Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

ประธาน​มูลนิธิ​คลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์​ ครบรอบ 33 ปี วันสถาปนาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ​​

วันที่​ 29 สิงหาคม​ 2566 พลเอก​ นรินทร์​ แทบ​ประสิทธิ์​ ประธาน​มูลนิธิ​คลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ พร้อมด้วย​ นายวิรุฬ​ รัตนปริคณน์​ กรรมการ​มูลนิธิ​ฯ​ และรองผู้อำนวยการหลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง​ (นพม.)​ เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์​ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ​ ประจำปี​ 2566 (ครบ 33 ปี) 

ในโอกาส​นี้ได้รับ​เกียรติ​จาก​ พลเอก​ ศิราวุฒิ​ วงศ์ขันตี​ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด​ เป็นประธานในพิธี​ และพลเอก วิชัย ชูเชิด ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ​ ให้การต้อนรับ​ ซึ่งในงานดังกล่าวนี้​ยังได้รับเกียรติ​จาก​ผู้บังคับบัญชา​ อดีตผู้บังคับบัญชา​ และข้าราชการ​ของกองบัญชาการ​กองทัพไทย​ เข้าร่วมพิธีด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยออนไลน์ คนร้ายออนไลน์โหดร้ายมาก หลอกซ้ำสอง ซ้ำเติมเหยื่อ

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. / หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ท.ธัชชัย  ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน เนื่องจากในช่วงนี้มีคนร้ายแอบอ้างทำเว็บไซต์รับแจ้งความออนไลน์ปลอม หลอกผู้เสียหายซ้ำซ้อน อันเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับความเสียหายเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และยังมีคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์พัฒนาวิธีการหลอกรูปแบบใหม่โดยอ้างว่าโทรมาจากห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล จึงได้ร่วมกันแถลงข่าวให้ประชาชนทราบ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. กล่าวว่า สถิติการรับแจ้งความออนไลน์ วันที่ 20 สิงหาคม 2566  ถึง 26 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น รับแจ้งทั้งหมด 3,671 เคส  ความเสียหายกว่า 466 ล้านบาท โดยคดีที่มีอัตราเกิดมากที่สุด 5 อันดับแรก อันดับที่ 1 ก็ยังคงเป็น คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อยู่ที่ 1,781 เคส ยอดความเสียหาย 21,243,102.05 บาท ตามมาด้วย คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 378 เคส ยอดความเสียหาย 53,691,234.94 บาท คดีหลอกลวงให้ลงทุน ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ 342 เคส ยอดความเสียหาย 175,573,367.60 บาท คดีหลอกลวงให้กู้เงิน 304 เคส ยอดความเสียหาย 13,324,870.00 บาท คดีหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ฯ 270 เคส ยอดความเสียหาย 44,105,474.53 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมานี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มได้รับแจ้งพฤติการณ์ใหม่ที่คนร้ายนำมาใช้ ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน อันได้แก่ คนร้ายปลอมเว็บไซต์รับแจ้งความออนไลน์แล้วหลอกเหยื่อให้โอนเงินเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายและพบมุขใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างว่าโทรติดต่อมาจากห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล เพื่อเป็นการป้องกันและให้ประชาชนได้รับรู้เท่าทันกลโกงของคนร้าย จะให้ พล.ต.ต.ชูศักดิ์  ขนาดนิด ผบก.ตอท. เป็นผู้แถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดในลำดับถัดไป
 
 พล.ต.ต.ชูศักดิ์  ขนาดนิด  ผบก.ตอท. กล่าวว่า  ในช่วงนี้มีเว็บไซต์รับแจ้งความออนไลน์ปลอม โดยคนร้ายโฆษณาผ่านเพจ facebook ปลอม เมื่อเหยื่อเข้าไปค้นหาหน่วยรับแจ้งความออนไลน์  เพจกลุ่มนี้จะซื้อโฆษณาจาก facebook ทำให้เพจขึ้นมาในระบบค้นหาจากเว็บ Search Engines ต่างๆ ทั้ง Google Bing safari เป็นต้น  เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดเข้าเว็บไซต์หรือเพจ facebook ก็จะคุยกับระบบ AI และให้เพิ่มเพื่อนไลน์คนร้าย จากนั้นส่งต่อให้คนร้ายที่อ้างตัวเป็นทนายความเพื่อหลอกถามข้อมูล แล้วจะอ้างว่า ได้ทำการตรวจสอบเส้นเงินแล้ว พบว่าเงินออกนอกประเทศไปแล้ว และคนร้ายใช้บัญชีม้า ทำให้ตามเงินกลับมาไม่ได้ แต่ว่าเงินยังฟอกไม่สำเร็จ และรู้ว่าเงินเข้าสู่แพลตฟอร์มไหน  จากนั้นส่งต่อให้คนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นทีม IT สามารถโจมตีแพลตฟอร์มนี้ เพื่อนำเงินคืนมาให้ได้  จากนั้นส่งต่อให้หัวหน้าของคนร้ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ IT อ้างว่า ขณะนี้เงินของเหยื่อได้เข้าสู่แพลตฟอร์ม เว็บพนันออนไลน์ แต่จะช่วยโจมตีเว็บไซต์ดังกล่าวให้  โดยให้เหยื่อสมัครและเล่นในเว็บไซต์พนัน โดยอ้างว่า ไม่ได้พามาเล่นการพนันแต่เป็นการพามากู้เงินคืนจากเว็บไซต์ โดยจะทำการโจมตีให้เหยื่อ แต่มีข้อแม้ต้องใช้เงินตัวเองยิ่งเติมเยอะยิ่งได้คืนมาก และเร็ว และ ทำได้แต่บางช่วงเวลาของวันเท่านั้น ไม่งั้นเซิร์ฟเวอร์จะตรวจพบ และ ขอหักเงิน 10% เพื่อเป็นค่าทนาย จากรายได้ที่ได้จากการโจมตี  เหยื่อหลงเชื่อเพราะคิดว่าจะได้เงินคืน  สุดท้ายเสียเงินเพิ่ม

ข้อแนะนำ
1. ไม่มีหน่วยงานราชการหน่วยงานใดให้ประชาชนโอนเงินเพื่อเล่นเว็บพนันออนไลน์หรือโอนเงินให้ทำอะไรก็ตาม
เพื่อให้ได้เงินคืน
2. หากต้องการแจ้งความออนไลน์ให้แจ้งความผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com  หรือแจ้งความสถานี
ตำรวจท้องที่ได้ทั่วประเทศ  
3. หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามหรือขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1441 หรือ 191
 
พล.ต.ต.ชูศักดิ์ฯ  กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้มีคนร้ายแก็งคอลเซ็นเตอร์ใช้เบอร์มือถือซิมม้าโทรหาเหยื่อ แจ้งว่ามีคนไข้ถูกส่งมาที่ห้องฉุกเฉิน และมีค่าใช้จ่ายต้องชำระสำหรับการผ่าตัดด่วน เหยื่อปฏิเสธว่าไม่รู้จักบุคคลที่ถูกส่งมาห้องฉุกเฉินดังกล่าว แต่ทางคนร้ายยังคงยืนยันว่าคนไข้คนดังกล่าวระบุชื่อเหยื่อเป็นเบอร์ติดต่อ หากคนไข้เป็นอะไรไปเหยื่อต้องรับผิดชอบ เหยื่อขอคุยสายกับนายแพทย์เจ้าของคนไข้ แต่คนร้ายไม่ยอมจึงได้วางสายไป เหยื่อพยายามโทรกลับไปติดต่อแต่โทรกลับไปไม่ได้ มีเสียงแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อเลขหมายดังกล่าวได้ ภายหลังเหยื่อได้นำเบอร์มือถือดังกล่าวมาตรวจสอบกับ Application Whoscall พบว่าเป็นเบอร์ที่ถูกรายงานไว้ว่าเป็นเบอร์คนร้าย

​จุดสังเกต
1. คนร้ายใช้ซิมม้าโทรตามแนวชายแดนที่มีสัญญาณผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่า
เป็นการโทรศัพท์จากโรงพยาบาลจริง
2. หมายเลขโทรศัพท์ที่คนร้ายโทรหา  ไม่สามารถโทรติดต่อกลับไปได้
 
วิธีป้องกัน
1. ให้สังเกตความผิดปกติของปลายสาย  เช่น  ถามชื่อ-นามสกุล จริง การใช้ข้อความอัตโนมัติ  การโอนสายให้เจ้าหน้าที่  หากมีการ VIDEO CALL ให้สังเกตความผิดปกติของเสียงและท่าทาง (คนร้ายใช้โปรแกรมปลอมใบหน้า)
​2. หากคนร้ายอ้างเหตุต่างๆ  หรือข่มขู่ให้โอนเงิน  ให้โทรศัพท์ตรวจสอบหรือโทรสายด่วนหน่วยงานที่มีการแอบอ้าง ก่อนดำเนินการใดๆ
​3. หากมีหมายเลขโทรศัพท์ ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องโทรหา ไม่ควรรับสายในทันที  และให้ตรวจสอบผ่าน
แอปพลิเคชัน Whoscall ว่าเป็นเบอร์คนร้ายหรือเป็นเบอร์ที่ถูกรายงานไว้หรือไม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงขอแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าปัจจุบันคนร้ายยังคงใช้วิธีการหลอกโดยอาศัยกลโกงเดิมๆ แต่ได้พัฒนาวิธีการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ ดังนั้นเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com  

พิษณุโลก พิธีเปิดการแข่งขันกองทหารเกียรติยศ ประจำปี 2566 ภายในกองทัพภาคที่ 3

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับกองทหารเกียรติยศเป็นอย่างมาก และผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น จึงมีนโยบายให้จัดการแข่งขันของทหารเกียรติยศขึ้น เพื่อให้มีการปฏิบัติในรูปแบบเดียวกัน มีความพร้อมเพียง เข้มแข็ง และสง่างาม โดยจัดให้มีการแข่งขัน ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ซึ่งกองทหารเกียรติยศของกองทัพภาคที่ 3 ได้แสดงถึงความสามารถและมาตรฐาน จนได้เป็นตัวแทนของกองทัพบกเข้าแข่งขันในระดับกองทัพไทย สร้างขื่อเสียงให้กับกองทัพภาคที่ 3 เป็นอย่างมาก

ในวันที่ 29 สิงหาคม 2566 เวลา 08.00 นาฬิกา พลตรี ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกองทหารเกียรติยศ ประจำปี 2566 ณ ลานอเนกประสงค์กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

ทั้งนี้รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวชื่นชมกองทหารเกียรติยศทั้ง 10 หน่วย ที่ผ่านการคัดเลือกในระดับมณฑลทหารบกของตนเอง จนสามารถเข้ามาแข่งขันในระดับกองทัพ ขอให้กำลังพลทุกนายได้ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถให้สมกับที่พวกเราได้ทุ่มเทฝึกซ้อมมาจนนับครั้งไม่ถ้วน และขอให้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับไปปฏิบัติภารกิจถวายพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ แบบธรรมเนียม และเป็นไปตามพระราชนิยม เกิดความเรียบร้อย และสง่างาม

'มะเดี่ยว' เปิดใจ!! หลัง 'หมอยง' ไขกระจ่างทุกแง่มุมสถานการณ์โควิดไทย ยอมรับอดีตปิดหูปิดตา ทั้งที่ทีมวิจัยวัคซีนทำหน้าที่เพื่อคนไทยอย่างหนัก

(29 ส.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'Chookiat Sakveerakul' โดยชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

เคยเข้าใจผิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน จนวันนี้ได้มีโอกาสได้มาพูดคุยกับอาจารย์หมอยง ท่านก็ได้เมตตาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 เมื่อครั้งยังวิกฤติ ทำให้เรารู้ว่าทีมวิจัยวัคซีนทำงานหนักบนข้อจำกัดมากมายเพื่อให้คนไทยได้รับการดูแลที่ปลอดภัยที่สุด หลายเรื่องไม่เคยถูกสื่อสารออกมาและด้วยความร้อนรนของสังคม ณ เวลานั้นผู้คนจำนวนมากรวมทั้งเราเองก็อาจจะแสดงออกในทางที่ไม่ถูกไม่ควรกับอาจารย์ออกไปโดยเป็นการด่วนตัดสินไปตามอารมณ์หุนหันพลันแล่น

อาจารย์ให้เกียรติเราได้พบกันในห้องประชุมของทางโรงพยาบาลจุฬาฯ และได้ใช้เวลาพูดคุยอธิบายถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง โดยไม่มีวี่แววของความขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย จนเมื่อเราได้เอ่ยขอขมาที่ได้ล่วงเกินท่านไปตามที่ตั้งใจไว้ อาจารย์ก็บอกว่าไม่เคยถือโทษโกรธเคืองกันเลยสักนิด แต่ท่านเมตตารับเอาไมตรีจิตไว้ แล้วยังเอ่ยปากเชิญชวนให้มาพบกันอีกในอนาคต

การพบกันในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการบังคับ หรือการมีคดีความอะไรต่อกันทั้งสิ้น เป็นความสมัครใจเมื่อมีโอกาสได้พบกับคุณพีท หลานชายของอาจารย์หมอและได้พูดคุยปรับความเข้าใจกันถึงประเด็นนี้ เราเลยอยากขอพบกับอาจารย์เพื่อได้รู้จักไถ่ถามความเป็นจริงโดยไม่ผ่านสื่อใด ๆ และก็ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากอาจารย์หมอยงให้เข้าพบเจอ และพบว่าท่านคือผู้ใหญ่ที่ทำงานหนักเพื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ และได้สร้างหลายสิ่งที่ควรจะได้รับการยกย่องไว้อย่างสง่างาม

ขอบคุณทุกท่านที่ทำให้เกิดการพูดคุยในวันนี้ขึ้นมานะครับ เป็นประสบการณ์ดี ๆ ครั้งหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าบางครั้งการด่วนตัดสินใจไปโดยที่ไม่รู้จักอาจจะพลาดโอกาสที่จะทำให้เราเปิดหูเปิดตาได้รู้ได้เห็นอะไรที่เป็นจะทำให้เรามองโลกนี้ได้กว้างขึ้น 😍

ปล. ขออนุญาตปิดเมนต์นะ เพราะคนเขาคุยกันดีแล้ว รำคาญพวกมาแซะมาเสี้ยม 😂

‘โรงแรม’ ยัน!! ไม่ย้าย ‘ครูกายแก้ว’ ไม่ผิดเงื่อนไข สัญญาเช่า 20 ปี แต่จะสร้างโดมครอบแทน เพื่อลดกระแสความไม่สบายใจของสังคม

(28 ส.ค. 66) จากกรณีรูปปั้นครูกายแก้วที่ถูกนำมาตั้งไว้บริเวณโรงแรมเดอะบาซาร์ โฮเทล แบงค็อก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของหลายฝ่าย สู่การตั้งคำถามของสังคมว่าสมควรย้ายรูปปั้น ‘ครูกายแก้ว’ หรือไม่

ล่าสุด ที่ห้องรัชโยธินแกรนด์ ชั้น 20 โรงแรมเดอะ บาซาร์ โฮเทล แบงค็อก นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยนายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย แถลงกรณีรูปปั้นครูกายแก้ว ที่ตั้งบริเวณโรงแรม เดอะ บาซาร์ โฮเทล แบงค็อก ประเด็น “รูปปั้นครูกายแก้ว อยู่ หรือ ไป”

นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดย ดร.ศุภาชัย คณะราษฎรไทยแห่งชาติ รวมถึงคณะราษฎรไทยแห่งชาติ องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 42 โดยคุณพลภาขุน เศรษฐญาบดี โดยทั้ง 2 หน่วยงานส่งหนังสือถึงทางโรงแรมว่า บัดนี้มีความเข้าใจแล้วว่า ‘รูปปั้นครูกายแก้ว’ ไม่กระทบต่อความเชื่อต่อทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทั้งนี้ ทางหน่วยงานยินดีให้ความร่วมมือกับโรงแรงในภายภาคหน้าต่อไป

ขณะที่ประเด็นเรื่องการวางรูปปั้นครูกายแก้ว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของความเชื่อทางศาสนานั้น นายชาลี กล่าวว่า แยกออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก ทางโรงแรมได้เช่าที่ดินของการรถไฟทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ในการเช่ามาทำธุรกิจการให้บริการในด้านการโรงแรม และส่วนอื่นๆ ตามไปด้วย ดังนั้น โรงแรมได้แบ่งพื้นที่ให้บริษัทของครูกายแก้ว โดยมีอาจารย์หน่อยเป็นผู้เช่า ทางโรงแรมแบ่งพื้นที่ด้านหน้าที่จะเห็นว่ามีรูปปั้นต่างๆ ซึ่งพื้นที่หน้าโรงแรมทั้งหมด ทางโรงแรมมอบให้ผู้เช่าไป เป็นสัญญาระยะเวลา 20 ปี ปีละ 2,400,000 บาท เพื่อให้อาจารย์หน่อยช่วยปรับฮวงจุ้ยของโรงแรมให้ดีขึ้น และระบุในสัญญาชัดเจนว่าต้องไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียกับโรงแรม ไม่มีผลกระทบต่อสังคม แต่ไม่ได้ทราบว่าจะนำรูปปั้นของครูกายแก้วมาวาง แต่ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เช่า เพราะทางผู้เช่าต้องการจะทำธุรกิจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงแรมก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะรูปปั้นครูกายแก้วช่วยทำให้โรงแรมกลายเป็นที่รู้จัก โด่งดังมากขนาดนี้ และถือว่าเป็นการสร้างกระแสในทางบวกให้กับโรงแรมด้วยซ้ำ เพราะมีลูกค้าและมีการจองโรงแรมมากขึ้น

เบื้องต้นโรงแรมหารือกับ กทม.ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และได้ข้อสรุปว่าการตั้งรูปปั้นครูกายแก้วนั้น ไม่ได้มีความผิด แต่เพื่อความสบายใจของประชาชน จึงมีการขอให้ปกปิด โดยการสร้างประติมากรรมส่วนครอบ งบประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งผู้เช่าช่วงสถานที่จะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่นายชาญ ตุลยาพิศิษฐ์ชัย หุ้นส่วนที่ถือหุ้นประมาณ 20 % จะช่วย 20 ล้านบาท คาดใช้ระยะเวลาในการสร้าง 2 เดือน เพื่อลดกระแสความไม่สบายใจ และให้หันมาสนใจประติมากรรมครอบแทน ซึ่งออกแบบโดยสถาปัตยกรรม จะมีรูปทรงคล้ายโดมของสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนในอนาคตหลังหมดสัญญาจะมีการย้ายรูปปั้นครูกายแก้วออกหรือไม่ คงต้องรอดู แต่คาดว่าคงไม่ย้าย เพราะตอนนี้ก็มีถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

‘ร้านลูกไก่ทอง’ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ‘ปังชา’ ห้ามใช้ตั้งชื่อร้าน-สินค้า ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง

(28 ส.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Lukkaithong - ลูกไก่ทอง Thai Royal Restaurant’ ของร้านอาหารลูกไก่ทอง ซึ่งมี 6 สาขาในกรุงเทพฯ และร้านปังชาคาเฟ่ 5 สาขา โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า…

"จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเครื่องหมายการค้า สู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยร่วมกันอย่างยั่งยืน แบรนด์ปังชา จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ‘ปังชา’ ภาษาไทย และ ‘Pang Cha’ ภาษาอังกฤษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จดทะเบียนลิขสิทธิ์ จดทะเบียนสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สงวนสิทธิ์ห้ามลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข สงวนสิทธิ์ห้ามนำชื่อแบรนด์ปังชา Pang Cha ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปใช้เป็นชื่อร้านหรือใช้เป็นชื่อสินค้าเพื่อจำหน่าย"

โพสต์ดังกล่าวชาวเน็ตได้วิพากษ์วิจารณ์และสงสัยว่า นอกจากจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าแล้ว เป็นการจดสิทธิบัตรเมนู ‘ปังชา’ หรือ ‘ปังชาไทย’ ที่เป็นน้ำแข็งไสรสชาไทยใส่ขนมปัง โรยด้วยนมข้นหวาน ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินไกด์หลายปีซ้อนหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นร้านอาหารอื่น ๆ ที่มีเมนูในลักษณะคล้ายกันจะกลายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

จากการสืบค้นข้อมูล ‘ปังชา’ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พบว่า น.ส.กาญจนา ทัตติยกุล เจ้าของแบรนด์ปังชาได้ยื่นคำขอลิขสิทธิ์ ขนไก่ปังชา ประเภทงานศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรม เลขที่คำขอ 371901 โดยได้เลขทะเบียน 47654 และคำขอเครื่องหมายการค้า เลขที่คำขอ 220133778 โดยได้ทะเบียนเลขที่ 231117892 โดยระบุข้อจำกัดว่า "ข้าพเจ้าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้ อักษรโรมันและอักษรไทยทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนเครื่องหมาย ยกเว้น คำว่า KAM"

นอกจากนี้ยังพบว่า น.ส.กาญจนา ทัตติยกุล ได้จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patents) 7 ฉบับ ได้แก่ แก้ว ตุ๊กตา ลวดลายของแก้ว ลวดลายบนฉลากสินค้า ถ้วยไอศกรีม จดลิขสิทธิ์งานจิตรกรรม 6 ฉบับ ได้แก่ ไก่เจ้าครับ แก้มกาญจนา ไก่เจ้าค่ะ ขนไก่ปังชา แก้มกัลยา ไก่เหล็กถัก และเครื่องหมายการค้าหรือบริการอีก 45 ฉบับ

ทัวร์ลง 'สมาคมแท็กซี่ไทย' หลังออกคำแนะนำผู้โดยสาร  'ไม่เร่งแอร์-ไม่ลืมทิป-ไม่ยืนเรียกผิดฝั่ง' และอีกสารพัดเงื่อนไข

(28 ส.ค. 66) กลับมาเป็น ‘ดรามา’ ข้อถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้งกับ ‘การใช้บริการรถแท็กซี่’ เมื่อเพจฟซบุ๊ก ‘สมาคมแท็กซี่ไทย’ เผยแพร่บทความ ‘ข้อแนะนำในการใช้รถแท็กซี่แบบสร้างความพึงพอใจร่วมกัน’ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.66 มี 6 ข้อ คือ

1.ยืนให้ถูกฝั่ง เพื่อเป็นการทำให้ผู้โดยสารได้รถไวขึ้นและลดการปฏิเสธของคนขับรวมถึงการตีเปล่า 
2.ถามก่อนขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการทำให้หงุดหงิดทั้งสองฝ่ายและเป็นการสร้างมารยาทในการใช้รถที่ถูกต้อง
3.อย่าลืมทิป กรณีมีสิ่งของเยอะ หรือให้คนขับพาลัดและอื่นๆ เพื่อเป็นการแสดงความมีน้ำใจต่อคนขับ
4.ไม่เรียกร้อง เข่น การขอเพลง ขอเร่งแอร์ ขอเปิดกระจก ขอแวะรับเพื่อน ขอจอดซื้อของ ขอให้บรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้คนขับเร่งแซงคันอื่น
5.ไม่รบกวนหรือแซงคิว เช่น การขอชาร์จไฟในรถ การใช้โทรศัพท์โดยเปิดลำโพง การแวะกดเงินหรือการขอให้คนขับออกเงินไปก่อน และควรเรียกแท็กซี่ตามคิวที่ออก
6.เรียกแกร็บแท็กซี่ กรณีชั่วโมงเร่งด่วนหรือสถานที่ที่คาดว่าอาจจะเรียกรถแท็กซี่ยาก เพื่อเป็นการลดอคติกับคนขับแท็กซี่โดยรวม

ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ส.ค.66 เผยแพร่บทความ ‘สิ่งที่ผู้โดยสารควรรู้เวลาขึ้น TAXI’ ซึ่งมี 5 ข้อ ดังนี้

1.การเรียกรถ ไม่เรียกรถในลักษณะกระชั้นชิดหรือยืนในจุดล่อแหลม เช่น ทางร่วม ทางแยก ป้ายรถเมล์
2.การให้รถหยุด ไม่ควรให้คนขับหยุดจอดส่งบริเวณจุดห้ามจอด เส้นขาวแดง ซอยแคบ
3.การนั่งในรถ ไม่ปรับเอนเบาะเกินสมควร ไม่ยกเท้าขึ้นเบาะ ไม่พูดคุยส่งเสียงดังและไม่เปิดลำโพงรวมถึงทานสิ่งของทุกชนิด
4.การใช้รถ ระบุจุดหมายที่จะลงให้ชัดเจน ต้องการไปทางไหนแจ้งคนขับก่อนล่วงหน้า หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งคนขับเช่นเมารถหรือติดโควิด
5.การลงจากรถ เตรียมเงินให้พอดีและตรวจดูสิ่งของก่อนลงจากรถทุกครั้ง รวมถึงจดจำรถที่่นั่งด้วยทุกครั้ง

ล่าสุดวันนี้ ทางเพจได้โพสต์ภาพเป็นข้อความระบุว่า ประกาศ สมาคมแท็กซี่ไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงการออกข้อแนะนำในการใช้รถแท็กซี่

1.เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในบ้านเมือง
2.เพื่อให้เกิดการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.เพื่อลดการทุจริตและข้อร้องเรียน
4.เพื่อสร้างบรรทัดฐานและมารยาทในการใช้รถแท็กซี่ที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าเพจดังกล่าวเจอ ‘ทัวร์ลง’ ชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด และแนะนำกันว่าให้ไปใช้บริการรถรับ-ส่งผ่านแอปพลิเคชันกันดีกว่า หากการเรียกแท็กซี่มันจะต้องยุ่งยากคิดเยอะขนาดนี้ ขณะที่ทางเพจก็ชี้แจงอยากให้เห็นใจกันบ้าง โดยเฉพาะต้นทุนค่าพลังงานที่แพงขึ้น แต่ก็ถูกสวนกลับว่าถ้าไม่ไหวขาดทุนก็เลิกไป หรือไม่ก็ต้องไปเรียกร้องกับรัฐไม่ใช่กับผู้บริโภค

‘อายุรแพทย์ฯ’ แชร์เคสเด็ก 16 สูบบุหรี่ไฟฟ้าหนัก พบ ‘เจ็บหน้าอก-ปอดแฟบและรั่ว’ เตือน!! เลิกได้เลิกเถอะ

(28 ส.ค. 66) เฟซบุ๊ก ‘นายแพทย์เทวินทร์ ชาคริยานุโยค’ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โพสต์เตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ระบุข้อความว่า

"วันนี้มีเรื่องมาเล่าอีกแล้ว เด็กอายุ 16 ปี เจ็บหน้าอก เสียงคุณพยาบาลเสียงใส เดินมาแจ้ง OMG เป็นไปได้ไง ซักประวัติ น้องรูปร่างผอม สูบบุหรี่ไฟฟ้าจัด บอกว่าเจ็บหน้าอกเวลาหายใจ ไม่ได้ยกของหนัก เอกซเรย์ดังรูป วินิจฉัยเป็นอะไรดี

สรุปเป็นลมรั่วในช่องปอดขวา ทำให้ปอดขวาแฟบ ปลายลูกศรคือ ขอบปอดที่แฟบไปรวมกันเป็นก้อนตรงกลาง โดยปอดขวามี 3 พู เลยยู่ไม่เท่ากัน เห็นเป็นก้อนขรุขระ คนไข้จะมาด้วยเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอกหายใจไม่สุด ซึ่งเคสนี้มาจากการใช้ Vape หรือพอด หรือ E cigarett บุหรี่ไฟฟ้า

โดยองค์ประกอบ บุหรี่ไฟฟ้าจะมี นิโคตินปริมาณสูง (มากกว่าบุหรี่ปกติ) โพรพิลีนไกลคอล และสารแต่งกลิ่น ที่เป็นเอสเทอร์ไฮโดรคาร์บอน (ทำให้เกิดการอักเสบในระยะสั้น และส่งเสริมการเกิดมะเร็งในระยะยาว) ที่ส่งเสริมการอักเสบในปอดในระดับเซลล์ อีกทั้งการสูบแบบอัดก็มีผลด้วยครับ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายไม่ยิ่งหย่อนกว่าบุหรี่ธรรมดานะครับ เลิกได้เลิกเถอะ

เพิ่มเติม: ในไทยและต่างประเทศมีรายงานเรื่อย ๆ ครับ เนื่องจากว่าเป็นของใหม่ งานวิจัยระยะยาวแบบ prospective น่าจะมีแต่ค่อนข้างทำยาก เพราะองค์ประกอบของสาร ไม่เหมือนกัน แต่องค์ประกอบหลัก ๆ มีดังกล่าวขั้นต้น เปรียบเทียบ เหมือน การขับรถเร็วครับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเกิดก็โทษเพราะขับรถเร็วไงครับ การสัมผัสสารต่าง ๆ พวกนี้ ไม่ได้มีงานวิจัยมารองรับว่าปลอดภัยเหมือนยา แต่มันคุ้มมั้ยที่จะเอาปอดเรา ร่างกายเราไปแลก ร่างกายเรามีค่าประเมินค่าไม่ได้นะครับ เลิกได้เลิก เลิกไม่ได้ไปต่อ หมอพร้อมดูแลรักทุกคน”

สมุทรปราการ-ฮือฮา!! คอหวยไม่พลาด “พระครูแจ้” เจ้าอาวาสวัดดังบางพลี รับเป็นเจ้าภาพฌาปนกิจพระลูกวัด แต่ดันโป๊ะเลขฝาโลงตรงกัน!! 

ภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ประชาชนจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาร่วมไว้อาลัยและร่วมพิธีงานฌาปนกิจศพ พระสมาน หรือหลวงตาโก๊ะ พระลูกวัดของวัดบางพลีใหญ่กลาง และอีกองค์คือ พระสำราญ ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อโต จ.สมุทรปราการ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2566 ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ประธานฝ่ายสงฆ์และประธานจัดงานโดยท่านได้รับเป็นเจ้าภาพจัดพิธีฌาปนกิจศพให้กับทางพระลูกวัดทั้ง 2 องค์ ที่ได้มรณภาพลงอย่างสงบ โดยพิธีจัดขึ้นภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ร่วมประกอบพิธีฌาปนกิจศพ หลวงตาโก๊ะ หรือพระสมาน อภโย (ชมมาลี) และ หลวงตาเปีย พระสำราญ ชัยพร โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ตลอดจนพี่น้องประชาชนจำนวนหลายร้อยคนร่วมในพิธี อาทิ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ นางรัตนา สมสกุลรุ่งเรือง ประธานมูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ พร้อมด้วยคณะไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีต รองผบก.ชลบุรี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ ผู้บริหาร บริษัท อริยะ ข้าราชการตำรวจตลอดจนพี่น้องประชาชนจำนวนมากร่วมในพิธี

โดยที่ผ่านมาครั้งมีชีวิตอยู่ พระสมาน อภโย (ชมมาลี) หรือที่ญาติโยมทั่วไปรู้จักในนาม หลวงตาโก๊ะ วัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านได้เริ่มบรรพชาเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเป็นพระภิกษุที่มีความเมตตาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และเป็นที่เคารพรักของญาติโยมโดยทั่ว จนได้รับความไว้วางใจจากพระชั้นผู้ใหญ่มอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ พร้อมทั้งดูแลจัดการเรื่องสถานที่ศาลาบำเพ็ญกุศล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในสถานการณ์เกิดโรคระบาด โควิด-19 หลวงตาโก๊ะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของวัดบางพลีใหญ่กล่ง ในการจัดการเรื่องเผาศพผู้ป่วยโควิด-19 โดยหลวงตาโก๊ะนั้น จะเป็นผู้ดูแลและประสานงานกับทางท่านเจ้าอาวาสมาโดยตลอด หลวงตาโก๊ะ ท่านได้มรณภาพด้วยโรคประจำตัวภายในกุฏิ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566 สิริอายุได้ 74 ปี 23 พรรษา

และทางด้านประวัติของ พระสำราญ ชัยพร หรือ หลวงตาเปีย ท่านเป็นคนตำบลบางพลีใหญ่และเป็นพระลูกวัดของทางวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อโต ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยเป็นกันเองชอบในเรื่องของการทำไฟประดับ งานเทศกาลต่างๆ เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 สิริอายุได้ 67 ปี 23 พรรษา ประกอบกับเป็นที่ฮือฮาของพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย คือเลขฝาโลงของพระลูกวัดทั้ง 2 องค์ ตรงกัน คือเลข 356 พรรษา 23 ทั้ง 2 องค์ อีกทั้งยังเป็นพระเพื่อนที่สนิทสนมกันมากอีกด้วย

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

บลูเทค ซิตี้ เปิดโมเดล "วันหัวใจบริสุทธิ์" ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ ปีที่ 1

วันนี้ (28 ส.ค. 66) บลูเทค ซิตี้ ผุดไอเดีย "วันหัวใจบริสุทธิ์" ภายใต้คอนเซ็ปต์กิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ โดยมีคุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ และผู้บริหารบริษัท อมิตา เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกันปลูกต้นมุจลินท์ (ต้นจิกน้ำ) เพื่อสืบสานไม้พุทธประวัติ และมอบอุปกรณ์เย็บตับจาก (คล้า) ให้กับกลุ่มอาชีพเย็บตับจาก ที่ผ่านการคัดเลือกโครงการ"ส่งเสริมอาชีพคนตัดเย็บจาก" จำนวน 10,000 เส้น ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและต่อยอดอาชีพชุมชนดั่งเดิม ซึ่งถือเป็นปฐมฤกษ์ในการเปิดโมเดล "วันหัวใจบริสุทธิ์" ปีที่1

นอกจากนี้ บลูเทค ซิตี้ ยังชวนเยาวชน นักเรียนโรงเรียนวัดเขาดิน เข้าร่วมกิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ โดยปลูกฝังให้เยาวชนได้รู้จักการ อนุรักษ์ อนุบาล พันธุ์ไม้ป่าชายเลน จำนวน 1,000 ต้น สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 1,000 ตัน และเรียนรู้การเพาะพันธุ์ปูทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างระบบนิเวศน์ที่หลากหลายในพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top