Wednesday, 1 July 2026
NEWS FEED

'อิทธิพัทธ์' เชื่อ!! 'พีระพันธุ์' เตรียมนโยบายระยะยาวช่วย ปชช. หลังแก้ปัญหาพลังงานระยะสั้น ลด 'ค่าไฟ-น้ำมัน' ราบรื่น

(25 ต.ค. 66) นายอิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ หรือ ‘บอย’ อดีตผู้สมัคร สส.กทม พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

อีกผลงานของท่านพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ช่วยลดภาระของประชาชน ผลักดันให้ลดราคาน้ำมันเบนซิน โดยการเสนอผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 สุดท้ายมีมติร่วมกันให้ลดราคาน้ำมันเบนซินโซฮอลล์ 91 ลง 2.50 บาท ต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งคาดว่ามีผลบังคับใช้ในช่วงสัปดาห์หน้า

ผมต้องขอขอบคุณท่านพีระพันธ์ุ และคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ช่วยลดภาระของพี่น้องประชาชนคนไทย จากนี้ไปเราคงเห็นนโยบายที่ช่วยลดภาระพี่น้องประชาชนอีกหลายเรื่องครับ

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมให้การต้อนรับองคมนตรี ตรวจเยี่ยมเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอกบุญส่ง พรมนิล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมให้การต้อนรับ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ ตรวจเยี่ยมเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมทั้งนายแพทย์ สันติชัย  ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ พันตำรวจเอก ธรรมนูญ  ฉิมวงษ์  รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ นายวิรัตน์ แดงเถิน ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอรัตนบุรี  และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ในอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานความช่วยเหลือทั้งแก่ผู้ต้องขังและประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

สอ.รฝ.จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ“ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566

วันพุธที่ 25 ต.ค.66 พลเรือตรี ศุภสิทธิ์ บูรณะโอสถ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) ร้อยตำรวจเอกหญิง มยุรี บูรณะโอสถ ประธานชมรมภริยา สอ.รฝ. คณะผู้บังคับบัญชาพร้อมด้วย สมาชิกชมรมภริยาหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ“ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566 โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ พัฒนาโรงเรียน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโรงเรียนและประชาชนในพื้นที่ โดยมีโรงเรียนในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ประกอบด้วย โรงเรียนวัดคีรีภาวนาราม โรงเรียนบ้านคลองบางไผ่ โรงเรียนวัดบ้านฉาง อ.บ้านฉาง จว.ระยอง  โรงเรียนบ้านเขาบายศรี โรงเรียนจุกเสม็ด  โรงเรียนบ้าน กม.5 และสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย ทร.8 อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี

ทั้งนี้ การดำเนินการทำจิตอาสาพัฒนา เป็นไปตามนโยบาย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการดำเนินการ จิตอาสาพัฒนาทำความดี ด้วยหัวใจ ในการร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนา บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ซึ่งหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

'ไตรศุลี' แจง!! ถ่ายวิดีโอ ภท. ยืนตรงทำความเคารพก่อนหนัง 'สัปเหร่อ' ฉาย ชี้!! เป็นกิจกรรมหนุนหนังคนไทยและถ่ายคลิปก่อนฉายหนัง ไม่ละเมิด!!

(25 ต.ค. 66) จากกรณีที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ได้ถ่ายคลิปวิดีโอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยกทัพไปดูภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อในโรงหนัง กำลังยืนตรงทำความเคารพก่อนที่จะเริ่มฉาย โดยระบุว่า “ภูมิใจไทย ยกพรรคมาดู สัปเหร่อ หนังอีสานบ้านเฮาค่ะ”

ซึ่งภายหลังจากที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป โลกออนไลน์ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายคลิปในโรงหนังว่าสามารถทำได้หรือไม่ ด้วยห่วงจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น

ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวแล้วว่า

“แจ้งเพื่อเป็นข้อมูลนะคะ การชมภาพยนตร์รอบนี้เป็นรอบพิเศษของพรรรคภูมิใจไทย เป็นกิจกรรมสนับสนุนภาพยนตร์ของคนไทยของทางพรรคค่ะ และการถ่ายคลิปเกิดขึ้นในช่วงก่อนฉายหนัง ไม่ได้มีการถ่ายช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด และกิจกรรมครั้งนี้ก็มีผู้สร้าง ผู้กำกับ และนักแสดงของหนังเรื่องนี้มาร่วมด้วยค่ะ ขออภัยหากคลิปทำให้ท่านไม่สบายใจนะคะ ทางพรรคภูมิใจไทยตระหนักและให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเคารพสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์และกฎหมายค่ะ”

นักเขียนดัง ยก 'พิธา' ร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ทรงเกียรติ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า 'ลิซ่า-มิลลิ' หลายเท่า

(25 ต.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'Veeraporn Nitiprada' โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นชาวไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

คุณทิมไปร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ในฐานะ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่และทรงเกียรติที่สุดในโลกค่ะ 

คุณแกไปในฐานะหัวกะทิของโลก เป็นบุคคลสร้างชื่อเสียงให้ประเทศนะคะ ความจริงเรื่องนี้สื่อมวลชนควรตีฟูหรูหราด้วย มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าลิซ่ากับมิลลิหลายเท่า (จำไม่ผิดลิซ่าก็เคยเป็นหนึ่งใน Time100 ด้วย)

ระหว่างทางยังแวะพูดที่ ม.ชั้นหนึ่ง Harvard กับ MIT ด้วย อันนี้โก้จริงค่ะ หน้าตาประเทศมากมาย

คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หรือไม่ชอบก็เฉย ๆ เถิด ไม่มโนว่าแกไปเดินเล่นถ่ายรูปสร้างภาพ แล้วก็ด่าๆๆ เลอะเทอะนะคะ 

ส่วนน้องบริคช่างภาพเธอก็เป็นนิวยอร์คเกอร์ อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่อายุสิบแปด สามอาทิตย์ก่อนตอนเธอรู้ว่าวอนรพีไป NYC เธอก็หลังไมค์มาขอถ่ายรูป…ทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กนี่แหละ

ช่างภาพพอร์ตเทรตเขาจะชอบคนคาร์แร็คเตอร์ชัดเจน แตกต่าง แล้วเธอยังเป็นแฟนขลับตลก69  ฮ่าๆๆ พอน้องบอกใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที วอนรพีก็ยอม ใครรู้จักจะรู้ว่าชีไม่ชอบปฏิเสธคน ถ่ายจริงน่าจะครึ่งชั่วโมงแค่นั้นจริง ๆ แต่รูปออกมาคือโคตรดี น้องเก่งมาก

พอรู้ว่าคุณทิมไป NYC เธอก็น่าจะอยากถ่ายเหมือนกัน ก็คุณคาร์แร็คเตอร์ขนาดนั้น แล้วเธอก็น่าจะแฟนคลับคุณทิมด้วยอีกคน คนรุ่นใหม่ก็ชอบคุณแกทั้งนั้นนิ ที่แน่ ๆ คือคุณแกไม่ได้ลงทุนเอาช่างภาพไปเองเพื่อการสร้างภาพหรอกค่ะ

คนอย่างคุณพิธาแกไม่ต้องสร้างภาพอย่างใคร ๆ แล้วมั้งคะ

'บิ๊กต้อม' ดึง 'โจ้ สืบศักดิ์' ร่วมบอร์ดบริหารสมาคมกีฬาตะกร้อไทย พร้อมรวมพลคณะกรรมการบริหารครั้งแรก สานต่อภารกิจสมาคมฯ

หลังจากที่สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ได้จัดการประชุมใหญ่ ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยวาระสำคัญคือ เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาตะกร้อฯ คนใหม่ แทน ‘บิ๊กจา’ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตนายกสมาคมฯ วัย 91 ปี ที่ได้ถึงแก่อนิจกรรม ปรากฏว่า ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ได้รับความไว้วางใจดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนใหม่นั้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 66) ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ จำนวน 19 คน (รวมนายกสมาคมฯ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้ 

อุปกนายกสมาคม : นายสมพงษ์ ชาตะวิถี, นายธวัช กุมุทพงษ์พานิช, นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์, ผศ.เฉลิม ชัยวัชราภรณ์, ผศ.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์, นายวิระเดช สมปิตะ

กรรมการและเลขาธิการ : พล.ร.ท.บุญชิต พูลพิทักษ์

กรรมการและเหรัญญิก : นายสมชาย ประเสริฐศรี

กรรมการและปฏิคม : รศ.พิเศษ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง

กรรมการและประชาสัมพันธ์ : นางสุธิดา เสียมหาญ

กรรมการและนายทะเบียน นายรัฐชัย ดารากร ณ อยุธยา

กรรมการ : พ.ท.ยอดชาย สุริยันต์, พล.อ.ท.อดินันท์ จารยะพันธุ์, นางมณฑิรา บุญนำ, นายปรัชญา เปลี่ยนสมัย, พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสือ หรือ ‘โจ้หลังเท้า’ อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทยชื่อดัง, นายสุพจน์ ตุ้มประชา และนายอมร ศรีสวัสดิ์

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชุด ‘บิ๊กต้อม 1’ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งแรก ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะมาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐น. ที่ผ่านมา นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ได้ต้อนรับ คุณวิคเตอร์ โจน่า ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะ (Mr. VICTOR JONA Under Secretary of State Ministry of Mines and Energy) ที่มาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสักการะลานพระบรมรูปทรงงาน ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ณ สวนสุขภาพลัดโพธิ์ บริเวณใต้สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลา ๑๑.๐๐ น.

โดยมีหมวดตรีไพศาล เติมวรรธนภัทร์ ได้ทำการต้อนรับ พร้อมเล่าเรื่องราวโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ท่านทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงห่วงใยในด้านการใช้ชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถกล่าวสั้นๆ ได้ว่า "อาจจะไม่ใช่กาแฟที่อร่อยที่สุดในโลกแต่เป็นกาแฟที่ดีที่สุดในโลกเพราะเป็นกาแฟที่มีหัวใจความรักของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย" ณ ร้านกาแฟลูกกำนัน ตำบลทรงคนอง 

และในเวลา ๑๓.๐๐ น. นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑฯ ได้พาเยี่ยมชมศึกษาดูงาน สถานที่ที่ได้บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของตราพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติและเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ตามแนวคิดสมมุติเทพ หรือที่เรียกว่า ตราแผ่นดินของไทย 

ทั้งนี้สิ่งที่ปรากฏ อันแสดงถึงความภาคภูมิใจของ ชาวไทยทุกคน คือไม่ว่า คุณวิคเตอร์ โจน่า จะเยี่ยมชมลานพระบรมรูปทรงงาน ณ สวนสุขภาพคลองลัดโพธิ์ และร้านกาแฟลูกกำนัน ต.ทรงคนอง หรือแม้แต่ พิพิธภัณฑ์ครุฑฯ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต คุณวิคเตอร์ โจน่า ได้แสดงออกถึงความเคารพอย่างนอบน้อม ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ กษัตริย์แห่งแผ่นดินไทย อย่างซาบซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความรักและความเคารพที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ที่ไม่ใช่เพียงแต่คนไทย ที่รักและเคารพท่าน แต่ยังหมายถึง ผู้คนทั่วทุกมุมโลกไปจนถึงระดับนานาชาติ 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่าง ๒ ประเทศไทยและกัมพูชา ที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งนี้นับเป็นความสัมพันธ์ไมตรีต่อเนื่องจาก งานพิธีบวงสรวงสมโภช สมเด็จมหาราชทรงครุฑ ภปร. วาระครบรอบ ๔๑ ปี ณ วัดทุ่งสีกัน(พุทธสยาม) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมามีตัวแทนจากประเทศ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ที่ได้เข้าร่วมพิธีอันเป็นมงคลยิ่ง

กระบี่-ทกจ.กระบี่ร่วมกับอบจ.กระบี่ เตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพ กีฬานักเรียน ครั้งที่ 43 "กระบี่เกมส์" ต้นปี 67

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมมรกต ชั้น2 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี นายสัจจพร จันทร์ศรีนวล ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ นายโกมาต แป้นเกิด วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ และคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ฝ่ายพิธีการไฟพระฤกษ์ ร่วมประชุมการดำเนินการเกี่ยวกับพิธีไฟพระฤกษ์ในการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” เพื่อหารือเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาฯ โดยรับทราบและพิจารณาในวาระการประชุม พิธีการรับไฟพระฤกษ์ พิธีเฉลิมฉลองไฟพระฤกษ์ และพิธีการรับเสด็จผู้แทนพระองค์ในพิธีเปิดการแข่งขัน (จุดไฟพระฤกษ์) (วันที่ 22 มกราคม 2567) และร่วมหารือการกำหนดแนวทางในการจัดจ้างเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการไฟพระฤกษ์ในโครงการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 ต่อไป

เชียงใหม่- เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ จัด“นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN) ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2566

วันที่ 24 ตุลาคม 2566 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทย ไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนหน่วยงาน

ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน นักเรียนนักศึกษา ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ 

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง กิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ ต่างมีความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นที่ได้มารวมพลังแสดงความจงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเป็นดั่งแสงนำใจของคนไทย ทั้งชาติ และทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน 

คือ “แผ่นดินไทย ไร้สโตรค” การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลังของ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และประชาชน มีหัวข้อกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ , กิจกรรมให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง , กิจกรรมออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ซึ่งในปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศระดับเขตสุขภาพ ที่จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ดีที่สุด 

และกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกกำลังกายรักษาสุขภาพมากที่สุด และรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” ซึ่งคนรุ่นใหม่ (NEW GEN) เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังกาย พลังใจ ความมุ่งมั่น ซึ่งหากมีการปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง สร้างความตระหนักถึงแนวทางปฏิบัติหากคนในครอบครัว หรือในชุมชน เกิดอาการโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ต้องดำเนินการอย่างไรให้ทันท่วงที ซึ่งคนรุ่นใหม่นับได้ว่าเป็นพลังสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไทยไร้สโตรคในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย ในปี 2566 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั่วประเทศจำนวน 917,236 ราย พบเสียชีวิต จำนวน 42,989 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 4.7  สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2564 - 2566 พบว่ามีอัตราตายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 6.41, 6.55 และ 7.74 ตามลำดับ 
โรคหลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตและก่อให้เกิดความพิการเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งนอกจากความพิการทางกายแล้ว ยังมีผลทำให้ความจำเสื่อมในภายหลังอีกด้วย ซึ่งจะพบโรคนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าประชาชนขาดความรู้ด้านการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกวิธี 

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจและทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย และนิทรรศการให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เวทีเสวนา การตอบปัญหาสุขภาพ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ เผยแพร่แผ่นพับ/โปสเตอร์เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การป้องกันและการบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฯ บริการวัดความดันโลหิต และสอนการจับชีพจร จึงขอเชิญชวนประชาชนลงนามเทิดพระเกียรติในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Lime Survey) และประเมินความรู้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความพึงพอใจ

ในการชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ 24 - 28 ตุลาคม 2566 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ทุกแห่ง และศูนย์การค้าเมญ่า ซึ่งได้รับความร่วมมือ จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์โรคสมองภาคเหนือ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์  ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 

ทั้งนี้ กิจกรรม “Walk Run Bike Fighting Stroke ครั้งที่ 9” จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 พร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดกิจกรรมวิ่ง MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร และกิจกรรมเดิน - วิ่ง FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ และขอเชิญชวนให้นักวิ่งทุกคนสมัครแอปพลิเคชั่น WIND Training 
เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลไว้ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวต่อไป อีกทั้งถ้ากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันภัยในกิจกรรมวิ่งในวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นี้ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล ดังนี้ 
1. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “ก้าวท้าใจ” ให้แก่เขตสุขภาพที่ได้คะแนนสูงสุด 
2. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “CALORIES CREDIT CHALLENGE (CCC)” ระดับจังหวัด จำนวน 22 รางวัล 
3. โล่รางวัลเกียรติยศ ระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้านการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติได้คะแนนสูงสุด 
4. โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้านการจัดกิจกรรม คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้านการจัดกิจกรรมคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค

นภาพร/เชียงใหม่

'หนุ่มอุบลฯ' ใจเด็ด!! เล่าวินาทีสู้มือเปล่ากลุ่มฮามาส  โดน 'มีดปักหัว-ปาดคอ' แต่รอด ลั่น!! ไม่ขอกลับไปอีก

(25 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลทยอยกลับประเทศกันอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดสงคราม โดยหนึ่งในแรงงานไทยที่รอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ นายวิทวัส กุลวงศ์ หรือ 'แจ๊ค' อายุ 34 ปี ชาวอ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ซึ่งทางครอบครัวจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญและเดินทางมาให้กำลังใจกันทั้งหมู่บ้านอย่างอบอุ่น 

นายวิทวัส โชว์บาดแผลที่ถูกทำร้าย พร้อมกล่าวว่า วันนี้สุขใจและโล่งอกเป็นอย่างมาก เพราะได้กลับมาถึงบ้านภรรยาแล้ว ตนเองขอใช้เวลาพักผ่อนสักระยะกับลูกและภรรยา ก่อนจะเดินทางไปที่ จ.อุบลฯ เพื่อบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่หลังจากที่ยังไม่เคยบวชสักครั้ง

โดยนายวิทวัส เล่าย้อนไปเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำหลังรอดตายมาได้ปาฏิหาริย์ กล่าวว่า ยังจำได้แม้จะผ่านมาเกือบ 2 อาทิตย์กว่าในคิบบุตช์ที่ตนเองทำงาน เช้าวันที่ 7 ต.ค. 66 กลุ่มฮามาสได้บุกเข้ามาในแคมป์ มีทั้งทหารและพลเรือน ค้นหาคนไทยทั้งในออฟฟิศและเล้าไก่ เขาเดินหาคนไม่เจอแล้วก็ออกไป พร้อมทั้งยิงปืนใส่ตามห้องด้วย จากนั้นเขาก็เดินออกไป ผมก็เปิดประตูวิ่งออกไปหลบในอุโมงค์ ปรากฏว่ามีกลุ่มฮามาสชุดที่ 2 เข้ามา เขาเดินมาตามรั้วแล้วบังเอิญมาเจอผมพอดี เขาก็บอกให้ผมนอนคว่ำหน้าและเอามือประสานท้ายทอย ตอนนั้นไม่คิดอะไร สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย จึงตัดสินใจฮึดสู้ เขามีมีด ผมมือเปล่า สู้กันประมาณ 20- 30 นาที กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน แต่ผมพลาดท่าเจอมีดของกลุ่มฮามาสปักที่ศีรษะ 

"ตอนนั้นมีสติอยู่ ดึงมีดออกแล้วหักมีด จากนั้นก็สู้กันด้วยหมัด แต่ตอนนั้นผมเสียเลือดมาก ค่อย ๆ สลบไป ตอนนั้นจำได้ตอนที่ผมจะสลบ กลุ่มฮามาสใช้มีดปาดคอผม เขาคิดว่าผมตายไปแล้วเขาก็ตัดเอากระเป๋าคาดเอวผมไป พอห้าโมงผมได้สติ ผมก็เลยคลานไปตามคูดินเพื่อไปหาพี่ที่หลบในห้อง ทั้ง ๆ ที่เลือดเต็มใบหน้า พอคลานไปถึงห้องพี่ที่ทำงานและเคาะประตูให้พี่ช่วยผมไม่คิดว่าผมจะรอด" นายวิทวัส กล่าว

นายวิทวัส กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้วคงไม่กลับไปอีกแล้ว จากนี้ไปก็หางานทำแถวบ้าน และขออยู่กับลูกและครอบครัว จากนั้นก็จะเดินทางไปบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ที่ จ.อุบลฯ ในความรู้สึกของผมอยากให้ทางรัฐบาลไทยช่วยเรื่องหนี้สินของแรงงานไทยทุกคน เพราะส่วนใหญ่กู้หนี้ยืมสินก่อนไปทำงาน รวมทั้งอยากให้รัฐบาลแนะนำหรือแนะนำงานด้านต่างๆ ให้แรงงานไทยทำด้วยก็จะดี สุดท้ายนี้ผมอยากให้เพื่อนๆ แรงงานไทยที่ยังอยู่ในประเทศอิสราเอล อยากให้กลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน จะกลับไปทำงานหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง ส่วนที่นายจ้างเพิ่มค่าแรงให้ก็ดีอยู่ แต่หากเกิดอะไรขึ้นแล้วคงไม่คุ้มกับชีวิตในสภาวะสงครามแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top