Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

คนเขมร โพสต์ระบาย!! ประเทศอ่อนแอ ผู้นำหาประโยชน์ ให้ครอบครัว ชี้!! ยากจน ไม่มีอะไรเลย นอกจาก ‘นิ้วมือสิบนิ้ว’ ที่คอยไปขอบริจาค

(23 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

คนเขมรคนนี้ชื่อ Chi Chy โพสต์ระบายอยู่ในโพสต์ของ Un Sam An ที่เขียนเรื่องเสียตาเมือนธม เขาร่ายยาวด่าความโง่เขลาของชนชาติตนเอง สิ่งที่พูดมีทั้งถูกและผิด แต่คือเริ่มตาสว่างแล้ว มีคนกดสนับสนุนเป็นอันมาก อ่านๆ ดูแล้วน่าสงสารเหมือนกัน เลยเอาเข้า chat gpt แปลมาให้ดูนะครับ เขาพิมพ์ว่า 

ในบรรดาประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มีแต่กัมพูชาเท่านั้นที่ยังคงตกเป็นเหยื่อการรุกรานจากเวียดนามและสยาม เพราะประเทศเรายากจน กองทัพอ่อนแอ ผู้นำก็โง่เขลา เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ให้ครอบครัว ตัวอย่างเช่น ประเทศอื่นๆ มีทั้งเครื่องบินรบ เรือรบ เรือดำน้ำ (สยามแม้ยังไม่มี แต่ตอนนี้ก็กำลังสั่งซื้อแล้ว) ลาวเองยังมีเครื่องบินรบ 10 ลำ แต่กัมพูชากลับไม่มีอะไรเลย มีแต่ไม้พลองกับนิ้วมือสิบ นิ้วที่คอยไปขอยืมหรือรับบริจาคจากคนอื่น

กองทัพของประเทศต่างๆ มีไว้เพื่อปกป้องประเทศและประชาชน แต่กองทัพกัมพูชากลับมีไว้เพื่อเต้นและร้องเพลงเล่นๆ ตำรวจ–ทหารที่ควรจะปกป้องพรมแดนก็ไม่อยู่ตรงพรมแดน ปล่อยให้ศัตรูรุกรานเข้ามาลักลอบแทรกซึมถึงในหมู่บ้านและแผ่นดินของตัวเอง แต่ก่อนเคยส่งทหารไปเป็นพันเป็นหมื่นประจำพรมแดน แล้วตอนนี้หายไปไหนหมด? ปล่อยให้เขามาลักลอบรุกรานบนแผ่นดินตัวเองอย่างนี้ได้อย่างไร?

ถ้าเป็นการรุกรานบนแผ่นดินคนอื่นยังพอว่า แต่นี่มันเข้ามารุกรานถึงในหมู่บ้านของชาวเขมรทั้งสิ้น แต่เจ้าหน้าที่เขมรไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวสู้สักคน ได้แต่แถลงข่าว ทั้งก่อนสู้ ระหว่างสู้ หลังสู้ หลังถูกปิดล้อมยึดปราสาทและที่ดินบางส่วนของกัมพูชา แล้วกัมพูชาทำอะไรได้บ้างกับกองทัพสยามในทุกวันนี้? นอกจากออกแถลงการณ์ทุกวัน?

ถามเหมือนคนโง่ว่า การเดินธรรมยาตรามันมีประโยชน์อะไร? หยุดการรุกรานจากต่างชาติได้ไหม? ถ้าอย่างนั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังทำสงครามกัน พวกเขาก็แค่ทำธรรมยาตราเพื่อสกัดศัตรู ไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธมาสู้เลยหรือ? แค่พากันเดินธรรมยาตราให้สงบแล้วศัตรูก็จะไม่กล้ารุกรานอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? ควรใช้สมองคิดบ้างเถอะในสมัยนี้

ก็เพราะเราโง่นั่นแหละถึงถูกเพื่อนบ้านรังแก รุกรานทุกวันเหมือนเวียดนามและสยาม โชคยังดีที่ลาวในปัจจุบันยังยากจนและกองทัพยังไม่ทันสมัยเท่าเวียดนามและสยาม ไม่เช่นนั้นกัมพูชาคงถูกลาวรุกรานเหมือนในอดีตไปแล้ว แต่ผู้นำกลับเอาเงินไปซื้อแต่นาฬิกาแพงๆ มาอวด ซื้อสัญชาติ ซื้อบ้านหรูในต่างประเทศ โอนเงินไปเก็บไว้ต่างประเทศ เปิดบริษัทต่างๆ ในต่างประเทศนับไม่ถ้วน

อีก 10 ปี 20 ปี 40 ปีก็จะยังถูกเวียดนามและสยามรุกรานอยู่ อย่าหวังว่าเขาจะหยุด เพราะประเทศเรายากจน ผู้นำเอาแต่ขอ คนก็เอาแต่ขอ กองทัพก็เอาแต่ขอ 

เวียดนามกับสยามที่เคยช่วยขับไล่ฝรั่งเศสออกจากกัมพูชาก็ไม่ใช่เพราะสงสารหรืออยากช่วยเขมร แต่เขาอยากไล่ฝรั่งเศสออกไปเพื่อให้ตัวเองสะดวกในการรุกรานแผ่นดินเราทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

ตาสว่างกันหรือยัง? จะโง่ต่อไปอีกเท่าไร? ปกครองประเทศมากว่า 40 ปีแล้ว ยังโง่เขลาไร้ปัญญาอยู่ถึงเพียงนี้หรือ

กษัตริย์กัมพูชา เสด็จจีน ตั้ง 'ฮุนเซน' เป็น!! ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์

(23 ส.ค. 68) กระทรวงข่าวสารกัมพูชา รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา พร้อม พระวรราชมารดา นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เตรียมเสด็จฯ เยือน ประเทศจีน ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ เพื่อรับการตรวจพระพลานามัย โดยระหว่างที่พระองค์ ไม่ได้ประทับอยู่ในกัมพูชา สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐ

องค์หญิงฯ กัมพูชา ทนไม่ได้ ต้องออกมา Live สด ลั่น!! สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

(25 ส.ค. 68) ความจริงเรื่องนี้ค่อนข้างผ่านมาพอสมควรแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในกระแสอยู่ไม่ตกไปไหน  นั่นคือเรื่องที่ เจ้าหญิงนโรดม เจนณา แห่งกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามผ่านทางวิดีโอที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกร้องให้โลกาอย่าเชื่อข่าวปลอมและให้หยุดความขัดแย้งต่างๆ. โดยวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นหลังจากการกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชาที่ทำให้องค์หญิงฯต้องออกมา Live ในฐานะที่ตนเป็นราชนิกูลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ โดยเอย่าขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

• องค์หญิงฯได้ออกมากล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าขอให้ “ชาวโลกไม่หลงเชื่อความโกรธและข้อมูลที่บิดเบือน” และยืนยันว่าเธอ “ยืนเคียงข้างชาติของเธอ“ โดยใจความว่าเธอต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองปัดข่าวลือหรือข่าวเท็จนั่นเอง
• ทรงกล่าวต่อว่า "สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง" แต่กลับสร้างแต่ความเจ็บปวดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปตลอดกาล
• ทรงเน้นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นประเทศเล็ก แต่มี จุดยืนแน่วแน่ในการรักษาสันติภาพ, และแสดงความเคารพต่อความทุกข์จากอดีตที่ชาติได้เคยเผชิญ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
• ทรงสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงครามช่วงอดีตว่า: “สงครามไม่ได้ทำให้เราได้ที่ดิน หรืออำนาจ มีแต่ความสูญเสีย บ้านพัง พ่อแม่กลายเป็นหม้าย ลูกกลายเป็นเด็กกำพร้า อนาคตที่หายไป”
• ในถ้อยแถลงภาษาภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสของคำแถลง ยังกล่าวว่า: “สงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง” และมีแต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจย้อนกลับ โดยเฉพาะต่อครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปอย่างสิ้นเชิง”
• ตอนท้ายของคำพูด ทรงกล่าวว่า “ขอให้ความหวังดีมีมากกว่าความโกรธ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องร่ำลาลูกเพราะสงครามอีก” และ “ขอยืนเคียงข้างชาติของพระองค์”

เอย่าจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการเขียนบทความนี้ออกมาเพื่อทำการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงโดยทั่วกัน

1. เรื่องกบฏกษัตริย์กัมพูชานั้น  ไม่มีมูลเลย ในช่วงที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือการก่อกบฏของกองทัพ  แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทำการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชา  ทุกคนต้องอย่าลืมนะคะว่าทุกวันนี้กัมพูชายังมีกษัตริย์อยู่มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  แต่ข่าวลือที่ออกมากลับพบว่าการกบฏนั้นเป็นการโค่นล้ม สมเด็จมหาเดโชฮุนเซน ไม่ใช่กษัตริย์อย่างที่กล่าวอ้าง  ดังนั้นองค์หญิงอ้างว่ามาขอ Live เพราะชี้แจงสถานการณ์นี้จึงไม่ถูกต้อง

2. ประเด็นต่อมาเรื่องข่าวเท็จ  องค์หญิงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่จะมีสิทธิ์ออกมากล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวแทนของชาติ  เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติสากล  ดังนั้นองค์หญิงจึงพูดในฐานะอินฟลูฯคนหนึ่งที่เอย่าได้ข่าวว่า การที่องค์หญิงพยายามพูดสื่อสารหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาจีนก็เพราะว่า เจ้าหญิงเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ  “Summer Song” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง  และเหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับแฟนคลับโดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีน

3. แม้พระราชดำรัสของเจ้าหญิงจะดูดีและสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการนั้นคืออะไร หากเจ้าหญิงจะสื่อสารไปให้คนทั้งโลกได้รู้ต้องถามว่าเพื่ออะไร  เพราะทุกภาษาที่เจ้าหญิง  และเจ้าหญิงใช่คนที่เป็นตัวแทนของชาติในการออกมาพูดภาษาต่างประเทศหรือไม่  นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดหลักการปฏิบัติและนั่นแหละที่คนไม่ให้คุณค่าของคำพูดของเจ้าหญิงทั้งภาษาเขมร ฝรั่งเศส จีนและอังกฤษ ล้วนเป็นภาษาที่องค์หญิงเรียนรู้มาแต่สำหรับผู้ฟังแล้วคนที่ต้องการรับทราบจริงๆอาจจะเป็นคนกัมพูชาและคนไทยเสียมากกว่า อีกอย่างองค์หญิงฯควรศึกษา Fact จากแหล่งข่าวสากลด้วยไม่ใช่รับรู้จากแหล่งข่าวในประเทศเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่เอย่าเคยบอกท่านผู้อ่านเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาว่าทำไมภายนอกพูดอีกอย่างแต่สำนักข่าวในประเทศลงอีกอย่าง และควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนออกมาแถลง

อนึ่งองค์หญิงฯทราบหรือไม่ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากย้อนมองสงครามครั้งนี้แล้วถามว่าราชวงศ์ของไทยทำอะไรบ้าง…ท่านเลือกจะเงียบและกระทำสิ่งต่างๆดังข้อด้านล่างนี้มากกว่าการที่ออกมากล่าวอะไรนั่นก็คือ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์รับภาระในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:
• จัดพิธีศพผู้เสียชีวิตภายใต้พระราชทาน—ดำเนินตามพิธีราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ
• ส่งทีมจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าเยี่ยมเยือนผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
• ประสานงานเพื่อดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเสียหายและจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมทดแทน

หากถามว่าในอดีตกษัตริย์ไทยได้ทรงตรัสอะไรบ้างเอาเป็นว่าเอย่าจะยกตัวอย่างมาให้ดู  ย้อนกลับไปดูที่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทรงตอบต่อนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งทูลถามพระองค์ท่านขณะเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดาร ในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ท่านทรงตอบคำถามกับนักข่าว BBC ในเวลานั้นว่าที่ถามเรื่องที่ท่านต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างไรว่า “เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์ แต่สู้กับปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน” หรือจะเอาคำตอบของในหลวง ร.10 ที่ตอบนักข่าว BBC ที่ถามว่า “คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ ทว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาบนท้องถนนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ” ในหลวง ร.10 ทรงยิ้มแย้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น...เรารักพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน” แต่นักข่าวคนนั้นก็ยังถามว่า “มีโอกาสที่จะประนีประนอมหรือไม่”  ในหลวง ร.10 ท่านทรงตรัสกลับไปสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” อันหมายถึงท่านไม่เคยโกรธ เกลียด ใครที่เคยชังท่านเลย  คำตอบของท่านเพียง 10 วินาทีสามารถจบคำถามของนักข่าวคนนั้นได้

ดังนั้นองค์หญิงน้อยควรต้องทราบถึงกิจของการเป็นราชนิกูลนั่นหมายถึงการแบกประชาขนไว้บนบ่า กากรกระทำอะไรแม้จะเป็นการกระทำในนามส่วนบุคคลก็ดีแต่นั่นถือเป็นการดึงเอาราชวงศ์ลงมาแปดเปื้อนมัวหมองได้  แต่ถ้าองค์หญิงอยากจะเติบโตไปในสายของอินฟลูฯเต็มตัว การใช้ชื่อ เจณนา นโรดม เหมือนสามัญชนทั่วไปน่าจะเหมาะสมกว่า

สื่อนอกแฉ!! ‘ฮุน เซน’ รายได้เดือนละ 4 หมื่น แต่รวยทะลุ 1.4 แสนล้าน ชี้มาจากครอบครัวคุม ‘ธุรกิจ-สื่อ-กองทัพ’ ครองอาณาจักรกัมพูชาเบ็ดเสร็จ

(25 ส.ค. 68) นิตยสาร Property & Development ของอังกฤษ เปิดโปงว่า ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และครอบครัวมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้รายได้ทางการจากตำแหน่งผู้นำประเทศจะเพียงเดือนละ 40,000 บาทเท่านั้น แต่กลับสะสมความมั่งคั่งผ่านเครือข่ายธุรกิจและอำนาจการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานจากองค์กร Global Witness เมื่อปี 2016 ระบุว่า ครอบครัวฮุน เซน เป็นเจ้าของกิจการในกัมพูชามากกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินและทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสหราชอาณาจักร เครือข่ายอิทธิพลนี้ทำให้ราชวงศ์ฮุนยังคงกุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ กองทัพ และสื่อภายในประเทศ

แม้จะถูกวิจารณ์หนักเรื่องความหรูหราส่วนตัวท่ามกลางความยากจนของชาวกัมพูชา เช่น การสวมใส่นาฬิกามูลค่าหลายสิบล้านบาทต่อเรือน แต่ครอบครัวฮุน เซน ก็ยังคงรักษาฐานอำนาจได้แน่น ผ่านการแต่งตั้งลูกหลานเข้าคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งกองทัพ รัฐบาล และธุรกิจสื่อ โดยในปี 2023 ฮุน เซน ส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้บุตรชาย ‘ฮุน มาเนต’ ขณะที่ตนเองขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสะสมทรัพย์สินและอำนาจของราชวงศ์ฮุน คล้ายกับตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงเรียกร้องความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก จึงยากที่ครอบครัวฮุนจะสูญเสียอิทธิพลในเร็ววัน

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยันถึงความภักดีของกัมพูชาต่อจีน ขอยึดนโยบาย ‘จีนเดียว’ ผลักดันเศรษฐกิจและการค้าที่แข็งแกร่ง

(25 ส.ค. 68) สำนักข่าว China Daily รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันความสัมพันธ์กับจีนที่มีความใกล้ชิดมายาวนานหลายทศวรรษ โดยพัฒนามาจนเป็น “มิตรภาพแน่นแฟ้น” ที่ยืนอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นทางการเมือง การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกยกระดับสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ภายใต้กรอบ Diamond Hexagon Cooperation ซึ่งมุ่งสร้าง “ชุมชนร่วมอนาคต” ที่มั่นคงสำหรับทั้งสองประเทศ

จีนสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาของกัมพูชาที่เหมาะสมกับบริบทในประเทศ ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนหยัดนโยบาย “จีนเดียว” โดยถือว่าไต้หวัน ฮ่องกง ซินเจียง และทิเบต เป็นกิจการภายในของจีน ความสัมพันธ์ระดับผู้นำและการติดต่อสื่อสารในทุกระดับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา พลังงาน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ก้าวหน้าอย่างชัดเจน

โครงการภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกัมพูชา เช่น สนามบินนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ ทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษพระสีหนุ ขณะเดียวกันยังมีแผนสนับสนุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฟูนันเตโช ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกัมพูชา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าก็ขยายตัวต่อเนื่อง หลังการลงนาม ข้อตกลงการค้าเสรีกัมพูชา–จีน (CCFTA) ในปี 2020 ปริมาณการค้าสองทางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสองประเทศยังพัฒนา “ระเบียงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” และ “ระเบียงปลาและข้าว” เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลักดันการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว กัมพูชาและจีนยังเน้นการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและประชาชน เช่น การกำหนดปี 2025 ให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยว” ต่อเนื่องจาก “ปีแห่งการแลกเปลี่ยนประชาชน” ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมุ่งขยายบทบาทในกรอบความร่วมมือพหุภาคีอย่าง SCO เพื่อสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค

‘พงศ์กวิน’ แจงปมดึงแรงงานศรีลังกาแทนกัมพูชา ชี้ เป็นการแก้ปัญหาภาวะเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

‘พงศ์กวิน’ เผย หอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง  ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา 

ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

มติเอกฉันท์ 120 เสียงในสภากัมพูชา เห็นชอบ!! แก้กฎหมาย ‘ถอนสัญชาติ’ คนไม่จงรักภักดีต่อชาติ

(27 ส.ค. 68) รัฐสภากัมพูชาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 120 เสียง เห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ให้อำนาจรัฐบาลเพิกถอนสัญชาติจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและผู้เห็นต่าง

ก่อนการลงมติ องค์กรพัฒนาเอกชนกัมพูชากว่า 50 แห่งออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่ากฎหมายมีถ้อยคำที่คลุมเครือ อาจส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมเตือนว่า “หากถูกเพิกถอนสัญชาติ ก็เท่ากับสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างในบ้านเกิด”

ทางด้านซอร์ ซกคา (Sar Sokha) รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชา ชี้แจงต่อสภาว่ากฎหมายใหม่นี้มีความจำเป็นต่อการปลุกจิตสำนึกรักชาติ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มเล็กๆ ของชาวกัมพูชาแสดงพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และควรถูกตัดสิทธิความเป็นพลเมือง พร้อมเชื่อมโยงกับความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กฎหมายยังต้องผ่านวุฒิสภาและได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์นโรดม สีหมุนี ซึ่งโดยปกติมักเป็นเพียงพิธีการ หากประกาศใช้จริงกฎหมายจะครอบคลุมถึงผู้ถือสองสัญชาติและผู้ได้รับสัญชาติกัมพูชาภายหลัง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบโดยตรงต่อฝ่ายการเมืองฝ่ายค้านและนักวิจารณ์รัฐบาลในอนาคต

สื่อเขมร โพสต์ถามไทยจะช่วยสร้าง 7 โครงการต่อหรือไม่ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ

(3 ก.ย. 68) Khmer Times โพสต์ถาม ไทยยังเดินหน้าช่วยกัมพูชาตาม 7 โครงการ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนหรือไม่

สื่อกัมพูชา Khmer Times โพสต์ตั้งคำถามต่อความช่วยเหลือจากไทย หลังจากที่รัฐบาลแพทองธารเคยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชาไว้ 7 โครงการ ว่าหลังการถอดถอน “อุ๊งอิ๊ง” ไทยจะยังคงดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่ โดยบทความได้สัมภาษณ์นักวิชาการกัมพูชา ซึ่งย้ำว่า ไทยมีพันธะตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

โซเชียลเขมรระอุ!! เพจดังเผยภาพ ‘พระราชวังหลวงกัมพูชา’ เต็มไปด้วยขยะเกลื่อน แถมมีเจ้าหน้าที่ยืนปัสสาวะข้างกำแพง

(3 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force เผยภาพชวนช็อกจากพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล กรุงพนมเปญ หรือพระราชวังหลวงกัมพูชา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว แต่กลับพบกองขยะเกลื่อนกลาด และมีชายในเครื่องแบบคล้ายทหาร–ตำรวจยืนหันหน้าเข้ากำแพงทำท่าคล้ายปัสสาวะ

ภาพดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโซเชียลไทย หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมว่าบุคคลในเครื่องแบบสามารถปฏิบัติแบบนั้นได้หรือไม่ เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นหน้าเป็นตาของชาติ ขณะที่บางคนแชร์ประสบการณ์ว่าเคยพบเห็นปัญหาขยะในกัมพูชามานานหลายสิบปี

ชาวเน็ตบางส่วนเล่าว่า เมื่อเคยเดินทางไปพนมเปญหรือเสียมราฐก็พบปัญหาสิ่งแวดล้อมและความไม่สะอาดอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ตลาด ร้านอาหาร ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ พร้อมสะท้อนว่าปัญหานี้อาจสะสมมานานและสะท้อนถึงการจัดการของรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ

สำหรับพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล หรือที่คนไทยเรียกว่า “พระราชวังเขมรินทร์” สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำจตุมุข 4 สายที่บรรจบกัน ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการปกครองของกัมพูชา แต่กลับถูกบดบังภาพลักษณ์ด้วยภาพกองขยะและพฤติกรรมไม่เหมาะสมในครั้งนี้

‘กองทัพกัมพูชา’ ลุยแผนเสริมกำลังพลไม่หยุด รับอาสาสมัครชายหนุ่ม อายุ 18–25 ปี เข้าประจำการ

(3 ก.ย. 68) กองทัพบกกัมพูชาประกาศเปิดโครงการรับสมัครอาสาสมัครรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับราชการในกองทัพทหารราบ ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการทหารสูงสุด โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกกลางกำกับดูแลขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่แจกใบสมัคร ตรวจสอบประวัติ จนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย

การรับสมัครเปิดตั้งแต่วันที่ 1–10 กันยายน ที่กองบัญชาการและสำนักงานทหารในภูมิภาค ก่อนส่งผลไปยังคณะกรรมการกลาง ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูล ระหว่างวันที่ 14–15 กันยายน ต่อด้วยการตรวจร่างกายและคุณสมบัติในวันที่ 16–18 กันยายน และคัดกรองรอบสุดท้ายภายในสิ้นเดือนกันยายน เพื่อบรรจุเป็นทหารประจำการอย่างเป็นทางการ

ผู้สมัครต้องเป็นชายชาวกัมพูชา อายุ 18–25 ปี จบการศึกษาขั้นประถมเป็นอย่างน้อย สูงไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร และมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ติดยาเสพติด หรือประวัติอาชญากรรม โดยให้สิทธิพิเศษกับญาติของทหารผ่านศึก ผู้พิการจากการรบ หรือครอบครัวทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารทางราชการครบถ้วน ทั้งบัตรประจำตัว หนังสือรับรองความประพฤติ ใบรับรองแพทย์ และรูปถ่าย พร้อมผ่านการตรวจสุขภาพ การตรวจสอบประวัติจากตำรวจทหาร และการตรวจสารเสพติด กองทัพย้ำว่าการรับสมัครครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษากำลังพลและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับระบบการป้องกันประเทศของกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top