Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

‘Fight Club แม่กลอง’ เตรียมจัดเวทีชกมวยข้างถนน 27 ม.ค.นี้ จุดพีก!! จับคู่กรณีทะเลาะวิวาทมาชกกันในเกมกีฬา หวังหย่าศึก

(15 ม.ค. 67) นายประพันธ์ พลอยสุวรรณ โปรโมเตอร์มวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนน สมาคม Fight Club แม่กลอง ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สมาคม Fight Club แม่กลอง เป็นสาขาที่ 2 ใน 6 สาขาของสมาคม Fight Club Thailand ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ประกอบด้วย แม่กลอง สมุทรสงคราม ปทุมธานี พระประแดง North Side เชียงราย และลพบุรี

โดย Fight Club แม่กลองได้จัดให้มีการชกมวยข้างถนน หรือมวยนอกสังเวียนมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.นี้ ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง) เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม สาเหตุที่จัดใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองเพราะได้บรรยากาศสังเวียนมวยข้างถนน ขณะนี้มีคู่ชกแล้วจำนวน 21 คู่ 1 ในนั้นเป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ทะเลาะวิวาทกันเรื่องแย่งผู้โดยสาร ส่วนที่เหลือเป็นการชกกันระหว่างคนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดอื่นๆ 

นายประพันธ์ เผยว่า วัตถุประสงค์การจัดชกมวยนอกสังเวียน เพื่อสร้างสังเวียนให้คู่กรณีที่ทะเลาะวิวาทกันโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีปัญหากันจะได้ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันเอง จึงจัดให้มาต่อสู้กันในกติกาเกมกีฬาแทน โดยชกกันมือเปล่าใช้ใจใช้แรงใช้สมองปราศจากอาวุธใดๆ ลดปัญหาทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันที่อาจมีการใช้อาวุธทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนเป็นคดีความ

นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวแล้ว ยังอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกลูกหลงดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ผู้ที่สนใจ ชื่นชอบ หรือมุ่งหวังจะเข้าสู่เส้นทางชกมวยเป็นอาชีพได้กล้าแสดงออก และได้ฝึกฝนหาประสบการณ์อีกด้วย             

ส่วนกติกาการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนนั้น เป็นการชกกันยกเดียวใช้เวลา 3 นาที ห้ามใช้ศอก ห้ามทุบท้ายทอย ห้ามชกข้างหลัง และเมื่อคู่ต่อสู้ล้มห้ามซ้ำ ผู้ชกต้องสมัครใจ มีใบรับรองแพทย์ อายุ 18 ปีขึ้นไป หากต่ำกว่า 18  ปีต้องมีใบอนุญาตจากผู้ปกครอง น้ำหนักต้องใกล้เคียงกันบวกลบไม่เกิน 3 กิโลกรัม ทั้งคู่สามารถจะตกลงกันเองได้ว่าจะเลือกชกกันแบบกติกามวยไทยหรือมวยสากล ใช้นวมมาตรฐาน 10 ออนซ์ หรือนวม MMA ต้องใส่ฟันยาง และในการชกจะมีการเซฟความปลอดภัยทั้งนักชกและผู้ชมโดยมีการตรวจค้นอาวุธทุกคนที่เข้าร่วมงาน มีแพทย์สนาม มีรถพยาบาล รถกู้ชีพคอยแสตนด์บาย และเนื่องจากเวทีเป็นพื้นยางปูกับพื้นดินไม่มีเชือกสังเวียน นอกจากจะมีกรรมการห้ามบนเวที 1 คนแล้ว ทั้ง 4 มุม ยังมีกรรมการ Safety Man อีกมุมละ 1 คน รวมเป็น 5 คน คอยดูแลความปลอดภัยช่วยเซฟนักมวยหากมีการเสียหลักล้มป้องกันศีรษะกระแทกพื้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักชกทั้งหมดไม่มีค่าตัว มีใบสมัครเหมือนมวยอาชีพ ชกเสร็จมีเหรียญกล้าหาญมอบให้ทุกคน และเนื่องจากไม่ได้ชกกันเพื่อเอาผลแพ้ชนะแต่เป็นการชกกันเพื่อชนะใจตัวเอง และหากเป็นคู่วิวาทเน้นการเคลียร์ใจด้วยกติกากีฬาที่ถูกต้องไม่ใช้กำลังแบบวิถีนักเลง เมื่อชกกันจบแล้วเรื่องวิวาทต้องจบด้วย ไม่มีการแก้แค้นกันต่อ นอกจากนี้ ผู้ที่จะขึ้นชกต้องบอกด้วยว่าเคยผ่านสังเวียนชกมวยมาก่อนหรือไม่เพื่อจะได้จับคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อไม่ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันมาก

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจชมการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนทั้ง 21 คู่ ฟรี ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสะพานยาว เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม วันที่ 27 ม.ค. เริ่มตั้งเวลา 19.00 น.เป็นต้นไป หรือหากท่านใดต้องการจะชกมวยนอกสังเวียน ยังสมัครได้ที่แฟนเพจสมาคม Fight Club Thailand ทุกวัน

มหากาพย์โกงในตลาดหุ้น อดีต - ปัจจุบัน ผู้บริหารหอบเงินเสวยสุข - ทิ้งนักลงทุนน้ำตาตก

‘การลงทุน’ ให้เงินงอกเงยนั้น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปต่างคาดหวัง ขณะที่ ‘ตลาดหุ้น’ คือ แหล่งลงทุนที่คนส่วนใหญ่เลือก แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะได้กำไรเสมอไป เพราะมีความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากเป็นการขาดทุนจากภาวะปกติของการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เรานำเงินเข้าไปลงทุนก็คงไม่น่าเจ็บใจนัก แต่ถ้าเกิดจากการทุจริตของผู้บริหารจนทำให้บริษัทขาดทุนล้มละลาย แบบนี้เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะทำใจได้

ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กระทำการทุจริต จนทำให้เกิดความเสียหาย ส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินมาแล้วหลายกรณี บางกรณีผู้บริหารโกง พร้อมหอบเงินหนีคดีไปเสวยสุขในต่างประเทศหลายราย 

สำหรับหายนะครั้งล่าสุดที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนอย่างมาก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมานี่เอง นั่นก็คือ ใน บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ซึ่งเป็นมหากาพย์การโกงที่สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า คดีทุจริตในบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น มีการโกงเงินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากข้อมูลทางการสืบสวนสอบสวน ชี้ว่า ‘นายชนินทร์ เย็นสุดใจ’ อดีตประธาน STARK หนึ่งในผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ โยกเงินไปอยู่ที่อังกฤษอีกประมาณ 8,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรณีอดีตผู้บริหาร STARK ที่เผ่นหนีออกนอกประเทศ ไม่ใช่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนรายแรกที่หอบเงินหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ 

ย้อนไปเมื่อปี 2551 นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการบริษัท เอส อี ซี ออร์โต้เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถหรูรายใหญ่ ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งหนีคดีหอบเงินนับร้อยล้านเผ่นออกต่างประเทศ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถตามตัวกลับมารับโทษได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสุดอื้อฉาวของวงการตลาดหุ้นไทย เมื่อนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนีคดีหุ้นบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNIC ซึ่งโยงใยในการยักยอกทรัพย์บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด นักลงทุนที่เจ๊งกันระนาว รวมถึงบรรดา สส. และนักการเมืองที่ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน ต่างน้ำตาตกไปตาม ๆ กัน เพราะก่อนที่หุ้นเพิ่มทุน PICNIC จะเข้าทำการซื้อขาย เริ่มมีข่าวลือร้าย ๆ ออกมา ทำให้ราคาหุ้นรูดชนิดกู่ไม่กลับ และสุดท้ายนายสุริยา ได้เผ่นหนีคดี จนป่านนี้ยังไม่รู้อยู่แห่งหนใด

อีกหนึ่งกรณีการโกงที่สร้างความเจ็บปวดที่หลายคนยังจำได้ดี เพราะสร้างความเสียหายในวงกว้างนั่นก็คือ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กพีเรียนซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CAWOW เจ้าของแคลิฟอร์เนียฟิตเนส ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลูกค้าที่จ่ายเงินค่าสมาชิกไปล่วงหน้าอีกมากมาย 

สำหรับ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าวฯ ก่อตั้งโดยนายเอริค มาร์ค เลอวีน ชาวสหรัฐฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปลายปี 2548 ในราคาหุ้นละ 6 บาท และสามารถแสดงผลประกอบการที่มีกำไรได้เพียงปีเดียวคือ ปี 2549 ก่อนจะขาดทุนต่อเนื่อง จนกระทั่งถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสั่งฟื้นฟูกิจการ และพักการซื้อขายในปี 2554 จากนั้นได้ทยอยปิดสาขาลงจนหมด และสุดท้ายนายเอริค ก็หอบเงินที่โกงจากสมาชิกและปล้นจากนักลงทุนในตลาดหุ้น หนีเข้ากลีบเมฆ กลับไปเสวยสุขในบ้านเกิดตัวเอง และจนถึงปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่สามารถจัดการกับฝรั่งจอมโกงรายนี้ได้

นี่เป็นเพียงบางส่วนของมหากาพย์การโกงในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเกิดจากตัวผู้บริหารที่ทำการทุจริตบริษัทตัวเอง เป็นการปล้นนักลงทุนผ่านตลาดหุ้นแล้วก็หอบเงินหนีไปเสวยสุข ซึ่งเชื่อว่าจะยังมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ตราบใดที่ผู้บริหารไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและยังมีความโลภครอบงำ

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์โกงแบบหน้าด้าน ๆ แล้ว สิ่งที่นักลงทุนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องการอย่างยิ่ง คงหนีไม่พ้นการชดใช้ และนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาดำเนินคดีได้เลย 

นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังสร้างผลกระทบอย่างมากในขณะนี้ นั่นก็คือ การผิดนัดชำระหนี้ ‘หุ้นกู้’ จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ชำระหนี้หุ้นกู้ในปี 2566 มีมูลค่ารวมทัั้งหมด 16,363 ล้านบาท ประกอบด้วย

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ทั้งหมด 7 รุ่น รวม 2,334 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ทั้งหมด 9 รุ่น รวม 9,198 ล้านบาท 
บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO ทั้งหมด 4 รุ่น 409 ล้านบาท
บริษัท เดซติเนชั่น รีสอร์ทส์ จำกัด หรือ DR ทั้งหมด 2 รุ่น 1,210 ล้านบาท
บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ทั้งหมด 7 รุ่น 3,212 ล้านบาท

แน่นอนว่า ในบรรดาบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในปีที่ผ่านมา ที่ฮือฮามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น JKN ของแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดี ที่ลอยหน้าลอยตาท่องคาถาการใช้เงินผิดประเภท (Mismatch Fund) ผ่านสื่อ แต่ฉับพลันก็ขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อใช้เงื่อนกฎหมายสะกดเจ้าหนี้

ทั้ง ๆ ที่นักลงทุนและเจ้าหนี้ทั้งหลายต่างทราบกันดีว่า ลำพัง Mismatch Fund ไม่อาจเข้าเงื่อนไขฟื้นฟูแต่อย่างใด ได้ยินมาว่าเจ้าหนี้กำลังคอยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ (Forensic Accounting) เพื่อจะได้ประจักษ์ความจริงว่ามีสิ่งแปลกปลอมอะไรบ้างในงบของ JKN

จากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโดมิโน่ที่สร้างผลกระทบต่อระบบตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก หากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับไม่เข้ามาดูแลจัดการอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว จะส่งผลเสียต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เพราะบริษัทจดทะเบียนจะระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ได้ยากขึ้น

และเพียงเริ่มต้นปีไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ยังมีข่าวว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กำลังมีปัญหาเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ออกมา ให้นักลงทุนและเจ้าหนี้หนาว ๆ ร้อน ๆ ชนิดที่ต้องลุ้นติดตามข่าวกันทุกวัน 

อย่างไรก็ดี ขอเป็นกำลังใจผู้บริหารที่กำลังพบกับปัญหาต่าง ๆ ‘ไม่หนี และ ผ่าฟันอุปสรรค’ ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

บิ๊กโจ๊ก ย้ำ 1484 โรงพัก ประกาศนโยบาย”ขึ้นโรงพักไม่ต้องให้ใครมาฝาก” เผยหากไม่มี วัตถุพยานจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน โอกาสจับคนร้ายมาลงโทษคงเกิดได้ยาก เตรียมผลักดันเปลี่ยนเครื่องไม้เครื่องมือให้ทันสมัย ปรับจากซื้อ เป็นเช่าซื้อ เพื่อลดค่าใช้จ่าย

15 มกราคม 2566 เวลา 10:30 น. พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ สถานีตำรวจภูธรโคกขาม จังหวัดสมุดสาคร และพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดนครปฐม ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

โดยได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฎิบัติงานอย่างเข้มแข็ง จนได้รับรางวัล ปฏิบัติงานดีเด่นอันดับ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสถานีตำรวจรูปแบบที่ 2 โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบลเพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมตามนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน.Stronger Together และยังมีผลการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ 2566 ของกองตรวจราชการ 7 จเรตำรวจ ได้ลำดับที่ 1 นอกกลุ่มเป้าหมายระดับสถานีตำรวจขนาดใหญ่สังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ทั้งยังได้รับรางวัลการปฏิบัติงานดีเด่นอันดับ 2 โครงการ rtp cyber​ village.ของตำรวจภูธรภาค 7

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า ที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมาก ที่ได้รับความเดือดร้อนในคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น เดินทางไปแจ้งความที่โรงพัก ซึ่งหลายคดีต้องใช้ระยะเวลาในการสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีจำนวนจำกัดทั้งยังมีอีกหลายหน้าที่ แม้ทุกคนจะปฏิบัติงานอย่างแข็งขัน แต่ก็อาจตอบสนองไม่ได้รวดเร็วอย่างที่ ประชาชน ต้องการ และหลายคนเลือกที่จะฝากคดีกับผู้มีอำนาจ เพื่อให้มากดดันการทำงานของตำรวจ 

ดังนั้นจากนี้ไปจึงขอฝากให้หัวหน้าสถานีตำรวจทั้ง 1,484 โรงพัก ปรับแผนการทำงาน โดยประกาศนโยบาย “ ขึ้นโรงพัก ไม่ต้องให้ใครมาฝาก” หากดำเนินการได้เร็วคดีค้างท่อตามโรงพักก็จะลดลง สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน 

และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการทำคดีเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฏหมาย ก็ต้องอาศัยวัตถุพยาน ที่พิสูจน์หลักฐานเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บและส่งมอบเพื่อนำมาประกอบคดี แต่ที่ผ่านมาอุปกรณ์ส่วนใหญ่ล้าสมัย และมีค่าบำรุงรักษาสูง เนื่องจากระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นระบบซื้อขาด เมื่อได้มา ก็ต้องมานั่งจ่ายค่าบำรุงรักษา ประกอบกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงทำให้อุปกรณ์ล้าหลัง

ดังนั้นจะเร่งผลักดันนโยบาย โดยการเปลี่ยนระบบการจัดซื้อจัดจ้าง เครื่องมือให้เป็นระบบ”เช่าซื้อ “ โดยผู้ให้เช่าจะเป็นคนบำรุงรักษาและเปลี่ยนทันทีที่อุปกรณ์ตกรุ่น จะได้ไม่เป็นภาระของหน่วยงาน ในการจัดเก็บเครื่องมือเก่าเก็บ และกลายเป็นงบประมาณสะสม ที่ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณมากพอ ที่จะจัดหาเครื่องรุ่นใหม่ๆ มาทำงานให้สอดคล้องกับหน้างานที่เพิ่มขึ้น

'หมออั้ม-คุณโบว์' อารยะขัดขืน!! สังคม Toxic ในทวิตเตอร์ (X) หยุดใช้บริการ พร้อมชวนพักสนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึก

(15 ม.ค.67) 'หมออั้ม' อิราวัต อารีกิจ อดีตนักร้องชื่อดังและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'อั้ม อิราวัต' ระบุว่า...

"..เพราะเป็นสังคมที่ไร้ความรับผิดชอบ หลัง ๆ เริ่มมีแต่คนป่วย Toxic อวตารไร้ตัวตน (คนปกติที่เล่น ไม่ต้องร้อนตัวนะครับ)ผมขอส่งอีก 1 เสียง แสดงออกถึงการต่อต้าน ไม่สนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึกนี้
จนกว่าจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ เสียเวลาชีวิตผมเปล่าๆ.."

ปิดถาวรครับ

นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ด้วยว่า...

เหตุผลที่โบว์เลิกใช้ Twitter X … 

การออกแบบระบบและนโยบายของทวิตเตอร์ X ทำให้เกิดอาชญากรรมและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ละเมิดกฎหมายมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกลไกการสนทนาที่ไม่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การปราศจากการยืนยันตัวตนทำให้ผู้ใช้งานปลอดความรับผิดชอบ และการปล่อยเสรีคอนเทนต์ลามกอนาจารค้าประเวณีและการค้ามนุษย์โดยไร้การคัดกรองเพื่อปกป้องเยาวชนจากอาชญากรรมทางเพศ… 

ชวนกันออกมาค่ะ อย่าไปสนับสนุนธุรกิจที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการใช้งานต่อ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ปกป้องเยาวชนจากแพลตฟอร์มที่เป็นภัยสังคมนี้

‘รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น’ แจง ปม 2 สาวต่างชาติ นุ่งสั้นอาบแดดข้างวิหาร รับ!! บางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึง เหตุทั้งวัดมีพระแค่ 7 รูป แต่ได้รีบตักเตือนแล้ว 

รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น แจงภาพ 2 นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ สวมสปอร์ตบาร์ นุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด กลางสนามหญ้าข้างวิหารอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี เกิดเหตุเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังทราบแล้วให้ลูกศิษย์รีบเข้าไป ตักเตือนทันที เชื่อเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการ รับบางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึงเพราะทั้งวัดมีพระเพียง 7 รูป วอนขอทุกฝ่ายเกี่ยวข้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ความคืบหน้ากรณีเมื่อวานนี้ (14 ม.ค.67) พบหญิงสาวชาวต่างชาติ 2 คนสวมเสื้อสปอร์ตบราและนุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด อยู่บนสนามหญ้าข้างวิหาร ภายในวัดเชียงมั่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ และมีผู้ถ่ายภาพนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดแห่งแรกตั้งแต่ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ ที่ปีนี้อายุ 728 ปีแล้ว

ล่าสุดวันนี้ (15 ม.ค.67) จากการสอบถามที่วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นทางรองเจ้าอาวาสวัดให้ข้อมูลว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวานนี้ โดยที่คนขับรถตุ๊กตุ๊กบริการเที่ยวเป็นผู้มาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและดำเนินการ ซึ่งไม่ทราบเรื่องแล้วได้ให้ลูกศิษย์วัด ไปตรวจสอบและตักเตือนพร้อมอธิบายนักเที่ยวทั้งสองคนให้ทราบว่าไม่เหมาะสม โดยเมื่อนักท่องเที่ยวทราบแล้วได้ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากวัดไป

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าน่าจะเกิดจากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่รู้ถึงวัฒนธรรมประเพณี จึงกระทำการดังกล่าว ซึ่งที่จริงแล้วเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาแค่ไม่นานเท่านั้น จึงไม่คิดว่าจะเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางเช่นนี้ โดยยอมรับว่าทางวัดอาจจะสอดส่องดูแลได้ไม่ทั่วถึง แม้ว่าจะมีการเขียนป้ายแนะนำการปฏิบัติตัวให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไว้แล้ว เนื่องจากทางวัดมีพระอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้น รวมทั้งเจ้าอาวาสที่แก่ชราและอาพาธด้วย

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า ทางคนขับตุ๊กตุ๊กที่เป็นคนมาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและเป็นผู้ถ่ายภาพเอาไว้ได้พร้อมนำไปเผยแพร่ น่าจะช่วยเข้าไปแนะนำตักเตือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตั้งแต่แรกเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา แทนที่จะเอาภาพไปเผยแพร่ให้เกิดกระแสวิจารณ์และทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์

ด้านนางรุ่งฟ้า ศรีปัญญา ซึ่งเป็นชาวบ้านชุมชนเชียงมั่น และเป็นลูกศิษย์วัดขายของในวัดมานาน เปิดเผยว่าเหตุการณ์เกิดเร็วมาก โดยช่วงเกิดเหตุการณ์ตัวเองกำลังเปิดร้านอยู่ที่ประตูทางเข้าวัด ก็ไม่ได้ทราบเรื่องจนกระทั่งมีการแชร์ภาพและเรื่องราวนี้ลงในโซเชียล แล้วเพื่อนตัวเองที่อยู่ทางภาคใต้ได้โทรมาบอกถึงได้รู้ข่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในวัดเป็นอย่างดี เพราะพระในวัดมีไม่กี่รูป แต่นักท่องเที่ยวเยอะมากเพราะเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ก็จะมีนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าในวัฒนธรรมประเพณีมาบ้าง ก็ช่วยกันตักเตือน

โดยเฉพาะเรื่องแต่งกายไม่เหมาะสมจะมีมากที่สุด ซึ่งทางวัดเองก็มีผ้าถุง ผ้าคลุมไหล่ไว้บริการ โดยนอกจากชาวต่างชาติแล้ว บ่อยครั้งคนไทยเองก็ยังนุ่งสั้นเข้าไปในวิหาร ทำให้ต้องคอยช่วยกันแนะนำไป นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแปลกๆ อย่างมาร่ายรำมวยจีนเหมือนมาออกกำลังกายก็มี แต่ก็ไม่ได้ทำท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ให้เกียรติสถานที่ จึงได้แต่ดูๆ เท่านั้น ต่อจากนี้ก็ต้องช่วยกันดูแลให้มากขึ้น ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวัด ขณะผู้ที่มาทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวเองทั้งรถขับรถรับจ้าง หรือไกด์ ก็ต้องช่วยกันดูแลด้วยเช่นกัน

ร้อยเอ็ด…เกษตรกรร้อยเอ็ดชื่นมื่น กระทรวงเกษตรฯ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพ

วันนี้( 15 มกราคม 2567) เวลา 09.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรชาวร้อยเอ็ด โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอโพนทอง และพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ที่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 36 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ที่จะพิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด 

เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และนำมาพัฒนาที่ดิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว รวมถึงเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไทย ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งหมดประมาณ 1,037,828 ไร่ 

เนื้อที่ เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 326,553 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 15 อำเภอ รวม 31 โครงการ ประมาณ 667,762 ไร่ ซึ่งในปี 2567 ได้มีแผนดำเนินการ แปลง เนื้อที่ ปรับปรุงแก้ไขเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร มอบให้แก่เกษตรกร จำนวน 217 ราย 275 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,578 ไร่ 

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
081-377-2689  087-864-4400

สมุทรปราการ- “ธนาชัย เพชรบดี” จับมือกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

ภายในโดมอเนกประสงค์โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายธนาชัย เพชรบดี พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนชัย ธนาชัยและกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ภายในกิจกรรมดังกล่าวมีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมเพื่อรับของแจกและของรางวัลเป็นจำนวนมากกว่า 500 คน 

ซึ่งภายในงานวันเด็กแห่งชาติที่จัดขึ้นในปีนี้นั้น เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเยาวชน โดยภายในงานมีซุ้มอาหาร และเครื่องดื่ม มากกว่า 20 รายการ และมีของรางวัลมากถึงกว่า 500 ชิ้น เตรียมไว้ให้กับเด็กๆ และเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โดยทางด้าน นายธนาชัย เพชรบดี กล่าวว่า สำหรับการจัดงานในวันเด็กปีนี้ก็เพื่ออยากให้น้องๆ ทุกคน ได้มาร่วมสนุกมาพบปะสังสรรค์กันโดยทางครอบครัวหรือ พ่อ แม่ พาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรม ภายใต้สโลแกน “เพราะพวกเขาคือ อนาคต” และหวังว่าเด็กจะสามารถสร้างจิตนาการที่ดี และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตอนนี้พรรคยังไม่เคาะว่าใครจะเป็นผู้สมัครลงนายก อบจ.สมุทรปราการของพรรค ดังนั้นในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ได้รับการคัดเลือกในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. มาเป็นอันดับสูงสุด เราเคารพและพร้อมปฏิบัติตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ที่จะดำเนินการตามแนวทางของพรรคแต่ในฐานะคนที่อยากทำงาน เพื่อสมุทรปราการ ผมคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพรรคก้าวไกล และสมุทรปราการ 

ซึ่งจากนี้ผมจะทำงานในนามของกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล เพื่อสร้างเครือข่ายขยายแนวคิดของพรรคในการสร้างแนวร่วม และอาสาสมัคร และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของผมที่อยากจะทำการเมืองสร้างสรรค์  โดยประชาชนมีส่วนร่วมและมีอำนาจตัดสินใจร่วมกัน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

'อ.ไชยันต์' ตั้งคำถามถึงโพลวันเด็กจาก Rocket Media Lab เมื่อมีผลลัพธ์ ก็ควรต้องบอกเหตุอธิบายถึงผลด้วยหรือไม่?

เมื่อวานนี้ (14 ม.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Chaiyan Chaiyaporn’ หรือศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ 5 คำถามถึงระบบการศึกษา หลังโพสต์ภาพผลโพลวันเด็กปีนี้ นักเรียนต้องการอะไรมากที่สุด? ผลสำรวจความเห็นนักเรียน ต้นปี 67
จาก Rocket Media Lab

1. ยกเลิกวิชาลูกเสือ 61.26% (1,216 คน)
2. ลดชั่วโมงเรียน 38.14% (757 คน)
3. ยกเลิกกฎทรงผม 49.87% (990 คน)
4. ปรับปรุงห้องน้ำ 96.92% (388 คน)
5. เลิกลงโทษด้วยการประจาน 39.14% (777 คน)
6. เลิกกิจกรรมหน้าเสาธง 26.8%
(532 คน)

ผลสำรวจจากเด็กทั่วประเทศ 1,985
คนทั้ง ประถม, มัธยม, ปวช.

พร้อมระบุข้อความว่า…

1. ต้องการยกเลิกวิชาลูกเสือ เพราะอะไร?
2. ลดชั่วโมงเรียน แล้วไปทำอะไร?
3. ยกเลิกกฎทรงผม ถ้ารู้จักดูแลความสะอาด และไม่ใช้เงินมากจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปในเรื่องผม ก็เอาเลย
4. ปรับปรุงห้องน้ำ เห็นด้วย เมื่อปรับปรุงแล้ว ก็ต้องรู้จักช่วยกันดูแลความสะอาดด้วย
5. เลิกลงโทษด้วยการประจาน แล้วเปลี่ยนไปลงโทษด้วยวิธีอะไร?
6. เลิกกิจกรรมหน้าเสาธงนี่ หมายถึง เคารพธงชาติตอนเช้า ใช่ไหม ? ถ้าใช่ เลิกเพราะอะไร?”

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมา มีหลายรายที่เห็นด้วยและมีอีกหลายรายที่ไม่เห็นด้วย ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันจำนวนมาก

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมประชุมการตรวจพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จ. เพชรบุรี 

15 มกราคม 2567 เวลา 09.00 น. พลอากาศเอกสถิตพงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธาน การประชุมตรวจติดตามพื้นที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ โดยมีร้อยเอก รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายพงษ์ศักดิ์ ด้วงโยธา ผู้ตรวจราชการกรม ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักสนองงานพระราชดำริ นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ในการนี้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลอากาศเอกสถิตพงษ์ สุขวิมล พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมโครงการน้ำบาดาลในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน ฯ บริเวณพื้นที่โรงคัดบรรจุผลิตภัณฑ์การเกษตร โรงงานแปรรูปนม บ้านเลขที่ 1 บ่อน้ำบาดาล บริเวณทางเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก-เขาเตาหม้อ และชมศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยาม มินทราธิราชบรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปกท.ทส. มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำท่อเพื่อเชื่อมโยงระบบน้ำบาดาลเข้าสู่ระบบกรองน้ำและปรับปรุงระบบกรองน้ำ เพื่อให้สามารถนำน้ำบาดาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 11 บ่อ มาใช้ให้เต็มศักยภาพ และได้ทำการสำรวจพื้นที่พร้อมขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มหากปริมาณน้ำยังไม่เพียงพอ และให้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำโครงการร่วมกับ โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

'พงศ์พรหม' เผย!! พบพนักงานต่างชาติในร้านขายมือถือตามย่านดังมากขึ้น เหตุ!! 'ทำงานดี-ขยัน-พัฒนา' มากกว่าคนไทยในเงินเดือนที่เท่ากัน 

(15 ม.ค.67) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

เสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปหาซื้อเคสโทรศัพท์ที่มาบุญครอง ไปทานข้าวที่ Central Embassy
ที่น่าสนใจคือ เจ้าของร้านมือถือมาบุญครองเป็นบังคลาเทศ, พม่า, จีน, แขก ไปเกือบหมดแล้ว เหลือเจ้าเก่าเก่งๆ ไม่กี่เจ้า

ตรงกับที่ผมเคยแชร์ เจ้าของร้านเดิมๆ หาคนงานยาก คนไทยยุคใหม่หมิ่นเงินน้อย ด้อยวินัย ไม่ขยัน ภาษาอังกฤษห่วย ทางออกเจ้าของเดิมก็ต้องเซ้งบูทต่อ ไม่ก็เข้าหุ้นให้ต่างชาติมาทำ ต่างชาติขยันกว่า แถมพูดภาษาอังกฤษได้ 

ส่วน Embassy, EmQuartier ก็เกิดปรากฏการณ์ผู้จัดการร้านเป็นฝรั่ง เป็นบังคลาเทศ เป็นฟิลิปปินส์ เป็นอินโดนีเซีย เจ้าของร้านเจอเหมือนกันคือต่างชาติทำงานดีกว่าคนไทยในเงินเดือนที่เท่ากัน

ธุรกิจท่องเที่ยวก็กำลังเจอปัญหานี้ คนไทยเป็นระดับคนเสิร์ฟ แต่ระดับแต่ผู้จัดการร้านในโรงแรม ตอนนี้ต้องเอาคนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่ามา เพราะคนไทยเก่งๆ หายากขึ้นมาก

นัดสัมภาษณ์แล้วไม่มา อยากจะออกก็ออก ให้ไปฝึกภาษาอังกฤษ ก็บอกว่าเป็นหน้าที่นายจ้างที่ต้องส่งไปเรียน ตื่นเช้าบ่อยไม่ไหว ทำงานดึกก็ไม่ไหว แต่ขอเงินเดือนเหมือนความสามารถเป็น GM โรงแรมเลย

ปัญหาใหญ่นี้ไม่ใช่ปัญหาชนชั้น แต่มันกำลังสร้างปัญหาชนชั้น คือชนชั้นขยัน เอาตัวรอดได้ดี ต่างชาติเคารพ กับชนชั้นขี้บ่น ขี้ท้อ ขี้ไม่พัฒนา อะไรๆ ก็ไม่ดีไปหมด แต่อยากมีชีวิตสบาย แล้วก็โดนต่างชาติดูถูกไปเรื่อย เพราะเก่งแต่เรื่องสนุกสนาน

ภายใน 10 ปี ปัญหานี้จะใหญ่ขึ้น ความห่างชนชั้นจะเพิ่มขึ้น โดยที่ปัญหานี้คนในชนชั้นนี้สร้างปัญหาเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top