Tuesday, 14 July 2026
WORLD

เปิดปริศนา “เจ้าคำก่ายน้อย” ซีรีส์หงสาวดีปลุกกระแสตามรอยประวัติศาสตร์ เปิดปมเจ้าฟ้าไทใหญ่ผู้ถูกเล่าว่าเป็นสหายพระนเรศ ที่พงศาวดารไม่เคยบันทึก เรื่องเล่ามิตรภาพหรือยุทธศาสตร์สร้างแรงเกรงขามต่อพม่า

เอย่าต้องยอมรับว่า​ซีรีส์เรื่องหงสาวดี​ ปลุกให้การท่องเที่ยวเมียนมากลับมาคึกคักอีกครั้ง​ โดยเฉพาะการตามรอยสถานที่ในซีรีส์​  แต่พอกลับมาดูในความเป็นจริงตามพงศาวดารแล้ว​ การระบุถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง​ พระนเรศ กับ​ Min Gyi Swa หรือคนไทยเรียกว่า​ มังกะยอชวา​ กลับไม่มีระบุถึงความสัมพันธุ์ของทั้ง​2 มากนัก​ แต่วันนี้เอย่าจะไม่พูดถึงความสัมพันธุ์ดังกล่าวเพราะหลายคนน่าจะหาอ่านหาฟังได้จากสื่อออนไลน์หลายช่องทางแล้ว​  วันนี้เอย่าจึงขอนำเสนอเรื่องของเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมสาบานกับพระนเรศ​ นั่นคือ​เจ้าคำก่ายน้อย

เจ้าคำก่ายน้อย​ หรือบางพงศาวดารเรียกว่า​เจ้าคำแก้วน้อย​มีระบุว่ามีตัวตนจริงในพงศาวดารฝั่งไทใหญ่ว่าเป็นองค์ประกันเช่นเดียวกับพระนเรศ​ ท่านเป็นจ้าชายจากเมืองแสนหวี​ แม้ไม่มีบันทึกในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและไทใหญ่​ แต่กลับมีเรื่องราวเล่าขานว่าเจ้าคำก่ายน้อยคือพระสหายคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศและเป็นคนที่เป็นเหตุให้พระนเรศยกพลไปช่วยเนื่องจากเจ้าคำก่ายน้อยติดศึกกังอังวะจนได้ไข้และสวรรคตที่เมืองหาง​

ประเด็นที่น่าแปลกคือในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและพม่าไม่เคยมีระบุชื่อของเจ้าฟ้าไทใหญ่องค์นี้​  มีเพียงตำนานเล่าขานในฝั่งไทใหญ่เท่านั้นที่อ้างว่าเป็นพระสหายคนสนิท

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มองว่าการที่พระนเรศยกทัพปราบอังวะ​ ก็เพราะว่าหลังการล่มสลายของหงสาวดีด้วยเหตุว่าถ้าปล่อยให้อังวะฟื้นตัว​ฟากพม่าจะกลับมาเป็นภัยต่ออยุธยาอีกก็เป็นได้​

แต่ทำไมตำนานฝั่งฉานกลับกลายเป็นอีกเรื่องนั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่​ รวมถึงล้างช้างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ฝั่งกรุงศรี​  เป็นไปได้ที่ตำนานการอ้างความสนิทสนมกับกษัตริย์กรุงศรีที่เพิ่งรบชนะพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีจะสร้างความเกรงกลัวและ77ป้องกันการขยายอิทธิพลของฝั่งพม่ามายังรัฐฉานก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องราวของเจ้าคำก่ายน้อยจะเป็นจริงหรือแค่ตำนาน​ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่สร้างเสริมเติมแต่งจนสร้างความใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับชาวไทใหญ่ในเวลาต่อมา​

ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์พระนเรศวรในเมืองตุน​หรือ​ Mong Ton บริเวณ​ดอยไตแลง​ โดยดอยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลัง​  RCSS  ของเจ้ายอดศึกนั่นเอง

ที่มา : AYA

“หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ” ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิ’ คุกเข่าในออสเตรเลีย ถูกมองสำนึกผิดแบบมีผลประโยชน์ แฝงเกมปิดล้อมจีน จุดชนวนเอเชียเดือด ถูกมองเลือกขอโทษตะวันตก เมินเหยื่อสงครามตัวจริง

"หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้'  เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/984873714050168/?rdid=uiJh4mvNSoM53MTG#

ชิปยังร้อนแรง!! SEMI มองความต้องการเซมิคอนดักเตอร์โตต่อ แม้ห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงจากตะวันออกกลาง คาดยอดขายโลกแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 'อาจิต' มั่นใจความต้องการไม่ลดลง หวั่นปัญหาวัตถุดิบกระทบบ้างในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจมองความต้องการ 'ชิป' ยังสูง แม้เกิดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

กัวลาลัมเปอร์, 6 พ.ค. (ซินหัว) -- อาจิต มาโนชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเซมิ (SEMI) กลุ่มอุตสาหกรรมชิประดับโลก กล่าวนอกรอบการประชุมเซมิคอน (SEMICON) แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2026 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่าความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป แม้ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจากวิกฤตตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการค้าอื่นๆ

อาจิตระบุว่ายอดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะสูงแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 และเพิ่มขึ้นสองเท่าสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64.71 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลที่ใช้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ อาจิตมองว่าความเสี่ยงที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2026 แม้การขาดแคลนวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มในระยะยาวก็ตาม

ที่มา : Xinhua

จับตาแพร่เชื้อใกล้ชิด!! WHO เร่งสอบสวนฮันตาไวรัสบนเรือ Hundius ก่อนมุ่งหน้าหมู่เกาะคานารี ชี้ผู้ป่วยอาจติดเชื้อก่อนเดินทาง แต่ยังไม่ตัดแพร่ใกล้ชิด

เมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา (hantavirus) 

บนเรือสำราญฮันดิอุส (Hundius) ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน อาจติดเชื้อตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้ว ทำให้ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์บนเรือ

องค์การฯ ได้รับรายงานการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือฮันดิอุสเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ซึ่งระบุว่ามีผู้ล้มป่วย 7 ราย และผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเตรียมพร้อมและป้องกันโรคระบาดและโรคระบาดใหญ่ขององค์การฯ เผยว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งและต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แวน เคอร์โคฟ กล่าวว่าผู้ป่วยรายหนึ่งรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูในแอฟริกาใต้และอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ส่วนผู้ป่วยอีกสองรายที่ยังคงอยู่บนเรือนั้นรอการอพยพทางการแพทย์เพื่อรับการรักษาในเนเธอร์แลนด์ ขณะผู้โดยสารที่เหลือบนเรือได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ในห้องพักระหว่างดำเนินการฆ่าเชื้อและมาตรการสาธารณสุขอื่นๆ

สำหรับประเด็นต้นตอของไวรัส แวน เคอร์โคฟ กล่าวว่าผู้ป่วยกลุ่มแรกที่เป็นสามีภรรยากันได้ขึ้นเรือในอาร์เจนตินา ส่วนระยะเวลาฟักตัวของไวรัสฮันตาอยู่ที่ 1-6 สัปดาห์และเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ข้อสันนิษฐานตอนนี้คือพวกเขาอาจไม่ได้ติดเชื้อบนเรือ และเชื่อว่าอาจเกิดการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ เช่น คู่สามีภรรยา และคนที่พักในห้องเดียวกัน

ข้อมูลขององค์การฯ ระบุว่าการแพร่เชื้อไวรัสฮันตาระหว่างมนุษย์พบได้ยาก แต่เคยมีรายงานการแพร่กระจายแบบวงจำกัดผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในการระบาดของไวรัสแอนดีส (Andes virus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไวรัสตระกูลฮันตา โดยไวรัสฮันตามีพาหะเป็นสัตว์ฟันแทะและสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ ซึ่งไม่มีการรักษาเฉพาะทางนอกจากรักษาตามอาการ

ทั้งนี้ เรือฮันดิอุสมีกำหนดเดินทางต่อไปยังหมู่เกาะคานารีของสเปน และองค์การฯ กำลังประสานกับทางการสเปนเพื่อดำเนินงานสอบสวนทางระบาดวิทยาและฆ่าเชื้อเรือทั้งลำอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : Xinhua

ฮอร์มุซยังระอุ!! UKMTO ยืนยันมีเรือถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ เรือขนส่งสินค้า CGM San Antonio ถูกโจมตี เส้นทางเรือหลังเหตุไม่สามารถติดตามได้ ลูกเรือเจ็บหลายราย เพิ่มแรงกดดันความมั่นคงทางทะเล

เรือขนส่งสินค้า CGM San Antonio ถูกโจมตีในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ส่งผลให้ลูกเรือได้รับบาดเจ็บหลายราย สำนักข่าว CBS รายงานเมื่อวันพุธ โดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

รายงานระบุว่า เรือดังกล่าวซึ่งระบุชื่อว่า CGM San Antonio และเป็นของบริษัทฝรั่งเศส ถูกโจมตีด้วยสิ่งที่คาดว่าอาจเป็นขีปนาวุธร่อนโจมตีภาคพื้นดิน ในอ่าวเปอร์เซีย เมื่อช่วงค่ำวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

ลูกเรือหลายรายได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้าน United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ยืนยันว่า มีเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุพุ่งชนในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อเรือ

CBS รายงานว่า เมื่อเวลาเที่ยง เรืออยู่ใกล้เมืองดูไบ แต่หลังจากนั้นไม่สามารถติดตามเส้นทางการเดินเรือต่อไปได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศ “Project Freedom” ซึ่งเป็นปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือเรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซและต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ ก่อนที่ต่อมาเขาจะประกาศหยุดภารกิจคุ้มกันเรือเป็นการชั่วคราว

ที่มา : Sputnik

กัมพูชาอาจแซงไทย? เคซีย์ บาร์เน็ตต์ชี้ กัมพูชาอาจแซงไทยใน 75 ปี เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5.5% เทียบไทย 2% ประชากรเพิ่มมากกว่า หากอัตราเกิดยังสูง เสนอขยายวันลาคลอดและเงินโบนัสครอบครัว

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ชี้กัมพูชามีศักยภาพแซงไทยทางเศรษฐกิจในอีก 75 ปี

พนมเปญ, 6 พฤษภาคม 2569 — กัมพูชาอาจแซงไทยได้ทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดประชากรภายในอีก 75 ปีข้างหน้า หากสามารถใช้นโยบายระยะยาวที่เหมาะสม ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชากล่าวเมื่อวันพุธ

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวเร็วกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่แนวโน้มประชากรก็อาจเปลี่ยนมาเป็นผลดีต่อกัมพูชา หากอัตราการเกิดยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับไทย

“เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.1% ในปี 2568 ขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวอย่างน้อย 4.8%” บาร์เน็ตต์กล่าวในข้อความที่โพสต์ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของเขา

จากการวิเคราะห์ของเขา GDP ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% ระหว่างปี 2558–2568 เมื่อเทียบกับไทยที่เติบโตเฉลี่ยราว 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน

บาร์เน็ตต์ยังชี้ถึงแนวโน้มประชากร โดยระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยอยู่ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2568 ขณะที่กัมพูชาอยู่ที่ 2.5 คน เขาให้เหตุผลว่า หากกัมพูชารักษาอัตราการเกิดที่สูงกว่าไว้ได้ ประชากรกัมพูชาอาจมีจำนวนมากกว่าไทยภายใน 75 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาได้ลดลงแล้วจาก 3.8 คนในปี 2543 เหลือ 2.5 คนในปี 2568 ขณะที่การคาดการณ์ของสหประชาชาติประเมินว่า อาจลดลงต่อไปเหลือ 1.8 คนภายในปี 2643

บาร์เน็ตต์กล่าวว่า กัมพูชาเสี่ยงเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานระยะยาว และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง หากภาวะประชากรลดลงเร่งตัวขึ้น โดยยกตัวอย่างประเทศในยุโรปที่ประสบปัญหาในการฟื้นอัตราการเกิด หลังอัตราดังกล่าวลดต่ำกว่า 1.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ เขาเสนอชุดมาตรการเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนครอบครัว เพิ่มการมีส่วนร่วมของแรงงาน และดึงดูดแรงงานทักษะสูง

ข้อเสนอของเขารวมถึงการขยายวันลาคลอดแบบได้รับค่าจ้างจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน การออกคูปองดูแลเด็กมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับเด็กเล็ก การขยายความคุ้มครองประกันสุขภาพให้ครอบคลุมการรักษาภาวะมีบุตรยาก และการให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ครอบครัวที่มีบุตรคนที่สามหรือคนที่สี่

บาร์เน็ตต์ยังแสดงความเห็นคัดค้านการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ โดยระบุว่าอาจลดผลิตภาพ และทำให้เยาวชนชะลอการศึกษาและการแต่งงาน

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีนโยบายจูงใจชาวกัมพูชาในต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติให้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในกัมพูชา เช่น วีซ่าระยะยาว และสิทธิพำนักถาวรสำหรับแรงงานทักษะสูง

สำหรับแหล่งเงินสนับสนุนมาตรการดังกล่าว บาร์เน็ตต์เสนอให้กัมพูชาค่อย ๆ เพิ่มภาษีทรัพย์สินรายปี และขยายการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยระบุว่า อัตราภาษีทรัพย์สินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา

ความเห็นของเขามีขึ้นในช่วงที่กัมพูชายังคงพยายามเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และขยายกำลังแรงงาน ท่ามกลางการแข่งขันในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/100083882304435/posts/944272045045530/?rdid=HssGyaaKGgMYf2eT#

สหรัฐฯ ถอยเกมรบ? ปฏิบัติการ ‘Epic Fury’ กับอิหร่านสิ้นสุดแล้ว ประธานาธิบดีมุ่งสู่สันติภาพและข้อตกลง ผลงานบรรลุเป้าหมายตามแนวทางทรัมป์ ยังรออิหร่านตอบรับข้อเสนอสำคัญ

"ไปกันใหญ่!"

มาร์โก รูบิโอ ยอมรับปฏิบัติการ ‘Operation Epic Fury’ ที่มีต่ออิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว โดยอ้างเหตุผล "บรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการแล้ว" และไม่ต้องการให้สถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามเส้นทางแห่งสันติภาพตามที่โดนัล ทรัมป์วางแนวทางไว้

“Operation Epic Fury สิ้นสุดแล้ว เราบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว และระบุว่าช่วงการโจมตีของสงครามกับอิหร่านนั้นจบลงแล้ว

ขณะนี้ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีต้องการเดินหน้าไปสู่การทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

“นั่นคือแนวทางที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่อิหร่านเลือก” รูบิโอกล่าวเสริม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1288635783424779/?rdid=i2pT5LFs200Wpc3C#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์

อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !

การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก

1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ: 

หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้? 

การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ

3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:

ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว

4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน

ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก

5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:

การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก

บทสรุป:

การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม 

นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr

ปริศนา “อองซาน ซูจี” คำถามสะเทือนเมียนมา เมื่อข่าวนี้อาจเปลี่ยนสมการอำนาจทั้งประเทศ ปริศนาที่กองทัพยังไม่เคยตอบ แต่แรงกระเพื่อมทางการเมืองเริ่มชัด

ซูจี ตายหรือยัง….คำถามที่ต้องการคำตอบ

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา  คิม อารีส ลูกชายคนเล็กของนางอองซาน ซูจี  เปิดเผยกับสำนักข่าว DVB ว่าเขาไม่สามารถติดต่อคุณแม่ของเขาได้ตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา โดยจากเนื้อหาข่าวซึ่งมาจากสื่อที่โปรตะวันตกพยายามแสดงบทบาทถึงของลูกที่เป็นห่วงคุณแม่ด้วยความที่อายุที่มากขึ้น

หากตัดประเด็นดราม่าเรื่องครอบครัวออกไป คำถามก็คือทำไมสื่อถึงเลือกที่จะมาสัมภาณณ์ลูกชายของนางอองซาน  ซูจีตอนนี้หลังจากเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้  ดังนั้นประเด็นคือใครได้ประโยชน์นางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมมากกว่า   เอย่ามองว่าหากนางซูจีถึงแก่กรรมแล้วจริงๆใครจะได้ประโยชน์จากการเสียชีวิตนี้  และแน่นอน  ทางกองทัพเมียนมาก็จะไม่แคล้วถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในกรณีนี้ ต่างจากฝ่ายต่อต้านที่ทุกวันนี้ยังใช้นางซูจีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอยู่  ดังนั้นหากนางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมแล้วละก็  การปลุกระดมของฝ่ายต่อต้านต่อกองทัพเมียนมาจะมีความรุนแรงมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันเอย่ามองว่าการแก้เกมส์ของฝั่งกองทัพน่าจะมีไม่ต่างกันหลังจากที่มีข่าวหลุดออกมาว่าทางรัฐบาลใหม่ของเมียนมายอมสงบศึกโดยให้เวลา 100 วันในการหันหน้ามาเจรจากันเพื่อผลักดันประเทศให้เข้าสู่สันติสุขซึ่งนี่น่าจะเป็นไพ่ใบสำคัญที่เป็นตัวประกาศเส้นตายหากยังเลือกที่จะต่อต้านกองทัพเมียนมาต่อไป

ดังนั้นวาทกรรมในสื่อครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการปลุกระดมผู้ต่อต้านให้ยังอยู่ในกระแสในขณะที่กระแสการต่อต้านกองทัพเมียนมาค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา เพราะผู้คนเลือกจะโฟกัสไปที่ปากท้องมากขึ้น  การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่กินไม่ได้จึงเหลือเพียงหยิบมือกับอีกกลุ่มที่เรียกว่าพวกสู้แล้วรวยเพราะได้รับการอุดหนุนจากชาติตะวันตก

เอย่ามองว่าหากทางกองทัพเมียนมาจะแก้เกมส์ชิงมวลชนหากนางอองซาน  ซูจี ถึงแก่กรรมขึ้นมาจริงๆ  แล้วทางกองทัพเลือกจะจัดงานศพให้ประดุจดั่งปูชนียบุคคลของชาติและเชิดชูเกียรติศักดิ์ของนางในฐานะรัฐสตรีและบุตรีของผู้นำกองทัพอย่างนายพลอองซาน  นั่นจะเป็นการดึงมวลชนให้หันกลับมาหากองทัพมากขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มมวลชนรุ่นใหม่ด้วย อย่างไรก็ตามเวลาของความขัดแย้งในเมียนมาใกล้ถึงจุดจบเต็มทีไม่ว่าปลายทางนั้นจะเป็นสันติภาพหรือกองเลือดก็ตามนั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มต่อต้านที่มีอยู่ตอนนี้นั่นเอง

ที่มา : AYA

อิหร่านไม่คอยตั้งรับ โจมตีเป้าหมายปลายท่อ Habshan–Fujairah สะเทือนเส้นทางส่งออกน้ำมัน UAE สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รับมือสถานการณ์ ส่งสัญญาณคุมตลาดพลังงานต่อไป

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Thanong Fanclub ได้กล่าวว่า

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศของตนสามารถสกัดขีปนาวุธ 15 ลูก และโดรน 4 ลำ ที่อิหร่านยิงเข้ามาในวันนี้ ขณะที่ทางการในฟูไจราห์รายงานว่าเกิดไฟไหม้ที่สถานีอุตสาหกรรมน้ำมัน

ทั้งนี้ ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการจากอิหร่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

การโจมตีของอิหร่านต่อปลายทางท่อส่งน้ำมัน Habshan–Fujairah มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การโจมตีในวันนี้มุ่งเป้าไปที่คลังน้ำมัน VTTI ที่ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นปลายทางของท่อส่งน้ำมัน Habshan–Fujairah ไม่ใช่ตัวท่อส่งโดยตรง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่งถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการผลิต และเดิมพันทุกอย่างกับท่อส่ง Habshan–Fujairah ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวในการส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีความสามารถในการขนส่ง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถขยายได้ถึง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การโจมตีด้วยโดรนในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโจมตี แต่เป็น “การส่งสัญญาณเตือน” ว่าอิหร่านต้องการคงอำนาจควบคุมตลาดพลังงานไว้จนกว่าสงครามจะสิ้นสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100044539804977/posts/1527959498698696/?rdid=FsrKHm6WUPMyDzit#

เขมรเคลม หรือวัฒนธรรมร่วม? เมนูเขมรหลายอย่างมีรากไทย ตั้งแต่ห่อหมก-ขนมชั้นปรับรสชาติ วิถีวัฒนธรรมใกล้เคียงแต่ต่างรายละเอียด สะท้อนภูมิหลังความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ณ​ วันนี้เรื่องเคลม​ก็คงไม่พ้นชาติเขมรที่กลายเป็นว่าขโมยต้นฉบับกันมาแบบดื้อๆ​ แต่ก่อนจะมาพูดถึงยุคใหม่แห่งการเคลมของเขมรในวันนี้​ เอาเป็นว่าเอย่าเอย่าจะมาเปิดเมนูไทยที่ชาวเขมรเอามาเป็นแรงบันดาลใจและดัดแปลงจนกลายเป็นของตนให้ทราบกัน

เมนูที่​ 1 อาม็อก​ (Amok) ได้แรงบันดาลใจมาจากห่อหมกของไทย​โดยมีหลักฐานปรากฎในช่วงศตวรรษที่​ 18-19 ซึ่งตรงกับยุคปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงต้นรัตนโกสินทร์​ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว​เป็นความสัมพันธ์รูปแบบ "ผู้อุปถัมภ์" (สยาม) และ "ผู้รับอุปถัมภ์" (เขมร) จึงก่อให้เกิดการไหลของวัฒนธรรมสยามเข้าสู่ราชสำนักเขมรและอาม็อกก็คือหนึ่งในวัฒนธรรมสยามที่ไปสู่เขมรนั่นเอง​ แต่ปรับให้ใช้เครื่องแกงเขมรและรสชาติออกมันและเผ็ดน้อยลงนั่นเอง

2. แกงกะหรี่เขมร​ หรือ​ Kari Sach Moan ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งจากราชสำนักไทยที่ไหลไปสู่เขมรและถูกปรับแต่งรสชาติใหม่ให้ลดทอนความเผ็ดร้อนและเพิ่มความหวานมันของกะทิเข้าไปเพื่อให้ถูกปากคนเขมรนั่นเอง

เมนูที่​ 3 คือ​ข้าวเหนียวกะทิ​ หรือ​Bai Domnaeb Khtis แม้เมนูนี้จะไม่ได้เกิดจากการไหลของราชาำนักไทยไปสู่ราชสำนักเขมร​แต่ก็ต้องบอกว่า​เมนูนี้เป็นของเขมรชาติเดียวก็คงไม่ถูกนัก​เพราะจุดต่างระหว่าง​ข้าวเหนียวมูนของไทยกับ​ Bai Domnaeb Khtis คือ​ ข้าวเหนียวเขมรจะราดกะทิแต่ไม่ได้มูลจนเข้ากันเหมือนไทย​นั่นทำให้ความหอม​และความเข้มข้นลึกซึ้งของรสชาตต่างกัน

เมนูสุดท้ายที่เอย่าจะนำเสนอคือ​ขนมชั้น​หรือ​ Num Chan แม้ขนมชั้นจะไม่ปรากฎหลักฐานการไหลจากราชสำนักสยามแต่การพัฒนาของอาหารทำให้ขนมชัันของพัฒนาจากความเรียบง่ายเป็นขนมที่เน้นความละเอียดและดีเทลของแต่ละชั้นชัดเจนในขณะที่​ Num Chan มี​ความ​คงเอกลักษณ์เดิมมากกว่าทั้ง​ texture ที่นุ่มและความเป็นชั้นแบบไม่เนียน

อีกเรื่องหนึ่งหากเรามาดูคำศัพท์คำว่า​ขนมชั้นของไทย​คำว่าชั้นของเราแปลว่า​ระดับ​ซึ่งเราก็ใช้คำว่า​"ชั้น" เดียวกันในบริบทอื่นด้วย​ ในขณะที่คำว่า​ชั้น​ในภาษาเขมร​จะออกเสียงว่า​ choan จะแตกต่างกับกับว่า​ chan ของขนมชั้นทั้งตัวเขียนและการออกเสียง​  คุณผู้อ่านคิดว่าเคลมมาจากไทยไหม​อันนี้ลองฝากไปให้คิดดูเป็นการบ้านนะคะ​ จะได้รู้ว่า​ชาวเขมรไม่ได้เพิ่งตั้งหน้าตั้งตาก๊อปพี่ไทยในช่วงชีวิตนี้เท่านั้นเพราะความจริงอาจจะก๊อปปี้กันมาเป็นร้อยปีแล้วแต่เราแค่ไม่ถือสาเพราะถือว่าเพื่อนบ้านกัน

ที่มา : AYA

“ปากีสถาน” เปิด6ระเบียง!! มุ่งเชื่อมอิหร่านเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ จีน-รัสเซียหนุนเบื้องหลังฉีกสหรัฐฯ เปิดทางส่งออกทะเลอาหรับเสริมอำนาจ สร้างกำแพงยูเรเซียสกัดดอลลาร์

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"ทะลวงปิดล้อมสหรัฐฯ
มองจากดาวอังคารยังเห็น! ว่างานนี้ไม่ได้มีแค่ปากีสถานกับอิหร่าน แต่คือยุทธศาสตร์ "ขั้วอำนาจใหม่" ที่มีพี่เบิ้มอย่าง จีน และ รัสเซีย นั่งแท่นเป็นผู้กำกับเส้นอยู่หลังม่าน เพื่อฉีกหน้ากากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ให้ขาดสะบั้น!

การที่ปากีสถานตัดสินใจเปิด 6 เส้นทางขนส่งทางบก เชื่อมต่อกับอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการ "เลือกข้าง" ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ใครได้ประโยชน์

จีนกลัวการโดนปิดล้อมที่ "ช่องแคบมะละกา" มาตลอด การเชื่อมท่าเรือกวาดาร์ ผ่านโครงข่ายถนนทั้ง 6 นี้เข้ากับอิหร่าน ทำให้สินค้าจีนไหลลงทะเลอาหรับและพุ่งตรงสู่ยุโรป/แอฟริกาได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อทางเรือแบบเดิม

รัสเซีย ต้องการทางออกสู่ "มหาสมุทรอินเดีย" เพื่อระบายสินค้าและพลังงานหนีการคว่ำบาตรจากตะวันตก เส้นทางนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้รัสเซียเชื่อมโลกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพุ่งลงใต้ มาออกที่พรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน ได้สำเร็จ

ปากีสถาน เมื่อเงินจากสหรัฐฯ และ IMF มาพร้อมเงื่อนไขที่น่ารำคาญ ปากีสถานเลยหันไปหา "ความชัวร์" จากจีนและรัสเซีย ทั้งน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านและการเป็นฮับขนส่งของภูมิภาค กินค่าธรรมเนียมผ่านทางนิ่มๆ ผ่านถนนทั้ง 6 เส้นนี้

ใครเสียทั้งเหลี่ยมและผลประโยชน์

งานนี้สหรัฐฯ "หน้าชา" เพราะปากีสถานที่เป็นอดีตเด็กสร้าง กลับกล้าเปิดบ้านให้ศัตรูเบอร์หนึ่งอย่างอิหร่านเดินผ่านสบายใจเฉิบ ส่วนอิสราเอลแม้จะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จะให้ "เปิดศึก" กับปากีสถานตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือ "มหาอำนาจนิวเคลียร์" การขยับหมากรุกตัวนี้จึงเสี่ยงเกิดสงครามล้างโลก แน่นอนว่าปากีสถานกำลังเล่นกับไฟ ความเสี่ยงโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจหรือโดนตัดความช่วยเหลือทางการทหารมีสูงมาก แต่ดูเหมือนปากีสถานจะคำนวณแล้วว่า "ขนมปังจากจีนและพลังงานจากรัสเซีย" อิ่มท้องกว่าคำสัญญาว่างเปล่าจากฝั่งตะวันตก

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนน 6 สาย แต่มันคือการสร้าง "กำแพงยูเรเซีย" ที่รวมเอา จีน-รัสเซีย-อิหร่าน-ปากีสถาน เข้าด้วยกัน

เพื่อปิด2ตำนาน

-ยุคผูกขาดอำนาจของดอลลาร์ในภูมิภาคนี้หมดไปอย่างสิ้นเชิง!
-ความเป็นนกสองหัวของอินเดีย

สุดท้าย สหรัฐฯก็รู้ว่า"เปโตรดอลลาร์" เป็นเส้นทางที่ไม่วันหวลกลับมาอีกต่อไป #สหรัฐฯแพ้แล้ว
source:รายงานการเปิดระเบียงขนส่ง 6 เส้นทาง (Gwadar-Gabd / Karachi-Taftan และเส้นทางที่เกี่ยวข้อง),สถานะตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3,000 ตู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวผ่านพรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน,ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ CPEC และ INSTC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1283519627269728/?rdid=9S5hCO6pt9Th8VCL#

สหรัฐฯ ยังไม่ปิดประตูเจรจา!! ท่ามกลางไฟสงคราม ‘ทรัมป์’ อ้างยังต่อสายคุยอิหร่าน หวังหาทางออกวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตฮอร์มุซเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคงมีการเจรจากับอิหร่านผ่านทางโทรศัพท์

“เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ในขณะนี้ และเราไม่ต้องบินนาน 18 ชั่วโมงทุกครั้งเพียงเพื่อไปดูเอกสารสักแผ่นอีกต่อไป เราทำผ่านทางโทรศัพท์” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเขาชอบการหารือแบบพบหน้ากันมากกว่าเสมอ แต่เขาเห็นว่าการต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบินสำหรับการประชุมทุกครั้งนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานได้ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป และทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการยุติการสู้รบออกไป เพื่อให้อิหร่านมีเวลาเสนอ “ข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

เมื่อวันที่ 13 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันยืนยันว่า เรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านยังสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ ตราบใดที่ไม่จ่ายค่าผ่านทางให้กับเตหะราน

ที่มา : Sputnik

จีนเปิดเกมตลาดทุเรียน!! ตลาดทุเรียนจีนเติบโตแรง แหล่งผลิตอาเซียนแข่งขันเข้มขึ้น ผู้บริโภคจีนเปลี่ยนโฟกัสเป็นคุณภาพ อุตสาหกรรมทุเรียนขยายตัวทั่วภูมิภาค

ตลาดบริโภค 'ทุเรียน' ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

หนานหนิง, 28 เม.ย.--- ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ "ราชาแห่งผลไม้" จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ "ฤดูทุเรียน" โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

โม่เ.จียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่าการนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่าจำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกันความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่าผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง "ราคา" เป็นเรื่อง "คุณภาพ" โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นหลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่าตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหงเล็งจะทดลองโมเดล "ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง "สินค้าเฉพาะกลุ่ม" เป็น "สินค้ากระแสหลัก" ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ยูเออีถอนตัว OPEC ยูเออีประกาศถอน OPEC และ OPEC+ กระทบเอกภาพกลุ่มน้ำมันในตะวันออกกลาง เผยไม่ต้องหารือซาอุดีอาระเบียก่อน ผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ Saudi Arabia ที่เป็นผู้นำโดยพฤตินัย

การถอนตัวของยูเออี ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC มายาวนาน อาจทำให้เอกภาพของกลุ่มอ่อนแอลง และเพิ่มความไม่เป็นระเบียบภายในกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พยายามแสดงจุดยืนร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และโควตาการผลิต

"ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล-มาซรูอี" (Suhail Mohamed al-Mazrouei) รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่า การตัดสินใจของ UAE ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องหารือกับประเทศอื่น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค แสดงความไม่พอใจต่อประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ “ยังทำได่ไม่เพียงพอ” ในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงสงครามที่ผ่านมา

Anwar Gargash ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเออี กล่าววิจารณ์

ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC - มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่ม) ให้การสนับสนุนเพียงด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร “อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”

แม้รัฐมนตรีพลังงานยูเออีจะกล่าวว่า การถอนตัวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลไปก่อนแล้ว แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นชัยชนะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่วิจารณ์ OPEC มาตลอด ว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อประเทศอ่าว เข้ากับประเด็นราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่าประเทศเหล่านี้ “ใช้ประโยชน์” จากการคุ้มครองดังกล่าวเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1282603994027958/?rdid=vUrfAwjLBIr8vnYf#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top