Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

กรมหม่อนไหม จัดงาน “ตรานกยูงพระราชทานฯ ครั้งที่ 18” ดันมาตรฐานไหมไทย สร้างชื่อ สร้างรายได้ให้ประเทศ

วันนี้ (1 กันยายน 2566) ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นนทบุรี กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566  ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 3 กันยายน 2566 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” 

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การจัดแสดงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน การสร้างมูลค่าเพิ่มผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ประเภทผ้าแพรวา พร้อมจัดแสดงผ้าไหมประเภทผ้าแพรวาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ชนิดต่างๆ ผลงานการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2566  รวมทั้ง ยังมีการออกร้านจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทย และสินค้าหม่อนไหม มากกว่า 200 ร้านค้า ด้วย  นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากทูตอัตลักษณ์ไหมไทย จาก 19 ประเทศ และนางแบบกิตติมศักดิ์ ร่วมเดินแบบผ้าไทยในงานดังกล่าวด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘นักดนตรีระดับโลก’ บรรเลงเพลง กลาง สน.ทองหล่อ หลังได้รับ ‘ไวโอลิน’ มูลค่า 18 ล้านบาท ที่ลืมไว้บนแท็กซี่คืน

(1 ก.ย. 66) สถานีวิทยุ จส.100 รายงานว่า ได้รับการประสานจาก สน.ทองหล่อ ให้ตามหาแท็กซี่ ที่รับชาวจีน เมื่อคืนวันที่ 29 ส.ค. 66 เวลา 23.10 น.จากร้านอาหารปักกิ่ง ซอยสุขุมวิท 26 ไปลงที่สุขุมวิท 31 เนื่องจาก ‘ชาวจีน’ เป็นนักไวโอลินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ลืมกระเป๋ากล่องสีครีม ข้างในมีไวโอลินสีน้ำตาล-เหลือง 1 ตัว

จ.ส.ต.เกรียงไกร กรไธสง ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ให้ข้อมูลว่า คนขับรถแท็กซี่ ชื่อ ‘คุณอุเทน เด่นขุนทด’ เนื่องจาก ผู้โดยสารชาวจีนโอนค่าโดยสารไปให้ ตำรวจ ช่วยตรวจสอบกล้องวงจปิดจุดที่ขึ้นลงแล้ว กล้องมองไม่เห็นทะเบียนรถ และไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่ ผู้โดยสารชาวจีน คือ ‘คุณเซว เหว่ย’ (Xuē Wěi) นักไวโอลินชาวจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ในที่สุด สถานีวิทยุ จส.100 สามารถติดต่อคนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวได้ คือ คุณอุเทน ขับรถแท็กซี่ สีชมพู ทห-2874 กทม.และได้ประสานส่งมอบกล่องไวโอลินให้กับคุณซุน ซึ่งเป็นเพื่อนของคุณเซว เหว่ย เรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนนี้ (30 ส.ค.66) ที่สน.ทองหล่อ

ขณะที่ คุณซุน ขอขอบคุณคนไทยมีน้ำใจจริงๆ เนื่องจาก ไวโอลิน มีความพิเศษ เป็นสมบัติที่ล้ำค่า มีคุณค่าทางจิตใจ เหมือนเป็นอาวุธของคุณเซว เหว่ย และอยากได้คืนมาก มีอายุ 200 กว่าปี มูลค่า 18 ล้านบาท เมื่อรู้ว่าลืมไว้บนรถแท็กซี่ คุณเซว เหว่ย มีความกังวลมาก ไม่ได้ทานข้าว และเมื่อรู้ว่า ติดต่อคุณอุเทน คนขับรถได้แล้วและได้รับของคืน รู้สึกดีใจมาก คุณเซว เหว่ย เดินทางไป-กลับ 3 ประเทศเป็นประจำ ไทย-อังกฤษ-จีน ครั้งนี้ก็มาอยู่ไทยนานพอสมควร หลังจากนี้ก็จะเดินทางกลับประเทศจีน

ในส่วนตัวคุณซุน ติดตามฟังสถานีวิทยุ จส.100 มาตลอด เพราะจะได้ทราบข้อมูลข่าวสารการจราจรในช่วงเช้า-เย็น

ขณะที่ คุณอุเทน เล่าว่า เมื่อรู้ว่า ผู้โดยสารลืมของไว้ในรถ ก็ขับรถวนกลับไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ไม่ทราบว่าจะติดต่อใคร จึงนำไวโอลินไว้ที่กระโปรงท้ายก่อน และบอกเจ้าของอู่ให้ทราบไว้ จากนั้นก็พักผ่อน เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นสายโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ จส.100 จึงได้โทรกลับและประสานงานกัน นำไวโอลินส่งมอบคืนให้คุณเซว เหว่ย และได้รับ Gift voucher เป็นสินน้ำใจด้วย

เจ้าของร้าน ‘ปังชา’ ยกมือไหว้กลางรายการโหนกระแส ขอขมาเจ้าของร้านทั้ง 3 ยืนยันไม่ได้ต้องการทำร้ายใคร

จากกระแสข่าวจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ของ ร้านลูกไก่ทอง เจ้าของตำรับ ปังชา ไม่เลือนหายไปจากหน้าสื่อง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 1 ราย ได้รับโนติสจากทนายความ ขอให้ยุติการกระทำอันเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า พร้อมเรียกค่าเสียหายหลักแสน รวมถึงหลักร้อยล้านบาท ตลอดจนให้ขอโทษหน้าสื่อด้วยนั้น

(1 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายการโหนกระแส ได้สัมภาษณ์ประเด็น 'ปังชา' ที่ชากันทั่วหน้าหลังโดนฟ้องกันระนาว และล่าสุดร้านดังกลับลำให้ใช้ได้ พร้อมเชิญเจ้าของร้านปังเย็น 3 ร้าน ที่ถูกร้านปังเย็นชื่อดังยื่นโนติส โดยมีช่วงหนึ่งที่ คุณแก้ม เจ้าของร้านลูกไก่ทอง เข้ามาในรายการด้วย

โดยคุณแก้ม ได้ยกมือไหว้ขอโทษเจ้าของร้านทั้ง 3 ร้าน ที่ไปยื่นโนติส ว่า "ด้วยบารมีขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พ่อขุนเม็งราย ด้วยบารมีของหลวงปู่ทวด พี่ขออโหสิกรรม ขอโทษในสิ่งที่พี่ทำ โดยพี่เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พี่นับถือและไหว้มาตลอด พี่ไม่ได้เฟค”

"พ่อขุนเม็งราย วัดห้วงปลากั้ง พระโพธิสัตว์ พระแม่กวนอิม ถ้าท่านฟังอยู่ ลูกขออภัย ขอขมากับน้อง ๆ ที่นี่ หากความผิดพลาดที่พี่ทำ ด้วยความตั้งใจในการสร้างแบรนด์ เพื่อประเทศไทย ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนด้วย แล้วทำให้น้อง ๆ มีความทุกข์ ทำให้พี่มีความทุกข์ พี่ขอรับผิดเพียงคนเดียว”

"สิ่งที่ทำทั้งหมด ไม่ได้ต้องการทำร้ายคนรวย หรือคนจน พี่ทำงานมาด้วยเงิน 8 พัน พี่อยากสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน พี่ให้คุณค่ากับการออกแบบเครื่องหมายการค้า พี่เชื่อมั่นในแบรนด์ที่มาจากภูมิปัญญาที่คนไทยหลาย ๆ คนมองข้าม"

'ชัชชาติ' เล็งกระจายอำนาจบริหารจัดการจราจรให้ท้องถิ่น รวมศูนย์ 'ถนน-ทางเท้า-ต่อใบขับขี่-บังคับใช้กฎหมาย'

(1 ก.ย.66) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ นายเลอพงศ์ ลิ้มรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการภารกิจก่อสร้างและบำรุงรักษาถนนและสะพาน สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สปถ.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า...

วันนี้เป็นหารือร่วมกับคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการถ่ายโอนภารกิจวิศวกรรมจราจรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะประเด็นของเรื่องการจราจร จริงๆ แล้วสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ มีแผนปฏิบัติการมา 2 แผนแล้ว หลายเรื่องก็ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น เรื่อง ตำรวจดับเพลิง ซึ่งก็ทำให้เรามีอำนาจในการบริการประชาชนที่มากขึ้น แต่เรื่องการจราจรยังมีหลายประเด็นซึ่งเป็นข้อที่ยังไม่ ปฏิบัติอยู่ ตัวอย่างเช่น ในถนน 1 เส้น กทม.ก็ดูบนฟุตปาธ ทางเท้า แต่บนถนนก็เป็นเรื่องของตำรวจจราจร การต่อใบอนุญาตใบขับขี่ก็เป็นของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งหากต้องมีการแก้ปัญหา บางครั้งอาจจะมีข้อที่ต้องประสานงานกันค่อนข้างเยอะ 

หากเป็นไปได้การกระจายอำนาจมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดูแล ก็จะทำให้การบริหารจัดการและการจราจร อาจจะสะดวกมากขึ้น วันนี้เป็นการอัปเดต เรื่องข้อมูลต่าง ๆ และพิจารณาถึงความพร้อมของกทม. ด้วย จริง ๆ แล้ว การกระจายอำนาจ หัวใจสำคัญอันหนึ่ง นอกเหนือจากแผนแล้ว คือความพร้อมของฝ่ายรับ ถ้าฝ่ายรับไม่พร้อมก็จะทำให้การดำเนินการ ลำบากที่จะสร้างความไว้วางใจในการถ่ายโอนอำนาจมา รวมทั้งเป็นการอัปเดตกันว่า เราทำงานมาปีกว่า ๆ การจราจรเป็นเรื่องใหญ่ที่เราเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด เพราะมีหลายหน่วยงานร่วมดูแล รวมทั้งสรุปแผน 2 ที่เขียนไว้ว่ามีตรงไหนที่อาจจะอัปเดตใหม่ เพื่อจะได้นำไปใส่ในแผน 3 ขณะเดียวกันก็ต้องดูความพร้อมของตัวเอง ถ้าให้เราดูเรื่องการจราจร เรื่อง การควบคุมสัญญาณไฟ เราพร้อมไหม นำเทคโนโลยีมาช่วยอย่างไร หรือให้ดูเรื่องการจดทะเบียนรถ การจัดเรื่องที่จอดรถจะพร้อมหรือไม่

"การกระจายอำนาจถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นหัวใจของของระบอบประชาธิปไตย ที่จะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้นในส่วนที่ตัวเองพร้อม หากการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นเนื้อเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ก็น่าจะสะดวกขึ้น" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

การประชุมวันนี้ รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 (แห่งที่ 3) แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2566 เวลา 13.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ และนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,000 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช  และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะ คนละ 100 บาท โดยมี นายนิติ วิวัฒน์วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายศิลปชัย พันธุ์สุริยานนท์ รองผู้อำนวยการ ด้านพัฒนาองค์กร คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว  คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา คณะเครือสหพัฒน์  บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด และโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 12 กันยายน 2566 มูลนิธิฯ กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เป็นลำดับต่อไป

ประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่า 80 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรก ที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีผู้มีจิตศรัทธา และผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร นครราชสีมา ชลบุรี และ กรุงเทพฯ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้พัฒนาการแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุในการบรรจุสิ่งของที่มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นถุงผ้าเพื่อลดการใช้พลาสติก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับ คิดเป็นมูลค่าการจัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 14,462,250 บาท (สิบสี่ล้านสี่แสนหกหมื่นสองพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กร สาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘หยก’ แจง เหตุตัดสินใจไปค่าย เพราะเห็นว่าโรงเรียนทำไม่ถูกต้อง รับ ตกใจที่ครูให้ นร.มีส่วนร่วม พร้อมเปรียบ เหตุการณ์นี้เหมือน 6 ตุลา 19

(1 ก.ย. 66) จากกรณี ‘หยก น.ส.ธนลภย์’ อายุ 15 ปี เยาวชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง สมาชิกกลุ่มทะลุวัง อดีตผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุด ต้องการไปขึ้นรถบัสไปค่ายเรียนภาษาจีน ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ แต่ทางครูไม่ให้หยกไป เพราะหยกไม่มีสถานภาพนักเรียนและไม่ได้จ่ายค่าเทอม (เพราะคืนค่าเทอมไปแล้ว) จึงพยายามให้หยกลงจากรถ เพื่อนหยกจึงช่วยกันอุ้มลงจากรถ

‘หยก น.ส.ธนลภย์’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า…

“หนูตัดสินใจไปค่ายเพราะหนูยังคงเห็นว่าโรงเรียนทำไม่ถูกที่คืนเงินมาเงียบๆ แล้วถือว่าหนูไม่ใช่นักเรียนแล้ว หนูยืนยันว่าโรงเรียนไม่เคยมีหนังสือทางการแจ้งหนู ไม่เคยไล่หนูออก มีแต่ไปป่าวประกาศกับสังคม ไม่เคยให้มีส่วนร่วม

ครูไม่ให้หนูไปค่ายและบอกว่าหนูไม่ใช่นักเรียนแล้ว เพราะคืนเงินมาแล้ว ครูให้เพื่อนๆ ช่วยกันอุ้มหนูลงมาจากรถ ครูถามเพื่อนว่ามีใครยังอยากให้หยกเรียนต่อมั้ย เพื่อนๆ ร่วมกันตอบว่า “ไม่” มีคนปรบมือดีใจ ตอนที่เพื่อนอุ้มหนูลงจากรถ

หนูรู้สึกตกใจ หน้าเสียกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พยายามยิ้ม หนูตกใจที่ครูให้เพื่อนเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ และให้เพื่อนเข้ามาเป็นคนออกหน้า รวมถึงใช้วิธีให้เพื่อนๆ ทำอะไรแบบนี้

วันนี้โรงเรียนเอาตำรวจมากำจัดหนูด้วยเช่นกัน ตำรวจช่วยโรงเรียนกันหนูออกหลังจากครูให้เพื่อนเป็นคนมาอุ้ม กำจัดหนูออกจากรถและเพื่อนหลายๆ คนตบมือ หรือยิ้มดีใจเห็นด้วย

สวัสดีวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ณ โรงเรียนเตรียมพัฒน์

ขอบคุณโรงเรียน พี่ตำรวจและครูมากๆ ค่ะ บทเรียนนี้หนูจะไม่ลืม

อดีตผู้สมัคร สส.ก้าวไกล โพสต์ทวิตฯ ขอโทษล่วงละเมิดสาว ล่าสุดลบโพสต์ แต่ชาวเน็ตแคปทัน ด้านเหยื่อเล่าเหตุเกิดตอนเมา

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์ เมื่อนายเกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคก้าวไกล จ.ชัยภูมิ โพสต์ทวิตเตอร์ข้อความขอโทษ ผู้หญิง ที่ตัวเองล่วงละเมิดทางเพศไป โดยระบุว่า ในวันที่ 27 / 06 / 2566 ตนได้ละเลยความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่ง และได้ละเมิดหลักการเรื่อง consent จนทำลายความเชื่อใจ และหวังดีของเธอ ซึ่งการกระทำนี้ ไม่ควรค่าแก่การให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการกระทำร้ายแรงต่อจิตใจของเธอ

ผมขอสัญญาไว้กับเกียรติอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ว่า จะไม่มีการละเมิดหลักการอันเป็นที่ยึดมั่นนี้อีก และจะไม่ทำลายความเชื่อมั่นและความหวังดีของใครอีกต่อไป แม้การกระทำครั้งนี้จะไม่มีการให้อภัยใด ๆ แต่ผมจะตอบแทนผู้คนด้วยการรับใช้ซึ่งอุดมการณ์นี้อย่างสุดหัวจิตหัวใจตลอดไป

โดยเพียงหวังว่าจะเธอจะให้อภัยในการกระทำที่ไม่น่าให้อภัยนี้ และเผชิญหน้าอย่างถูกต้องผมได้แต่เฝ้าหวังและรอการให้อภัยจากเธอและเหตุครั้งนี้จะตอกย้ำทุกการกระทำของผมต่อจากนี้อย่างรอบคอบทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้ ได้เกิดขึ้นอีก

และการกระทำแบบนี้ยังทำลายซึ่งหลักการที่เรายึดมั่นเสมอมา ผมผู้ที่ไม่ควรให้อภัยอย่างยิ่งนั้นยังไม่รู้สำนึกถึงโอกาสที่มอบให้ยังทำลายโอกาสนั้นต่อเรื่อยมา จนทำให้เรื่องนี้เดือดร้อนถึงบุคคลอื่นที่หวังดีและเชื่อมั่นในตัวผม ผมได้เดินทางไปขอโทษเธอจากใจจริง

หลังจากเจ้าตัวโพสต์เรื่องราวดังกล่าว เจ้าตัวทำการลบและปิดทวิตเตอร์หนี ทำให้บรรดาชาวเน็ตต่างพร้อมใจขอความชัดเจน รวมให้ทางพรรคต้นสังกัดชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นมาจาก ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ “พิมxx” ที่วันนี้ได้แชร์โพสต์ของนายเกรียงไกร ที่ได้โพสต์ขอโทษเหตุการณ์ดังกล่าว โดยพิม ระบุว่า ได้เห็นคำขอโทษที่พิมรอกันบางส่วน และเห็นว่ามีเพื่อน ๆ ที่เคียงข้างพิมอยู่ ทำให้พิมรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมากค่ะ ถึงแม้ว่าตอนนี้คำขอโทษเหล่านั้นจะเข้าถึงไม่ได้แล้ว อาจเกิดจากเขาต้องการปิดบัญชีไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม พิมอยากเก็บถ้อยคำเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นประจักษ์ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง

พิม ยังทวิตข้อความอีกว่า มีความคิดเห็นว่า คำขอโทษนี้ไม่ได้ระบุความผิดที่ทำ และอาจยังไม่เข้าใจว่าผิดอะไร พิมเห็นด้วยค่ะ และพิมคงคาดหวังสิ่งนี้กับคนที่พิมรอคำขอโทษถึง 2 เดือนไม่ได้ รวมถึงมีคำถามว่าจะมีการลงขอโทษอีกครั้งไหม พิมยังไม่สามารถให้คำตอบได้เช่นกัน พิมยังอยู่ในความฉงนใจจากการหายไปของสิ่งที่พิมรอ

ขณะเดียวกันหากย้อนไปเมื่อ 2 วันก่อน พิมได้ทวิตข้อความว่า พิมได้รับการขอโทษ โดยมีพยานจากผู้กระทำเบื้องต้นแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมนะคะ ขอบคุณความห่วงใยจากทุกท่าน เคยได้ยินสำนวนว่า หมอตายเพราะงู ก็ไม่นึกเลยค่ะ ว่าคนทำเหล้าจะโดนล่วงละเมิดตอนเมาเพราะเหล้า

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม หลังเกิดเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศเกือบ 2 เดือน พิมได้ทวิตข้อความว่า ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้กับพิมในเวลาเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมานะคะ ขออภัยที่ทำหน้าที่บกพร่องในการเป็นโฆษกxxx เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถสื่อสารเรื่องอื่นได้เต็มที่หากยังไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม พิมได้ให้เวลาและโอกาสกับคู่กรณี และยังเฝ้ารอความรับผิดชอบอยู่ค่ะ

ศาลอาญารับคำฟ้อง ‘ท็อปนิวส์’ เอาผิดเพจ ‘ตุ๊ดส์ review’ ฐานหมิ่นประมาท ทำให้เสื่อมเสีย เรียกค่าเสียหาย 20 ลบ.

มีรายงานความคืบหน้ากรณีท็อปนิวส์ฟ้องร้องเอาผิดผู้โพสต์หมิ่นประมาทใส่ร้ายให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสื่อมเสียชื่อเสียง ท็อปนิวส์จึงต้องดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายและเรียกร้องค่าเสียหายอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่า

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.66 ศาลอาญา ได้นัดฟังคำสั่งฟ้องคดี บริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิทัล มีเดีย ยื่นฟ้อง นายธนบัตร ชายด่าน แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ‘ตุ๊ดส์ รีวิว’ ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท จากการที่นายธนบัตรใช้เพจเฟซบุ๊ก ‘ตุ๊ดส์ รีวิว’ โพสต์ข้อความใส่ร้ายท็อปนิวส์ โดยทนายความฝ่ายโจทก์และจำเลยเดินทางมาศาล

ทั้งนี้ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กชื่อว่า ‘ตุ๊ดส์ review’ และเปิดใช้งานแบบสาธารณะให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 จำเลยเผยแพร่ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวว่า 

“รักชาติต้องเสพสื่อที่พัฒนาชาติก่อนเลยจ้า แกเชื่อเราอย่างแรกที่ทุกครอบครัวต้องทำตอนนี้คือ เลิกดู Top News คุณภาพชีวิต สติปัญญา และแนวทางการดำเนินชีวิตแกจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แกจะเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น แกจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่รู้เท่าทันคนอื่น โลกที่ก้าวไปข้างหน้า และเข้าใจว่าปัจจุบันประเทศของเรา และสถานการณ์บ้านเมืองที่แท้จริงอยู่จุดใด ขอให้ทุกคนบอกคุณพ่อคุณแม่ญาติพี่น้อง และคนรู้จัก ระมัดระวังในการเสพสื่อที่ปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิดกับคนในสังคมด้วยครับ รักชาติแต่เสพ Top News เลยพังพินาศ” พร้อมลงภาพเปรียบเทียบข้อความการให้สัมภาษณ์ระหว่าง เปิ้ล จารุณี นักแสดง และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกพรรคก้าวไกล ประกอบข้อความเพิ่มเติมในรูปภาพว่า “คำแนะนำที่ดีที่สุด: ‘เลิกดู TOP NEWS ดึงสติปัญญากลับมา”

โดยศาลเห็นว่า การที่จำเลยใช้ถ้อยคำที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจความหมายว่า ปลุกปั่น หมายถึง ยุยงให้แตกแยกกัน และพังพินาศ หมายถึง เสียหายย่อยยับ และระบุชื่อโจทก์ กรณีเป็นการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นสื่อมวลชนที่ก่อความแตกแยกในสังคม หากผู้ใดรับชมสื่อของโจทก์จะทำให้ชีวิตไม่เจริญ ทำให้โจทก์ที่เป็นสื่อมวลชนซึ่งต้องพึ่งพาความสนใจ และไว้วางใจจากสาธารณชนได้รับความเสียหาย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์สาธารณะ และตั้งค่าการเข้าถึงข้อความเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ กรณีจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โดยการโฆษณา ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงเป็นไปได้ว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา คดีจึงมีมูล

ดังนั้นคดีของโจทก์จึงมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาหมายเรียกจำเลยมาสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น.

‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ออกแถลงการณ์ คนละร้านกับ ‘ลูกไก่ทอง’ ไม่มีความเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ-การบริหาร ใดๆ ทั้งสิ้น

(1 ก.ย. 66) จากกรณีดรามา ‘ปังชา’ ของ ‘ร้านลูกไก่ทอง’ ที่นำมาสู่กระแสความสับสนของชาวเน็ตว่า ตกลงแล้ว ‘ร้านลูกไก่ทอง’ กับ ‘ร้านไก่ทอง’ เป็นร้านเดียวกันหรือไม่นั้น

ล่าสุด ‘ร้านไก่ทอง ออริจินัล’ ซึ่งมีชื่อคล้ายกัน ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันผ่านเฟซบุ๊ก ‘ไก่ทอง ออริจินัล - Kaithong Original’ ว่าเป็นคนละร้าน และไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยเหตุการณ์ดรามา ‘ปังชา’ หนนี้ สร้างผลกระทบต่อร้าน เพราะทำให้หลายท่านเกิดความสับสนและเข้าใจผิดอย่างมาก ว่า…

“เนื่องจากทางร้าน ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ได้รับทราบถึงเหตุการณ์และกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกัน เรารู้สึกเห็นใจและเข้าใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก 

ร้านของเราก็เป็นหนึ่งในร้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นกัน จากชื่อร้านที่มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้หลายท่านเกิดความสับสนและเข้าใจผิด 

จึงขอประกาศชี้แจงให้ทราบว่า ร้าน ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ และ ร้าน ‘ลูกไก่ทอง’ ไม่ใช่ร้านเดียวกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ และการดำเนินการใด ๆ ทั้งทางธุรกิจ และการบริหาร ทั้งสิ้น

ทางผู้บริหารและพนักงาน ขอขอบคุณลูกค้า ที่ให้การสนับสนุน ร้านไก่ทอง ออริจินัล ด้วยดีเสมอมา ทางร้านยังมุ่งมั่นรักษามาตรฐานความอร่อย วัตถุดิบที่คงความออริจินัล ด้วยการคัดสรรอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความอร่อยตามกาลเวลาในแบบฉบับต้นตำรับมายาวนานกว่า 25 ปี”

สำหรับ ‘ร้านไก่ทอง ออริจินัล’ ปัจจุบัน มีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ สาขาเมืองทองธานี / สาขาเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ / สาขาเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า / สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ และร้านในเครือ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ประกอบไปด้วย The Dessert by Kaithong Original เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ และ ARUNN เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน   

‘หนูน้อย ป.1’ รีบหอบหนังสือมาอ่านให้คุณครูฟัง หลังรู้ข่าวว่าครูจะย้ายไปสอนที่อื่น ทำครูสาวน้ำตาซึม

สุดซึ้ง!! หนูน้อย ป.1 รีบหอบหนังสือมาอ่านให้ครูฟัง ก่อนครูจะย้ายไปสอนที่อื่น ทำคุณครูน้ำตาซึม ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็น “นี่คือผลลัพธ์ของครูครับ”

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 66 ไวรัลคนดู 1.9 แสนครั้ง ผู้ใช้ Tiktok ชื่อ @w.landaaaaaaaaaaa ได้โพสต์คลิปเรื่องราวทำเอาคุณครูและชาวเน็ตน้ำตาซึม หลังจากที่หนูน้อยชั้น ป.1 เมื่อรู้ว่าคุณครูจะย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น ได้รีบหอบหนังสือมาอ่านให้คุณครูฟัง โดยรายละเอียดระบุว่า…

“อยากอ่านหนังสือให้คุณครูฟังก่อนคุณครูจะไปอยู่ที่อื่น #มันคือความรู้สึก #ครูประถมศึกษา #ผมอยากอ่านหนังสือให้คุณครูฟังทุกวัน,คุณครูหญิงจะไปบรรจุโรงเรียนอื่นน้องเด็กป.1 อยากอ่านหนังสือให้คุณครูฟังก่อน”

หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปมีชาวเน็ตเข้าชมคลิปแล้วกว่า 1.9 แสนครั้ง พร้อมแสดงความคิดเห็นระบุว่า “ตั้งแต่ดูมา คลิปนี้ทัชใจสุด อะไรจะดีไปมากกว่า ทำให้ครูดูว่าที่ผ่านมา ครูทำได้ดีแค่ไหนและนี่คือผลลัพธ์ ของครูครับ,เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเลยค่ะ แสดงว่าเด็กๆ รักครูมากเลยค่ะ ขนาดครูจะไป รร. อื่นแล้ว ยังมาอ่านหนังสือให้ฟัง, ครูคือความหวังและเป็นพลังให้เด็กๆหลายต่อหลายคน คุณก็เคยผ่านความรู้สึกนี้มา, แล้ววันหนึ่งมันจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top