Wednesday, 1 July 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอเชิญชวนเข้าร่วมงานกาชาดประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม นี้ อิ่มบุญ อิ่มใจไปพร้อมกัน

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า ด้วยสภากาชาดไทยจัดงานกาชาดประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร และทางระบบ Online ภายใต้แนวคิด “งานวันกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้” พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานย้อนวันวานด้วยการ “นุ่งโจงห่มไทยเที่ยวงานวันกาชาด” โดยในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมออกร้านในงานกาชาดด้วยเช่นกัน ณ โซน 5 

สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีนี้ มีกองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมากมาย ได้แก่ นิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการตำรวจไทย “ย้อนรอย 100 ปีกิจการตํารวจไทย” มีมุมให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมถ่ายภาพกับภาพเหมือนของตำรวจโบราณ , ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ “ตํารวจไซเบอร์ผู้พิทักษ์ภัยออนไลน์ 24 ชั่วโมง” , กิจกรรมบนเวทีและการแสดงของศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากมาย ที่จะมาสร้างความสนุกในทุกวัน โดยในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะได้พบกับ คุณอินดี้ อินทัช เหลียวรักวงศ์ , ฟังเพลงยุค 90”S โดย คุณต๊ะ บอยสเกาท์ , ร่วมเล่นเกมส์กับคุณน้ำหวาน เดอะเฟซ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “สนุกกับเกม” ได้แก่ เกมปาโป่ง และเกมตักไข่นำโชค ให้ผู้เข้าร่วมชมร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมสนุกและชิงของรางวัลมากมายอีกด้วย

ในส่วนร้านของสมาคมแม่บ้านตำรวจ มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งคัดสรรสินค้าคุณภาพงานฝีมือจากหน่วยงานและครอบครัวข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ , มีการลุ้นรางวัลกับกิจกรรม “พฤกษากาชาด” และจำหน่ายสลากกาชาดของสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อออกรางวัลให้กับผู้โชคดี โดยมีของรางวัลใหญ่มากมาย นอกจากนี้ ในแต่ละวันจะมีศิลปินดารามาร่วมกิจกรรมที่ร้านของสมาคมแม่บ้านตำรวจในทุกวันอีกด้วย สำหรับในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะได้พบกับ คุณแจ๊ส ชวนชื่น , คุณหมิว ลลิตา , คุณบอย พีชเมคเกอร์ และคุณเจี๊ยบ พิจิตรา

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00 น. ขอเชิญประชาชนร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานกาชาด ประจำปี 2566 “งานวันกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้” ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ณ โซน 5 อิ่มบุญ อิ่มใจไปพร้อมกัน

สถาบันพระปกเกล้า ชวนเที่ยวงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย”

วันที่ 7 ธันวาคม ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ.หลานหลวง กรุงเทพฯ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นประธานเปิดงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” โดยมี ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายณัฐพงษ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าอาจารย์ กู้เกียรติ ภูมิรัตน์ ประธานการจัดงาน และที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าด้านพลเมืองพร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ศิลปิน ดารา ผู้ประกาศข่าวที่เป็นศิษย์สถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานในครั้งนี้ 

นายวิทวัส กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีคุณูปการต่ออาณาประชาราษฎร์มากมาย ทั้งการพัฒนาประเทศ การศึกษา การวางรากฐานประชาธิปไตยให้กับราษฎร คุณูปการที่ใหญ่หลวง คือ การที่พระองค์ท่านสละพระราชอำนาจที่มีอยู่เดิมเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย  

ในวาระ 130 ปี พระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และในวาระ 91 ปีที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรก สถาบันพระปกเกล้าจึงได้จัดงาน“13 ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า พระผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” ขึ้น ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการเสวนาวิชาการ การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมวิพิธทัศนา และการแสดงต่างๆ เพื่อเป็นการหวนย้อนรำลึกถึงงานฉลองรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา 

ขอเชิญร่วมเที่ยวชมงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” ตั้งแต่วันที่ 7-10 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 15.30 – 20.30 น. ร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการ รับชมการแสดงวิพิธทัศนา ร่วมย้อนอดีตกับงานฉลองรัฐธรรมนูญ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย' จัดพิธีมอบทุนการศึกษา พร้อมผ้าห่มกันหนาวให้แก่เยาวชนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 3 (ครั้งที่ 1) ประจำปี 2566 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสำหรับเยาวชนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 3 (ครั้งที่ 1) ประจำปี 2566 ประกอบด้วย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 45 อำเภอพนมทวน โรงเรียนร่มเกล้ากาญจนบุรี (ในพระราชดำริ) โรงเรียนทองผาภูมิวิทยาคม โรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศ โรงเรียนบ้านเกริงกระเวีย โรงเรียนบ้านห้วยเสือ อำเภอทองผาภูมิ และโรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา อำเภอสังขละบุรี รวม 7 แห่ง จำนวน 60 ทุน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบผ้าห่มกันหนาวพร้อมขนมให้กับนักเรียนที่เข้ารับมอบทุนฯ โดยจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ณ หอประชุม โรงเรียนทองผาภูมิวิทยาคม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

'อ.ศศิน' เผย 'สร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง' อาจมีประโยชน์ แต่ยังมีโจทย์ 3 ข้อ ที่ยังไม่มีใครตอบ หากตัดสินใจจะสร้างจริงๆ

(7 ธ.ค. 66) นายศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม อดีตประธานมูลนิธิ สืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า...

#กระเช้าภูกระดึง โจทย์ที่ต้องตัดสินใจของประเทศไทย 3 ข้อ

ถ้าทำกระเช้าภูกระดึง จะมีสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์หลายประการ...

ประการแรก ธุรกิจที่สัมพันธ์กับอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ที่มีคนครอบครองอยู่รอบ ๆ ภูเขาภูกระดึง และเส้นทางสู่ภูกระดึงจะคึกคัก ทั้งการเพิ่มมูลค่า การหมุนเวียนของเม็ดเงินต่าง ๆ ในการขยายกิจการเพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีมากขึ้น และหมุนเวียนมาเยือนเพื่อขึ้นลงกระเช้าไปที่ราบกว้างใหญ่บนยอดเขา ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้สองเท้าเดิน

ประการที่สอง ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองขึ้นไม่ไหว ไม่มีเวลา และไม่กล้าขึ้น รวมถึงผู้มีข้อจำกัดเรื่องอายุและสภาพร่างกายมีโอกาสขึ้นไปได้

และกระเช้าไฟฟ้าอาจช่วยนำคนเจ็บป่วย บาดเจ็บ ขยะ ขนส่งข้าวปลาอาหาร เครื่องใช้ขึ้นไปได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นเหตุผลง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน และไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น

แต่…การสร้างกระเช้าภูกระดึง มีโจทย์ที่ไม่มีใครคิดจะตอบ 3 ข้อ 3 ระดับ...

#ระดับที่ 1 ภูกระดึงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเดินขึ้นเขาที่เป็น Trekking trail ที่ดีที่สุดของประเทศ เมื่อประเมินจากระยะทางที่ไม่ไกลมาก แทบไม่มีอันตรายอะไรถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุจากความประมาท การจัดการที่ลงตัว มีค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวไม่แพง รวมถึงเมื่อขึ้นไปแล้วมีที่สวย ๆ ให้เดินเที่ยวมากมาย เรียกว่าคุ้มค่าเดินขึ้นและเดินเที่ยวสิ่งที่ว่ามาทำให้ภูเขาลูกนี้ทำหน้าที่มอบความรักธรรมชาติ ให้เราได้ซึมซับความงามทั้งจากธรรมชาติและมิตรภาพระหว่างทาง รวมถึงการเรียนรู้ที่บังเกิดขึ้นมากมายระหว่างความอดทนตอนเดินขึ้น สถานที่แบบนี้ในไทยมีที่เดียวคือ 'ภูกระดึง' ส่วนที่อื่น ๆ มีถนนขึ้นถึง หรือเดินไกลเกินไป เดินไปถึงแล้วก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก

ดังนั้น เมื่อมีกระเช้า ความท้าทายให้ไปถึงเรื่องที่ว่ามา ย่อมสู้ความสบายเย้ายวนจากการขึ้นกระเช้าไม่ได้

คนจะเดินขึ้นก็คงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย

พวกที่เลือกเดินจึงเป็นคนที่รักธรรมชาติมากมายอยู่แล้ว คนที่ขึ้นกระเช้าไปก็ไม่ได้ซึมซับอะไร ไม่ต่างจากการขับรถขึ้นภูเรือ ดอยอินทนนท์ หรือภูเขาอื่น ๆ ที่กลับมาแล้วไม่มีความหมายอะไร ภูกระดึงทำหน้าที่นี้ให้ประเทศไทยมากว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงปัจจุบัน

การมีกระเช้าหมายถึงเราเลิกใช้ฟังก์ชันนี้ของภูกระดึงแล้ว จะเทียบไปคงเหมือนเปลี่ยนวัด โบสถ์ วิหาร เป็นบอร์ดนิทรรศการพุทธศาสนา

นี่คือเรื่องที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจะเลือกทิ้งคุณค่าจากสิ่งนี้ไปหรือไม่

#ระดับที่ 2 จากผลการศึกษาและการออกแบบระบบกระเช้า คาดว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย (เช่นตัดต้นไม้ไม่กี่ต้น) แต่ผลที่ตามมาหลังจากมีกระเช้า ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เช่นเมื่อคนจำนวนมากขึ้นไปข้างบนแล้วจะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมแน่ ๆ เช่น อาคารกลางแหล่งธรรมชาติ

ที่สำคัญคือ ถนนหนทางข้างบนที่ต้องรองรับผู้มาเยือนที่ไม่เตรียมตัวไป ‘เดิน’ และไม่พร้อมจะรับรู้ทั้งนั้นว่าทำไมไม่มีรถวิ่งไปชมที่ท่องเที่ยวที่ห่างจากสถานีกระเช้าหลายกิโลเมตรในแต่ละที่

รวมถึงการจำกัดคนค้างแรม การจัดการขยะ ต่าง ๆ ภายใต้สถานภาพความเป็นอุทยานแห่งชาติ ที่มีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย กำลังคน งบประมาณในการดูแลให้คงสภาพธรรมชาติ

เราพร้อมจะปล่อยให้ที่สวย ๆ ข้างบนพังไปอีกที่ใช่หรือไม่

#ระดับที่ 3 ถ้ามีคนขึ้นไปจำนวนมาก เราพร้อมเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์อันอุดมด้วยธรรมชาติไปรองรับการบริการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวข้างบนในอนาคตเลยหรือไม่

หากนโยบายวันข้างหน้าจะเอาอย่างนั้น ยกเลิกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไปเลย

นี่คือเรื่องที่ต้องตัดสินใจตามกระเช้ามาในระดับท้ายสุด

รัฐบาลนี้ต้องตอบทั้ง 3 คำถามก่อนตัดสินใจ ผมรอฟังอยู่ ก่อนตัดสินใจขึ้นกระเช้าไปทำลายภูกระดึงเดิม ๆ ด้วยกัน

‘ดาวติ๊กต็อกจีน’ ทำคอนเทนต์ ‘ซอยนานา’ ไม่ปลอดภัย ชาวเน็ตจวก!! ใส่ร้ายเมืองไทย ทั้งที่ก็หากินในแผ่นดินไทย

(7 ธ.ค. 66) เป็นเรื่องอีกครั้ง หลังดาวติ๊กต็อกสาวชาวจีนที่เคยทำคลิปเมืองไทยไม่ปลอดภัย จนโดนทัวร์ลงไปรอบหนึ่ง ล่าสุดแต่งตัวนุ่งสั้นมาแกล้งยืนริมทางตอนกลางคืน เพื่อถ่ายคอนเทนต์สื่อว่า ‘ซอยนานา’ อันตรายสำหรับผู้หญิง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองตั้งใจแต่งตัวมาทำให้ผู้ชายที่เดินผ่านไปมามอง เพื่อทำคอนเทนต์ดิสเครดิตเมืองไทยว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย

โดยทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ลุยจีน’ ได้ลงโพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า ดาว Douyin ชื่อคล้ายร้านสะดวกซื้อแห่งนึง พูดกับกล้อง “วันนี้ฉันขอเอาตัวมาลองเสี่ยงดูเพื่อจะบอกกับผู้หญิงทุกคนค่ะว่า ถ้าคุณมาที่นี่จะเกิดอะไรขึ้น”

👉ภาพตัดมาที่ซอยนานา เวลา 23.30 น. เธอเดินไปทางซอย มีกล้องซูมหน้าพวกชาวต่างชาติที่เหลือบมามองเธอ พร้อมข้อความ “ฉันเดินซอยนี้อย่างอกสั่นขวัญแขวน”

👉แล้วเธอก็แอบมาพูดกับกล้องว่า “เดี๋ยวฉันจะยืนอยู่ที่ซอยนี้นะคะ รอดูว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนี้” แล้วเธอก็ยืนริมทางเท้า มีผู้ชายร่างท้วมคนนึงยืนอยู่ข้างหลัง (ในคลิปบอกว่าเป็นบอดีการ์ดเผื่อเกิดเหตุไม่ดี)

👉เธอยืนรอไปเรื่อย ๆ กล้องแพนไปหลาย ๆ มุม จนสักพักมีชายชาวต่างชาติคนนึงเดินเข้ามาหาเหมือนพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แล้วเธอก็โบกมือปฏิเสธพูด Sorry แล้วเดินออกมา

🔥จังหวะนี้เธอทำหน้าเหวอ พูดกับกล้องว่า “เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นมาทักทายฉันว่า How are you today? ค่ะ แต่บอกเลยถ้าจังหวะนั้น เขาดึงตัวฉันขึ้นมารับรองว่าฉันไหวตัวไม่ทันแน่ ๆ เพราะงั้นผู้หญิงที่มาที่นี่ถ้าอยู่ดี ๆ คุณโดนเข้าถึงตัว...รับรองว่าคุณหนีไม่ทัน”

🔥🔥เธอย้ำหน้ากล้องว่า “ฉันว่าที่นี่ผู้หญิงตัวคนเดียวห้ามมาเลยค่ะ เพราะอันตรายมาก ๆ เพราะคุณไม่รู้เลยว่าคุณเดิน ๆไปจะเจอกับคนอะไรแบบไหน”

🔥🔥🔥ประโยคสุดท้ายคือไฮไลท์ 📌 “คนที่มาเดินถนนเส้นนี้ 99% ไม่ใช่คนดีอะไรหรอกค่ะ” 来这边的99%的人他都不正经

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตไทยเดือดไม่ใช่น้อย เพราะคอนเทนต์ที่เธอทำนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าจงใจจะดิสเครดิต ‘ซอยนานา’ เพราะพฤติกรรมของเธอแสดงออกมาให้คนรอบข้างต้องมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น และอาจจะคิดว่าเธอเป็นสาวไซด์ไลน์

อีกทั้งในคลิปเธอยังมีการซูมหน้าผู้ชายต่างชาติที่เดินผ่านไปผ่านมา พร้อมใส่ทำนองเพลงให้ดูว่าพวกเขาเป็นคนที่มีเจตนาไม่ดี ทั้ง ๆ ที่แค่เดินผ่านกัน และก็เป็นตัวเธอเองที่แต่งตัวจัดเต็มชวนให้พวกเขาต้องมอง

ชาวโซเชียลจึงไม่พอใจที่เธอทำคอนเทนต์ที่ดูโอเวอร์จนเกินไป ไม่ต่างจากครั้งที่เธอเคยทำคอนเทนต์เมืองไทยไม่ปลอดภัย จนโดนทัวร์ลงอย่างหนักไปแล้ว

ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงแต่คนไทยจะไม่พอใจ ชาวเน็ตจีนที่รู้ว่าเธอมาขายพระเครื่องอยู่ในไทย ยังบอกอีกว่า “ตัวก็หากินอยู่กับเมืองไทย แต่ก็ชอบที่จะนำเสนอจุดด้อยของเมืองไทย กินบนเรือนขี้บนหลังคา!”

‘สุวัจน์’ ขอบคุณ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ ช่วยสร้างชื่อให้ประเทศ ถือโอกาสมอบรูปหล่อคุณย่าโม-หลวงพ่อคูนเป็นขวัญกำลังใจ

(7 ธ.ค.66) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ให้การต้อนรับ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ รองอันดับ 1 Miss Universe 2023 และ คุณปุ้ย- ปิยาภรณ์ แสนโกศิก กรรมการผู้จัดการบริษัททีพีเอ็น โกลบอล จำกัด (TPN Global) ที่บ้านพัก ถนนราชวิถี 

นายสุวัจน์ กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณแอนโทเนีย ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย  และเป็นความสุข ภาคภูมิใจของชาวโคราช ในฐานะที่แอนโทเนียเป็นหลานย่าโมที่ได้รับตำแหน่งในปีที่โคราชครบรอบ 555 ปีพอดี โดยนายสุวัจน์ได้มอบรูปหล่อคุณย่าโม ที่สร้างในโอกาสที่โคราชมีอายุครบ 555 ปี และมอบพระยอดธง รุ่น 9 ของหลวงพ่อคูณ จัดทำขึ้นในโอกาส ครบรอบวันเกิด 90 ปี โดยหลวงพ่อคูณปลุกเสกเอง ให้กับแอนโทเนียและคุณปิยาภรณ์  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่รองอันดับ 1 Miss Universe 2023 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจบ้านเราต้องอาศัยเรื่องวัฒนธรรม เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องอาหาร เรื่องการแสดงโชว์มวยไทย ชมโขน ชมละคร อันนี้คือ เสน่ห์ของซอฟต์พาวเวอร์ของคนไทย เรามีผู้แทนการค้าเศรษฐกิจแล้ว แอนโทเนีย ก็สามารถจะเป็นตัวแทนในการเผยแพร่ด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ได้ จึงขอให้แอนโทเนียช่วยประเทศชาติด้วยการเป็นพรีเซนเตอร์ด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก เพราะแอนโทเนียจะต้องเดินทางไปทำภารกิจอีกในหลาย ๆ ประเทศ ตนเชื่อมั่นในบุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ ของแอนโทเนีย ที่โชว์ความเป็นไทย ทั้งด้านการแต่งกาย อาหาร วัฒนธรรม ภาษา และการไหว้ ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในตัวของแอนโทเนีย   

“นึกถึงผู้หญิงไทยนึกถึงความเก่ง นึกถึงซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะชุดประจำชาติที่แอนโทเนียใส่ตอนประกวด คือชุด ‘เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา’ เป็นการโชว์ถึงความยิ่งใหญ่ของความเป็นไทย และในโอกาสที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน สงกรานต์ในประเทศไทยให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งแอนโทเนียก็ได้รับเลือกให้เป็นนางสงกรานต์ประจำปี 2567 นับได้ว่าการได้รับตำแหน่ง ของแอนโทเนีย มาตรงกับจังหวะและสถานการณ์ ของประเทศพอดี เป็นประโยชน์อย่างมาก ขอให้ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง และในวันที่ 11 ธันวาคม แอนโทเนียเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา จะมีการต้อนรับอย่างอบอุ่น พอดีผมติดภารกิจในวันนั้น วันนี้จึงดีใจมากที่ได้พบกัน” นายสุวัจน์ กล่าว 

นิคมอุตสาหกรรมบลูเทค ซิตี้  จับมือ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  จัดกิจกรรม Art of life สถาปัตย์เพื่อการท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกของประเทศไทย

วันนี้(7 ธ.ค.66)  นางสาวกมลชญา  ประเสริฐสิน นายอำเภอบางปะกง   พร้อมด้วย นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา  ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้  นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนักเรียนในพื้นที่ อ.บางปะกง  ร่วมกันเปิดกิจกรรม  Art of life   สถาปัตย์เพื่อการท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกของประเทศไทย  ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาวกุลพรภัสร์  วงศ์มาจารภิญญา  ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้  กล่าวว่า โครงการพัฒนาทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนนี้ จะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคม ทำให้เยาวชนและชุมชนเกิดการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรที่ตนมีอยู่ เป็นแหล่งเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญา สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน พร้อมทั้งต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน  ซึ่งในอนาคต บลูเทค จะสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นฮับสมุนไพรป่าชายเลน  โดยทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อยอดอาชีพ รายได้ ให้กับคนในชุมชน 

โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมงาน จะได้ชมนิทรรศการนวัตกรรมพลังงานสะอาด พลังงานบริสุทธิ์ นิทรรศการปูทองขาว ชมสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน จาก 4 วิสาหกิจชุมชน  การนิเทศผลงานนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และลงพื้นที่ปล่อยปูทะเลจำนวน 1,000  ตัว และร่วมกิจกรรมสถาปัตย์เพื่อท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน ใน 5 ฐานกิจกรรม  ซึ่งนักเรียน จะได้รับความรู้ เกี่ยวกับสรรพคุณพืชสมุนไพรชายทะเล การแปรรูปสมุนไพร และสินค้าจากสมุนไพร  สร้างความรักและตระหนักในการอนุรักษ์ป่าชายเลน ควบคู่การสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ชุมชน

เวทีเสวนาแถลงผลวิจัยนโยบายเปิดสถานบริการถึงตี 4 นักเศรษฐศาสตร์ มธ.วิจัยพบพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 2 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม 

เวทีเสวนาแถลงผลวิจัยนโยบายเปิดสถานบริการถึงตี 4 นักเศรษฐศาสตร์ มธ.วิจัยพบพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 2 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม 

สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ 67% ก็ดื่มในเวลาเดียวกัน มีเพียง 30 % ที่ดื่มช่วงห้าทุ่มถึงตี 2 แนะตั้งราคาขายสูง เก็บภาษีเหล้า เบียร์ ในพื้นที่พิเศษเป็นทุนช่วยบรรเทาผลกระทบ ด้าน รอง ผอ..ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ เผยประชาชน 53% ไม่เห็นด้วย มีเพียง 21 % ที่เห็นด้วย ด้านภาคีสุขภาพและสื่อมวลชนเสนอให้ทำวิจัยคู่ขนานสำรวจความคุ้มค่าและมีมาตรการลดผลกระทบทั้งอุบัติเหตุ การปกป้องเด็กและเยาวชนและความรุนแรงต่าง ๆ รุกเสนอรัฐบาลทบทวน 13 ธ.ค. นี้
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ วิภาวดี รังสิต มูลนิธิเพื่อสุขภาวะ (มสส.)และ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) จัดเสวนาและแถลงเปิดผลวิจัย “นโยบายเปิดสถานบริการ ผับ บาร์ ตี 4” โดย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ กล่าวเปิดงานว่ายังมีคำถามหลายประการจากกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกฎกระทรวงมหาดไทยให้สถานบริการในจังหวัดท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี  ภูเก็ต เชียงใหม่และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีเปิดบริการได้ถึงตี 4 ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวได้จริงหรือไม่ ในขณะที่การรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆดำเนินการผ่านทางออนไลน์เท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมไปถึง การรับฟังเสียงของประชาชนในวงกว้างแต่อย่างใด  แต่ก็มีการประกาศเดินหน้านโยบายแล้ว ดังนั้น มสส.และ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ร่วมกับทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ได้ศึกษาวิจัย และสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบาย ดังกล่าวของรัฐบาล รวมถึง การประเมิน ผลกระทบ ทางนโยบาย ว่ามีความคุ้มค่าจริงหรือไม่ เพื่อส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลให้ทบทวนและมีความรอบคอบ

ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการศึกษา “การประเมินผลทางเศรษฐกิจ  สุขภาพและสังคม หากมีการกำหนดพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับนักท่องเที่ยวยามค่ำคืน  ด้วยการขยายเวลาเปิดผับบาร์ สถานบันเทิง” ว่าจากการเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว 1,200 คน ใน 4 พื้นที่ คือ ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ, พัทยา จ.ชลบุรี, หาดป่าตอง ภูเก็ต และหาดเฉวง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นคนไทย 900 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 300 คน ในเดือนเมษายน 2566 โดยใช้สถานการณ์สมมติทั้งช่วงเวลาขาย และราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า พฤติกรรมโดยทั่วไปของนักท่องเที่ยวไทย 65% มีการดื่มนอกบ้านอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ดื่มที่ร้านอาหาร ในช่วงเวลา 17.00-20.00 น. ถ้าดื่มที่สถานบันเทิง ช่วงเวลาประมาณ 20.00 – 23.00 น. ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะดื่มเริ่มตั้งแต่ 14.00 -17.00 น. คิดเป็น 25% ส่วนการดื่มช่วงเย็นอยู่ที่ 50% ในขณะที่กว่า 67% จะดื่มช่วง 20.00 - 23.00 น.  และ 30% จะดื่มช่วง 23.00 - 02.00 น.
เมื่อสอบถามปริมาณการดื่ม ช่วงเวลาและราคาที่แตกต่างกัน ผู้วิจัยประเมินว่า หากสามารถดื่มหลังเที่ยงคืนได้  โดยราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ 70 บาท ต่อหน่วยมาตรฐาน หรือเบียร์ขวดเล็ก  พบว่าชาวไทยจะดื่มเพิ่มขึ้น 0.45 หน่วยมาตรฐาน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติดื่มเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 0.56 หน่วยมาตรฐาน   ถ้าคิดเป็นตัวเลขที่เปิดสถานบันเทิงเพิ่มอีก 4 ชั่วโมง หากขายราคา 70 บาท คนไทยจะดื่มเพิ่ม 1.8 หน่วยมาตรฐาน นักท่องเที่ยวต่างชาติดื่มเพิ่ม 2.25 หน่วยมาตรฐาน ดังนั้นหากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ 160 บาทต่อหน่วยมาตรฐานจะพบว่าคนไทยจะดื่มเพิ่มขึ้น 0.27 หน่วยมาตรฐาน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะดื่มเพิ่มขึ้น 0.25หน่วยมาตรฐาน  ต่อชั่วโมง  

ดังนั้นหากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีราคาสูงขึ้น อัตราการดื่มที่มาจาการขยายเวลาก็จะเพิ่มไม่มาก หากคำนวณปริมาณการดื่มทั้งปีของนักท่องเที่ยวใน 4 พื้นที่ที่สำรวจ คนไทยจะดื่มประมาณ 9 ล้านหน่วยมาตรฐาน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 43 ล้านหน่วยมาตรฐาน และเมื่อคูณกับต้นทุนด้านเศรษฐกิจ  สุขภาพและสังคม โดยอิงจากงานวิจัยที่ผ่านๆ มา  จะพบว่าต้นทุนที่จะเกิดแก่สังคมจะอยู่ที่ประมาณ 258 ล้านบาท  

“นอกจากผลทางเศรษฐกิจจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพและสังคม จึงต้องลดปริมาณการดื่ม และมาตรการช่วยลดการดื่มได้คือการเพิ่มราคาให้สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาอื่น ๆ ในด้านเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นว่า การเพิ่มภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  โดยเฉพาะในสถานบันเทิงร้านเหล้า ผับบาร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญ   ควรถูกนำมาใช้บรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น เช่นการควบคุมดูแลนักท่องเที่ยวหลังเวลาปิด มีจุดตรวจที่เข้มข้น มีบริการสาธารณะเพื่อเดินทาง เป็นต้น “รวมไปถึงการจำกัดความ คำว่า โซนนิ่ง ให้ชัดเจนมีมาตรการรรองรับที่รัดกุม มีการ Tracking ว่าคนดื่มมาจากร้านไหน เพื่อทางร้านควรมีส่วนรับผิดชอบ” ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.สุริยัน บุญแท้ ผู้จัดการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) กล่าวว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 3,083 คน ใน 12 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2566 โดยความเห็นของประชาชนต่อนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิง จากตี 2 ไปเป็นตี 4 ภาพรวมคนมีแนวโน้มเห็นด้วยกับการขยายเวลา 21 % ไม่เห็นด้วย 53% แต่ถ้าไปจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษ อย่างเช่น ซอยนานา ข้าวสาร สีลม ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ โอกาสเห็นด้วยจะขยับขึ้นมา 39%  อีก 33% ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ การศึกษาในภาพรวมพบว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างมองไม่เห็นประโยชน์เกี่ยวกับนโยบายนี้ มีเพียง 1 ใน 4 โดยฝ่ายที่มองเห็นประโยชน์ โดยให้เหตุผลอันดับหนึ่งว่าทำให้มีเวลาดื่ม กิน เที่ยวมากขึ้น ส่วนการช่วยเรื่องการค้าขายในพื้นที่ให้ดีขึ้นมีรายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องรองลงมา ด้านข้อกังวลใจพบว่า 75.4% ห่วงเรื่องเมาแล้วขับ 64.8% ห่วงว่าจะดื่มมากขึ้น มีแค่ไม่ถึง 10% ที่บอกว่า ไม่กังวลใดๆ พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลจัดโซนนิ่งสถานบันเทิง ควบคุมอายุนักท่องเที่ยว ตรวจจับปัญหายาเสพติด เข้มงวดการรักษาความสงบเรียบร้อย ตรวจตราผู้ขับขี่ยานพาหนะ ตรวจตราแหล่งมั่วสุมยามค่ำคืน  

ดร.สุริยัน กล่าวต่อว่า การรับฟังความคิดเห็นต่อนโยบายนี้ยังน้อยเกินไป โดยเฉพาะความกังวลเรื่องผลกระทบต่างๆ มีแต่พูดถึงข้อดีแต่ด้านผลกระทบและแนวทางควบคุมป้องกันยังพูดถึงไม่มาก แม้กระทั่งพื้นที่ท่องเที่ยวเองก็พูดเฉพาะปัญหาอุบัติเหตุ แต่ปัญหาเมาแล้วขับจะจัดการอย่างไร จะป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงแอลกอฮอล์ได้อย่างไรยังไม่มีการพูดถึง จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการควบคุมดูแลอย่างเป็นรูปธรรม  ส่วนรัฐบาลนั้นการจะเดินหน้านโยบายไม่ว่า จะเป็นสุราก้าวหน้า หรือขยายเวลาเปิดสถานบันเทิง ควรมีมาตรการควบคุมและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย รวมทั้งมีทางเลือกให้สังคมพิจารณาร่วมกันว่า ถ้าอยากกระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจของแหล่งท่องเที่ยวนั้น จะมีมาตรการอื่นที่คุ้มค่ากว่าหรือไม่ และคำนึงถึงปัญหาสุขภาวะ ปัญหาสังคมประกอบด้วย ไม่มองแค่มิติเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว  
ด้านภาคีเครือข่ายและสื่อมวลชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายส่วนใหญ่เป็นห่วงว่าจะได้ไม่คุ้มเสียและต้องมีมาตรการด้านลดผลกระทบที่ชัดเจน .....อาทิ รศ.ดร.นพ. อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว จากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้นำเสนอผลงานวิจัยของต่างประเทศ พบว่า หากมีการขยายเวลาเปิดผับ บาร์ เพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง จะมีปัญหาอุบัติเหตุความรุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลควรส่งเสริมเศรษฐกิจภาคกลางคืน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์จะดีกว่า ส่วนนายวิษณุ  ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สคล. สะท้อนว่า รัฐบาลควรมีมาตรการรองรับในเขตโซนนิ่งให้ชัดเจน ปัญหาอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดแอกอลฮอล์ที่ยังขาดแคลนอยู่จะแก้อย่างไร ควรมีกองทุนเยียวยาให้แกผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนทางด้าน นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เปิดเผยข้อมูลเว็ปไซต์ การประกันภัยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 12 ของความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นนโยบายขยายเวลานี้ ตนเองเห็นว่า “เป็นนโยบายที่อำมหิตและคิดน้อย ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน” ดังนั้นในสัปดาห์หน้า ตนเองและภาคีจะไปยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายในเรื่องนี้

ส่วนทางด้านสื่อมวลชน โดยนายชูชาติ สว่างสาลี ผู้ก่อตั้งเว็ปไซต์เนตรทิพย์ ได้สะท้อนความกังวลว่าจะเกิดพับ บาร์ ผุดขึ้น และปิด ตี 4 ในพื้นที่ใกล้เคียง และจะขยายไปทั่วประเทศ ส่วนนายจิระ ห้องสำเริง จากแซ่บเรดิโอ บอกว่า ก่อนหน้านี้ติดตามข่าวทราบว่ารัฐบาลจะเปิดรับความคิดเห็น วันดีคืนดีออกมาตรการมาแล้ว ขณะที่ยอดจำหน่ายสุราของผู้ประกอบการช่วงนี้ลดวูบลงเลยถึงบางอ้อว่า ผู้ประกอบการธุรกิจแอลกอฮอล์ต้องการเพิ่มยอดขาย รวมทั้งการแข่งขันธุรกิจแอลกอฮอล์ในปัจจุบันมีคู่แข่งหน้าใหม่เพิ่มจึงทำให้รัฐบาลต้องรีบใช้มาตรการ แต่ก็อยากให้คำนึงถึงผลกระทบรอบด้านด้วย

‘หมอยง’ กางข้อมูล วัคซีนโควิด-19 ทุกยี่ห้อ ประสิทธิภาพพอๆ กัน ‘ลดป่วยหนัก-เสียชีวิต’ แต่ไม่มียี่ห้อไหน ‘ป้องกันการติดเชื้อ’

(7 ธ.ค. 66) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ โพสต์รูปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก เรื่อง ‘โควิด-19 บทสรุปขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับโควิด 19 วัคซีน’ ระบุว่า…

“เป็นไปตามคาดและอย่างที่เคยเสนอเรื่องโควิด-19 วัคซีนมาโดยตลอด วัคซีนโควิด-19 ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ลดความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้ง ลดการเสียชีวิตลงได้ และไม่มีความแตกต่างของชนิดวัคซีน ดังที่คนจำนวนมากเคยคิด และใฝ่ฝันอยากได้วัคซีนเทพ ประชากรส่วนใหญ่ติดเชื้อไปเป็นจำนวนมากน่าจะถึงร้อยละ 90 แล้ว โรคก็ได้ลดความรุนแรงลง จากตัวไวรัสเองด้วย จนปัจจุบันเห็นได้ชัดเจน อัตราผู้เสียชีวิตน่าจะเท่า ๆ กับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ในปีแรก ขณะนี้สัปดาห์ละ 1-3 คน

บทสรุปขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับโควิด-19 วัคซีน ธันวาคม 2566

1.ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน แนะนำให้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม

2.ผู้ที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแล้วโรคจะรุนแรง เช่นสูงอายุ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ สตรีตั้งครรภ์ ควรได้รับวัคซีน ซ้ำอีก 1 ครั้งห่างจากเข็มสุดท้าย 6-12 เดือน

3.เด็กปกติแข็งแรงอายุ 6 เดือนถึง 17 ปี ถือว่าอยู่ในกลุ่มลำดับสำคัญต่ำ (low priority) ในการได้รับวัคซีน

4.เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลย ควรได้รับวัคซีน 1 เข็ม

5 ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกว่า โควิดวัคซีนต้องให้ประจำทุกปีต่อ ๆ ไปหรือเป็นวัคซีนประจำปี อย่างไข้หวัดใหญ่ คงต้องรอข้อมูลการศึกษาต่อไป จึงจะให้คำแนะนำต่อ

ข้อมูลรายละเอียดอ่านได้จากบทความ องค์การอนามัยโลก และสรุปที่แสดงในตารางดังรูป

'นักวิชาการเกษตรอิสระ' ไขกระจ่าง!! ไทยไม่ได้ส่งเข้าประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก  เหตุผลเพราะ 'ไทย' ถอนตัว เนื่องจากมีเรื่อง 'การค้า-การเมือง' เอี่ยวมากไป

(7 ธ.ค. 66) จากกรณีที่องค์กรที่ชื่อว่า The Rice Trader หรือ TRT ประกาศผลการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 ในการประชุมข้าวโลก (2023 International IWRC) ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผลปรากฏว่าข้าวสายพันธุ์ ST25 ของเวียดนาม ได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2566 เอาชนะพันธุ์ข้าวที่ส่งเข้าประกวดราว 30 ตัวอย่าง จากหลายประเทศ โดยมีข้าว 3 พันธุ์เท่านั้นที่ผ่านเข้ารอบ 3 อันดับแรก ได้แก่ พันธุ์ข้าวจากกัมพูชา พันธุ์ข้าวจากอินเดีย และพันธุ์ข้าวจากเวียดนาม ทำให้สื่อมวลชนบางสำนักวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้าวไทยไม่ติดอันดับนั้น

ล่าสุดเฟซบุ๊ก ‘ศักดา ศรีนิเวศน์’ ของนายศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการเกษตรอิสระ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ตามข่าวที่ ... (สื่อมวลชนสำนักหนึ่ง) นำเสนอข่าวผลการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World's Best Rice 2023 นั้น ปีนี้ประเทศไทยไม่ได้ส่งข้าวหอมไทยเข้าประกวด เราถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก The World's Best Rice 2023 เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องมองว่าเป็นการค้า หรือการเมืองมากไป ไม่ใช่ไทยแพ้หรือตกรอบ เรื่องนี้ เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของพันธุ์ข้าว ST25 บอกกับผมเองว่าประเทศไทยไม่ได้ส่งเข้าประกวดครับ” 

ภายหลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวไปแล้ว ก็ถูกแชร์บนโซเชียลฯ และมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top