Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘นิด้าโพล’ ชี้ ปชช. หนุนกัญชาเป็น ‘ยาเสพติด’ ย้ำ!! ควรใช้เพื่อ ‘การแพทย์-รักษาโรค’ เท่านั้น

(19 พ.ค.67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “กัญชาเป็นยาเสพติด?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกัญชาเป็นยาเสพติด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.74 ระบุว่า เป็นยาเสพติดแต่ก็มีประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 33.59 ระบุว่า เป็นยาเสพติดและไม่มีประโยชน์ใด ๆ ร้อยละ 11.60 ระบุว่า ไม่เป็นยาเสพติด และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการกำหนดนโยบายกัญชาของรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.58 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการรักษาโรค รองลงมา ร้อยละ 19.39 ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรออกนโยบายใด ๆ เพื่อสนับสนุนกัญชา/ผลิตภัณฑ์กัญชา ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เพื่อสนับสนุนการสร้างผลิตภัณฑ์กัญชาที่ถูกกฎหมาย ร้อยละ 7.40 ระบุว่า เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้ประชาชนทั่วไป ร้อยละ 3.21 ระบุว่า เพื่อสนับสนุนความบันเทิงในสังคม เช่น การเสพกัญชาได้ถูกต้องตามกฎหมาย การมีบุหรี่กัญชา เป็นต้น และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดอีกครั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.38 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 15.27 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 8.93 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาหรือนักธุรกิจกัญชา หากรัฐบาลนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดอีกครั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ใดเลย รองลงมา ร้อยละ 35.03 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาและนักธุรกิจกัญชา ร้อยละ 10.08 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาเท่านั้น ร้อยละ 2.06 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับนักธุรกิจกัญชาเท่านั้น และร้อยละ 5.88 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชาของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 68.93 ระบุว่า ไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับกัญชา ขณะที่ ร้อยละ 31.07 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชา เมื่อพิจารณาตัวอย่างที่ระบุว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชา (จำนวน 407 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 52.58 เคยมีประสบการณ์การใช้กัญชาเพื่อประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม รองลงมา ร้อยละ 34.64 ระบุว่า การเสพหรือสูบกัญชา ร้อยละ 22.36 ระบุว่า การใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ร้อยละ 15.97 ระบุว่า การปลูกกัญชา และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การแปรรูปผลิตภัณฑ์กัญชาในเชิงพาณิชย์ และการค้ากัญชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน

‘เศรษฐา’ พอใจหลังผลสอบตัวอย่าง ‘ข้าว 10 ปี’ ไม่มีสารก่อมะเร็ง เชื่อ!! น่าจะขายได้ในราคาที่เหมาะสม ตามกลไกของตลาด

(19 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังผลตรวจสอบตัวอย่างข้าว 10 ปีที่ส่งตรวจจากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่พบสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง(อะฟลาท๋อกซิน) และไม่มีสารปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการบริโภค ว่า อย่างที่เคยบอกไว้ว่า รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งสามารถเข้ามา ตรวจสอบได้ ในส่วนของข้าว เหมาะสมที่จะมีการขายหรือเปล่า และเรื่องการตรวจสอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะที่เราเป็นผู้ขาย และหากผู้ซื้อต้องการจะตรวจสอบเราก็พร้อม ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าวยังไม่เสียและไม่มีสารปนเปื้อนจะสามารถทำราคาขึ้นได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผลวิจัยออกมาเช่นนี้ถือเป็นการขจัดข้อสงสัยจากหลายๆฝ่ายได้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็หวังจะเป็นเช่นนั้นถ้าไม่มีอคติ เมื่อคนกลางเข้ามาพิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีเชื้ออะฟลาท็อกซิน ก็น่าจะขายได้ในราคาที่เหมาะสม ตามกลไกของตลาด 

เมื่อถามว่านายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานหรือไม่ว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับขั้นตอน ผึ้งขั้นแรกจะต้องมีการพิสูจน์ก่อน ว่าไม่มีสารอะฟลาท็อกซินและเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์เร่งขายอยู่แล้ว

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้รายการข่าว 3 มิติ เผยผลการทดสอบตัวอย่างข้าวสาร 2 โกดังในโครงการรับจำนำข้าว จังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวแล้วว่า ไม่พบสารพิษจากเชื้อราที่ทำให้เป็นมะเร็ง หรือสารอะฟลาท็อกซิน และไม่พบสารตกค้างจากการใช้ยารมควัน

ขณะที่นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ผ่านแอพพลิเคชั่น X โดยนำผลที่ข่าว 3 มิติรายงาน เทียบกับข่าวจากช่อง ONE  พร้อมระบุว่า “รอดูผลการตรวจอย่างเป็นทางการจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกครั้งครับ คาดว่าจะออกมาในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคมนี้”

‘ซูซูกิ’ แจงด่วน เพื่อสยบข่าวลือ สร้างความเชื่อมั่นให้ ‘ลูกค้า’ ยัน!! ไม่มีการปิดตัว ย้ำ!! มีแผนจะเปิดตัวรุ่นใหม่ ในปี 2568

(18 พ.ค. 67) จากกรณีมีข้อความที่ชาวเน็ตแชร์สนั่นในโลกออนไลน์ ระบุว่า ค่ายรถญี่ปุ่นชื่อดัง Suzuki เตรียมจะปิดตัวในไทย จนหลายเพจได้มีการนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่เป็นวงกว้าง ส่งผลให้ลูกค้าที่ใช้บริการรถยนต์ของค่ายซูซูกิอยู่นั้น เกิดความกังวลอย่างมาก  

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก Suzuki Motor Thailand ได้มีการออกมาชี้แจง โดยระบุข้อความว่า …

ตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ได้พาดพิงและกล่าวถึงการดำเนินงานของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขอยืนยันว่า บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และมีแผนในระยะยาวที่จะแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2568 และในปีถัด ๆ ไป ตามแผนงานธุรกิจ ที่ได้มีการประกาศต่อผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศเมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทฯ มีแผนงานในการพัฒนาผู้จำหน่ายเพื่อให้มีมาตรฐานการขายและการให้บริการหลังการขาย ที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนไทยได้ต่อไป 

บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเป็นลูกค้าซูซูกิเสมอมา

‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ เข้าร่วมพิธีมอบ ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ ‘ญี่ปุ่น-ไทย’

เมื่อไม่นานมานี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star’ สำหรับชาวต่างชาติประจำฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2567 ได้เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จัดขึ้น ณ พระราชวังอิมพีเรียล โดยมีนายกรัฐมนตรีคิชิดะเป็นผู้มอบ

โดยนายสีหศักดิ์ ได้รับเครื่องราชฯ  ‘The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star’ จากผลสำเร็จในประเทศไทย ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และมิตรภาพอันดีระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพระหว่างญี่ปุ่นและไทย โดยผ่านประสบการณ์ใน การปฏิบัติงานในสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ถึง 2 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ มีผลสำเร็จและบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-ไทย นอกจากนี้ ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย

‘หนุ่มไรเดอร์’ โดนด่า หาว่าเป็น ‘ชู้’ กับเมียชาวบ้าน เพราะเห็นโทรมาบ่อย แจง!! ‘ผมเป็นแกร็บ มาส่งออเดอร์’ อีกฝ่ายเสียงอ่อย หลังรู้ความจริง

(18 พ.ค. 67) ผู้ใช้ TikTok บัญชี basnobu23 ซึ่งเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ได้โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์คุยโทรศัพท์กับชายคนหนึ่ง ที่กล่าวหาตัวเขานั้น เป็นชู้กับเมียของชายคนดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า ‘พี่ฟังผมก่อน’

ในคลิปหนุ่มไรเดอร์ได้คุยกับโทรศัพท์กับชายคนหนึ่ง โดยทันทีที่รับสาย ชายคนดังกล่าวก็ไม่ฟังอะไร กล่าวหาว่าไรเดอร์เป็นชู้กับเมียของเขา โดยบอกว่าโทรมาบ่อยขนาดนี้ เป็นชู้หรือเปล่า

ซึ่งไรเดอร์หนุ่มก็พยายามปฏิเสธ แต่ปลายสายเหมือนจะไม่ยอมฟัง และบอกว่าให้ฟังก่อนก็ยังถูกด่าไม่หยุด เมื่อมีช่องให้พูด จึงบอกว่า “ผมแกร็บครับ มาส่งออเดอร์พี่”

ทำเอาปลายสายเสียงอ่อน บอก แกร็บเหรอครับ หนุ่มไรเดอร์ตอบว่าใช่ แล้วได้ยินเสียงเหมือนหันไปถามเมียว่าสั่งอาหารมาหรือ

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ชาวเน็ตบางคนมองว่านี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับไรเดอร์คนไหนก็ได้ ถ้าเป็นตัวเองจะรับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น

ขณะที่ชาวเน็ตหลายคนก็สงสัยว่าทำไมเมียของชายที่โทรมาไม่บอกผัวตัวเองว่าสั่งข้าวมา หรือว่าจะมีกิ๊กอยู่จริง ๆ เมื่อมีคนถามว่าเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยไหม ไรเดอร์ก็บอกว่าเจอบ่อย

‘ญี่ปุ่น’ มอบเครื่องราชฯ ‘มงกุฎแสงแห่งอาทิตย์’ ให้ ‘อาคม เติมพิทยาไพสิฐ’ ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญ ส่งเสริมการคมนาคมขนส่ง ระหว่าง ‘ญี่ปุ่น-ไทย’

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข่าวการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2567 ให้แก่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ระบุว่า ...

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับเครื่องราช ‘The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star’ จากผลสำเร็จ ในประเทศไทย ‘ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมด้านคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย’

ทั้งนี้ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ในฐานะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้นำในโครงการพัฒนาและความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ บนพื้นฐานความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-ไทย 

อีกทั้งยังมี บทบาทสำคัญในการพัฒนากิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น โดยเป็นหัวหอกในการประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการสนับสนุนของญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทยจะดําเนินไปอย่างราบรื่นในประเทศไทย

สำหรับเครื่องราชฯ ตระกูลมงกุฎแสงแห่งอาทิตย์ ชั้นที่ 2 เป็นเครื่องราชรองจากสูงสุดที่ให้กับคนต่างชาติ

‘ดีอี’ จับมือหน่วยงานพันธมิตร เร่งปราบ ‘โจรออนไลน์’ ระยะที่ 2 ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี กวาดล้างบัญชีม้าไปแล้ว 1 แสนบัญชีต่อเดือน พร้อมเร่งรัดหาวิธีคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วที่สุด

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าปราบโจรออนไลน์ตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้ประชุมร่วมกับ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี และ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อหารือเรื่องการกวาดล้างบัญชีม้าและเร่งรัดการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี ร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นระยะที่ 2 ต่อเนื่องจากระยะแรก 30 วัน (1-30 เมษายน 2567) โดยผลการประชุมที่สำคัญ ดังนี้ 

1. การเร่งรัดกวาดล้างบัญชีม้า : ปปง. ธปท. สมาคมธนาคาร กสทช. สมาคมโทรคมนาคมฯ และ ดีอี ได้ร่วมกันดำเนินการขยายผลกวาดล้างบัญชีม้า จากการใช้ข้อมูลรายชื่อเจ้าของบัญชีม้า และรายชื่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำการปิดบัญชีธนาคารทุกธนาคาร จากชื่อบุคคลดังกล่าว โดยตั้งเป้าระงับ/ปิด บัญชีม้ามากกว่า 12,000 คนต่อเดือน หรือ 100,000 บัญชีต่อเดือน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิดโดยเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชี โดยทาง ธปท.จะมีการออกประกาศภายในเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว โดยได้มีการเชื่อมระบบข้อมูลของธนาคารทุกธนาคาร มอบหมายให้ กสทช. เป็นผู้ดำเนินการจัดทำระบบรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 2 สัปดาห์ สำหรับการกวาดล้างบัญชีม้า และซิมม้าในระบบ mobile banking ที่ประชุมมอบหมายให้ กสทช.เร่งรัดตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับระบบ mobile banking จำนวนประมาณ 106 ล้านเลขหมาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 120 วัน 

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับผลการกวาดล้างบัญชีม้าถึง 30 เมษายน 2567 ได้ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 700,000 บัญชี แบ่งเป็น ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี AOC ระงับ 101,375 บัญชี ปปง.ปิด 325,586 บัญชี ในส่วนของตำรวจดำเนินการการจับกุมคดี บัญชีม้า-ซิมม้า เม.ย. 67 มีจำนวน 361 คน เพิ่มขึ้น 1.9 เท่า เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 187 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567

2. การแก้กฎหมายพิเศษเป็นการเร่งด่วน : เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนช่วยเหลือคืนเงินให้ผู้เสียหาย ได้มีการหารือเรื่องการแก้กฎหมายในประเด็น ดังนี้ 2.1 การเร่งรัดคืนเงินให้ผู้เสียหาย โดยที่ผ่านมาการคืนเงินให้ผู้เสียหายจากคดีออนไลน์ ต้องใช้เวลานาน หลายๆ กรณีใช้เวลาหลายปี กว่าจะสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ ประกอบกับ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ทาง AOC 1441 โดย ดีอี ตำรวจ สมาคมธนาคาร ได้ร่วมมือ เร่งการระงับ/อายัด บัญชีม้าได้รวดเร็วเฉลี่ยภายใน 10 นาที และมีเงินที่ถูกอายัดได้จำนวนมาก ซึ่งในวันนี้จึงได้ประชุมพิจารณาถึงการหาวิธีคืนเงินให้รวดเร็วขึ้น โดยพิจารณาการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเร่งการคืนเงิน 

2.2 การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยถือว่าการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องและคนร้ายในอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี  นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลทฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฏหมาย 

“วันนี้เราประชุมเพื่อหามาตรการเร่งรัดกวาดล้างบัญชีม้า และ หาวิธีคืนเงินให้ผู้เสียหายรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมได้หารือถึงการออกพระราชกำหนด เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายและเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูล ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งการปราบปรามจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้า ซิมม้า ปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงต่อเนื่อง แก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ และช่วยลดความเดือนร้อนของประชาชน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าว 

‘รมว.ดีอี’ เผย ศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซด์ ‘ลอตเตอรี่พลัส’ แล้ว แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนระมัดระวังการเข้าไปยุ่งเกี่ยว

วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า วันนี้ (17 พฤษภาคม 2567) ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์ ลอตเตอรี่พลัส.com และ lotteryplus.co.th ตามคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 โดยศาลเห็นว่า  แพลตฟอร์มดังกล่าว เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการเล่นการพนันและเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีเนื้อหาอันเข้าข่ายเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ตามคำร้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา 20

“กระทรวงดีอี ขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนประชาชน ดาราและผู้มีชื่อเสียง ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงและอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บไซต์ลอตเตอรี่ออนไลน์ผิดกฎหมาย เพราะอาจทำให้สูญเสียเงิน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้ หากต้องการซื้อลอตเตอรี่ ขอให้ซื้อกับแพลตฟอร์มของรัฐ หรือแพลตฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวย้ำ 

'พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ' ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการจราจรหน้าสถานีขนส่งหมอชิต และหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พบปัญหารถแท็กซี่รุกล้ำช่องทางเดินรถ สั่งการ สน.ที่รับผิดชอบหาแนวทางแก้ไขปัญหาภายใน 1 สัปดาห์

วันนี้ (17 พ.ค.67) เวลา 12.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการจราจรที่มีสาเหตุจากการบริการของรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก บริเวณ 2 จุด ได้แก่ บริเวณ ถ.กำแพงเพชร 2 หน้าสถานีขนส่งหมอชิต และสถานีขนส่งรถโดยสารขนาดเล็ก จตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ สน.บางซื่อ และจุดที่ 2 บริเวณ ถ.ราชดำริ หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และบริเวณหน้าห้าง Big C ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ สน.ลุมพินี สน.ปทุมวัน และ สน. พญาไท 

โดยทั้ง 2 จุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้เรียกผู้กำกับการ , รองผู้กำกับการฝ่ายจราจร และสารวัตรฝ่ายจราจร มาดูปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน พบว่ามีรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก เช่น Taxi จำนวนหลายคัน จอดรถรอรับและส่งผู้โดยสาร รุกล้ำช่องทางเดินรถหลายช่องทาง ส่งผลทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ได้รับความสะดวก และเกิดปัญหาการจราจรติดขัดสะสม สะท้อนให้เห็นถึงขาดการจัดระเบียบ และเคารพต่อกฎหมายการจราจรอย่างมาก 

ภายหลังการลงพื้นที่ดูสภาพปัญหา และพูดคุย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้ให้ข้อแนะนำวิธีการแก้ปัญหาและการปฏิบัติ พร้อมสั่งการให้ผู้กำกับการและทีมงานจราจรของ สน. นำไปศึกษา ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อรับทราบและร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้เวลา 1 สัปดาห์ และภายในสัปดาห์หน้า วันที่ 20-24 พฤษภาคมนี้ จะเชิญผู้รับผิดขอบงานจราจรของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งระดับกองบัญชาการ , กองบังคับการ และสถานีตำรวจนครบาล รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากสำนักขนส่ง และผู้แทนผู้ประกอบการ มาประชุมหารือแนวทางการจัดระเบียบ การแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อกำหนดรูปแบบการปฏิบัติทั้งของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ที่จะลดปัญหาการจราจร โดยจะมีการประเมินผลและแก้ไขเป็นระยะต่อไป

สมุทรปราการ- 'พระครูแจ้' เปิดอาคารเรือนพยาบาล หลังมอบเงิน 700,000 บาท สมทบทุนจัดสร้างอาคารเรือนพยาบาล โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม

ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ประธานเปิดอาคารเรือนพยาบาลศีลคุณ ณ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม

เมื่อเวลา 08.29 น. ของวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 คณะผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เปิดอาคารเรือนพยาบาลศีลคุณ (พระครูแจ้) หลังใหม่ อีกทั้งเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ครบรอบ 55 ปี โดยได้รับความเมตตาจาก ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานในพิธีกดปุ่มเปิดผ้าคลุมป้ายอาคารเรือนพยาบาลศีลคุณ ณ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 

โดยมี พลอากาศโท ณรงค์ศักดิ์ พิชิตชโลธร ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารอากาศ นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมี นายวิโรจน์ จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ครูครวญคำนึง รุดดิษฐ์ ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม คณะกรรมการมูลนิธิวันแม่โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ชมรมครูเก่าโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

เนื่องด้วยเรือนพยาบาลเดิมมีขนาดเล็กและมีสภาพเก่าตามอายุการใช้งาน ไม่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น จึงได้จัดสร้างเรือนพยาบาล ขนาด 10 เตียง เพื่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน ในราคา 1.9 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างเรือนพยาบาล ได้จากการที่โรงเรียน ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าฯ จัดกิจกรรม BBW fun run 2003 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 มีการเดินวิ่งช่วงเช้า มุทิตาจิตในช่วงบ่าย และงานเลี้ยงแสด-ดำ ในช่วงค่ำ จนมีรายได้สำหรับจัดสร้างอาคารเรือนพยาบาล เป็นจำนวน 440,000 บาท และมีศิษย์เก่า หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนแต่เนื่องจากจำนวนเงินยังไม่เพียงพอต่อการก่อสร้างอาคารเรือนพยาบาล

กระทั่งได้รับความเมตตาจากท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้มอบเงินจำนวน 600,000 บาท สำหรับจัดสร้างเรือนพยาบาลหลังนี้ และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้มอบเงินเพิ่มเติมอีก จำนวน 100,000 บาท สำหรับจัดซื้อเตียงพยาบาลพร้อมที่นอนจำนวน 10 เตียง รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ทางโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม และสมาคมศิษย์เก่า ได้มีมติเอกฉันท์ให้ตั้งชื่ออาคารว่า เรือนพยาบาลศีลคุณ (พระครูแจ้) เพื่อเป็นเกียรติและแสดงถึงความกตัญญูแก่ท่าน พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่เมตตาสนับสนุนการก่อสร้างเรือนพยาบาลแห่งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top