์กรุงเทพฯจบด้วยเสียงไซเรน คดีไม่มีคำตอบ ผู้คนยังจดจำเหตุการณ์

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครถูกสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดหลายจุดทั่วเมือง ก่อนงานเคาท์ดาวน์ที่จะจัดขึ้น ส่งผลให้คืนสิ้นปีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสนในหมู่ประชาชน

ระเบิดแรกเกิดขึ้นประมาณ 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกสะพานควาย ตลาดคลองเตย รวมถึงฝั่งชานเมืองอย่างซีคอนสแควร์และแคราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างความวุ่นวายและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของกรุงเทพฯ

หลังเคาท์ดาวน์ มีระเบิดเพิ่มอีก 2 จุดบริเวณย่านประตูน้ำและใกล้ห้าง CentralWorld ส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือปรับลดขนาดงานปีใหม่ในหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ประชาชนนับถอยหลังปีใหม่แบบสั้น ๆ และรีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ "นี่ไม่ใช่คืนแห่งความสุข แต่เป็นคืนที่ต้องระวัง"

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ สังคมตั้งคำถามและความสงสัยหลากหลายถึงแรงจูงใจ เบื้องหลังเหตุการณ์ยังเป็นปริศนาไม่เคยคลี่คลาย การจัดงานปีใหม่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น การวางกำลังตำรวจทหารและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ภาพจำของคืนปีใหม่ 2549 ยังคงฝังลึกในใจผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการจัดงานเคาท์ดาวน์ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top