Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-นบ.ยส.35 แถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ห้วง 6 เดือน

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ห้องพลอยไพลิน โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พล.อ.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (ผบ.นบ.ยส.35) นางจิตติวรรณ เอมมณีรัตน์ อธิบดีอัยการภาค 5 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย ที่ปรึกษา ป.ป.ส. นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ปปส.ภ.5 นายศราวุธ ภักดี ผอ.ปปส.ภ.6 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ เอมกมล ผบก.ภ.จว.ตาก พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กล.ผาเมือง และ พ.อ.ไมตรี ชูปรีชา รอง ผบก.กกล.นเรศวร ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ในช่วง 6 เดือน 

ตามที่ รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 11 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย (อำเภอเวียงแหง, เชียงดาว, ฝาง, ไชยปราการ, แม่อาย, แม่จัน, แม่ฟ้าหลวง, แม่สาย, เชียงแสน, 
เวียงแก่น และ เชียงของ) ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาร่วม 6 เดือน 

ผลการปฏิบัติการสกัดกั้น มีเหตุการณ์สำคัญ 74 เหตุการณ์ โดยมีการปะทะกับกลุ่มขบวนการ 30 ครั้ง ตรวจยึด/จับกุม 40 ครั้ง และขยายผลยึดทรัพย์ 4 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้ารวม 129 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์ 1,890 กก., เฮโรอีน 249 กก., ฝิ่นดิบ 188 กก. จับกุมผู้ต้องหา 1,507 ราย กลุ่มขบวนการเสียชีวิต 25 ศพ 

ในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในทุกพื้นที่ชายแดนของประเทศ ให้เห็นผล และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 
จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เห็นชอบให้เพิ่มพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออีก 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย, อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และ อำเภอแม่สอด, อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ทั้งนี้ พลเอกนฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ(ผบ.นบ.ยส.35) ได้เปิดเผยว่า ในห้วงที่ผ่านมามีการจับกุมยาบ้าได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มขบวนลักลอบขนยาเสพติด ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และพื้นที่ข้างเคียงเป็นทางผ่านเพื่อส่ง ไอซ์ และ เฮโรอีน ออกไปต่างประเทศมากขึ้น จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่สำคัญเร่งด่วน และพื้นที่อนุมัติเพิ่มเติม ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรภาค 6, ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองกำลังผาเมือง, กองกำลังนเรศวร, ผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, พะเยา, น่าน และ ตาก ปปส.ภาค 5 และ ปปส.ภาค 6 ตลอดจนที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และ อุตสาหกรรม ร่วมกันพิจารณาหารือ ถึงแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ได้แก่การเพิ่มกำลังในพื้นที่ หรือการเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติการ ซึ่ง นบ.ยส.35 จะต้องจัดส่วนแยกออกไปดำเนินการ ประสานการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 6 จังหวัด18 อำเภอ ให้บรรลุ
ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ นบ.ยส.35 ยังมุ่งเน้นการประสาน และหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการส่งหมายจับของผู้ต้องหา เพื่อขอความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมารับโทษ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือ
จากสื่อมวลชน ให้ประโคมข่าวผู้ต้องหาหลบหนีข้ามแดน ก็จะเป็นการกดดันหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศเพื่อนบ้านได้เร่งรัดและให้ความสำคัญ จากกระแสสื่อสังคมอีกทางหนึ่ง

การประชุมในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการประสานงาน และการบูรณาการ การปฏิบัติในระดับพื้นที่ หน่วยที่มาประชุมได้ ร่วมพิจารณาการนำเสนอข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่างๆ อันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติ เพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป 

‘ชาวต่างชาติ’ เล่าความประทับใจ ทำมือถือหายใน ‘แท็กซี่’ ‘คนขับ’ รีบเอามาส่งคืนให้ ถึงแม้จะอยู่ไกล หลายร้อยกิโลเมตร

(22 พ.ค.67) ชาวต่างชาติรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้เรดดิท บอกเล่าเรื่องราวสุดประทับใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของคนไทยที่ทำเขาลืมไม่ลง

โดยเจ้าของกระทู้เล่าว่า เมื่อคืนก่อนเขาดื่มแอลกอฮอล์มากไปหน่อย ตื่นเช้ามาก็พบว่าโทรศัพท์ได้หายไป เขาจึงรีบเปิดโน้ตบุ๊กและเข้าเฟซบุ๊กเพื่อพูดคุยกับแฟน ต่อมานึกได้ว่าเผลอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในโบลต์แท็กซี่ เขาจึงเข้าอีเมลเพื่อตรวจดูใบเสร็จและข้อมูลของคนขับ จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปค้นหาในเฟซบุ๊ก จนพบกับคนขับ

เขารีบส่งข้อความไปหาคนขับทันที ด้านคนขับก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว โดยแจ้งว่าเจอโทรศัพท์อยู่บนรถและจะนำไปคืนให้ แต่คงต้องใช้เวลาเพราะตอนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ (ห่างจากชลบุรีประมาณ 80 ไมล์ หรือราว 128 กิโลเมตร)

และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางคนขับก็ได้นำโทรศัพท์มาคืนตามที่บอกไว้ ซึ่งเขาประทับใจมากและไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรให้เพียงพอ เขาจึงให้ทิปคนขับไปจำนวนหนึ่ง พร้อมตั้งกระทู้เพื่อแบ่งปันความประทับใจครั้งนี้

ด้านความคิดเห็นชาวเน็ตนั้น ต่างเข้ามาชื่นชมในความจิตใจดีของคนขับ พร้อมเล่าประสบการณ์การทำของหายที่เมืองไทยเพียบ ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างประทับใจในความซื่อสัตย์และความใจดีของคนไทย

“คล้ายกับฉัน ตอนนั้นนั่งแท็กซี่จากสุวรรณภูมิไปนานา หอบทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าเดินทาง แล้วดันลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ หลังจากเช็กอิน พนักงานก็เอากระเป๋าไปไว้บนห้อง แต่พอเปิดกระเป๋าก็พบว่าโทรศัพท์หายไป เลยไปล็อบบี้แล้วขอดูกล้องวงจรปิด ดูเรื่อยๆ ทายสิว่าใครจอดรถและเดินเข้ามาในล็อบบี้พร้อมโทรศัพท์ของฉัน!? คนขับแท็กซี่ เขาขับไปครึ่งทางแล้วแต่ก็วนกลับมา ฉันทั้งตกใจและโล่งใจเลยให้ทิป 1,000 บาท แต่เขาปฏิเสธ ฉันจึงยัดเงินลงในกระเป๋าของเขา พร้อมขอบคุณ”

“อย่างน้อยปีละครั้งที่ฉันลืมโทรศัพท์ไว้ในแกร็บ แต่ฉันก็ได้มันคืนมาเสมอ ไม่ว่าคนขับจะสังเกตเห็นและเอามาคืนเอง หรือฝั่งฉันจะยืมโทรศัพท์เพื่อนเพื่อโทรไปหาคนขับก็ตาม คนขับก็จะวนกลับมาภายใน 20 นาที”

“ภรรยาของฉันเคยทำโทรศัพท์หล่นไว้บนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพ ฉันพูดได้เลยว่าเธอเสียใจมาก แต่เธอก็พยายามแสดงออกว่าโอเค ฉันเลยกระหน่ำโทรหาประมาณ 100 ครั้ง และในที่สุดคนขับก็ได้ยิน และเอาโทรศัพท์กลับมาคืนให้ภรรยา”

‘เศรษฐา’ ถึงโตเกียว เดินเที่ยวย่าน ‘กินซ่า’ ใส่เสื้อ ‘ผ้าขาวม้า’ สีสันสดใส อวดให้ชาวญี่ปุ่นเห็น

(22 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมในช่วงเย็นวันนี้ (22 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

นายเศรษฐาได้ใช้เวลาว่างออกมาเดินบริเวณหน้าโรงแรมที่พัก The Peninsula Tokyo ใกล้ย่านกินซ่า ก่อนปฏิบัติภารกิจการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29

โดยนายเศรษฐา สวมใส่เสื้อเชิ้ตที่ตัดจากผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่น ก่อนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

“ถึงโตเกียวแล้วครับ หลังเตรียมงานวันพรุ่งนี้ที่จะพบภาคเอกชนหลายรายทั้ง Mitsui & Co, Ajinomoto, Nidec Corporation, Sony และ MUFG & SoftBank เรียบร้อยแล้ว เลยเดินออกกำลังกายรอบโรงแรมที่พัก และไม่ลืมใส่เสื้อเชิ้ตผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่นด้วยครับ”

'ดร.หิมาลัย' ปลื้ม!! ตัวเทพธุรกิจชั้นนำไทยร่วมส่งพลังใจให้ 'พี่ตุ๋ย' หลังมุ่งมั่นสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานไทยแบบพลิกโฉม

ย้อนไปเมื่อ 10 พ.ค.67 พี่วิกรม กรมดิษฐ์และพี่ๆ น้องๆ กลุ่มคนรักเดช (พี่เดช บุลสุข ผู้ก่อต้องแมคโดนัลด์ในไทย ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่เพื่อนๆ ของพี่เดชยังมีการรวมตัวจัดงานระลึกถึงเป็นระยะๆ โดยมีพี่วิกรมฯ เป็นประธานจัดอยู่เสมอๆ) ได้กรุณาจัดงานเลี้ยงเล็กๆ แสดงความยินดีและให้กำลังใจผม ในการทำงานการเมืองในตำแหน่ง ผอ.พรรค รวมไทยสร้างชาติ

ในงานนี้ พี่วิกรมฯ ได้เปิดโอกาสให้พี่ๆ ในงานหลายท่านได้พูดคุยสอบถามถึงงานในด้านการเมืองของพรรคและนโยบายด้านพลังงานที่พรรครับผิดชอบอยู่ ผมได้มีโอกาสชี้แจงถึงการทำงานของท่านพีระพันธุ์ฯ ซึ่งพยายามทำงานอย่างหนัก ในการผ่าโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งท่านเห็นว่ายังไม่เป็นธรรมต่อประชาชน อาทิ...

การพยายามขอลดภาษีน้ำมัน / การขอเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล / การจัดตั้งยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของประเทศชาติ เพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ในยามวิกฤต รวมถึงให้ทหาร-ตำรวจได้ใช้ในภารกิจป้องกันประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ / การส่งเสริมการนำเข้าน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น ภาคการขนส่ง เพื่อให้ได้น้ำมัน ในราคาถูก ทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าลดลง / การจัดหาน้ำมันราคาถูกเพื่อเกษตรกร 

ผมได้เล่าให้ฟังอีกว่า ท่านพีระพันธุ์ ฯ ทำงานอย่างหนักทุกวัน เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างการที่ให้บริษัทน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนน้ำมันซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย เป็นมาตรการขั้นต้น เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือในการพิจารณาในเรื่องราคาน้ำมัน และการชดเชยจากกองทุนน้ำมันอย่างเป็นธรรมได้มากขึ้น 

ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีอุปสรรคทั้งในด้านระเบียบข้อบังคับกฎหมาย และอิทธิพลจากภายนอก อย่างปัจจุบันโรงกลั่นในประเทศไทยมีอยู่จำนวน 6 โรง ท่านพีระพันธุ์ ฯ ก็ได้มีนโยบายในการหาผู้ลงทุนโรงกลั่นเพิ่มในประเทศไทย แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการเดิม และเกิดแรงต่อต้าน โรงกลั่นที่เกิดขึ้นใหม่ จึงให้กลั่นเพื่อการส่งออกเท่านั้น และรัฐจะเก็บภาษีเป็นน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ตามยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของชาติโดยที่ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดิน ไปหาซื้อน้ำมันมาเก็บเป็นน้ำมันสำรองแต่อย่างใด 

หลังจากที่พี่ๆ ในกลุ่มได้ฟังถึงการทำงาน ของท่านพีระพันธุ์ ฯ นอกจากพี่ วิกรม กรมดิษฐ์ แล้ว พี่ๆ อีกหลายท่าน เช่น พี่สมพงษ์ ดาววิเศษ, พี่ประเสริฐ เตชะวิบูลย์ ได้ฝากให้กำลังใจท่านพีระพันธุ์ฯ ขอให้ประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมืองต่อไป ซึ่งผมได้นำเรียนให้ท่านพีระพันธุ์ ฯ ได้รับทราบถึงความปรารถนาดีของพี่ๆ ทุกท่าน ท่านได้ฝากขอบคุณพี่ๆ ทุกท่าน ที่กรุณาให้กำลังใจมา ณ โอกาสนี้

‘ทนายเดชา’ ชี้ ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียน เป็นการกระทำผิดกฎหมาย  แจง!! เป็นเจตนาร้าย ต้องการให้อับอาย แนะ ‘ควรตัดคะแนน-เชิญผู้ปกครอง’

(22 พ.ค.67) เปิดเทอมปุ๊บ ดราม่าปั๊บ หลังพบคลิปครูใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมนักเรียนชาย ที่ไว้ผมรองทรง แม้ว่า กฎกระทรวงศึกษาจะมีการผ่อนคลายเรื่องทรงผมไปแล้วก็ตาม

โดยคลิปดังกล่าว ผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่ง ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี โดยระบุข้อความว่า 

“เราเห็นคลิปนี้ในเฟซบุ๊ก รบกวนดันคลิปนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ ดึงผมนักเรียนแรง และทำเกินไป ดูจากข้างหลังน่าจะต่อแถวตัดผมกับครูกันยาวเลยค่ะ #สถานศึกษาแห่งนึงในราชบุรี”

ทั้งนี้คลิปดังกล่าว มีเสียงดังอยู่ในคลิปว่า “อาจารย์ มันเกินอันนี้ไปหน่อยนะ” ซึ่งอาจารย์ได้ตอบเสียงดังกลับมาว่า “ไม่เกิน”

จากกรณีนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ โดยระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียนที่ผมยาวผิดระเบียบ ผิดกฎหมายนะครับ ถือเป็นเจตนาร้าย เพราะทำให้เด็กอับอาย”

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “วิธีการที่ถูกต้องในการลงโทษนักเรียนคือการตัดคะแนนหรือเชิญผู้ปกครองมาพบ หรือสั่งพักการเรียน ส่วนการทำร้ายร่างกายการประจานเด็กหรือการตัดผมเด็ก เพื่อให้อับอาย เป็นวิธีการที่ผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายรองรับ”

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ข้อความลงเฟซ รำลึก 10 ปี การรัฐประหาร เผย!! มีความหวังที่จะเห็นประเทศไทย เดินไปสู่ประชาธิปไตย

(22 พ.ค.67) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra โดยได้ระบุว่า...

นับเป็นเวลา 10 ปีแล้วจากวันที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนมาถึงวันนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ดิฉันเริ่มมีความหวังค่ะ ก็คือการที่เห็นประเทศกลับคืนสู่หนทางแห่งประชาธิปไตย โดยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไปพร้อมๆกัน

รอความหวังที่จะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงค่ะ

พี่สาวสุดสตรอง แม่ติดธุระด่วน ฝากช่วยเลี้ยงน้อง เลยพามานั่งเรียนด้วย ชาวโซเชียลปลื้ม ที่เด็กไม่ยอมขาดเรียน ชี้!! เป็นภาพที่น่ารักมาก

(22 พ.ค.67) ถือเป็นคลิปวีดีโอที่เป็นไวรัลในขณะนี้ เมื่อเด็กน้อยมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน แม้ว่าทางคุณแม่จะมีธุระด่วนทำให้ต้องเลี้ยงน้องช่วยคุณแม่ แต่น้องก็ไม่ยอมขาดเรียน โดยพาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียน และนั่งเรียนหนังสืออย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์ผ่านผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ yingggzz ซึ่งเป็นคุณครูได้แชร์คลิปสุดน่ารัก โดยระบุข้อความว่า 

ไม่รู้คนเป็นครูเเบบเราจะรู้สึกยังไง เเต่สิ่งเดียวบอกกับเด็กเสมอว่า ไม่ว่ายังไงอย่าขาดเรียนนะลูก เเม่ไม่ว่างเอาน้องมาเรียนด้วยเลย เเล้วทำจริ้งงงง55555 ดีนะน้องไม่ดื้อ 

เมื่อคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปทำให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ 

น้องแข็งแกร่งมาก มือนึงอุ้มน้อง อีกมือเขียนสมุด หนูลูกเก่งมาก

พี่เก่งมากเลยค่ะ ที่เลี้ยงน้องได้

ก่อนอื่นต้องชื่นชมครูเลยที่ให้โอกาสและเข้าใจความจำเป็นของเด็ก...น้องน่ารักและเก่งมาก ๆ ค่ะ

ไม่มีอะไรที่พี่คนโตทำไม่ได้โดยเฉพาะพี่สาว

เเข็งแกร่งมากเลยพี่สาวคนนี้

สายตามุ่งมั่นลูก หนํจ๋าโตมา โมเม้นท์นี่ต้องอยู่กับหนูทั้งสองนะคะ แล้วหนูจะน่ารักมาก เป็นต้น 

‘กทพ.’ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง เพื่อ ‘อำนวยความสะดวก-ลดค่าใช้จ่าย’ ให้ปชช.

(22 พ.ค.67) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ รวม 3 สายทาง ดังนี้

-ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 19 ด่าน

-ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 31 ด่าน

-ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ในวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 (วันวิสาขบูชา) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. จำนวน 1 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางพิเศษสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง สภาพการจราจร และขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ EXAT Call Center โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ราชทัณฑ์’ แจงส่งตัว ‘วนรัชต์’ ผู้ต้องหาโกงหุ้น ‘STARK’ นอนโรงพยาบาลตำรวจ  ชี้!! ปฏิบัติตามมาตรฐานการแพทย์ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

(22 พ.ค.67) กรมราชทัณฑ์ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจง ระบุว่า ตามที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการเข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม ของกลุ่มผู้เสียหายจากคดีของ นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ผู้ต้องขัง คดีฉ้อโกง ซึ่งอยู่ระหว่างไต่สวน-พิจารณาคดี ออกไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.2567 เป็นความจริงหรือไม่ นั้น

กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แจ้งว่า ได้รับตัว นายวนรัชต์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2567 ด้วยอาการป่วยหลายโรค

ซึ่งระหว่างรักษาตัวอยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่ามีความผิดปกติ เป็นก้อนเนื้ออักเสบในร่มผ้า ซึ่งได้ทำการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 14 วัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2567 โดยให้เป็นผู้ป่วยใน

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2567 แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้ดำเนินการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา แต่เนื่องจากมีอาการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสาน เพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ การรับตัวนายวนรัชต์ กลับไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะต้องได้แจ้งจากโรงพยาบาลตำรวจก่อน กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า ผู้ต้องขังทุกรายหากมีอาการเจ็บป่วยภายในเรือนจํา จะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยถือตามหลักสิทธิมนุษยชนและสุขภาพผู้ต้องขังเป็นสำคัญ

และหากอาการเจ็บป่วยเกินขีดความสามารถจะต้องพิจารณาส่งตัวออกไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัยของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563

อีอีซี เปิดศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซีนำร่อง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง สร้างกลไกการรับรู้ถึงระดับชุมชน ดึงพลังท้องถิ่นร่วมพัฒนาอีอีซีต่อเนื่อง

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า ศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะเป็นกลไกสำคัญ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี และประโยชน์สำคัญที่ในพื้นที่จะได้รับ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง อีกทั้ง กลุ่มเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะร่วมเป็นแกนกลางในการผลักดันให้สินค้าและบริการของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ของนักลงทุน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยศูนย์เครือข่ายพลังสตรี ที่อำเภอปลวกแดงแห่งนี้ จะร่วมกับอีอีซี ทำกิจกรรมประโยชน์ต่อสาธารณในพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพื่อให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าและบริการ ในระดับวิสาหกิจชุมชน ไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่ อีอีซี ได้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้แก่สินค้าชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยวของชุมชนให้มีมาตรฐาน รองรับการเข้ามาใช้จ่ายของนักลงทุน และผู้ที่จะมาทำงานในพื้นที่ อีอีซี ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top