Sunday, 26 July 2026
NEWS FEED

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 ดัน 2 โปรเจกต์ใหญ่ภาคใต้-เร่งแก้จุดคอขวดทั่วไทย เดินหน้า 12 นโยบาย ยกระดับมาตรฐานถนนชนบท มุ่งทุกเส้นทางเชื่อม “โอกาส-ความปลอดภัย-ความสุข”

กรมทางหลวงชนบท เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 จากการโอนภารกิจมาจากกรมโยธาธิการและกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท มีหน้าที่พัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท สนับสนุนการคมนาคม การขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาชายแดน และการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ รวมถึงช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลทางหลวงท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนทั่วประเทศ

การได้ “พิชิต หุ่นศิริ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทคนที่ 12 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจเหล่านี้ให้เดินหน้าอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของไทย

วันนี้ THE STATES TIMES จะพาแฟนเพจทุกคนมารู้จัก “พิชิต หุ่นศิริ” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 

พิชิต เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพจากสายวิศวกรรมโยธา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 และต่อยอดความรู้ด้านงานโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการ ด้วยปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมโครงการพื้นฐานและการบริหาร) จากสถาบันเดียวกันในปี 2559

นอกจากวุฒิการศึกษาแล้ว ยังผ่านหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงหลายด้าน ทั้งการบริหารภาครัฐ การปกครองระดับสูง นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ และหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการงบประมาณ ซึ่งช่วยเสริมมุมมองทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบายในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่

เส้นทางรับราชการของพิชิตผูกพันอยู่กับงานทางหลวงชนบทมาอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับพื้นที่เมื่อปี 2554 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปราจีนบุรี ต่อเนื่องมากับตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทปราจีนบุรี (ชื่อหน่วยงานที่ปรับใหม่) ระหว่างปี 2558-2559

จากนั้นย้ายมาดูแลพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญฝั่งตะวันออกในตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทชลบุรี ช่วงปี 2559-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงข่ายทางหลวงชนบทในพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวต้องรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์ภาคสนามที่หลากหลาย นำไปสู่บทบาทเชี่ยวชาญระดับภูมิภาค โดยในช่วงปี 2561-2565 พิชิตดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 3 ชลบุรี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบำรุงทางในปี 2565 ดูแลมาตรฐานบำรุงรักษาทางหลวงชนบททั้งประเทศอย่างเป็นระบบ

ปลายปี 2565 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ด้านบำรุงทาง) รับผิดชอบนโยบายและการบริหารงานบำรุงรักษาทางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญก่อนก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดี พิชิตได้ประกาศแนวคิดหลัก “ทางหลวงชนบท สร้างความสุข-DRR MAKES HAPPINESS” พร้อมมอบนโยบาย 12 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด ตั้งแต่ส่วนกลาง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1-18 ไปจนถึงแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพโครงข่ายทางหลวงชนบท การเพิ่มความปลอดภัยทางถนน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการงานบำรุงรักษา การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ พิชิตผลักดันอย่างชัดเจนให้กรมทางหลวงชนบทเร่งเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญในภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) วงเงินประมาณ 4,841 ล้านบาท และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (เกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย) จังหวัดกระบี่ วงเงินประมาณ 1,854 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาท เพื่อช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนรอบข้าง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงจุดตัดคอขวดสำคัญ เช่น โครงการอุโมงค์ทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย วงเงินกว่า 849 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรหน้าสนามบินและรองรับการเติบโตของการค้าและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจและวางแผนแก้ไขจุดตัดคอขวดสำคัญในภูมิภาคอื่น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้การเดินทางบนโครงข่ายถนนชนบททั่วประเทศมีความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในมิติภาพลักษณ์องค์กรและบทบาทต่อสังคม นายพิชิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและคนไทย ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารกับประชาชน เช่น การประกาศจัดกิจกรรมประดับไฟสะพานภูมิพล 1 และ 2 ในวันนวมินทรมหาราช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสะท้อนบทบาทของโครงข่ายสะพานและถนนที่รับใช้ประชาชนตามพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศ

พร้อมกันนั้น กรมทางหลวงชนบทภายใต้การนำของเขายังมุ่งเน้นมาตรการอำนวยความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาล ผ่านการจัดขบวนรถอำนวยความสะดวกและการตรวจความพร้อมโครงข่ายทางร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจ

เมื่อติดตามเส้นทางชีวิตและผลงานของ “พิชิต หุ่นศิริ” จะเห็นภาพของข้าราชการวิศวกรที่เติบโตจากหน้างานภาคสนามจนถึงระดับนโยบาย ผ่านทั้งการสะสมประสบการณ์ในพื้นที่ การพัฒนาตนเองด้านวิชาการและการบริหาร และการขับเคลื่อนโครงการที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนจริง ๆ วันนี้ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เขาจึงเปรียบเสมือน “แม่ทัพทางหลวงชนบท” ที่ผสมผสานมุมมองวิศวกรรม ความเข้าใจพื้นที่ และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพาโครงข่ายทางหลวงชนบทไทยเดินหน้าอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้ประชาชนและชุมชนในทุกภูมิภาคสามารถไว้วางใจได้ว่า ถนนทุกเส้นทางที่กรมทางหลวงชนบทดูแล จะเป็นเส้นทางสู่โอกาส ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ชงกฎอัยการศึกระเบิด ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ เปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา คำถามคือใครจะรับผิดชอบ?? ถ้าอีกฟากต้องกลายเป็นเมืองใต้คลื่น

ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์: ทางรอดหาดใหญ่ หรือกับดักฆ่าคนปลายน้ำ?

ในวันที่หาดใหญ่กลายเป็น “เมืองในอ่าง” น้ำสูงหลายเมตร ผู้คนหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง บางบ้านต้องปีนขึ้นหลังคารอเรือทหาร หลายคนไม่ได้ถกกันแค่ว่า “ทำไมน้ำถึงท่วม” อีกต่อไป แต่เริ่มถามคำถามที่แรงกว่านั้นว่า 

“เราจะเอาชีวิตคนหาดใหญ่นับแสน มาแลกกับถนนเส้นหนึ่งหรือเปล่า?” 

และเมื่อคำตอบจากฝ่ายหนึ่งคือ “ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์” เพื่อเปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่เคยมีแค่ในหนังสงคราม ก็ถูกโยนขึ้นกลางวงการเมือง–วิศวกรรมไทยจริง ๆ 

แต่ในอีกฟาก น้ำเสียงของคนตำบลคูเต่า ปลายน้ำของสายน้ำเดียวกัน กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า 
“นี่มันไม่ใช่การช่วยชีวิตคนหาดใหญ่ แต่มันคือการ “ฆ่าคนปลายน้ำ” นับหมื่นต่างหาก” 

บทความนี้ไม่ได้จะตอบแทนวิศวกรหรือนักการเมือง แต่จะชวนผู้อ่าน TST มองให้ครบทั้งลุ่มน้ำ ว่าภายใต้ดราม่า “ระเบิดถนน” จริง ๆ แล้วเราเถียงกันเรื่องอะไรแน่

ถนนที่กลายเป็นเขื่อน: ลพบุรีราเมศวร์ในสายตานักวิชาการ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ เดิมคือถนนสายหลักเชื่อมเมืองหาดใหญ่กับสงขลา แต่ในสายตาของวิศวกรหลายคน วันนี้มันไม่ได้เป็นแค่ “ถนน” อีกแล้ว 

มันคือ “กำแพงคอนกรีต” ที่พาดขวางเส้นทางน้ำจากแอ่งหาดใหญ่ ไปสู่ทะเลสาบสงขลา 

นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากนิด้า อธิบายว่า หาดใหญ่เป็นเมืองใน “แอ่งกระทะ” น้ำจากรอบภูเขาไหลลงมารวมกัน ถ้าไม่เปิดทางออก น้ำที่ท่วมสูง 2-3 เมตรในเมือง ก็แทบไม่มีทางลดลงทันทีทันใด เขาจึงเสนอให้ 

“ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงใกล้มัสยิดกลาง” เพื่อเปิดช่องให้น้ำทะลักจากหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลา ช่วยชีวิตคนหาดใหญ่นับแสนคน 

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หยุดแค่เชิงวิศวกรรม แต่ลากไปถึงเชิงกฎหมายด้วย ดร.อานนท์เสนอให้ประกาศ กฎอัยการศึกในจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทหารมีอำนาจระเบิดถนนได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนราชการยืดเยื้อ 

สำหรับฝ่ายสนับสนุน นี่คือ “ความกล้า” ที่จะเลือกชีวิตคน มากกว่าทางลาดคอนกรีตสักเส้นเดียว 
แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ นี่คือ “การประกาศตัดสินชีวิตคนอีกหลายหมื่น” โดยที่ตัวเขาแทบไม่มีเสียงอะไรในโต๊ะเจรจาเลย

เรื่องเล่าจากรัชกาลที่ 9: บทเรียนเก่า ที่ถูกเอามาใช้ใหม่

อีกด้านหนึ่งของข้อเสนอ “ขุดถนน-ระเบิดถนน” คือ narrative ที่ทรงพลังมากในสังคมไทย: 
“ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริให้ ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อช่วยเมืองหาดใหญ่พ้นน้ำท่วม”

ในโพสต์วิเคราะห์ของนักวิชาการและเพจการเมืองบางแห่ง ระบุว่า พระองค์เคยทรงชี้ให้เห็นว่า ถนนลพบุรีราเมศวร์ถูกสร้าง “ขวางทางน้ำ” ประหนึ่งกำแพงยักษ์กั้นการไหลของน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา ท่อระบายน้ำก็เล็กและน้อยเกิน จึงทรงมีพระราชดำริให้ “ขุดถนน” เปิดทางน้ำในครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน 

คำเล่านี้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้งในปีนี้ เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ “ระเบิดถนน” ว่า 
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือบทเรียนที่เราเคยใช้แล้ว… และได้ผล” 

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเอกสารราชการ-รายงานทางวิศวกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคยมีการขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ตามพระราชดำริ เมื่อปีใด อย่างไร 

สิ่งที่เรามี คือ “คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา” จากคนในวงการสื่อ-นักวิชาการ 

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไม่ใช่ว่าเรื่องเล่านี้ “จริงหรือไม่จริง 100%” แต่อยู่ที่ว่า เวลาหยิบ “พระราชดำริในอดีต” มาอ้างเพื่อสนับสนุนมาตรการรุนแรงในปัจจุบัน เรามีหลักฐาน–มีกรอบคิดรอบด้านมากพอหรือยัง 

เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน จำนวนประชากรเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน เมืองขยาย พื้นที่ปลายน้ำอย่าง “คูเต่า” ก็หนาแน่นขึ้นมาก

เสียงจากคูเต่า: อย่าช่วยหาดใหญ่ด้วยการฆ่าคนปลายน้ำ

ในขณะที่โลกโซเชียลบางมุมปรบมือให้ข้อเสนอ “ระเบิดถนน” คนอีกกลุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกประกาศเป็น “เมืองสละชีพ” แบบไม่ได้สมัครใจ 

นายสามารถ สาเร็ม ชาวบ้านคูเต่าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและผู้มีอำนาจ ว่า การระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยไม่พูดถึงการอพยพคนปลายน้ำให้ปลอดภัยก่อนนั้น 

“คือการฆ่าคนปลายน้ำนับหมื่นคน” 

เขาชี้ว่า ตำบลคูเต่า และพื้นที่ใกล้เคียง จมน้ำอยู่แล้ว จากน้ำที่มาจากอีกทิศ การเปิดทางให้น้ำจากหาดใหญ่ทะลักลงมาพรวดเดียว จะซ้ำเติมชุมชนที่กำลังยืนอยู่ในน้ำ ให้กลายเป็น “คนที่อาจยืนไม่ไหว” 
เขาเสนอ “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ว่า 

1. ถ้าจะระเบิดถนนจริง ๆ ต้องจัดการ อพยพคนปลายน้ำทั้งหมด ออกมาก่อน 

2. และต้องไม่ลืมแก้ปัญหาใหญ่ที่ “ปากทะเลสาบสงขลา” อย่างกรณีเขื่อนโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อ แต่การรื้อถอนยังคาราคาซังมาเป็นสิบปี เพราะนั่นต่างหากคือ “ประตูออกสู่ทะเล” ตัวจริงของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำนี้ 

เสียงของคูเต่าทำให้คำถามเรื่อง “ระเบิดถนน” ไม่ใช่แค่ดีเบตทางเทคนิคอีกต่อไป แต่มันคือคำถามด้านคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยว่า 

เราจะยอมรับ “การช่วยเมืองหนึ่ง ด้วยการผลักภัยไปให้เมืองอีกแห่ง” ได้จริงหรือ? 

ติดกับดัก “คิดแบบถนน” แทนที่จะ “คิดแบบลุ่มน้ำ”

ดราม่าระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าถนนเส้นเดียว คือ 

1. เรามองเมือง-ถนน-โครงการพัฒนา แบบแยกชิ้น ไม่ใช่ทั้งลุ่มน้ำ 
- ถนนสร้างก่อน 
- ระบบระบายน้ำค่อยมาเติมทีหลัง 
- พอเกิดปัญหา ก็แก้แบบจุด ๆ ด้วยการ “ตัด/ขุด/ระเบิด” ตรงไหนสักที่ แทนที่จะออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีถนน ก็ต้องมีพื้นที่ให้น้ำเดิน 

2. เรายังติดกับดัก “คิดแบบอำเภอ–จังหวัด” แทนที่จะคิดแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” 
- หาดใหญ่เจอน้ำท่วม = หาดใหญ่ต้องรอดก่อน 
- ส่วนคูเต่าหรือชุมชนริมทะเลสาบสงขลา เป็นเรื่อง “คนละอำเภอ” 
แต่สำหรับน้ำ มันไม่มีเส้นแบ่งเขตอำเภอ–ตำบล มีแต่ เส้นทางจากภูเขา ลงคลอง ผ่านเมือง ลงทะเลสาบ แล้วออกสู่ทะเล เท่านั้น 

เมื่อเราออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากมุมของ “เมือง” มากกว่ามุมของ “ลุ่มน้ำ” จึงไม่แปลกที่ถนนเส้นหนึ่ง จะกลายเป็นเขื่อนขวางน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่น้ำทะลัก เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า จะ “รักษาถนน” หรือ “เปิดทางให้น้ำ” กันแน่ 

บทเรียนที่หาดใหญ่… แต่ไม่ควรจำแค่หาดใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับลพบุรีราเมศวร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของภาคใต้ แต่คือภาพซ้ำของเมืองไทยทั้งประเทศ 
- เราสร้างถนนยกคันสูง 
- เราถมที่ลุ่ม สร้างหมู่บ้าน 
- เราอนุมัติโครงการท่าเรือน้ำลึก-เขื่อน-คันกั้นน้ำ โดยไม่กล้าแตะผลประโยชน์ที่ปลายทาง 
- แล้วทุกครั้งที่น้ำท่วม เราก็ กลับมาถกกันใหม่ ว่าจะ “ระเบิดอะไรดี” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำถามสำหรับคนทำงานท้องถิ่น-ส่วนกลาง และประชาชนอย่างพวกเราคือ 

1. เราจะยอมให้คนที่อยู่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ต้องมาเลือกกันเองว่าใครควรจมน้ำก่อนหรือ? 

2. เราจะกล้าเปิดเอกสารทั้งหมด ทั้งการออกแบบถนนลพบุรีราเมศวร์ โครงการท่าเรือน้ำลึก ปากทะเลสาบสงขลา ให้ประชาชนเห็นภาพทั้งระบบหรือไม่? 

3. เราจะยอมรับได้ไหมว่า บางที “ถนนที่เราเคยภูมิใจ” อาจต้องถูกรื้อ-ปรับ-ยกระดับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศ และ Climate Crisis ที่รุนแรงขึ้นทุกปี 

“น้ำไม่ท่วมครับ” สู่ภาพหาดใหญ่จมบาดาล ระบบเตือนภัยพ่ายให้กับความมั่นใจผิด ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 25 ปี แต่คือการเตือนภัยที่ผิดจังหวะทั้งระบบ พังทั้งกระดาน

ประเด็นบทความน้ำท่วมหาดใหญ่ 
1) จาก “น้ำไม่ท่วมนะครับ” สู่เมืองจมทั้งเมือง
แกน: ความล้มเหลวด้านการสื่อสารในยามวิกฤต
• ผู้นำท้องถิ่นยืนยัน “รับรองว่า 3-4 วันนี้ น้ำไม่ท่วมแน่นอน… ให้มั่นใจนะครับ” โพสต์ 20 พ.ย.
• แค่ 4-5 วันถัดมา หาดใหญ่ท่วมหนักสุดในประวัติการณ์ ชาวบ้านติดชั้น 2 ต้องโบกมือขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
• ตั้งคำถามว่า “คำพูดของผู้นำ” ในยุคภัยพิบัติถี่แบบนี้ ต้องรับผิดชอบถึงระดับไหน

2) ธงเขียว-ธงแดง กับชีวิตคนทั้งเมือง
แกน: การประเมินสถานการณ์ผิดของศูนย์บัญชาการ
• รายงานข่าวชี้ว่า 48 ชม. ก่อนน้ำทะลัก นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อุทกภัยยังยก “ธงเขียว” ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็น “ธงแดง” ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่ทันมวลน้ำ
• วิเคราะห์ว่า “สายเกินไป” แค่ไหนสำหรับการอพยพ
• ถกมาตรฐานการประกาศเตือนภัยในเมืองใหญ่ของไทย ว่าจริง ๆ ควรทริกเกอร์ตั้งแต่ระดับไหน

3) หาดใหญ่ 68: เมืองใหญ่ที่แพ้ทั้งฝนและคำพูดของตัวเอง
แกน: เปรียบเทียบ “ระบบป้องกันน้ำท่วม” vs “ระบบป้องกันความเสียหายจากคำพูดผู้นำ”
• หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปี 68 ปริมาณน้ำเกินศักยภาพ “แก้มลิง” และระบบระบายน้ำเดิมอยู่แล้ว
• แต่ความเสียหายส่วนหนึ่ง “ทวีคูณ” เพราะคนเชื่อว่ารอบนี้ “ไม่ท่วมแน่”
• เสนอว่าต่อให้โครงสร้างพื้นฐานแพ้ฝน แต่อย่าให้ “โครงสร้างการสื่อสาร” แพ้ไปด้วย

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

เผยโฉมเลย์เอาต์ครั้งแรก สนามแข่งรถ F1 กลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวม 5.732 กม. รอบจตุจักร กกท. พร้อมเปิดแบบสอบถาม ฟังเสียง ปชช.ก่อนเดินหน้าโปรเจกต์

(27 พ.ย. 68) เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม “การจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One (F1) ในประเทศไทย” พร้อมเผยรายละเอียดโครงการ Formula One (F1) Thailand Grand Prix 2028 และเลย์เอาต์สนามแข่ง (Track Layout) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเสนอใช้พื้นที่ย่านจตุจักรจัดแข่งในรูปแบบสนามถนนเมือง (สตรีตเซอร์กิต)

ตามข้อมูลในแบบสอบถาม ระบุว่าเส้นทางแข่งมีความยาวรวม 5.732 กิโลเมตร วิ่งตามเข็มนาฬิกา ครอบคลุม 8 พื้นที่หลัก ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พื้นที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบ้านพักรถไฟของการรถไฟฯ โดยโครงการตั้งเป้าจัดแข่งต่อเนื่อง 5 ปี ช่วง พ.ศ. 2571-2575 ปีละ 3 วัน ระหว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ในเดือนมีนาคมหรือกันยายน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางจัดกีฬาและอีเวนต์ระดับโลก สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬายานยนต์ควบคู่ไปกับนวัตกรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบตามมา ทั้งการปิดการจราจรบางส่วนในช่วงก่อสร้างและเตรียมงาน การปิดใช้พื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะ 3 แห่ง การปรับจุดรอรถและเส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงความไม่สะดวกของผู้ค้า-นักท่องเที่ยวตลาดนัดจตุจักร แม้ในวันแข่งจะยังเปิดตลาดตามปกติเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

กกท.ย้ำว่า การจัด F1 ต้องใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงจำเป็นต้องสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในมิติ “ความต้องการ” และ “ผลกระทบ” เพื่อนำไปใช้ศึกษาความเป็นไปได้ วางมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนให้เหมาะสม พร้อมเปิดลิงก์แบบสอบถามให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นต่อโปรเจกต์ F1 ไทยแลนด์ก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไป 

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

‘ดร.ธรณ์’ ชี้ใช้ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรง ส่งสิ่งจำเป็น ‘ยา-นมเด็ก–พาวเวอร์แบงค์’ เข้าสู่พื้นที่เรือเข้าไม่ถึงได้ 

(26 พ.ย. 68) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ นี่คือตัวอย่างโดรนที่ใช้ส่งของได้ ผมเพิ่งไปดูมาที่ PTTEP เป็นโดรน 8 ใบพัดที่แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรงได้ เพราะใช้ส่งของระหว่างแท่นผลิตปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทยอยู่แล้ว

เมืองไทยยังมีโดรนเกษตรอีกมากมายที่บรรทุกน้ำหนักได้ หากเราระดมโดรนเข้าใช้ แม้บางช่วงอาจมีฝนตก แต่เมื่อสภาพอากาศเป็นใจ เราสามารถส่งสิ่งที่จำเป็นเข้าไปได้ เช่น ยา นมสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งพาวเวอร์แบงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ

อย่างน้อยก็เป็นการช่วยอีกทาง เพราะในบางพื้นที่น้ำเชี่ยวเรือเข้าไม่ได้ อีกทั้งเรายังต้องใช้เรือเพื่อช่วยอพยพผู้คน เรือที่มีจำกัดอาจไม่พอแบ่งไปขนของแจก

เสนอไอเดียนี้ในโหนกระแส ได้รับการตอบรับอย่างเร็ว จนล่าสุดทราบว่าหน่วยงานรัฐอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อนหน้านั้นบินไม่ได้เพราะติดกฎห้ามบิน)

ทราบว่านายกสมาคมโดรนกำลังระดมความช่วยเหลือ ยังมีโดรนจากอีกหลายองค์กรที่พอนำไปช่วยได้ ใครมีก็ลองประสานกับสมาคมโดรนนะครับ

โดรนขนาดเล็กอาจช่วยในการชี้เป้านำทางเรือให้เข้าไปช่วย สำรวจเส้นทาง หรือแม้กระทั่งติดลำโพงใช้ประกาศแจ้งสถานการณ์และความช่วยเหลือให้คนที่ติดอยู่ทราบ

ยังมีโดรนกันน้ำ/ลงน้ำได้ที่ทราบว่าบางหน่วยงานมีใช้ พวกนั้นใช้ขนของเล็กๆ เช่น ถุงกันเปียกใส่ยาไว้ข้างใน

หรือแม้กระทั่งโดรนติดกล้องอินฟราเรดจับความร้อน ใช้ตามหาผู้ประสบภัยบนหลังคาในเวลาค่ำคืนเพื่อชี้เป้าและส่งความช่วยเหลือเข้าไป

เทคโนโลยีจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้ช่วยชีวิตคนในยามลำบากที่สุด

มีอุปสรรคมากมาย แต่เพื่อช่วยพี่น้องที่ติดน้ำอยู่ในความสิ้นหวัง เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหาทุกทาง แม้จะได้ทีละนิดละน้อย เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดครับ

อ.อ้อ ชัยภัฏ วอนชาวหาดใหญ่ ให้เข้าใจข้อจำกัด ‘เจ็ตสกี’ แม้คล่องตัว เข้าถึงได้ทุกที่ แต่วิ่งช้าอาจคว่ำได้

(26 พ.ย. 68) ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีปัญหาคนในพื้นที่น้ำท่วมกับการใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ โดยระบุว่า คนหาดใหญ่คุณต้องเข้าใจ! เจ็ตสกี เป็นยานพาหนะกีฬา ไม่ใช่เอาไว้ขนคน แต่มันมีประสิทธิภาพ ไปได้ในทุกที่ คล่องตัว เหล่าอาสาเลยเอามาช่วยอพยพคน มันวิ่งช้าไม่ได้คว่ำแน่ Friction มันไม่พอ อย่าด่าเขา!
 

กองทุนการออมแห่งชาติ จัดกิจกรรมโปรโมตสลาก กอช. “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.”

เมื่อวันที่ 24-25 พ.ย. 68 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.” นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ได้นำคณะลงพื้นที่เดินสายประชาสัมพันธ์จากอาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ ไปถึงตลาดซอยลือชา (ซอยพหลโยธิน 1) เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับ “สลาก กอช.” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวอย่างล้นหลาม

การลงพื้นที่ทั้งสองวัน เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรก คือ ได้ลุ้นเงินล้านทุกวันศุกร์  และต่อที่สอง คือ ทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุก ที่สำคัญที่สุด เงินต้นไม่หาย และยังได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง และมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. คนไทยทุกคนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. ได้ทุกวัน งวดต่องวด ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

2. พิเศษสุดๆ คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ซื้อ และสามารถออมไว้ได้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ

3. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน

4. รางวัลของ "ทุกวันศุกร์" กำหนดดังนี้
4.1 รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
4.2 รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
4.3 รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

5. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที

6. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

7. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อสลาก กอช. ทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วัน ในระหว่างนี้ กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณา เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่สนใจจะสามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” และเครือข่ายพันธมิตรในอนาคตได้ การสมัครทำได้ง่าย เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน สำหรับผู้ที่ถูกรางวัล เงินรางวัลจะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของท่านทันที ความร่วมมือนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย ทำให้การออมเป็นเรื่องสนุก เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และให้คนไทยมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง”
 

วิกฤตเบี้ยเลี้ยงล่าช้า เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่ายนาน 3-4 เดือน เงินอัดฉีดเหรียญยังไม่เคลียร์ชัดเจน อลป.ไทยเตือนกระทบขวัญกำลังใจทีมชาติ หวั่นผลงานซีเกมส์ 2025 หดตัวในบ้านตัวเอง

(26 พ.ย. 68) ก่อนงานซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น ปัญหาเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่าย 3-4 เดือน และเงินอัดฉีดเหรียญที่ยังไม่ขยับกลายเป็นวิกฤตกัดกร่อนขวัญกำลังใจนักกีฬาไทย

ในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (อลป.ไทย) กลางปี 2568 สมาคมกีฬาหลายแห่งแจ้งว่าเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างโค้ชที่เบิกผ่านกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถูกค้างจ่ายถึงเดือนมีนาคม-เมษายนและยังไม่ได้รับเงินเดือนต่อมา บางสมาคมต้องใช้เงินสำรองหรือไปกู้หนี้เพื่อจ่ายให้กับทีม

ประธานที่ปรึกษาอลป.ไทย 'กองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์' เตือนว่า หากเบี้ยเลี้ยงไม่เคลียร์ภายในสองสัปดาห์ จะนำทีมกีฬาและสมาคมไปยื่นหนังสือตรงถึงรัฐบาล เพื่อป้องกันผลกระทบขวัญกำลังใจและเป้าเจ้าเหรียญทองในซีเกมส์ 2025

ฝ่ายรัฐชี้แจงว่า งบประมาณได้รับแล้วแต่มีขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ซับซ้อนและยังรอการอนุมัติจาก กกท. ส่งผลให้งบประมาณไม่ถึงมือสมาคมเต็มที่ ด้านเงินอัดฉีดเหรียญรางวัลอยู่ระหว่างดำเนินการปรับเพิ่มตามค่าครองชีพใหม่แต่นักกีฬาเห็นแค่ว่า "ยังไม่เพิ่มจริง" ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักกีฬาเรื่องความมั่นคงทางการเงิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top