Friday, 3 July 2026
NEWS FEED

จากรายการ 'เจาะข่าวตื้น' เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2556 โดยแขกรับเชิญ อ.วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ได้กล่าวไว้ว่า...

“ถ้าพรุ่งนี้มีคนสักหนึ่งพันคน ไปชุมนุมเพื่อจะต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเชื่อว่าหนึ่งพันคนนั้น ทำไม่สําเร็จหรอก แต่เขาได้แสดงออกแล้ว ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกหนึ่งพันล้านคน ที่ยังมีความเชื่อในแบบที่เขาอยากจะเชื่อ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย แต่ถ้าเกิดเราไปกดหนึ่งพันคนนั้นไม่ให้ไปชุมนุมได้ คนหนึ่งพันก็จะเริ่มอึดอัด กลายเป็นหนึ่งหมื่น หนึ่งแสน หนึ่งล้าน ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ชอบสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เขาไม่ชอบให้คนอื่นมากด เขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับความคิด ประเด็นอยู่ตรงนี้ อย่าทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นควัน ทําให้เป็นอากาศบริสุทธิ์ ล่องลอยเบาๆ สําคัญจนขาดไม่ได้”

เมื่อต่อข้อคำถาม ถ้าเกิดแก้ไปจะทําให้ลดความวิตกพวกนี้ลงไปได้ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ก็บอกว่า แก้ไปเพื่อที่จะได้จาบจ้วงได้ง่ายมากขึ้นเหรอ? หรือว่าทําให้สถาบันฯ ดูแย่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้นหรือเปล่า? “ผมว่าไม่จริงหรอกครับ เพราะว่าการเปิดการแก้กฎหมายเพื่อให้สังคมมีความสบายใจในการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น อาจจะมีคนออกมาชมสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้นก็ได้” อ.วีรพัฒน์ กล่าว

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://vt.tiktok.com/ZSLV68dXY/ 
 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) รุ่นที่ 4 ณ จังหวัดชลบุรี

วันนี้ (10 ส.ค.66) เวลา 11.45 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ การบริหารจัดการคดีและการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี โดยครั้งนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 4 มีข้าราชการตำรวจฝ่ายสืบสวนและสอบสวนในระดับรองสารวัตรถึงระดับสารวัตร จาก ภ.5 ภ.6 และ สอท. จำนวนกว่า 120 นาย เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 ส.ค.66 

การสัมมนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้มีแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centric) การสัมมนาในครั้งนี้จึงจะเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรม ให้มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การอบรมนี้ถือเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติซึ่งจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติในกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การสัมมนานี้จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลูกฝังหลักการในการทำงานโดยการยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง เพิ่มความชำนาญในการประสานงานร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยกระดับมาตรฐานในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศให้อยู่ในระดับสากล

‘สรรเพชญ’ กระทุ้ง ‘กสทช.’ ควรทำงาน ‘จริงจัง-เต็มความสามารถ’ หลัง ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก-ซิมม้าสะพัด’ ปชช.เดือดร้อน

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 66 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และรายงานการตรวจสอบการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน สำหรับปี 2563 ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

นายสรรเพชญ กล่าวว่า “ข้อสังเกตรายงานการเงินของ กสทช. ที่เสนอมานี้ผมมีความเป็นห่วงต่อการดำเนินงานของ กสทช. เนื่องจากตามเอกสารที่ปรากฏตาม ข้อ 49 ของผู้ตรวจสอบบัญชีพบว่า กสทช. มีเรื่องข้อพิพาทและคดีความที่สำคัญที่สำนักงาน กสทช. เป็นผู้ยื่นฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์รวมกว่า 4,700 ล้านบาท และที่สำนักงาน กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์รวมกว่า 126,000 ล้านบาท ซึ่งข้อพิพาทเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่สำนักงาน กสทช. จะต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ เนื่องจากจำนวนทุนทรัพย์ทั้งสองกรณีนี้ เป็นจำนวนเงินที่มากและมีผลต่างกันที่มากพอสมควร จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าท่านจะทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของพี่น้องประชาชน”

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณา พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งก็ได้มีการอภิปรายแสดงความเป็นห่วงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของมิจฉาชีพออนไลน์หรือแก๊ง Call Center ที่กำลังระบาดและสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ในฐานะที่ กสทช. เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ในการออกหมายเลขโทรศัพท์ นายสรรเพชญฯ จึงได้ตั้งคำถามไปยัง กสทช. ในประเด็นต่าง ๆ 2 เรื่อง ได้แก่...

1. จากปัญหาการระบาดของแก๊ง Call Center ที่เกิดขึ้นท่านมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบ ความเสียหายของพี่น้องประชาชนอย่างไรบ้าง เพราะปัญหานี้มีการใช้ซิมม้า ที่ล่าสุดได้มีการจับกุมโดยตำรวจไซเบอร์กว่า 1 แสน 8 พันซิม เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดย กสทช. เองก็มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมหรือจำกัดเลขหมาย ได้มีการกำหนดให้มีการพิสูจน์ตัวตนของเจ้าของซิมหรือไม่? รวมถึงปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตชายแดน หรือ Operator กสทช. มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร?

2. เป็นที่ทราบกันดีว่า สำนักงาน กสทช. เป็นองค์กรของรัฐที่ทำรายได้ให้รัฐมหาศาล เป็นเงินกว่าแสนล้านบาท ซึ่งการมีรายได้มหาศาลขนาดนี้ ประชาชนก็ตั้งความหวังไว้กับการทำงานของที่จะสามารถทำงานให้ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งเทคโนโลยีและการสื่อสาร โดยในประเด็นนี้ สส.สรรเพชญได้สอบถามถึงการเตรียมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุคสมัยให้รอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างไร? และจะมีแนวทางในการขยายโครงข่ายของสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศได้อย่างไรบ้าง?

อย่างไรก็ตาม นายสรรเพชญ หวังว่า กสทช. ในฐานะผู้มีอำนาจควบคุมและดูแลในเรื่องนี้จะทำได้แก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย เพื่อให้เกิดกระโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 

โซเชียลชื่นชม ‘รร.อนุบาลศรีธาตุ’ ประกาศงดจัดกิจกรรมวันแม่ ชี้ ห่วงความรู้สึกเด็ก-คำนึงถึงความแตกต่างแต่ละครอบครัว

โซเชียลแห่ชื่นชม!! ‘โรงเรียนอนุบาลศรีธาตุ’ งดจัดกิจกรรมวันแม่ในปีนี้ เนื่องจากคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละครอบครัวที่อยู่กับคุณแม่และไม่ได้อยู่ ตลอดจนห่วงใยความรู้สึกของลูกๆ นักเรียนที่คุณแม่มาร่วมกิจกรรมไม่ได้

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.66 เฟสบุ๊กแฟนเพจ “โรงเรียนอนุบาลศรีธาตุ” ได้โพสต์ระบุข้อความว่า…

“พิจารณา งดจัดกิจกรรมวันแม่ในปีนี้ จากการออกเยี่ยมบ้านนักเรียน ทำให้ทางโรงเรียนมีข้อมูลนักเรียนที่อยู่กับแม่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ทางโรงเรียนได้คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละครอบครัวที่อยู่กับคุณแม่และไม่ได้อยู่ ตลอดจนห่วงใยความรู้สึกของลูกๆ นักเรียนที่คุณแม่มาร่วมกิจกรรมไม่ได้

โดยปรับรูปแบบเป็นการทำการ์ดอวยพรให้คุณแม่ และประกวดแต่งกลอน และเขียนเรียงความวันแม่ครับ”

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ได้มีชาวเน็ตให้ความสนใจในโพสต์ดังกล่าว และร่วมแสดงความคิดเห็นชื่นชมจำนวนมาก เนื่องจากมีหลากหลายครอบครัวที่คุณแม่มีความจำเป็นไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ และอาจเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้เด็กๆ ที่คุณแม่ไม่พร้อมมาร่วมงานได้

'สมศักด์เจียม' โพสต์ 'ท่านอ้น' นัดกินข้าวคนในพรรคเพื่อไทย ด้าน 'ท่านอ้น' โพสต์แจง "ไม่เป็นความจริง ผมไม่ยุ่งการเมือง"

(10 ส.ค. 66) นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ปัจจุบันลี้ภัยที่ประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

วันนี้ คุณอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ มีนัดกินข้าวกับคนในพรรคเพื่อไทย บริเวณย่านสุขุมวิท

ด้านท่านอ้น วัชรเรศร วิวัชรวงศ์ เมื่อได้เห็นโพสต์ดังกล่าว ก็ได้เข้ามาโพสต์แจง ว่า...

"ต้องกราบขอโทษครับ ไม่เป็นความจริงเลย ผมไม่ยุ่งกับเรื่องการเมือง"

หลังจากนั้น นายสมศักดิ์ ได้โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า "คุณอ้น วัชเรศร วิวัชรวงค์ ปฏิเสธครับ"

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยชาวกรุงเทพฯ มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร จำนวน 20 หลัง ผ่าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ประชาชน

วานนี้ (วันที่ 8 สิงหาคม 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  พร้อมด้วย  นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม และนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝนแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 หลัง รวมงบประมาณการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 4,494,000 บาท (สี่ล้านสี่แสนเก้าหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีรับมอบศาลาที่พักผู้โดยสาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ร่วมในพิธี ณ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาสะพานใหม่ ถนนพหลโยธิน 50 เขตบางเขน กรุงเทพฯ

โครงการสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนมีที่หลบแดด หลบฝน ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549  และได้ขยายการดำเนินงานไปทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 บัดนี้ การดำเนินงานก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารได้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วรวมจำนวน 50 จุด โดยทางมูลนิธิฯ ได้รับอนุญาตจากสำนักจราจร ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ก่อสร้างตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงทุกประการ และ ปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

กว่า 113 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต
#แอปพลิเคชัน #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขันการประนอมข้อพิพาทในระดับนานาชาติ

วันนี้ (9 ส.ค.66) เวลา 15.00 น. ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ 'ทำดี มีรางวัล' แก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จำนวน 4 นาย

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ 'ทำดี มีรางวัล' นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงานความดี มีจิตสาธารณะจนเป็นที่ยอมรับของสังคม สร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงาน และกรณีนี้ก็เป็นการมอบรางวัลให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจจำนวน 4 นาย ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขันการประนอมข้อพิพาทระดับนานาชาติ 

โดย ระหว่างวันที่ 19-21 ก.ค.66 ที่ผ่านมา สถาบันอนุญาโตตุลาการ ได้จัดการแข่งขันการประนอมข้อพิพาทระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันเจรจาข้อพิพาทในสถานการณ์จำลองเชิงพาณิชย์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ส่งทีม THAC RPCA ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนนายร้อยตำรวจจำนวน 4 นาย ได้แก่ 
1. นรต.ณัฏฐกิตติ์ โตทัพ
2. นรต.ประวันวิทย์ จำปีทอง
3. นรต.ธีรพัฒน์ บูชารัมย์
4. นรต.กรธน ชิงดวง

เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกในระดับนานาชาติ ซึ่งจากการแข่งขันทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มีทีมจากประเทศไทยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลการแข่งขันครั้งนี้ปรากฏว่า ทีม THAC RPCA  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ และได้รับคำชื่นชมจากคณะกรรมการ  คณะผู้จัดการแข่งขัน ตลอดจนผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากชาติอื่นเป็นอย่างมาก สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในระดับประเทศ และในระดับนานาชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ ทั้ง 4 นาย สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ยกย่องสรรเสริญตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความรู้ความสามารถที่นำไปต่อยอดจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กรได้ ตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

‘ร้านคุณชายหมูกรอบ’ แจงดรามา ‘ออกบูทขายดีอยู่ร้านเดียว’ มุ่งทำโปรฯ เหมือนทุกร้าน แต่สิทธิเลือกเป็นของคุณลูกค้า

(9 ส.ค. 66) เพจ ‘คุณชายหมูกรอบ’ ซึ่งเป็นเพจร้านขายหมูกรอบของ ‘อาร์ต พศุตม์’ พระเอกชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงหลังเกิดดรามา เมื่อทางร้านไปออกบูทขายในงาน ‘Thailand Food Kingdom 2023’ บริเวณลานหน้า Central World แล้วมีประเด็นร้านคุณชายหมูกรอบขายได้อยู่ร้านเดียว โดยทางร้านชี้แจงว่า 

"ขอแจ้งให้ทราบนะคะ ทุกร้านทุกคนมีต้นทุนพอ ๆ กันค่ะ แต่เพราะคุณอาร์ตเป็นดารามีชื่อเสียง อาจจะได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องแลกกับอะไรต่าง ๆ ที่ต้องมีการพูดถึงกล่าวถึง ดังนั้น เราทีมงานทุกคนตั้งใจทำงานเตรียมงานออกมาให้ดีที่สุด รวมถึงการตลาดทุกช่องทาง ทุกการโปรโมต เราทำกันอย่างหนัก

ทางร้านทำการบ้านทุกอย่างเพื่อมาออกร้านในรูปแบบที่ดีที่สุด เพื่อจะให้ลูกค้าที่มาหาคุณชายหมูกรอบไม่ผิดหวัง ทางร้านไม่มีทางรู้ได้เลยว่าลูกค้าในวันงานของเราจะเยอะหรือจะน้อย ได้แต่บอกทุกคนให้ทำงานให้เต็มที่ ทางเราต้องเตรียมสินค้าค่อนข้างเยอะกว่าปกติ เพราะเราไม่มีทางจะรู้ได้ว่าถ้าเราเตรียมไปน้อย ของหมดก่อน ทางร้านเราของหมดเลิกก่อน อาจจะทำให้ภายในงานลูกค้าน้อยลงหรือไม่ คิดถึงร้านค้ารอบ ๆ งานทั้งหมด

ส่วนประเด็นที่ว่า ขายได้อยู่ร้านเดียวคนอื่นขายไม่ได้เลย ลองคิดนะคะว่า ถ้าไม่ใช่ร้านดารา คุณก็คงจะยินดีกับแม่ค้าพ่อค้าร้านนั้นว่าเขาขายดีจริง ๆ ร้านอื่นเขาไม่ได้ขายไม่ได้เลยนะคะ คุณอาร์ตเดินซื้อของแทบทุกร้านอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าหลายร้านมาก ๆ ซื้อมาให้ทีมงานน้อง ๆ ส่วนตัวทางแอดมินอยากจะแจ้งนะคะว่าทางเราไม่สามารถบอกลูกค้าให้ซื้อของร้านไหน ๆ ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากสิทธิ์ของลูกค้าเอง อยู่ที่ว่าเขาอยากได้อยากรับประทานอะไร วันนี้เขาอยากกินไอศกรีม คุณจะให้เขาเดินไปซื้อเบอร์เกอร์ก็ไม่ใช่ วันนี้คุณอยากกินทุเรียน คุณจะเดินไปซื้อที่ร้านขนมปังเหรอคะ สินค้าทุกอย่าง อยู่ที่ความชอบของลูกค้า สินค้าน่าสนใจน่าลองมั้ย ถ้ามันยังไม่น่าสนใจเราต้องทำยังไงให้มันดึงดูดลูกค้า และสามารถเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาที่ร้านเราได้ยังไง มันคือการบ้านที่ทางร้านของเราทำกันมาอย่างหนักหน่วง เพราะถ้าทำออกมาไม่ดี เชื่อเถอะว่าที่เป็นร้านดารา จะโดนกระแสดรามาx2 แน่นอน มากกว่าร้านคนปกติ 

ทั้งนี้ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้คุณชายหมูกรอบนะคะ ทางร้านดีใจมาก ๆ ที่ได้เจอกับสาวกหมูกรอบทุกท่าน และเจอกันใหม่งานหน้านะคะ"

ย้อนฟังคำสัมภาษณ์ ‘อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน’ เผยความจริงเกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันฯ

จากคลิปเมื่อนานมาแล้ว นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ของไทย ได้ออกมาพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านรายการ ‘สยามวาระ’ ตอน ‘สถาบันพระมหากษัตริย์กับประวัติศาสตร์การเมืองไทย’ เมื่อวันพุธที่ 12 ธ.ค.2555 ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า…

“ผมมองว่าพระองค์ท่านนั้น ทรงเป็น ‘นักประชาธิปไตย’ นะครับ แต่ท่านมีขอบจํากัด อย่าไปนึกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา หรือพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านเป็นชนชาวไทย แต่ท่านขาดสิทธิมากมาย สิทธิอันหนึ่งที่ท่านทั้งสามพระองค์ทรงขาดไปอย่างมาก คือท่านไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลยครับ สมมติท่านรู้ดีว่า นายกฯ รัฐมนตรี หรืออธิบดีคนนั้นคนนี้ก็ดี หรือเหล่านักธุรกิจ เวลาเขาพูดไม่จริง ท่านก็ออกมาบอกไม่ได้ หรือถ้าเขาดีท่านก็ชมไม่ได้อีก เพื่อรักษาความเป็นกลาง”

“เพราะฉะนั้น การเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นเจ้านายอื่นๆ นั้นมีข้อจํากัดมาก ท่านไม่สามารถใช้สิทธิตามสิทธิมนุษยชน เยี่ยงปวงชนชาวไทยได้เลยนะครับ เพราะท่านมีหน้าที่ที่ท่านต้องทำ ปัจจุบันท่านอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีพระราชอํานาจอะไรจริงจัง ส่วนพระราชอํานาจลงนามแต่งตั้งอธิบดีคนนั้น นายพลคนนี้ เป็นอํานาจซึ่งมาจากการเสนอของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี และเมื่อพระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภา หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่รับมอบหมายเป็นผู้สนองรับพระบรมราชโองการ สืบมาว่าผู้รับสนองนั้น คือผู้รับผิดชอบโดยตรง”

“ซึ่งในสังคมไทยยังคงมีความสับสนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวของเมืองไทยนั้นมีพระราชอํานาจมาก แต่พระราชอํานาจจริงๆ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ท่านไม่มีเลย แต่ที่ท่านดูมีพระราชอํานาจมากนั้น เป็นเพราะท่านมีบารมีมาก เพราะท่านปกครองประเทศชาติมาตั้ง 60-70 ปี ท่านทําดีไว้มาก และท่านยังเข้าถึงประชาชน อีกทั้งประชาชนคนไทยทุกคนก็เทิดทูนท่าน รักท่านมาก จนอาจจะทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบท่าน ก็ไม่ใช่เป็นของแปลกอะไร

แต่หากเราดูดีๆ ว่าเมืองไทยมีพลเมืองมากกว่า 70 ล้านคน ถ้าไปเปรียบเทียบกับพลเมืองของประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นๆ ที่เขามีพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ความจงรักภักดีที่ราษฎรถวายให้กับพระมหากษัตริย์ของแต่ละประเทศนั้น ผมว่าเมืองไทยสูงสุดนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญคือ พระองค์ท่านมีพระบารมีมากและตลอดเวลาที่ท่านทรงทํางานมานั้น ท่านนึกถึงแต่ทุกข์สุขของประชาชนคนไทยอย่างเดียว”

“เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1950 ท่านก็มีพระบรมราชโองการที่ทรงตรัสมาอย่างแน่ชัดว่า…

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ดังนั้น คนไทยต้องถามตัวเองว่าตลอดกว่า 60-70 ปี ที่ท่านครองราชย์มานั้น ท่านทรงทําตามสิ่งที่ท่านตรัสไว้หรือเปล่า ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่า ท่านแน่วแน่ในคําสัญญาที่ท่านให้ไว้กับประชาชนชาวไทย แต่หากจะถามต่อว่า ทุกอย่างที่ท่านทํานั้นสําเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะตัวพระองค์ท่านเองก็ทรงเคยบอก

แต่ทุกอย่างที่ท่านทรงทํานั้น ก็เพื่อประโยชน์สุขของชาวสยาม และเพื่อความเป็นธรรม ความถูกต้อง อันนี้เราไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ และจากเหตุผลเหล่านี้ก็ทำให้มีคนที่รักท่านมาก และคนที่ไม่ชอบท่านก็คงจะมี แต่ผมคิดว่ามีส่วนน้อยมาก”

ก.แรงงาน เปิดตัวโครงการสร้างอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

วันที่ 9 สิงหาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและบูธจำหน่ายสินค้า โดยมี นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานนางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน บุคลากรหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายบุญชอบ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแรงงานทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ กระทรวงแรงงานจึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอาชีพให้กับแรงงานนอกระบบอย่างยั่งยืน ได้มีทักษะที่ทันสมัยในการประกอบอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการในชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดในโลกยุคใหม่ เช่น การตลาดออนไลน์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนักว่า ผู้ที่มีศักยภาพในการทำการตลาดออนไลน์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือหลายรายสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทรวงแรงงานจึงต้องการเสริมศักยภาพดังกล่าวให้แรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึง

นายบุญชอบ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย”ในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน จัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบายแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเปิดตัวโครงการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานโครงการให้แก่บุคลากรของกระทรวงแรงงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 400 คน และกิจกรรมจัดฝึกอบรมเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ จำนวน 231 รุ่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม 25,410 คน ซึ่งจะดำเนินการทั่วประเทศ 

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มการประกอบอาชีพในปัจจุบันและอนาคต คนรุ่นใหม่ต่างสนใจที่จะประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น กระทรวงแรงงานจึงได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาแรงงานนอกระบบให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และรอเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา หากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวท้ายสุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top