Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

กลางศึกไทย–กัมพูชา จุดกระแสถามหา “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ปูดมี ‘ผู้ใหญ่’ สั่งให้หยุด สู่บททดสอบ “อธิปไตยกับการเมือง” อีกครั้ง

การที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือที่ประชาชนเรียกขานด้วยความชื่นชมว่า "แม่ทัพกุ้ง" หรือ "แม่ทัพมนต์แคน" ออกมาเปิดเผยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่า ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกับกองทัพกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เขาได้รับคำสั่งจาก "ผู้ใหญ่" ให้หยุดยิง แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุด และขู่ว่าหากถูกบังคับให้หยุด เขาจะเปิดเผยชื่อผู้ที่สั่ง ซึ่งมีโทษถึงประหาร นับเป็นการเปิดเผยที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและทหารไทยอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตามมาคือสังคมต้องการรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น “ไอ้โม่ง” สั่งให้หยุดยิง

ย้อนที่มาของ คำสั่งหยุดยิงใน 6 ชั่วโมงแรก – ใครสั่งและทำไม ซึ่งเกิดขึ้นในงานบรรยาย "สานต่อความดี : รับมอบรางวัลเชิดชูเกียรติอันทรงเกียรติ พลังขับเคลื่อนการบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่" ที่พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยพลโท บุญสิน ได้เปิดเผยว่า :

"วันแรกที่มีการปะทะกับกัมพูชา โดย 6 ชั่วโมงแรกได้มีคำสั่งให้หยุด แต่ผมขอไม่หยุด เพราะได้สตาร์ทแล้ว โดยผมได้ขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุด และได้ต่อรองไปหลายวัน"

"ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา"

พร้อมกับสำทับว่า "ถ้าหยุดผมจะเปิดเผยชื่อคนสั่งหยุด ซึ่งมีโทษถึงประหาร"

แม้ว่าพลโท บุญสิน จะไม่ระบุชื่อผู้ที่สั่งให้หยุดยิงอย่างชัดเจน แต่จากบริบทและสายการบังคับบัญชาของกองทัพไทย สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีผู้ที่อาจมีอำนาจในการสั่งการดังกล่าว ได้แก่:

ผู้บัญชาการทหารบก - เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของแม่ทัพภาคต่าง ๆ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด - มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งหมด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือนที่ควบคุมกองทัพ
นายกรัฐมนตรี - เป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีข้อมูลภายหลังที่แสดงให้เห็นว่าเธอมีการติดต่อสื่อสารกับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา อย่างใกล้ชิด หลังปรากฏ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จ ฮุน เซน ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ก่อนหน้าการปะทะครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม

ในคลิปเสียงดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้กล่าวถึงกองทัพไทยในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ของรัฐบาล และยอมรับกับฮุน เซนว่ารัฐบาลของเธอมีปัญหากับกองทัพ รวมถึงกล่าวว่า "คนของฝ่ายตรงข้ามหมดเลย" ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในกองทัพ โดยเฉพาะพลโท บุญสิน

แต่ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า คำสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกนั้น น่าจะมาจากความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง โดยมีเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ:

หลีกเลี่ยงความสูญเสียชีวิต - ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
รักษาความสัมพันธ์ทางการทูต - พยายามแก้ปัญหาผ่านการเจรจามากกว่าการใช้กำลัง
หลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายรุก - กลัวว่ากัมพูชาจะนำเรื่องขึ้นศาลโลก อ้างว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารโดยเฉพาะพลโท บุญสิน มองว่าการหยุดยิงในขณะนั้นจะเป็นการเสียเปรียบทางยุทธวิธี และอาจทำให้กัมพูชาได้โอกาสในการเสริมกำลังหรือใช้เป็นข้ออ้างในเวทีระหว่างประเทศก็ได้ จึงขอเดินหน้าต่อ

ซึ่งเรื่องนี้ ร้อนถึง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือบิ๊กเล็ก รมว.กลาโหม ต้องออกมายืนยันว่า พลเอกณัฐพล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ไม่ได้เป็นคนสั่งให้หยุดยิง โดยระบุว่า ตอนนี้กำลังมีขบวนการตัดต่อคลิป พยายามบ่งชี้ว่า “ใครสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง” แน่นอนมันเป็นการดิสเครดิตตัว ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกลาโหมเกี่ยวข้อง 

พร้อมได้นำคำพูดของ บิ๊กเล็ก ที่ได้สนทนากัน มายืนยันด้วยว่า “พี่ตอบอาจารย์จริง ๆ นะ พี่สาบาน พี่ไม่เคยโทรไป หรือสั่งการใดๆ กับกุ้ง หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. เลย พี่เป็นทหารทำไมจะไม่รู้”

ส่วนใครจะเป็นคนสั่งนั้น บิ๊กเล็ก ย้ำว่า “ไม่ก้าวล่วง และเข้าไม่ถึง…ด้วย” นั่นทำให้ชื่อคนสั่งหยุดยิงยังเป็นปริศนาต่อไป

แต่ต่อมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ก็ได้ออกโพสต์เฟซบุ๊ก พุ่งเป้าไปที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้ออกมาชี้แจง เรื่องที่มีการขอให้แม่ทัพกุ้งหยุดยิง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กต่อยกัน แล้วมีผู้ใหญ่มาขอให้หยุด ซึ่งการรบกับเขมรนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย เรื่องดินแดน เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จะปล่อยให้ใครเข้ามาแทรกแซงไม่ได้

อย่างน้อยท่านที่ปรึกษา ของพลเอกณัฐพล ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่เกี่ยว ไม่เคยโทรไปหาแม่ทัพกุ้ง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจ และสังคมกำลังเคลือบแคลง ก็ควรจะออกมาชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

ซึ่งการออกมาตอกย้ำของ นพ.วรงค์ ต่อประเด็นที่พลโท บุญสิน ได้เปิดไว้ ทำให้สังคมต้องติดตามและจับตากันต่อไปว่า จะมีใครออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนหรือไม่ และเชื่อว่า คำถามนี้จะย้อนกลับไปสู่ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ซึ่งจะโดนจี้ให้ตอบคำถามให้กระจ่างอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่อยากได้คำตอบ
 

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

ปั้นเรื่องสุดท้ายโดนเอง ข้อกล่าวหาลอย ๆ กับหลักฐานวิดีโอชัด ๆ กัมพูชากล่าวหา “ทหารชุดดำไทย” ล่วงละเมิดหญิงเขมร แต่มีคลิปหลุด จนท.กัมพูชา แตะเนื้อต้องตัวสาว สะท้อนพฤติกรรมฝั่งตัวเอง

(19 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา โซเชียลเขมรพยายามจุดประเด็นใหญ่โตว่ามี “เจ้าหน้าที่ชุดดำของไทย” ไปล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงเขมรรายหนึ่งที่แอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 

เรื่องถูกเล่าต่อแบบไร้หลักฐาน ไม่มีภาพ ไม่มีชื่อ ไม่มีสถานที่ชัดเจน และไม่มีแม้แต่พยานที่ระบุตัวตนได้ ตรงตามสไตล์ ข่าวโคมลอยเพื่อทำ IO โจมตีไทยในช่วงตึงเครียดชายแดน ประเด็นนี้ถูกขยายซ้ำจนกลายเป็นข้อกล่าวหาที่ใช้สร้างภาพจำว่า “ทหารชุดดำไทย = ล่วงละเมิดผู้หญิงเขมร”

แต่ผ่านไปเพียงสองวัน ความย้อนแย้งก็ปรากฏขึ้นเองจากฝั่งกัมพูชา เมื่อมีคลิปหลุดจากศาลสวายเรียงขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเขมรควบคุมผู้ต้องหาหญิงในคดีแหกคุก ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ชายสวมชุดดำของ กัมพูชาเอง กำลังแตะเนื้อต้องตัว จับแก้ม และพูดจาเชิงคุกคามทางเพศต่อหน้ากล้องอย่างไม่สะทกสะท้าน

ครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ แต่เป็น หลักฐานวิดีโอ ที่เห็นการกระทำเต็ม ๆ ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ

จุดที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเหตุการณ์มี “องค์ประกอบ” คล้ายกันจนอดสงสัยไม่ได้ว่า ข่าวโคมลอยแรกที่โจมตีทหารไทย อาจเป็นเรื่องที่เกิดในกัมพูชาเอง และถูกโยนความผิดข้ามพรมแดนเพื่อสร้างภาพแทนหรือไม่

ผู้หญิง เจ้าหน้าที่ชุดดำ การกล่าวอ้างเรื่องการล่วงละเมิดความไม่มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องแรก และมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องหลัง ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
> แท้จริงแล้ว ผู้ล่วงละเมิดคือใคร?
ทหารไทย หรือเจ้าหน้าที่เขมรเอง?

และเมื่อภาพจริงของตำรวจเขมรถูกเผยแพร่บนโซเชียล คำตอบก็เหมือนจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
บางครั้ง IO ที่เขมรปล่อยออกมา อาจไม่ได้สะท้อน “ความจริงของอีกฝ่าย” แต่อาจเป็น เงาสะท้อนพฤติกรรมของตัวเอง ต่างหาก

ชนกับประเทศเวียดนาม แต่กล้าเล่นเกมชายแดนกับไทย เปิดเบื้องหลัง 40 ปีที่ผูกหุ่นการเมือง และเศรษฐกิจไว้กับฮานอ

ในสายตาคนไทย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า  “ทำไมฮุนเซนถึงกล้าเล่นแรงกับไทย แต่ไม่เคยเห็นดราม่าชายแดน–การเมืองกับเวียดนามในระดับเดียวกันเลย?”

 

คำตอบไม่ได้มีแค่ “กล้า–ไม่กล้า” แบบอารมณ์คน แต่คือโครงสร้างอำนาจ 40 ปีที่เวียดนามสร้าง–ประคอง–ผูกผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซน จนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีเหตุผลอะไรจะเปิดศึกกันเอง

 

บทความนี้ขอชวนมองแบบ “แกะระบบ” ว่า เวียดนามทำอะไรกับฮุนเซนไว้ตั้งแต่ต้น จนวันนี้กัมพูชากล้าใช้ไทยเป็นตัวละครในเกมชาตินิยม แต่ไม่เอาเวียดนามมาเล่น

 

1. จุดเริ่มต้น: ฮุนเซนคือผลผลิตของสงครามที่เวียดนามเป็นคนเปิดเกม

 

ธันวาคม 1978 เวียดนามบุกโค่นเขมรแดง เปิดทางให้ตั้งระบอบใหม่ชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK)” ใต้การอุปถัมภ์ของฮานอย 

ในรัฐบาลใหม่นั้น ฮุนเซนถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศตั้งแต่อายุราว 26 ปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นนายกฯ ในเวลาต่อมา สื่อต่างประเทศและงานวิชาการจำนวนมากบันทึกตรงกันว่า เขาคือหนึ่งในแกนนำที่เวียดนาม “เลือกแล้วว่าคุยกันรู้เรื่อง”

 

พูดแบบภาษาตรง ๆ คือ ถ้าไม่มีเวียดนามบุกเขมรแดง – ก็ไม่มีฮุนเซนในแบบที่เรารู้จักทุกวันนี้

 

เส้นทางสู่การเป็น “ผู้นำเบอร์หนึ่งของกัมพูชา” ของฮุนเซน จึงไม่ใช่เส้นทางแบบผู้นำชาตินิยมที่ลุกขึ้นสู้เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามคือ เกิด–โต–แข็ง บนการหนุนจากเวียดนาม

 

2. วาทกรรม “กตัญญูเวียดนาม”: ประกาศกลางโลกว่าไม่มีฮุนเซนถ้าไม่มีฮานอย

 

ตลอดหลายสิบปีของการครองอำนาจ ฮุนเซนไม่เคยซ่อนความผูกพันกับเวียดนามเลย ตรงกันข้าม เขาพูดในที่สาธารณะหลายครั้งว่า:

  • ถ้าไม่มีเวียดนามเข้ามาโค่นเขมรแดง ก็ “ไม่มีฮุนเซน และไม่มีประเทศกัมพูชาในแบบวันนี้”
  • ในพิธีรำลึกชัยชนะเหนือเขมรแดง เขาย้ำซ้ำ ๆ ถึง “เลือดเนื้อของทหารเวียดนาม” ที่สละชีวิตในกัมพูชา และกล่าวขอบคุณทั้งพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามอย่างเปิดเผย

 

ข้อความพวกนี้คือการ “ล็อกกรอบเรื่องเล่า” ว่าเวียดนามไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนผู้ช่วยชีวิต และการโจมตีเวียดนามแรง ๆ ในเชิงชาตินิยม เท่ากับกระทืบประวัติศาสตร์ที่ตัวเองยืนอยู่

 

เพราะฉะนั้น ถามว่า “ทำไมไม่เห็นฮุนเซนปลุกม็อบด่าเวียดนามแบบที่ด่าไทย?” ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น ตำนานตัวเองจะพังทั้งชุด

 

3. เวียดนามไม่เล่นศึกชายแดน แต่เล่น “สัญญาเขตแดน” ให้จบ แล้วล็อกเกมยาว

 

เรื่องชายแดนกัมพูชา–ไทย กับกัมพูชา–เวียดนามมีความต่างสำคัญ:

  • ฝั่งเวียดนาม–กัมพูชา มีสนธิสัญญาเขตแดนปี 1985 มีสนธิสัญญาเพิ่มเติมปี 2005 และล่าสุดปี 2019 ทั้งสองประเทศลงนามสนธิสัญญาเสริม และแลกเปลี่ยนสัตยาบันว่าด้วยการปักปันเขตแดนบนบกเกือบทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว

 

แม้จะมีฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาด่าแรง ว่าข้อตกลงเหล่านี้อิงเอกสารยุคเวียดนามยึดครอง และอาจกระทบอธิปไตยกัมพูชา แต่รัฐบาลฮุนเซนก็เดินหน้ารับรองในสภาแบบรวดเดียวผ่าน

 

แปลว่าในเชิงโครงสร้าง ฮุนเซนเลือก “ปิดเกมชายแดนกับเวียดนามด้วยปากกา” ไม่ใช่ด้วยปืน

 

ผลลัพธ์คือ

  • ชายแดนฝั่งเวียดนามค่อนข้างนิ่ง
  • เวียดนามพอใจที่มีเพื่อนบ้านที่ “เคลียร์แผนที่กันแล้ว”
  • ระบอบฮุนเซนได้ “การันตี” ว่าจะไม่มีเรื่องชายแดนฝั่งตะวันออกมาปั่นให้ระบอบตัวเองสั่นคลอนได้ง่าย ๆ

 

4. ผูกหุ่นทางเศรษฐกิจ: เวียดนาม = ตลาด–โรงงาน–หุ้นส่วนระยะยาว

 

นอกจากการเมืองและทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ :

  • การค้ากัมพูชา–เวียดนาม โตเกินหลายเท่าในรอบสิบปี จากหลักพันล้านดอลลาร์ ไปสู่ระดับกว่าสิบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • เป้าร่วมล่าสุดคือดันตัวเลขการค้าสองประเทศให้แตะ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางปฏิบัติ เวียดนามไม่ใช่แค่ “เพื่อนการเมือง” แต่คือ

  • ทางผ่านสินค้า–โลจิสติกส์ ไปออกทะเลและเชื่อมต่อเศรษฐกิจใหญ่
  • แหล่งทุน–โครงการลงทุนของเอกชนเวียดนามในกัมพูชา
  • และเป็น “ตัวอย่างประเทศ” ที่โตเร็ว ยืนบนฐานเศรษฐกิจแข็ง

 

ดังนั้น สำหรับผู้นำแบบฮุนเซน การชนกับเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันคือการระเบิดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตัวเอง

 

5. แล้วทำไมไทยถึงโดนเล่นเกมชาตินิยมบ่อยกว่าเวียดนาม?

 

ถ้าดูให้ครบทุกมิติ จะเห็น pattern ประมาณนี้:

ฝั่งเวียดนาม

  • คือผู้โค่นเขมรแดงและปั้นรัฐบาลใหม่ให้ฮุนเซน
  • มีสนธิสัญญาเขตแดนที่ฮุนเซนเองยอมรับและผลักดัน
  • ผูกแน่นด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ–การเมือง

 

โจมตีเวียดนามแรง ๆ =

  • ขัดกับเรื่องเล่าที่ใช้สร้างความชอบธรรมของตัวเอง
  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหนัก
  • เปิดช่องให้ฝ่ายค้านย้อนว่า “แล้ว 40 ปีที่นายอยู่ภายใต้อิทธิพลเวียดนามล่ะ?”

 

ฝั่งไทย

  • มีประวัติศาสตร์ขัดแย้งชายแดน–เขตแดน ที่หยิบมาเล่าใหม่ได้ตลอด
  • กระแสชาตินิยมต่อต้านไทยในกัมพูชาถูกผลิตซ้ำเป็นระยะ เช่น ช่วงพิพาทปราสาทพระวิหาร
  • การชี้นิ้วใส่ไทยในยามวิกฤต ช่วยสร้างภาพ “ศัตรูภายนอก” เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองในประเทศ

 

พูดแบบไม่อ้อมค้อม: ไทยคือคู่ขัดแย้งที่ “เล่นการเมืองได้” ส่วนเวียดนามคือเสาหลักที่ “ห้ามแตะ”

 

6. เวียดนาม “ทำอะไร” กับฮุนเซนกันแน่?

 

สรุปในมุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เวียดนามทำ 4 อย่างนี้กับฮุนเซน (และระบอบเขา):

  1. 1) ช่วยให้เกิดและอยู่รอด – บุกโค่นเขมรแดง และติดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ฮุนเซนเป็นแกนนำตั้งแต่แรก
  2. 2) ให้ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ – สร้างเรื่องเล่าร่วมกันว่า “เวียดนามช่วยกัมพูชาพ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ซึ่งฮุนเซนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น narrative หลักของระบอบ
  3. 3) ปิดเกมชายแดนด้วยสัญญา – ผลักสนธิสัญญา 1985 – 2005 – 2019 ให้ชายแดนส่วนใหญ่ “นิ่ง” แล้วลิงก์เสถียรภาพนั้นเข้ากับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน
  4. 4) ผูกผลประโยชน์เศรษฐกิจ–การค้าในระดับโครงสร้าง – ทำให้การชนเวียดนาม = ทำลายอนาคตเศรษฐกิจของตัวเอง มากกว่าผลิตคะแนนนิยม

 

เมื่อเอาทั้งสี่ข้อนี้มารวมกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ฮุนเซนจะกล้าเล่นแรงกับไทย แต่กับเวียดนาม เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งให้ “รุกราน” ตั้งแต่แรก — เพราะทั้งตัวเขาและระบอบที่เขาสร้างขึ้นมา ถูกผูกและปั้นขึ้นมาจากฝั่งฮานอยตั้งแต่วันเกิดใหม่ทางการเมืองแล้ว

รู้ทันสแกรมเมอร์!! ตีแผ่ฐานลับเขมร-ดีลยึดทรัพย์หมื่นล้าน เมื่อการหลอกลวงออนไลน์เชื่อมโยงฟอกเงิน จนนำไปสู่การคว่ำบาตรระดับนานาชาติ แนะคนไทยยึด "3 ไม่" ป้องกันก่อนเสียทรัพย์

รู้ทัน...Scammers EP#1 เรื่องราวของการหลอกลวง ฉ้อโกง ตีแผ่กัมพูชา ดินแดนสวรรค์นักต้มตุ๋น 

ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของสำนักข่าว THE STATES TIMES กองบรรณาธิการได้จัดทำบทความซีรี่ส์พิเศษเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือ เรื่องราว ข้อมูล รายละเอียดที่เกี่ยวการฉ้อโกงออนไลน์ (Scammers) ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่สังคมไทยอย่างมากมาย บทความซีรี่ส์นี้จะกล่าวถึงการหลอกลวงฉ้อโกง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการหลอกลวงฉ้อโกง

ปัจจุบัน เขมรได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์ของ Scammers ปีนี้เอง สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรทั้งสองประเทศได้ร่วมกันดำเนินการครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรในเขมรที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ขนาดใหญ่ อาทิ:

1. มาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายฉ้อโกงที่เชื่อมโยงกับเขมร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรอาชญากรรมในเขมรชื่อ Prince Group และหน่วยงานและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าดำเนินการศูนย์กลางฉ้อโกงออนไลน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังบุคคลและองค์กรหลายร้อยแห่ง โดยทำการอายัดทรัพย์สินและระงับการทำธุรกรรมกับระบบการเงินของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

2. การยึดบิตคอยน์และทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทางการสหรัฐฯ ยังได้ยึดสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมหาศาล (ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์ในรูปของบิตคอยน์) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากกิจกรรมฉ้อโกง ทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

3. ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รัฐบาลเขมรถูกกล่าวหาว่า คนงานจำนวนมากในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ซึ่งหลายคนถูกค้ามนุษย์ด้วยข้อเสนองานปลอม ถูกบังคับให้กระทำการฉ้อโกงทางออนไลน์ภายใต้การข่มขู่ และมีการละเมิดเกิดขึ้นภายในสถานที่เหล่านี้

4. ความกังวลในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น ประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ ตอบสนองโดยการออกคำเตือนและข้อจำกัดด้านการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมการหลอกลวง เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การดำเนินการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรและบุคคลเฉพาะกลุ่มไม่ใช่ต่อประเทศเขมรโดยรวมหรือประชากรทั่วไป แม้ว่า รัฐบาลเขมรได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนการฉ้อโกง และกล่าวว่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เหตุที่เขมรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ รายงานจากแหล่งข่าวนานาชาติ (รวมถึงจากหน่วยงานของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน) ได้ระบุแหล่งรวมการฉ้อโกงขนาดใหญ่ในเขมร และบันทึกขอบเขตของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในภูมิภาคนี้ ศูนย์เหล่านี้มักดำเนินการในลักษณะของสถานที่รวมกลุ่มที่คนงานถูกกดดันให้กระทำการฉ้อโกง

และเมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ไทยได้เป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ข้อมูลข่าวกรอง ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Online Scams) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 60 ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ 

กิจกรรมในการประชุม ประกอบด้วย (1)การประชุมระดับสูง (High-level Segment) โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ร่วมกล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองต่อการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ การอภิปรายเชิงลึกในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับการสืบสวนสอบสวนต่อกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ การตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และการติดตามรู้เท่าทันเทคโนโลยีชั้นสูงที่กลุ่มอาชญากรรมนำมาใช้ และ (2) การรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ “ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement)” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันของประเทศภาคีในการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้าน Online Scams อย่างยั่งยืน มีการสรุปผลการอภิปรายในแต่ละหัวข้อ โดยประเทศที่ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วมและเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในกลไกนี้ มีโอกาสพิจารณาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถนำเสนอข้อริเริ่มและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคต

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยย้ำชัดจะดำเนินคดีทุกกรณี “ไม่มีข้อยกเว้น-ไม่มีการเคลียร์” แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการเปิดปฏิบัติการ “United Thailand Against Scammers” บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงานรัฐ-เอกชน โดยปรับยุทธศาสตร์จากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “รุกไล่” เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ระบบการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “3 ไม่” คือ ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอน เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงทางออนไลน์ (ยังมีตอนต่อไป)

สะเทือนท่องเที่ยวเขมร!! Trip.com ประกาศ “ระงับความร่วมมือ” กัมพูชา หลังชาวจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล . (28 ธ.ค. 2568) – กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Grou

กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Group แพลตฟอร์มให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและจีน ได้ออกแถลงการณ์ “ระงับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์” (Suspension of Strategic Partnership) กับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็น “หมัดน็อค” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาที่กำลังพยายามฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมจากภาคเอกชนจีน ที่หมดความอดทนต่อปัญหาความปลอดภัยและภาพลักษณ์ด้านลบของกัมพูชา

แม้ Trip.com จะระบุเหตุผลในแถลงการณ์ว่าเป็นเรื่องของ “การทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยในเส้นทางท่องเที่ยว” แต่เบื้องลึกเบื้องหลังนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักที่รุมเร้ากัมพูชามาตลอดปี 2568:

1. วิกฤตศรัทธาเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์”
แม้รัฐบาลกัมพูชาจะพยายามประชาสัมพันธ์แคมเปญท่องเที่ยว แต่ภาพลักษณ์ของประเทศกลับถูกผูกติดกับคำว่า “Scam Compound” (นิคมมิจฉาชีพ) โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์และปอยเปต ข่าวการล่อลวงนักท่องเที่ยวจีนและชาวต่างชาติไปกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ ยังคงหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระแสภาพยนตร์และสารคดีตีแผ่ด้านมืดเหล่านี้ ทำให้ชาวจีนเกิดความหวาดกลัว จนเกิดกระแส #BoycottCambodia ในโซเชียลมีเดียจีน (Weibo/Douyin) การที่ Trip.com ยังคงโปรโมทกัมพูชาต่อไป จึงเสี่ยงต่อการถูกกระแสสังคมตีกลับและเสียภาพลักษณ์แบรนด์

2. ความขัดแย้งตามแนวชายแดน (Border Conflict)
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีการปะทะกันของกองกำลังทหาร ส่งผลให้บริษัทประกันภัยการเดินทางหลายแห่ง “ปฏิเสธการคุ้มครอง” นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เมื่อความปลอดภัยของลูกค้าไม่ได้รับการการันตี Trip.com จึงจำเป็นต้องถอดโปรแกรมทัวร์และยุติการส่งเสริมการขายทันที

 ผลกระทบ: เศรษฐกิจกัมพูชา “เจ็บหนัก”
การถอนตัวของ Trip.com ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ: 
สูญเสียตลาดหลัก: นักท่องเที่ยวจีนคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” หลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา การหายไปของช่องทางโปรโมทที่ใหญ่ที่สุด เท่ากับการตัดขาดการเข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนนับล้านคน

 ความเชื่อมั่นพังทลาย: เมื่อแพลตฟอร์มระดับโลกประเมินว่า “ไม่ปลอดภัย” เอเจนซี่ทัวร์จากประเทศอื่น ๆ (เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้) ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินรอยตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

กระทบการลงทุน: โครงการโรงแรมและคาสิโนที่หวังพึ่งพากำลังซื้อจากจีนอาจกลายเป็นตึกร้างเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในสีหนุวิลล์

ทั้งนี้ : ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชาได้รับนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 20% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 4.8 ล้านคน ตามข้อมูลของนายฮูโอต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ คณะกรรมการการท่องเที่ยวกัมพูชายืนยันว่าประเทศ ยังคงปลอดภัยและเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ และ จุดหมายปลายทางหลัก รวมถึงเสียมเรียบและพนมเปญ ดำเนินการ โดยไม่หยุดชะงัก

นัยยะทางการเมือง: แรงกดดันให้ “กวาดล้าง”

นักรัฐศาสตร์มองว่า ท่าทีของ Trip.com (ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีน) อาจเป็นสัญญาณเตือนจากปักกิ่งถึงพนมเปญ ว่าจีนไม่พอใจอย่างมากที่กัมพูชายังปล่อยให้กลุ่มทุนจีนสีเทาใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์กลับมายังพลเมืองจีน และสร้างปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค

การเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับท่าทีของ ประเทศไทย ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ที่เพิ่งประกาศวาระแห่งชาติกวาดล้างสแกมเมอร์และบัญชีม้าอย่างจริงจัง ทำให้กัมพูชาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ถูกบีบจากทั้งเพื่อนบ้านและพี่ใหญ่อย่างจีน

ดังนั้น กรณี Trip.com ยกเลิกความร่วมมือ คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า “ยุคของการทำธุรกิจสีเทาควบคู่กับการท่องเที่ยวจบลงแล้ว” หากกัมพูชาต้องการกอบกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวกลับมา ทางเลือกเดียวคือต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สามารถกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์โฆษณา แต่ต้องสร้าง “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” เท่านั้น
 

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

นทท.จีน เที่ยวนครวัดกัมพูชาลดเกือบ 40% 2 เดือนแรกของปี 2026 คาดเอี่ยวปัญหา สแกมเมอร์-ชายแดนตึงเครียด

(ซินหัว) ไม่นานนี้ ข้อมูลจากอังกอร์ เอนเทอร์ไพรซ์ (Angkor Enterprise) ระบุว่า อุทยานโบราณคดีอังกอร์ของกัมพูชา ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 14,334 คนในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ของปี 2026 ลดลงร้อยละ 39 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนที่มีจำนวน 23,536 คน

อังกอร์ เอนเตอร์ไพรส์ระบุว่า จีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของอุทยานโบราณคดีอังกอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ตามหลังเพียงสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรเท่านั้น

อุทยานโบราณคดีอังกอร์ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดเสียมราฐ ครอบคลุมพื้นที่ 401 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดของกัมพูชา และยังเป็นที่ตั้งของปราสาทโบราณซึ่งสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9-13 รวม 91 แห่ง

ทอง เมงเดวิด (Thong Mengdavid) รองผู้อำนวยการศูนย์จีน-อาเซียนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์กัมพูชา กล่าวว่าการลดลงดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับปัญหาแก๊งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ และสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับไทย

เมงดาวิดให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซินหัวว่า ด้วยการสนับสนุนจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่เข้มแข็งและการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ ตนเชื่อว่านโยบายฟรีวีซ่าให้แก่ชาวจีนของกัมพูชา ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 นี้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาเยือนกัมพูชามากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะนครวัด

อนึ่ง ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้คำมั่นเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ว่ากัมพูชาจะกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ให้หมดสิ้นภายในเดือนเมษายน ปี 2026 นี้

ที่มา : Xinhua

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr
 

กัมพูชาอาจแซงไทย? เคซีย์ บาร์เน็ตต์ชี้ กัมพูชาอาจแซงไทยใน 75 ปี เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5.5% เทียบไทย 2% ประชากรเพิ่มมากกว่า หากอัตราเกิดยังสูง เสนอขยายวันลาคลอดและเงินโบนัสครอบครัว

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ชี้กัมพูชามีศักยภาพแซงไทยทางเศรษฐกิจในอีก 75 ปี

พนมเปญ, 6 พฤษภาคม 2569 — กัมพูชาอาจแซงไทยได้ทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดประชากรภายในอีก 75 ปีข้างหน้า หากสามารถใช้นโยบายระยะยาวที่เหมาะสม ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชากล่าวเมื่อวันพุธ

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวเร็วกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่แนวโน้มประชากรก็อาจเปลี่ยนมาเป็นผลดีต่อกัมพูชา หากอัตราการเกิดยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับไทย

“เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.1% ในปี 2568 ขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวอย่างน้อย 4.8%” บาร์เน็ตต์กล่าวในข้อความที่โพสต์ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของเขา

จากการวิเคราะห์ของเขา GDP ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% ระหว่างปี 2558–2568 เมื่อเทียบกับไทยที่เติบโตเฉลี่ยราว 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน

บาร์เน็ตต์ยังชี้ถึงแนวโน้มประชากร โดยระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยอยู่ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2568 ขณะที่กัมพูชาอยู่ที่ 2.5 คน เขาให้เหตุผลว่า หากกัมพูชารักษาอัตราการเกิดที่สูงกว่าไว้ได้ ประชากรกัมพูชาอาจมีจำนวนมากกว่าไทยภายใน 75 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาได้ลดลงแล้วจาก 3.8 คนในปี 2543 เหลือ 2.5 คนในปี 2568 ขณะที่การคาดการณ์ของสหประชาชาติประเมินว่า อาจลดลงต่อไปเหลือ 1.8 คนภายในปี 2643

บาร์เน็ตต์กล่าวว่า กัมพูชาเสี่ยงเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานระยะยาว และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง หากภาวะประชากรลดลงเร่งตัวขึ้น โดยยกตัวอย่างประเทศในยุโรปที่ประสบปัญหาในการฟื้นอัตราการเกิด หลังอัตราดังกล่าวลดต่ำกว่า 1.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ เขาเสนอชุดมาตรการเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนครอบครัว เพิ่มการมีส่วนร่วมของแรงงาน และดึงดูดแรงงานทักษะสูง

ข้อเสนอของเขารวมถึงการขยายวันลาคลอดแบบได้รับค่าจ้างจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน การออกคูปองดูแลเด็กมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับเด็กเล็ก การขยายความคุ้มครองประกันสุขภาพให้ครอบคลุมการรักษาภาวะมีบุตรยาก และการให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ครอบครัวที่มีบุตรคนที่สามหรือคนที่สี่

บาร์เน็ตต์ยังแสดงความเห็นคัดค้านการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ โดยระบุว่าอาจลดผลิตภาพ และทำให้เยาวชนชะลอการศึกษาและการแต่งงาน

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีนโยบายจูงใจชาวกัมพูชาในต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติให้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในกัมพูชา เช่น วีซ่าระยะยาว และสิทธิพำนักถาวรสำหรับแรงงานทักษะสูง

สำหรับแหล่งเงินสนับสนุนมาตรการดังกล่าว บาร์เน็ตต์เสนอให้กัมพูชาค่อย ๆ เพิ่มภาษีทรัพย์สินรายปี และขยายการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยระบุว่า อัตราภาษีทรัพย์สินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา

ความเห็นของเขามีขึ้นในช่วงที่กัมพูชายังคงพยายามเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และขยายกำลังแรงงาน ท่ามกลางการแข่งขันในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/100083882304435/posts/944272045045530/?rdid=HssGyaaKGgMYf2eT#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top