Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

โรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้จัดการประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านม

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมกุญชรศุภศรี โรงพยาบาลสุรินทร์ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในเปิดการประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อการยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ระหว่างสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทยกับโรงพยาบาลสุรินทร์ มี รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง เยาวนุช คงด่าน นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทยและประธานชมรมศัลยแพทย์เต้านมแห่งประเทศไทย 

นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวรายงานและร่วมลงนาม MOU การประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ระหว่าง สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กับ โรงพยาบาลสุรินทร์ สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ชมรมศัลยแพทย์เต้านมแห่งประเทศไทย และ โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เนื่องจากปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่เพิ่มขึ้นในทุกปี 

ส่งผลให้การรักษาจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและได้มาตรฐานในผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้นจึงมีความมุ่งมั่นจะพัฒนาการรักษามะเร็ง เต้านมร่วมกัน การจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับมาตรฐานสากลและทัดเทียมกันในทุกภูมิภาค เพิ่มอัตราการรอดชีวิต ลดอัตราการกลับเป็นซ้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้เข้าประชุมในวันนี้ ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมทั้งสิ้น จำนวน  250 คน ผู้สนับสนุนการจัดการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลสุรินทร์ บริษัทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

กสทช. กำชับมือถือทุกค่ายระงับสัญญาณซิมเถื่อน หลังครบกำหนดยืนยันตัว สำหรับผู้ถือครองมากกว่า 101 ซิมพร้อมผนึกกำลังตำรวจเอาผิดคนสวมชื่อเปิดซิมผี

วันนี้ (15 ก.พ. 67) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ เป็นประธานประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (ผู้ให้บริการเอไอเอส), บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ผู้ให้บริการ ทรู และ ดีแทค) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เพื่อหารือถึงมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด หลังพ้นกำหนดระยะเวลายืนยันตัวตน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กสทช., ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขยายผลเอาผิดกับผู้ปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม ป้องกันมิจฉาชีพนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ ได้กล่าวว่า จากแนวคิดในการจัดระเบียบซิมการ์ด โดยเฉพาะหมายเลขในระบบเติมเงิน ที่ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานจริง หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีการปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม โดย กสทช. ได้ออกมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.67 ที่ผ่านมา ตามมาตรการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นสองกลุ่ม คือ ผู้ถือครองซิมการ์ด ตั้งแต่ 6-100 หมายเลข ให้ยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน และ ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป ให้ยืนยันตัวตนภายใน 30 วัน  ซึ่งขณะนี้ในส่วนกลุ่มที่สอง (ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป) ได้ครบกำหนดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.พ.67 ที่ผ่านมา กสทช. จึงได้ประชุมเร่งรัดให้ผู้ประกอบการทุกค่าย ดำเนินการระงับบริการ ตามเงื่อนไข ทั้งในส่วนของการโทรออก, การส่งข้อความ SMS 

และการใช้งานอินเตอร์เน็ต จะอนุญาตเพียงการโทรเบอร์ฉุกเฉินเท่านั้น จากสถิติของผู้ประกอบการที่รายงานมายัง กสทช. มีสถิติผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลขขึ้นไปมายืนยันตัวตน ดังนี้ เครือข่ายเอไอเอส ร้อยละ 58.56 ทรูดีแทค ร้อยละ 35 และ เอ็นที ร้อยละ 23.14 โดยจากการตรวจสอบพบว่า หมายเลขบางส่วนที่ยังไม่ได้มายืนยันตัวตน จะเป็นซิมที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับข้อความ SMS แจ้งเตือน และบางส่วนเชื่อได้ว่าเป็นซิมเถื่อนที่อยู่ในมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรออนไลน์อื่น ซึ่งไม่กล้ามาแสดงตัวเพื่อยืนยันตน และกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว ในที่ประชุมได้กำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย  เริ่มระงับการใช้ (การโทรออกและการใช้เน็ต) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.67 เป็นต้นไป ก่อนเพิกถอนการใช้ออกจากระบบต่อไป พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้พบว่ามีบุคคลบางกลุ่ม มีพฤติการณ์ปลอมแปลงเอกสาร หรือปลอมบัตรประชาชนในการจดทะเบียนซิมการ์ดโดยมิชอบ, ใช้บัตรประชาชนของผู้อื่น หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ในส่วนนี้ กสทช. ได้ประสานการทำงานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายอย่างใกล้ชิด และได้ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นความผิดฐาน ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม, ปลอมบัตรและใช้หรือแสดงบัตรปลอม และอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ขบวนการเหล่านี้ถือเป็นต้นตอของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ต้องถูกดำเนินคดีและกำจัดให้หมดไป

กาฬสินธุ์รวมพลังถวายกำลังใจแด่กรมสมเด็จพระเทพประกาศปกป้องสถาบัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นำข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ และพสกนิกรชาวกาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันสวมเสื้อสีม่วงร่วมแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมประกาศขอปกป้อง และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หน้าศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ (หลังเก่า) นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนางวันทนา อินทปัตย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.กาฬสินธุ์ นางสิริวิมล พงษ์อักษร นายกเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์ นายธวัชชัย รอดงาม, นายธนภัทร ณ ระนอง, นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ พ.อ.นิสิต สมานมิตร รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์ นางอุบลรักษ์ ศิริกุลแสบงบาล อัยการ จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ชัยพร พงษ์ศักดิ์ รองผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ข้าราชการทุกหน่วยงาน ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่ากว่า 1,000 คน ซึ่งพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง สีประจำพระองค์ร่วมแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมประกาศขอปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย 

โดยนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ ได้วางพุ่มดอกไม้ และถวายธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำกล่าวน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณ เพื่อบำบัดทุกบำรุงสุข แก่อาณาประชาราษฎร์ ล้วนเป็นที่ประจักษ์อยู่ในดวงใจของพสกนิชาวไทยตลอดมา พร้อมร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังอย่างกึกก้อง 

จากนั้นนำทุกภาคส่วนลงนามถวายกำลังใจ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างเหน็ดเหนื่อยมาโดยตลอด อีกทั้งยังรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด พสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่าจึงได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศขอปกป้อง และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งในครั้งนี้ 

'ลุงกำนัน' โพสต์ "หัวใจเดียวกับพี่น้อง" ถวายความจงรักภักดีต่อ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

(15 ก.พ.67) จากกรณีประชาชนร่วมใจกันสวมเสื้อสีม่วงและติดริบบิ้นสีม่วงเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตนักการเมือง อดีตเลขาธิการ กปปส. ได้โพสต์รูปภาพตนเองในเสื้อสีม่วงพร้อมข้อความระบุว่า "หัวใจเดียวกับพี่น้อง"

ลำปาง-ตร.ลำปางแถลงผลจับกุมยาบ้า 5 แสนเม็ด ผตห. 3 คน จากจ.เชียงรายส่งปลายทางจ.ตาก

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 ก.พ. 2567 ที่ กก.ภ.จว.ลำปาง แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ผู้ต้องหา 3 คน รถยนต์ 2  คัน ของกลางยาบ้าประมาณ 500,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.แม่พริก จ.ลำปาง โดยมี พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา  นวตระกูลพิสุทธิ์  ผบก.ภ.จว.ลำปาง เป็นประธานแถลง พร้อมด้วย พล.ต.อ.ชูวิทย์ กองแก้ว รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.อนุพันธุ์ กันถารัตน์ ผกก.สภ.แม่พริก พ.อ. วิชาญ ศรีภัทรางกูร รอง ผอ.กรมน.จว.ลำปาง(ท),พ.อ.บรรจง คะวงศ์ดอน รองเสนาธิการ มทบ.32 นายกองตรีปิยะวุฒิ พิทักษ์บริบาล นอภ.แม่พริก หน่วยงาน ป.ป.ส.ภาค 5 และ ตร.ศูนย์พิสูตรหลักฐาน 5 ลำปาง ร่วมแถลง

ตามนโยบายรัฐบาลโดยนายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทุกมิติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.รับบัญชานำข้อสั่งการไปสู่การปฏิบัติ ตร.ภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส.ภาค 5 และ ตร. สภ.แม่พริก จ.ลำปาง บูรณาการกำลังร่วมกัน

ทั้งนี้เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 13 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ตำรวจด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก จ.ลำปาง จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย คือ นายศตวรรษ นายอัครรงค์ และ นายวิทยา ชาว จ.ลำพูน ต่อเนื่องบนถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก(ขาล่อง)บ้านนาตาโพ ต.วังจันทร์ อ.สามเงา จ.ตาก พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ รวมประมาณ 500,000 เม็ด โดยก่อนการจับกุม ตำรวจประจำด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มผู้รับจ้างขนยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ในช่วงเวลาประมาณใกล้รุ่งวันดังกล่าว โดยจะมีรถยนต์กระบะนำเส้นทาง ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางแผนจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตาม ชุดตั้งจุดสกัดบนถนนสายรอง อ.แม่พริก - อ.เถิน จ.ลำปาง และชุดปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจฯโดยเพิ่มความเข้มข้นและคัดกรองรถตามเป้าหมายตามที่ได้รับแจ้ง กระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น.วันที่ 13 ก.พ.2567  ตำรวจชุดติดตามแจ้งว่ามีรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีเทา หมายเลขทะเบียน บม 5362  ลำพูน ขับนำทางมาตามเส้นทางบนถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก  มุ่งหน้ามายังด่านตรวจฯ จึงได้วางแผนปล่อยให้ผ่านด่านตรวจฯไปก่อน โดยมีตำรวจชุดหนึ่งติดตามไป ต่อมาได้มีรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน 3ขข-4173 กรุงเทพฯคันเป้าหมายแล่นมาถึงด่านตรวจฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ พบผู้ขับขี่มีพิรุธ จึงได้แจ้งให้คนขับลดกระจกด้านหลังลงเพื่อตรวจสอบภายในรถพบมีกระสอบฟางลักษณะคล้ายกับกระสอบบรรจุยาเสพติด จึงขอตรวจแต่ผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวหลบหนีออกจากด่านตรวจฯอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกชุดจึงได้ขับรถยนต์ไล่ติดตามจนสามารถสกัดรถยนต์และจับกุมคนขับไว้ได้ดังกล่าว

ต่อมาได้ควบคุมผู้ขับขี่รถยนต์กระบะทราบชื่อนายศตวรรษ มาสอบสวนพร้อมนำรถยนต์กระบะเข้าเครื่องเอ๊กซเรย์ ที่ด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก พบวัตถุที่อยู่ในกระสอบฟางปุ๋ยลายฟ้า-ขาว  ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้าห่อมัดด้วยกระดาษรัดด้วยเทปกาวสีครีม ภายในพบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกสีชมพู ประทับ A และถุงน้ำเงินเข้มถุงละ 100 เม็ด เป็นยาบ้าชนิดสีชมพูและสีเขียว ประทับตรา Y1 จำนวนดังกล่าว ส่วนรถยนต์นำทางชุดติดตามสามารถสกัดรถได้ที่บริเวณถนนบนทางเข้าที่ทำการดับไฟป่าบ้านปากกอง ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง พร้อมผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวม 2 คน คือนายอัครรงค์ เป็นผู้ขับขี่ และนายวิทยา นั่งโดยสารมาด้วย จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนพร้อมของกลางยาบ้า รถยนต์กระบะ นำตัวส่ง ร.ต.อ.วัชรกิตติ์ ขุนคลังมีวน สว.(สอบสวน) สภ.แม่พริก สอบสวนดำเนินคดีและเร่งสืบสวนขยายผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา กล่าวว่า จากการสืบสวนขยายผลผู้ต้องหารับว่า รับยาบ้ามาจากเขต ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย โดยขับขี่รถยนต์เส้นทางผ่าน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.บ้านธิ ป่าซาง บ้านโฮ่งและ อ.ลี้ จ.ลำพูน เข้าสู่ถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก บริเวณสี่แยกอำเภอเถิน ผ่านด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก ส่งปลายทางที่ อ.บ้านตาก จ.ตาก จนกระทั่งถูกจับกุม ได้รับค่าจ้าง 2 ครั้ง จำนวน 10,000 บาทและ 100,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีของนายอัครรงค์ ส่วนผู้ว่าจ้างสั่งการณ์กำลังอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อออกหมายจับ เครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ตร.ลำปาง จะได้เร่งรัดสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดทุกระดับและยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำลายเครือข่ายตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร.ต่อไป 

ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และกลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่ เติมกำลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ 
และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ และไม้เท้าพยุงสามขาช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ณ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จำนวน 3 ราย ได้แก่ แม่ชีทองคำ ชมแช่ม (อายุ 70 ปี) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 1 นางอารมณ์ ธุระพันธ์ (อายุ 82 ปี) บ้านเลขที่ 6 และนายมานิตย์ เสมอศาสตร์ (อายุ 86 ปี) บ้านเลขที่ 11 ซึ่งทั้งสามราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน 

และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นลำดับแรก

ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับ ทีมสาวงามMiss LGBT2024 ลงตรวจพื้นที่ซอยคาวบอยตามมาตราการความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ//พร้อมแจกดอกไม้เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์แก่นักท่องเที่ยว

วันที่14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา21.00น. พ.ต.ท.ขวัญพล  เพ็งเดือน  สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและล่ามแปล,อาสาสมัครฯ ลงตรวจพื้นที่ซอยคาวบอยตามมาตราการความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีทีมสาวงามจากเวทีMiss LGBT 2024 นำทีมโดยโน้ต อดิเรก เรือนปิน Miss LGBT Thailand 2024 , อาร์ม อนิวัฒน์ เพ็งจำรัส 1st runner-up Miss LGBT Thailand 2024 ,บิว ศิริน บี 3rd runner-up Miss LGBT Thailand 2024 , เจนนี่ สุภัสรา หนานคำ Miss LGBT TOURISM THAILAND 2024 พร้อมกับสาวงามที่ได้รับรางวัลพิเศษจากเวทีดังกล่าว ร่วมลงพื้นที่ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำนโยบายดังกล่าวมาร่วมบูรณาการให้เกิดผลสำเร็จและเป็นประโยชน์ในการผลักดันการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายทุกมิติอย่างปลอดภัย 

โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ พ.ต.ท.ขวัญพล  เพ็งเดือน สารวัตรใหญ่ ท่องเที่ยว1 ได้กล่าวอีกว่าถือเป็นการแสดงจุดยืนทางด้านความพร้อมในเรื่องของการเอาใจใส่เรื่องความปลอดภัยและพร้อมที่จะเข้าใจนักท่องเที่ยวและกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น  เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าประเทศเรามีเพศทางเลือกที่หลากหลายและมีความสามารถในด้านต่างๆเยอะแยะมากมาย การได้มีส่วนร่วมกับเวทีMiss LGBT2024ในครั้งนี้ถือเป็นนัยยะที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยที่เท่าเทียมโดยจะไม่ทิ้งใคร หรือหลงลืมเพศไหนไว้ข้างหลัง เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตลอดจนตำรวจท่องเที่ยวเองก็ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างมากและในอนาคตอันใกล้นี้อาจมีโครงการนำร่องอาสาสมัครกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่จะมามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเท่าเทียมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้น โดยจะมีการอบรมที่เป็นกิจลักษณะ เพื่อพร้อมต่อการปฎิบัติหน้าที่จริง

‘วราวุธ' นำทัพข้าราชการ พม.กว่า 700 คน สวมเสื้อม่วง ร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีต่อ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

(15 ก.พ.67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวแถลงการณ์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่องขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. นายนิกร จำนง ประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. คณะที่ปรึกษารมว.พม. นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม. พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. จำนวนกว่า 700 คน เข้าร่วมพิธี

นายวราวุธ อ่านแถลงการณ์ฯ ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน การรักษาความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศชาติอย่างมั่นคงตลอดไป ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ และทรงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการอนุรักษ์-ศิลปวัฒนธรรมไทย ด้านการพัฒนาสังคม ด้านการต่างประเทศ ด้านการสาธารณสุข ด้านการศาสนา รวมถึงโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณารับสมาคม สถาบัน และองค์กรต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ หรือองค์กรต่างๆ ที่ช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนไว้ในพระราชูปถัมภ์จำนวนมาก โดยทรงให้การสนับสนุนสมทบทุนจัดตั้งเป็น ‘กองทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ’ เพื่อให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยากเดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดแคลน และสาธารณประโยชน์ต่างๆ แก่ประชาชนคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านจนเป็นที่ประจักษ์

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้น้อมนำพระราชจริยาวัตรของพระองค์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ที่เดือดร้อนทุกคน นำมาขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงร่วมกับภาคีเครือข่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ จึงขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศรวมพลังแสดงความจงรักภักดี ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดพิธีถวายความเคารพและการแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงและถือเป็นพระมหากรุณาที่คุณที่พระองค์ท่านมีต่อกระทรวง พม. สำคัญที่สุดเป็นสิ่งที่ปวงชนชาวไทยทุกคนพึงตระหนักและพึงหวงแหน ปกป้อง และรักษาเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่อยู่เคียงข้างกับพี่น้องประชาชนคนไทยและอยู่คู่กับประเทศชาติมาอย่างยาวนาน การแสดงพลังในเช้าวันนี้ เป็นการแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าจะตราบใด เวลาจะเปลี่ยนไป จะอย่างไรก็แล้วแต่ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนส่วนใหญ่พวกเราให้ความเคารพให้ความนับถือและพร้อมที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และพวกเราจะไม่ยอมให้ใครไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด กลุ่มบุคคลใด หรือใครก็แล้วแต่ จะมาลบหลู่ดูหมิ่นหรือพูดในสิ่งที่ไม่ดีถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

"วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ทราบว่ามีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมแสดงพลังกันในวันนี้ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงทุกคน ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับประเทศชาติ อยู่คู่กับคนไทย และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพวกเราจะปกป้องและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราตลอดไป" นายวราวุธ กล่าว

ผบ.ตร.รับรายงานผลการศึกษาอายุการกระทำผิดเด็กเยาวชน

ผบ.ตร.รับรายงานผลการศึกษาอายุการกระทำผิดเด็กเยาวชน พบแนวโน้มทำผิดสูงขึ้น เกณฑ์อายุที่ทำผิดต่ำลง เตรียมเสนอกระทรวงยุติธรรม ปรับแก้ไขกฎหมายกำหนดโทษคดีเด็กไม่ต้องรับโทษ จากอายุไม่เกิน 15 ปี เป็น 14 ปี

รวมทั้งแนวทางพิจารณาคดี ให้มุ่งเน้นพฤติการณ์กระทำผิดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องบริบทสังคม คุ้มครองความปลอดภัยประชาชนส่วนรวม

วันนี้ (15 ก.พ.67)  พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า “สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวปรากฏว่า มีเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ก่อเหตุยิงบุคคลในบริเวณศูนย์การค้า และเหตุกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายในพื้นที่ สภ.อรัญประเทศ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความหวาดกลัวภัยให้กับประชาชน

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จึงมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาอายุการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนในห้วงปี พ.ศ.2559 – 2566 พบว่า

1. กลุ่มคดีอุกฉกรรจ์ ห้วงอายุ 10 – 18 ปี รวมทั้งสิ้น 1,645 คดี โดยอายุที่กระทำความผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 17 ปี(418 คดี) อายุ 18 ปี(416 คดี) และ อายุ 16 ปี(367 คดี) ตามลำดับ โดยนับแต่ พ.ศ.2565 เป็นต้นมา เริ่มพบว่าผู้ก่อเหตุอยู่ในห้วงอายุ 10 - 18 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้น คดีที่ก่อเหตุสูงสุด ได้แก่ ฆ่าผู้อื่น (954 คดี) ปล้นทรัพย์ (109 คดี) และชิงทรัพย์ (97 คดี) ตามลำดับ

2. กลุ่มคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย รวมทั้งสิ้น 4,318 คดี โดยอายุที่กระทำผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 18 ปี (1,398 คดี) อายุ 17 ปี (1,025 คดี) อายุ 16 ปี (805 คดี) ตามลำดับ โดยพบว่ามีผู้กระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 20 คดี และพบว่าห้วงอายุ 10 – 18 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เริ่มสูงขึ้น โดยเป็นความผิดทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายสูงถึง 1,860 คดี

3. กลุ่มคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 5,903 คดี  โดยอายุที่กระทำความผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 18 ปี(1,820 คดี) อายุ 17 ปี(1,137 คดี) และอายุ 16 ปี(960 คดี) ตามลำดับ โดยพบว่าผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 29 คดี และพบว่าห้วงอายุ 10 - 18 ปี เริ่มมีการกระทำความผิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เป็นต้นมา โดยเป็นความผิดลักทรัพย์ 2972 คดี ฉ้อโกง 921 คดี และวิ่งราวทรัพย์ 57 คดี

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนในคดีอุกฉกรรจ์ ชีวิตหรือร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ มีแนวโน้มสูงขึ้น และเกณฑ์อายุของผู้กระทำความผิดผู้อายุน้อยลง 

แม้ข้อมูลทางการวิจัยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชนยึดหลัก มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชน เน้นการสงเคราะห์ บำบัดฟื้นฟู แก้ไข เยียวยา เพื่อคำนึงถึงอนาคตของเด็กและเยาวชน แต่อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาการกำหนดโทษ สามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ได้ เช่น ความผิดร้ายแรง การกระทำความผิดซ้ำ  จึงอาจกำหนดโทษจำคุก เพื่อให้หลาบจำได้สำหรับเด็กและเยาวชนในบางกรณีได้  

โดยแนวทางการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ กำหนดอายุเด็กไม่เกิน 10 ปี  ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเกณฑ์อายุน้อยกว่าประเทศไทยที่กำหนดอายุไม่เกิน 12 ปี ส่วนในประเทศเยอรมนี แคนนาดา ฝรั่งเศส จะพิจารณาเกณฑ์อายุและประเภทความผิดร้ายแรงประกอบกัน เพื่อกำหนดโทษจำคุกสำหรับเด็กและเยาวชนได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะทั่วไปสหประชาชาติ (ฉบับที่ 10) ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่กำหนด “เกณฑ์อายุขั้นต่ำที่บุคคลจะมีความรับผิดอาญาไม่ควรต่ำกว่า 12 ปีและบุคคลอายุ 18 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นคล้องตรงกันว่า สังคมไทยควรจะพิจารณากำหนดเกณฑ์อายุของเด็กหรือเยาวชน ขึ้นใหม่ เพื่อสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยอาจเสนอการแก้ไขกฎหมาย ป.อาญา มาตรา 74  จากเดิมกำหนดเด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ เป็น เด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี แทน 
 
รวมทั้งพิจารณาบังคับใช้ตามมาตรา 97 วรรคสองฯ แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาใช้ในการดำเนินการให้มากขึ้น ซึ่งกำหนดไว้ใจความว่า  คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา  เด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้ศาลมีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้รวบรวมเสนอกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก เยาวชนให้ตรงกับสถาพบริบทสังคมต่อไป เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย เกิดประสิทธิภาพ คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนส่วนรวม

‘ชาวเชียงใหม่’ รวมพลังถวายกำลังใจแด่ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พร้อม 'สวมเสื้อม่วง-แปรอักษร-ฟ้อนเล็บรำถวาย' แสดงจุดยืน

พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมใจใส่เสื้อม่วง แสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมแสดงจุดยืนที่จะปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) ที่บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะผู้บริหารจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ทุกหมู่เหล่า  ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดี แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

โดยผู้ร่วมพิธีกว่า 1,000 คน ได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มาร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ด้วยการแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ ฟ้อนเล็บรำถวาย ขับร้องเพลงเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า’ และกล่าวคำถวายพระพร ‘ทรงพระเจริญ’ เพื่อร่วมแสดงพลัง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า ‘เรายึดมั่น เราเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์’ โดยจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ใครหรือคนกลุ่มใดมาดูหมิ่น หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top