Sunday, 26 July 2026
NEWS FEED

สนง.เกษตรฉะเชิงเทรา จัดอบรมพัฒนาการผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” พร้อมถ่ายทอดความรู้มาตรฐาน GAP การแปรรูปและจัดการเศษวัสดุ ยกระดับคุณภาพ-รายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำกับน้ำมัน-ก๊าซ ตั้งแต่คลังถึงปั๊มอย่างมีมาตรฐาน เชื่อมประสบการณ์ ขับเคลื่อนสู่ยุค Energy Transition ดูแลพลังงานให้มั่นคง โปร่งใส ไม่ทิ้งประชาชน

กรมธุรกิจพลังงาน (Department of Energy Business: DOEB) เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล “ธุรกิจพลังงานปลายน้ำ” ของประเทศ ตั้งแต่การอนุญาต ควบคุม ดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง การเก็บสำรอง และการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน-ก๊าซ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสาธารณะ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า การได้ “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงนับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานของไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง ทันสมัย และยังคงยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับประวัติ นายสราวุธเป็น “วิศวกรเคมีเต็มตัว” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจาก California Polytechnic State University (Cal Poly) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินหน้าต่อในสายเดียวกันจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of Southern California (USC) สหรัฐอเมริกา พื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแรง ผสมกับมุมมองเชิงวิจัยและการคิดอย่างเป็นระบบจากการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เขาไม่เพียงเข้าใจ “ตัวเลขและเทคนิค” ของพลังงาน แต่ยังมองเห็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางทรัพยากรไปจนถึงปลายทางผู้ใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน 

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารและเวทีวิชาการด้านพลังงานและนโยบายสาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งช่วยขยายมุมมองจากวิศวกรภาคเทคนิค สู่บทบาท “นักนโยบายด้านพลังงาน” อย่างเต็มตัว 

เส้นทางราชการของนายสราวุธเติบโตมากับ “สายพลังงาน” อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มต้นจากงานด้านนโยบายและวิเคราะห์แผนพลังงาน ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ทั้งในตำแหน่งรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับความไว้วางใจจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (Department of Mineral Fuels: DMF) ดูแลอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งเป็น “ต้นน้ำพลังงาน” ที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและรายได้เข้ารัฐของประเทศ ในช่วงที่นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขามีบทบาททั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม การเจรจาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสัมปทานและการรื้อถอนแท่นผลิต ตลอดจนการผลักดันแนวทางเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Capture and Storage (CCS) ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรฟอสซิลสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ควบคู่กับบทบาทในส่วนราชการ นายสราวุธยังเคยทำงานในมิติการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยทำหน้าที่กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยงในบริษัทระดับชาติ อาทิ ปตท. (PTT), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก่อนจะไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท Global Power Synergy (GPSC) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นทั้ง “มุมของผู้กำกับดูแล” และ “มุมของผู้ประกอบการ” อย่างรอบด้าน เข้าใจกลไกตลาด ความเสี่ยง และแรงกดดันที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญในโลกที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว หลอมรวมให้บทบาทในภาคราชการของเขามีน้ำหนักทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภารกิจของนายสราวุธยิ่งใกล้ชิดกับ “ชีวิตประจำวันของคนไทย” มากขึ้น เพราะกรมธุรกิจพลังงานคือหน่วยงานที่ดูแลตัวเลขการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ภาษาง่าย ๆ คือดูตั้งแต่สถานีบริการน้ำมันที่เราเติมทุกวัน ไปจนถึงคลังน้ำมัน การขนส่ง และการเก็บสำรองน้ำมันของประเทศ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ทั้งภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เริ่มชะลอลงจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันอากาศยานตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลและ LPG ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงของประเทศ เขายังย้ำถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอประมาณ 60 วัน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “พลังงานของประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่ควบคุมได้”

อีกหนึ่งภาพชัดของผลงานในยุคที่นายสราวุธนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คือการผลักดันให้กรมเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลและ Energy Transition” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ติดปีกธุรกิจพลังงานไทย” ที่เขาเป็นประธานเปิดตัวเมื่อกลางปี 2568 โครงการนี้มีเป้าหมายเสริมความรู้และความเข้าใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเรื่องกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ การใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) แทนเอกสารกระดาษ และการเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัลอย่างยั่งยืน เขาเน้นย้ำเสมอว่าการกำกับดูแลที่ “โปร่งใส เข้าใจง่าย ใช้เทคโนโลยีช่วย” จะทำให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากงานในกระทรวงและโครงการขนาดใหญ่แล้ว นายสราวุธยังให้ความสำคัญกับ “การแบ่งปันองค์ความรู้” สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Energy Policy” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารระดับกลาง i-Leader ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะทั้ง “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง และ “นักสื่อสาร” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านพลังงานให้คนรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นกลางได้เข้าใจ พร้อมเตรียมตัวรับมือโลกพลังงานยุคใหม่ไปด้วยกัน 

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” คือผู้นำด้านพลังงานที่ผสมผสานความรู้วิศวกรรมระดับนานาชาติ ประสบการณ์ลึกในสายงานพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ และมุมมองเชิงนโยบาย-เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนกรมธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย” แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ให้ธุรกิจพลังงานดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ปลอดภัย และสอดรับกับทิศทาง Energy Transition ของโลก 

ภายใต้การนำของเขา กรมธุรกิจพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ เปิดทางสู่พลังงานอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ระบบพลังงานไทยยังอยู่ในมือของผู้นำที่รู้จริง มองไกล และน่าไว้วางใจบนฐานของผลงานที่จับต้องได้”

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกปราบพนันออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ ไม่ถึง 2 เดือน จับพนันออนไลน์กว่า 950 คดี ปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(21 พ.ย. 68) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และ ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ร่วมแถลงผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ศปอส.ตร. และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม - 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการปฏิบัติในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายผ่านระบบ AFC ดังนี้ ยอดรวม URL ที่มีการรายงานทั้งหมด 75,250 URL แบ่งเป็น Page Facebook 26,674 URL, URL ผิดกฎหมายอื่น ๆ 19,994 URL, Website 19,334 URL, Line 6,424 URL, Tiktok 2,824 URL โดยหน่วยที่มีผลการรายงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 9 ตามลำดับ ส่วนคดีพนันออนไลน์ จับกุมได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย 

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 19 พฤศจิกายน 2568 มีเคสที่รับเข้ามา 1,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 635.9 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 475 เคส มูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท ซึ่งมีคดีที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 2 คดี 

คดีที่ 1 ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายเครือข่ายพนัน SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ยึดเงินสด 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1), รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวนและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์สินผ่านเว็บไซต์ SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ถนนกาญจนาภิเษก และหมู่บ้านในพื้นที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี จำนวน 3 ราย และจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตรวจยึดของกลาง บัตร ATM (บัญชีม้า) กว่า 100 ใบ, โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง และเงินสดรวม 30,324,600 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 

คดีที่ 2 บช.สอท. เปิดยุทธการ "ปิดดอยทลายรังเว็บพนันภาคเหนือ" 'Heng168' จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ กองกำกับการ 2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ Heng168 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 จุด ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 ราย ตรวจยึดของกลาง อาทิ รถยนต์หรู,  โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารรวม 28 เล่ม, บัตร ATM 10 ใบ, เสื้อผ้า/ของใช้แบรนด์เนม และเงินสด 50,000 บาท อายัดทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านและที่ดินในพื้นที่อำเภอสันทราย มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท และบ้านพัก Pool Villa พร้อมที่ดินในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาท

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) ว่า ตามโครงการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของ ศปปง.ตร. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ปปง.นั้น ศปปง.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ปีงบประมาณ 2567 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 772,887,755 บาท และในปีงบประมาณ 2568 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 2,411,217,828 บาท โดยมีสถิติคดีความผิดมูลฐาน และคดีอาญาฟอกเงิน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาเสพติด การพนันทางอิเล็กทรอนิกส์ และฉ้อโกงประชาชน 

ด้าน ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ฝากเตือนภัยประชาชนถึงการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรูปแบบการชักชวนให้เข้าร่วมเล่นการพนันและการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักมีการโฆษณาเกินจริง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไม่หลงเชื่อในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เพื่อกระทำความผิด โดยแนะนำ “ไม่ลงทุนแปลก ๆ, ไม่คุยกับคนแปลก ๆ, ไม่โอนเงินบัญชีคนแปลก ๆ, ไม่เชื่อเรื่องแปลก ๆ, ไม่รับสายแปลก ๆ, ไม่กดลิงก์แปลก ๆ, ไม่แอดไลน์แปลก ๆ”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงินและความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

‘ดร.เอ้’ ชูบทเรียน!! ‘เจนนี่ฟีเวอร์’ รัฐอย่าลงมาแข่ง TikTok–Shopee หันสร้าง Live-to-World หนุนแม่ค้าไทย ปั้นเครดิตดิจิทัลให้เข้าถึงทุน ดันเศรษฐกิจ Digital Trust สู่ตลาดโลก

(21 พ.ย. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 ถึงประเด็นจาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"

ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอมรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม

"เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน

คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก

2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้

3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร

หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...

แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้

มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ

ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี

2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง

3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า

รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”

รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น
ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ

เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย

เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย

ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง

สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"

ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"

เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้

"พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

จนท.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผนึกนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล-ชุดปฏิบัติการดำน้ำ ลงสำรวจสถานภาพแนวปะการัง “เกาะตาชัย” 3 จุดหลัก เก็บข้อมูลดูแลระบบนิเวศปะการังให้สมบูรณ์-ยั่งยืน

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและชุดปฏิบัติการดำน้ำ เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 ลงพื้นที่สำรวจสถานภาพแนวปะการังบริเวณเกาะตาชัย จำนวน 3 จุด ได้แก่…

1.บริเวณขนานแนวเรือเข้า-ออก 
2.ทิศใต้เกาะตาชัย (Tachai Reef) 
3.ปลายแหลมทิศเหนือเกาะตาชัย (Leopard Point)

ใช้วิธีการสำรวจแบบ Photo Belt Transect พร้อมบันทึกชนิดปะการัง และปลาจากแนวปะการัง รวมทั้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เพื่อใช้ประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศใต้ทะเล ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเล ระหว่างปฏิบัติงานอยู่ที่ประมาณ 29°C คุณภาพน้ำ ใส ความขุ่นต่ำ มีระยะการมองเห็นใต้น้ำประมาณ 20-25 เมตร

การปฏิบัติงานในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความสมบูรณ์และยั่งยืน

พม. ผนึกกำลังเครือข่าย เตรียมจัดงานวันคนพิการสากล 2568 เดินหน้าเร่งแก้เกณฑ์ประเมินความพิการ พร้อมผลักดันเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท ช่วยลดความเหลื่อมล้ำมอบเป็นของขวัญปีใหม่

(20 พ.ย. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมกิจกรรม Executive Talk โดยกล่าวถึงการจัดงานวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2568 โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้นำและผู้แทนเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ และอาสาสมัคร เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในรูปแบบต่างๆ เพื่อร่วมกันยกระดับความตระหนักรู้และส่งเสริมสิทธิคนพิการในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) 

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

นายอัครา กล่าวต่อไปว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น มีรูปแบบงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงงานและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง.โดยมีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1) พิธีมอบรับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว “ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” อีกทั้ง มีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ นั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ให้ความสำคัญ พร้อมให้โอกาสกลุ่มคนพิการในการแสดงศักยภาพ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน และการ Upskill และ Reskill ด้านทักษะส่งเสริมอาชีพของคนพิการ อีกทั้งภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการมีส่วนร่วมในการจัดบูธแสดงผลงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาทิ กายอุปกรณ์ และเทคโนโลยี Support การดำรงชีวิตคนพิการ 

“สำหรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลนั้น กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานสอดรับกับนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมกัน และในเร็วๆ นี้ กระทรวง พม. จะมีผลงานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายหลักของกระทรวง พม. ในการดูแลกลุ่มคนพิการ คือ การปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ อาทิ ตาบอดข้างเดียว ที่ถูกประเมินทางการแพทย์ไม่ให้ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ โดยปัญหานี้ จะถูกนำมาแก้ไข โดยให้แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ไม่ใช่ยึดเกณฑ์ประเมินทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ให้พิจารณามิติทางสังคมด้วย เพื่อจะให้การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศกระทรวง พม. ฉบับใหม่ ซึ่งปลัดกระทรวง พม.ได้นำเสนอตนแล้ว คาดว่าจะลงนามภายในสัปดาห์หน้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่”

นอกจากนี้ เรื่องการปรับเบี้ยความพิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า ขณะนี้ได้เสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 สำหรับกลุ่มคนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท จาก 800 บาท  และจะพยายามผลักดันให้ได้รับเบี้ยความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้าทุกปี

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top