Sunday, 26 July 2026
NEWS FEED

ชวนเที่ยวงาน ‘พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9’ ประจำปี 2568 ยกขบวนพืชพรรณให้คนกรุงท่องโลกธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-10 ธ.ค. 68

หากจะเปรียบ “สวนหลวง ร.9” ภายใต้การบริหารดูแลของ “มูลนิธิสวนหลวง ร.9” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาใช้เวลาอย่างผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพที่มาเดิน-วิ่งออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มาเล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานในโซนที่กำหนด ครอบครัวที่มาปูเสื่อปิกนิก อ่านหนังสือ นั่งชมวิวริมน้ำ เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นและให้อาหารปลา ไปจนถึงผู้ที่ตั้งใจมาชมสวนดอกไม้ เรือนพฤกษศาสตร์ มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือร่วมงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ

ทุกกิจกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้สวนหลวง ร.9 กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สวนหลวง ร.9” กลายเป็นสวนสาธารณะที่ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ และเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวที่ไม่ว่าใครก็อยากจะลองไปเยือนสักครั้ง แต่หลายคนก็อาจยังไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของผู้คนที่เห็นความสำคัญของพืชพรรณและธรรมชาติ ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ตามพระอิสริยยศในขณะนั้น) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร และที่ดินผืนนี้ กรุงเทพฯ ได้มอบให้มูลนิธิสวนหลวง ร.9 เป็นผู้ดำเนินการและดูแล

พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้สวนหลวง ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากความตั้งใจและการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงมอบความร่มรื่นและคุณค่าทางธรรมชาติให้กับคนเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน “สวนหลวง ร.9” เปิดดำเนินการมานานแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และดำเนินการจัด “งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ในปี 2568 นี้ สวนหลวง ร.9 ก็จัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ภายใต้ชื่องาน “เจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา” ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. โดยภายในงานครั้งนี้ ได้มีการจัดแสดง “สวนพันธมิตร” ซึ่งเป็นสวนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน ได้แก่

>>สวนญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเทพเจ้า

เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบด้วยเสาโทริอิ ทางเดินข้ามสะพาน ไปสู่ทางเชื่อมจิตวิญญาณ พร้อมโคมไฟไม้ไผ่ เพิ่มความอบอุ่นและส่องประกาย

>>สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์

เน้นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับธรรมชาติ รูปดอกม่วงเทพรัตน์ คือ ประติมากรรมดอกไม้ที่จัดวางอย่างจงใจ สวนนี้เป็นการเล่นกับสีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (สีแดง-ม่วง-ชมพู-เขียว) สร้างความตื่นเต้นและท้าทายสายตาผู้เข้าชม เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยพลังงาน

>>สวนฟาร์มมิลี่ (Family)

ฟาร์มแสนสุข ที่ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน จัดแสดงในรูปแบบสวนที่เป็นทั้งฟาร์มและบ้าน จัดวางในรูปแบบโรงนา และกังหันลม พร้อมองค์ประกอบในฟาร์ม เช่น ฟางก้อน สัตว์เลี้ยง แปลงปลูกผัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกสนาน

>>สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน

จำลองบรรยากาศและความรู้สึกของการเดินสำรวจป่าฝนอเมซอน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความลึกลับ โดยเน้นพืชพรรณเขตร้อน ความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าสีสันสดใส

>>สวนเทศกาลฤดูหนาว

สวนฤดูหนาวออกแบบให้สื่อถึงความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ใช้โทนสีแดง-เขียว-ทอง สร้างความสดใส และสมดุลกับสีเขียวของไม้พุ่มและต้นสน จัดองค์ประกอบให้มีจุดศูนย์กลางเป็นต้นไม้ตกแต่ง รายล้อมด้วยแปลงดอกไม้และพืชกระถาง เพิ่มความน่าสนใจด้วยรถไฟจำลองและกวางคู่ สร้างภาพลักษณ์สวนที่มีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับพักผ่อนและเป็นมุมถ่ายภาพในฤดูหนาว

>>สวนประดับกินได้

ใช้พืชผักมาประยุกต์ให้สวยงาม เน้นเส้นสายเส้นตรงของซุ้ม สร้างจุดเด่นด้วยพืชผักที่มีเถา

นอกจากสวนพันธมิตรแล้ว ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงถาวรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง “อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม” ซึ่ง กฟผ. ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี นำเสนอพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น อาทิ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น กล้วยไม้ อีกทั้งยังมีอาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และโซนอื่น ๆ ภายในสวนหลวง ร.๙ ที่สวยงามและร่มรื่นไม่แพ้กัน

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงต้นไม้ที่ชนะการประกวด 11 ประเภท ได้แก่ กระบองเพชร โป๊ยเซียน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ พญามังกร แก้วกาญจนา ลิ้นมังกร บอนสี ชวนชม โกศล และหน้าวัวใบ นำมาจัดแสดงบริเวณสนามราษฎร์ (ด้านถนนเฉลิมพระเกียรติ เข้าประตู 6 เฟื่องฟ้า)

พร้อมกันนี้ยังมีซุ้มตรวจดวงชะตา โดยนักพยากรณ์ชื่อดังจากหลากหลายแขนง บริเวณศาลามะหาด กันเกรา หมากขาม (เกาะ 3) ในวันที่ 1, 5, 6, 7, 9, 10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเที่ยวชมงาน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เพื่อใช้ในการดูแลบำรุงรักษา ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมของสวนหลวง ร.9 ให้คงความสวยงาม และเป็นพื้นที่พักผ่อนสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ตลอดไป

ผู้ที่นำรถส่วนตัวมา สามารถจอดรถได้ที่สวนหลวง ร.9 โดยจะเก็บค่าจอดรถคันละ 50 บาท หรือจอดที่ห้างพาราไดซ์พาร์ค หรือ ซีคอนสแควร์ ซึ่งจะมีรถมินิบัสไฟฟ้าของ กทม. ให้บริการรับ-ส่ง ฟรี ส่วนผู้ที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สามารถใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.๙ ได้เลย

สวนหลวง ร.9 ไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดกลางกรุง เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

 

‘ดร.เอ้’ เสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ช่วยพี่น้องชาวใต้ไม่ให้เจออุทกภัยซ้ำ

(1 ธ.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแก้น้ำท่วมหาดใหญ่เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ 1. มาตรการเร่งด่วน – เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด 2. มาตรการระยะยาว – สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่” + ปฏิรูปผังเมือง/ผังน้ำ ใช้พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระดมทุน

1. มุมมองสาเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ (ตามที่ ดร.สุชัชชวีร์อธิบาย)

สาเหตุสำคัญด้านวิศวกรรมคือ ถนนลพบุรีราเมศวร์ สร้าง “ขวางทางน้ำ” จากเมืองหาดใหญ่ลงสู่ ทะเลสาบสงขลา

ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า มวลน้ำขาดตอนตรงแนวถนน ทำให้ถนนทำหน้าที่เหมือน “คันกั้นน้ำ/เขื่อนยักษ์” น้ำเลยค้างอยู่ฝั่งเมืองหาดใหญ่ ระบายออกไม่ทัน จนน้ำสูง 3–4 เมตรในบางจุด 

หาดใหญ่เองเดิมมีคลองและทางน้ำธรรมชาติหลายสาย แต่ถูกบุกรุก/กลายเป็นชุมชน ทำให้ แทบไม่มีทางระบายน้ำธรรมชาติในเมืองเหลืออยู่ แล้ว 

2. แนวทาง “เร่งด่วน” แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

2.1 เจาะเปิดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว

ดร.สุชัชชวีร์เสนอว่า ถ้าจะให้น้ำลดเร็วสุด ต้อง เปิดทางให้น้ำไหลจากเมืองหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลาให้ไวที่สุด โดย

1. “เจาะเปิดคันถนน” ลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

เปิดเป็นช่องระบายน้ำขนาดพอเหมาะ หลายตำแหน่ง

ให้มวลน้ำที่ค้างในเมืองไหลผ่านถนนไปยังพื้นที่รับน้ำและต่อเนื่องสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
 

2. ใช้ สะพานเหล็กเคลื่อนที่ของกรมทหารช่าง/กองทัพภาคที่ 4

นำสะพานเหล็กแบบทหาร (ใช้ลำเลียงรถถัง/ยุทโธปกรณ์) มาวาง “คร่อม” จุดที่เจาะถนน

ทำได้เร็วในระดับ “ไม่กี่นาที” ต่อจุด (ตามศักยภาพที่เคยไปดูที่กรมทหารช่าง ราชบุรี)

รถยังสัญจรได้ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องระบายน้ำด้านล่างด้วย 

3. อพยพ/ดูแลพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม

พื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำหลังเจาะถนน แม้จะมีบ้านเรือนน้อยกว่าในเมือง ก็ต้องมีการอพยพ ชดเชย และจัดการอย่างยุติธรรม ไม่ให้คนปลายน้ำเดือดร้อนแบบไร้การดูแล 

ดร.เอ้ย้ำว่า ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ “เปิดคันถนน” ตอนนี้ น้ำก็จะลงช้าและความเสียหายจะยืดเยื้อไปอีก อยู่ที่ “ความกล้าหาญของผู้นำ” ว่าจะกล้าทำหรือไม่ 

3. แนวทาง “ระยะยาว/ถาวร” ที่เสนอ

3.1 สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่”

เสนอให้สร้าง อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน ลอดใต้เมืองหาดใหญ่ เพื่อพาน้ำจากลุ่มน้ำในเมืองออกสู่คลองหลัก/ทะเลสาบสงขลา
 

ข้อดีที่ยกตัวอย่าง:

ไม่ต้องเวนคืนที่ดินยาว ๆ เหมือนการขุดคลองเปิดโล่งกลางเมือง (ซึ่งช้าและแพงมาก) เป็นวิธีที่ หลายเมืองใหญ่ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ใช้แก้น้ำท่วมเมืองแล้วได้ผล งานวิศวกรรมซับซ้อนน้อยกว่าอุโมงค์รถไฟ/รถยนต์ใต้ดินด้วยซ้ำ 

มองว่าถ้าขับเคลื่อนจริงจัง อุโมงค์นี้ อาจเห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 2–3 ปี หลังเริ่มสร้าง 

3.2 ปฏิรูป “ผังเมือง + ผังน้ำ” หาดใหญ่

หาดใหญ่เคยมีการพูดเรื่องผังน้ำ/อุโมงค์มาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 แต่ไม่เกิดการปฏิรูปจริงจัง 

ดร.สุชัชชวีร์เสนอให้จัดทำ ผังเมืองที่สอดคล้องกับทางน้ำ:

กันพื้นที่รับน้ำ/พื้นที่ลุ่มต่ำไว้ ไม่ให้ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์

ปกป้องคลอง/ทางน้ำที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกบุกรุก

วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ถนน สะพาน ฯลฯ) ให้ “ไปกับน้ำ” ไม่ใช่ “ขวางน้ำ” เช่นกรณีถนนลพบุรีราเมศวร์ 

3.3 วิธีหาเงินสร้าง ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ

เสนอให้ระดมทุนด้วย “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Bond) ภาครัฐออกพันธบัตร เพื่อให้ประชาชน/เอกชนซื้อ แทนเอาเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ รัฐให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ เพื่อจูงใจให้ลงทุน

ทำให้ ไม่ต้องดึงงบประมาณภาษีปีต่อปีมาสร้างทั้งหมด และไม่ต้องกู้เพิ่มมาก 

4. สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าเอาคำตอบแบบสั้นมาก ๆ ตามแนวคิดของ ดร.สุชัชชวีร์ คือ

1. ตอนนี้ (เร่งด่วน)

เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

ใช้สะพานเหล็กทหารวางคร่อม เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทะเลสาบสงขลาได้เร็วสุด

2. อนาคต (ระยะยาว/ถาวร)

สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้เมืองหาดใหญ่” เหมือนเมืองใหญ่ต่างประเทศ

ปรับผังเมือง–ผังน้ำใหม่ทั้งระบบ

ใช้ “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” หาเงิน ไม่ต้องพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดิน
 

ทางการแพทย์ให้ รพ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเสริมศักยภาพการรักษา ผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุข หลังวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

(1 ธ.ค. 68) บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ส่งมอบออกซิเจนทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุขหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างรุนแรง

นางอรลา เจริญลาภ Chief Finance Officer บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาพยาบาลในภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างออกซิเจนทางการแพทย์ เราได้ระดมกำลังและดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดส่งออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข”

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีไอจีในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะประสานงานกับบุคลากรของโรงพยาบาลเพื่อให้การจัดส่งออกซิเจนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อความต้องการ และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้โดยเร็วที่สุด
 

สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)” บริการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งเป้า 50 ศูนย์ เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และให้บริการเวลา 08.00 - 18.00 น. โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เปิดให้บริการแล้ว 6 ศูนย์ และอยู่ระหว่างเปิดอีก 44 ศูนย์ เพื่อให้ได้ 50 ศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำระบบรายงานการให้บริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้แต่ละศูนย์รายงานการให้บริการ ทำให้สามารถตรวจสอบการให้บริการได้แบบทันท่วงที และจากการให้บริการที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปแล้วรวม 632 รายการ แบ่งเป็นบริการซ่อมแล้วเสร็จ 583 รายการ (คิดเป็นร้อยละ 92.2) โดยประเภทการซ่อมที่มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ 290 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 251 ชิ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 40 ชิ้น และยานยนต์ 2 คัน ขณะที่รอดำเนินการซ่อม 49 รายการ ซึ่งประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 12 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 30 ชิ้น และเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 7 ชิ้น

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้ระดมกำลังจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มีผู้บริหาร คณะครู บุคลากรอาชีวศึกษา และนักเรียน นักศึกษาอาสาปฏิบัติงานจำนวนกว่า 600 คน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอนาหม่อม อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอรัตภูมิ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจากหลายจังหวัด ได้แก่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดต่างๆ วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ที่เดินทางมาร่วมปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ สอศ.ยังได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้คู่ขนานกันไปด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยประชาชนทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของครูและนักเรียน สอศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างในครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นอกจากนี้ สอศ.เตรียมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการเข้าช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้านการทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 061-4951541, นายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 082-6522225 และ นายสัญญา ขยายวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 081-3674252
 

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ผนึกกำลัง “4 กระทรวง” คิกออฟ “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” 7 จว. ร่วมเร่งฟื้นฟู ‘เมืองหาดใหญ่’ หลังประสบอุทกภัย สะท้อน สกร. เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมจัดกิจกรรม Kick Off การฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างเร่งด่วนและทั่วถึงซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการช่วยเหลือ พร้อมทั้งสอดคล้องกับ คำสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่กำชับให้สถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ

ขณะที่ส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ร่วมจัดกำลัง “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” จาก 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง และภูเก็ต รวมกว่า 300 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในเขตอำเภอหาดใหญ่ รวม 9 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนสำคัญ ได้แก่ ตำบลคอหงส์ ห้องสมุดประชาชนอำเภอหาดใหญ่ ชุมชนเพชรเกษม ชุมชนภาสว่าง ชุมชนมุสลิมบริเวณวงเวียนน้ำพุ วัดปรักริมสระน้ำ ท่าเคียน ชุมชนท่าเคียนใน-ท่าเคียนนอก ชุมชนหน้าควน-หมู่บ้านฟ้าใส ต.ควนลัง ตำบลคูเต่า ตำบลคลองแห รวมถึง โรงเรียนนานาชาติเซาท์เทิร์น หาดใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็ว โดยมีครู สกร. อำเภอหาดใหญ่ร่วมประสานงานอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่

นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในวัน Kick Off แล้ว สกร. ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคใต้ นำโดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสงขลา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้ร่วมกับ สกร.จังหวัดสงขลา จัดทำข้าวกล่องรวมจำนวน 11,621 กล่อง แจกจ่ายประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา

สถาบัน สกร. ภาคใต้ ยังได้เปิดสถานที่ให้บริการที่พักแก่ผู้ประสบภัยและทีมอาสาที่ลงมาช่วยเหลือจำนวนรวมกว่า 200 คน พร้อมทั้งจัดบริการน้ำใช้สำหรับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ รวมกว่า 3,503,000 ลิตร คิดเป็นจำนวนกว่า 1,000 คันรถขนน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน สกร. จังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ก็ได้จัดตั้งโรงครัวช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง เช่น สกร.ภูเก็ต ที่ประกอบอาหารแจกจำนวน 200 กล่องต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน (28-30 พฤศจิกายน 2568) และจัดมอบถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูในพื้นที่ประสบภัย

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการของ 4 กระทรวง และสะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่าย “ครอบครัว สกร.” ที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

“ดิฉันรู้สึกทึ่งในพลังของ สกร. ทุกคน ทั้งจากพื้นที่สงขลาและจังหวัดต่าง ๆ ที่ส่งกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว ชื่นชมในน้ำใจและความสามัคคีของทุกฝ่าย ภารกิจวันนี้สะท้อนชัดเจนว่า สกร. จะก้าวข้ามทุกความท้าทายไปด้วยกัน และยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามเดือดร้อน” นางเกศทิพย์ กล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า ภารกิจ Big Cleaning และมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เป็นการตอกย้ำบทบาทและความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาปลอดภัย พร้อมรองรับการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ของประชาชนโดยเร็วที่สุด


#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#กรมส่งเสริมการเรียนรู้
#อุทกภัย
#น้ำท่วมภาคมใต้
#สงขลา
#หาดใหญ่

ดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ผู้สานต่อภารกิจท่าอากาศยานทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัย มาตรฐานสากล และฟังเสียงชุมชน ผลักดันแผนพัฒนาสนามบินไทยให้ก้าวทันโลกการบิน

กรมท่าอากาศยาน เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายการบินของประเทศ บริหารและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยานของรัฐให้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย 

ปัจจุบันกรมฯ ดูแลท่าอากาศยาน 29 แห่งทั่วประเทศ โดยสืบทอดภารกิจมาจากการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือนเดิมให้เป็น “กรมท่าอากาศยาน” เมื่อปี 2558 เพื่อแยกบทบาทด้านกำกับดูแลออกจากบทบาทผู้ประกอบการสนามบินอย่างชัดเจน ในจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสากล ควบคู่กับดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม การได้ “ดนัย เรืองสอน” วิศวกรผู้สั่งสมประสบการณ์ด้านทางหลวงและความปลอดภัยทางคมนาคมมายาวนาน เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยาน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการบินยุคใหม่

วันนี้ THE STATES TIMES จะพามาทำความรู้จักดนัย เรืองสอน ให้มากยิ่งขึ้น 

ดนัย เติบโตมาจากสายวิศวกรรม จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น วศ.2532 (สำเร็จการศึกษาในปี 2536) ก่อนจะต่อยอดความรู้เชิงลึกด้านการคมนาคมขนส่ง ด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering) ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมระดับนานาชาติ พื้นฐานการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนี้ ทำให้เขามีทั้งกรอบคิดทางวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และมุมมองด้านระบบการขนส่งที่มองภาพรวมทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับผังเมือง ถนน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ดนัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการช่วยงานครอบครัวในสวนไม้ดอกไม้ประดับระยะหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่งานวิศวกรอย่างเต็มตัว ทั้งในภาคเอกชนโรงหล่อเสาเข็ม และสุดท้ายตัดสินใจเข้ารับราชการที่กรมทางหลวงในปี 2537 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา กองสำรวจและออกแบบ 

เขามีบทบาทสำคัญในการออกแบบถนนและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การออกแบบทางลอดใต้สะพานและโครงข่ายถนนในพื้นที่ชุมชนตลอดแนวถนนเพชรเกษม เพื่อให้ความเร็วจากถนนสายหลักไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงเมื่อเข้าสู่เขตเมือง รวมถึงการออกแบบทางแยก วงเวียน และสะพานข้ามจุดกลับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวของจราจร โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้วิศวกรรมจราจรเชิงปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากสายออกแบบ ดนัยขยับมาสู่บทบาท “ลงพื้นที่-บริหารโครงข่าย” มากขึ้น เขาเคยประจำอำเภอหัวหิน ดูแลงานขยายถนนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในเมือง เช่น การจัดเกาะกลางให้คนข้าม มีจุดพักรถโดยสาร และช่องรอเลี้ยวที่ปลอดภัย ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการแขวงการทางหลายแห่ง ทั้งชุมพร กรุงเทพฯ และชลบุรีที่ 2 ซึ่งต้องดูแลทั้งงานบำรุงรักษา ซ่อมถนน และบริหารความปลอดภัยในพื้นที่คับคั่งด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว 

ต่อมาดนัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร ทำหน้าที่ก่อสร้างสะพาน อุโมงค์ และสะพานชั่วคราวในภาวะภัยพิบัติ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจทั้งมิติ “สร้างใหม่” และ “ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน” ของโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนต้องพึ่งพิงในยามวิกฤต

เมื่อสะสมประสบการณ์ครบทั้งงานออกแบบ งานบำรุงรักษา และงานก่อสร้าง ดนัยจึงก้าวสู่บทบาทระดับนโยบายในกรมทางหลวง เขาได้รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ ดูแลโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางหลวงอาเซียน ทางหลวงเอเชีย และโครงการสำคัญอย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ หน้าที่เหล่านี้ทำให้เขาเห็นบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานไทยในสมการภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น “วิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ และการออกแบบถนนให้ “ปลอดภัยตั้งแต่แรก” ทั้งระบบ

ตลอดเส้นทางด้านวิศวกรรม ทำให้ดนัยมีความเพียบพร้อมทั้งฝีมือ ประสบการณ์ และความรู้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 แต่งตั้ง “ดนัย เรืองสอน” จากวิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ให้ข้ามมารับตำแหน่ง “อธิบดีกรมท่าอากาศยาน” เพื่อขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและความปลอดภัยในยุคใหม่ 

ซึ่งหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาเดินหน้าหลายโครงการสำคัญ ทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง เร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และการขยายรันเวย์ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึงราว 3.4 ล้านคนต่อปีในอนาคต 

การพัฒนาท่าอากาศยานลำปาง วงเงินรวมราว 2,900 ล้านบาท ทั้งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตารางเมตร และต่อเติมรันเวย์เป็น 2,500 เมตร เพื่อรองรับอากาศยานเจ็ตขนาดกลาง ตามมาตรฐาน ICAO ควบคู่กับแผนขยายรันเวย์สนามบินชุมพร และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างหรือพัฒนาสนามบินใหม่ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น พะเยา พัทลุง สตูล บึงกาฬ มุกดาหาร และสนามบินสารสินธุ์ โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความพร้อมในภาวะวิกฤต เช่น การเฝ้าระวังสนามบินภาคใต้ในช่วงน้ำท่วม พร้อมสื่อสารเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยให้ประชาชน และดูแลให้ระดับน้ำบนรันเวย์อยู่ในมาตรฐาน พร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ตลอดเส้นทางจากวิศวกรออกแบบถนนสู่ผู้บริหารสนามบินทั่วประเทศ ดนัย เรืองสอน แสดงให้เห็นถึงการเป็น “ผู้นำสายเทคนิค” ที่ไม่เพียงเข้าใจตัวเลข วิศวกรรม และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมองเห็นผู้ใช้ถนนและผู้โดยสารตัวจริงอยู่เบื้องหลังทุกโครงการ เขานำประสบการณ์จากโครงข่ายทางหลวงขนาดใหญ่ มาผสานกับโจทย์ใหม่ของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารต้นทุน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนในทุกภูมิภาค การขับเคลื่อนกรมท่าอากาศยานภายใต้การนำของเขาจึงไม่ใช่แค่การสร้างอาคารผู้โดยสารหรือขยายรันเวย์ แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้สนามบินของรัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนไว้ใจได้ เป็นประตูเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่เดินหน้าไปพร้อมกับชุมชนอย่างแท้จริง

‘มาดามแป้ง’ อัดฉีด 1 ล้าน ช้างศึก ยู-17 ถล่ม คูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มเอเชีย 2026 เปิดทางสู่บอลโลก U17

(1 ธ.ค. 68) "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศอัดฉีดเงิน 1 ล้านบาทให้ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังจากช้างศึก U17 ยิงถล่มคูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย U17 ปี 2026 ที่สนามชลบุรี สเตเดียม

เกมนี้มีเงื่อนไขว่าไทยต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตูเพื่อการันตีแชมป์กลุ่ม ขณะที่คูเวตเพียงไม่แพ้ก็จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ซาอุดีอาระเบีย โดยมาร์โค ก็อคเคิ่ล หัวหน้าผู้ฝึกสอนจัดทีมเน้นรุก และแม้กัปตันทีมบาดเจ็บ นักเตะโต้เกมรุกได้ทันที

ประตูแรกมาถึงในนาทีที่ 10 จากพลพิทักษ์ รุ่งเรืองจบจังหวะตอกส้นของพิชญะ ชัยวรางกูล ก่อนจะยิงประตูที่สองและสามจากการเล่นร่วมกันของอชิรวัตติ์ วาปีฝ้าย และพิชญะ วุฒิชัย พร้อมกันนั้นคูเวตต้องเหลือผู้เล่น 10 คนหลังผู้รักษาประตูถูกใบแดงในนาทีที่ 63

ชัยชนะ 3-0 ทำให้ไทยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย U17 เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และ "มาดามแป้ง" ก็ยืนยันเงินอัดฉีดตามสัญญาทันที พร้อมย้ำว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่สะท้อนถึงการให้คุณค่าเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของฟุตบอลไทย"

ความสำเร็จนี้ทำให้แฟนบอลไทยมีโอกาสได้ฝันไกลขึ้นกับการไปถึงฟุตบอลโลก U17 2026 ที่กาตาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบฟุตบอลเยาวชนไทยที่ยืนระยะได้ในระดับเอเชียอย่างมั่นคง

 

 

 

น้ำท่วมภาคใต้ 9,000 บาท เข้าใจตรงกันนะ!! รัฐจ่าย “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน” หยุดบอกต่อข้อมูลผิด ผู้นำชุมชน–ท้องถิ่นต้องสื่อสารให้ชัด

(1 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่าเข้าใจตรงกันนะ เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทะเบี(1 ธ.ค.ยนเพื่อรับเงินเยียวยาจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนอยู่บ้างว่า เงิน 9000 บาทได้รับทุกคน หรือครัวเรือนละ 9000 บาท

 

ความสับสนน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือไม่เข้าใจ ผู้นำชุมชนแจ้งว่า “ได้ทุกคน” แต่ละครอบครัวจึงหอบหิ้วกันไปลงทะเบียนตามคำบอกกล่าวของผู้นำที่ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน

 

“หยุดสร้างความสับสน…เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

“เงื่อนไข + วิธี + เกณฑ์” ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / รัฐ สำหรับเงิน “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” ให้ชัด ๆ เผื่อคุณสนใจเช็กว่าสถานการณ์ของคุณเข้าเกณฑ์ไหม

 

ใครมีสิทธิ / ครัวเรือนแบบไหนได้รับ

-เงินถูกกำหนดเป็นอัตรา “ครัวเรือนละ 9,000 บาท” ไม่ใช่ “ต่อคน”

-สิทธินี้สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัยประจำ” (ที่ทะเบียนบ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง) ที่อยู่ในพื้นที่ที่มี “ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ “ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จากรัฐ/ปภ.

-ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะน้ำท่วม “ขังไม่เกิน 7 วัน” (โดยมีทรัพย์สินเสียหาย) หรือ “น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน” ก็มีสิทธิได้รับเงิน 9,000 บาท เหมือนกัน (เงื่อนไขรวมทั้ง 2 กรณี)

 

เอกสารที่ต้องใช้

-บ้านที่เป็นของตนเอง

สำเนาบัตรประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน

-บ้านเช่า

สำเนาบัตรประชาชน + สัญญาเช่าบ้าน (หรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

-ที่อยู่อาศัยแบบอื่น (เช่น บ้านพักชั่วคราว, บ้านจากโครงการ, จังหวัดประกาศพิเศษ ฯลฯ)

ให้ “ผู้นำชุมชน/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วลงนามรับรองร่วม (2 ใน 3 คน) ว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริงของผู้ขอรับสิทธิ

 

ช่องทางยื่นคำร้อง / ลงทะเบียน

-ยื่นด้วยตนเองที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เทศบาล / อบต.” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

-หรือสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบที่รัฐบาล/ปภ.จัดไว้ (ตามประกาศ) — หลังลงทะเบียนออนไลน์ บางกรณีอาจต้องไปยืนยันเอกสารจริงที่ท้องถิ่นอีกครั้ง

 

วิธีจ่าย & การโอนเงิน

-การจ่ายเงินเยียวยาเป็นการ “โอนเข้าบัญชี” ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก) เพื่อรับเงิน

-ถ้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง / บัญชีถูกปิด / ไม่เคลื่อนไหว อาจทำให้ “โอนเงินไม่สำเร็จ” ต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีให้ถูกต้องก่อน

 

พื้นที่ / จังหวัดที่ได้รับสิทธิ (ล่าสุด 2568)

-จำนวนรวม: รัฐบาลอนุมัติจ่ายเยียวยาให้ครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 685,554 ครัวเรือน ใน 65 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ในเขตประสบภัย

-ตัวอย่างจังหวัดที่เข้าข่าย: หลายจังหวัดทั่วประเทศ — ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้ เช่น มีทั้งจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ (ดูรายชื่อครบในประกาศของปภ.)

 

ประเด็นที่ควรระวัง / ข้อจำกัด

-เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เป็น “เหมาจ่ายอัตราเดียว” ไม่ได้คำนวณตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น หากบ้านมีหลายคน ก็จะได้ 9,000 บาททั้งหมด ไม่ใช่ 9,000 × คน

-ถ้าที่อยู่อาศัยนั้นเป็น “บ้านเช่า” หรือ “ไม่ใช่บ้านตามทะเบียนบ้าน” อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริง

-การลงทะเบียนและยื่นเอกสาร ถ้าไม่ครบตามเงื่อนไข (เอกสารไม่ครบ, ผูกพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง ฯลฯ) อาจทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงิน


เรื่อง : นายหัวไทร

 

ในการรับมือวิกฤตอุทกภัย ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนการบริหารจัดการ งบประมาณยามเกิดภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) ยังคงมี สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 9 จังหวัด ครอบคลุม 89 อำเภอ 595 ตำบล 4,227 หมู่บ้าน โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,162,551 ครัวเรือน หรือ 2,963,894 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) พบว่า ระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หลายพื้นที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลัก ๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่าง ๆ

โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน การจัดกีฬาซีเกมส์ ก็ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18%

ย้อนหลังในช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วม มีการส่งข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพผ่าน Cell Broadcast ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่ง เรื่องได้รับการแจ้งเตือนโดย Cell Broadcast ผมยืนยันผมดูแลเรื่องนี้ ผมร่วมด้วยเรื่องการพัฒนาระบบ แจ้งเตือนไปเฉพาะภาคใต้ 99 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดานี่รำคาญเลย ดังติ๋งติ๋งติ๋ง เมื่อวันที่ 18 แล้วกระทั่งเรื่อยมาวันที่ 21-22 ถี่ยิบเลย ตีห้าให้อพยพ ขอให้อพยพ แต่เราไม่มีอำนาจไปสั่งให้อพยพ เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ“

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีคนหาดใหญ่หลายคนออกมาบอกว่า ได้รับข้อความเตือนภัยกันหลายรอบ บางคนบอกว่าชะล่าใจเอง เพราะไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า แม้ว่าชาวบ้านได้รับข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพ แต่กลับเป็นทางทีมเทศบาล ที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามันจะไม่รุนแรง น้ำท่วมจะอยู่ในจุดที่พอรับได้เหมือนปีก่อน ๆ ประชาชนเลยไม่อพยพ…

ในส่วนประเด็นการเข้าไปช่วยเหลือ ที่มีเสียงก่นด่าว่า ส่วนงานต่าง ๆ จากรัฐบาล ขาดการวางแผน ทำงานไม่เป็นระบบ ขาดการจัดการ และการประสานงาน เหล่าบรรดาอินฟลูฯ ต่างๆ ก็รีบออกมาโพสต์สำทับ สร้างกระแส ว่าประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มีแต่จิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตอนกัมพูชา ยิงจรวดตกใส่สถานีบริการน้ำมัน และมีผู้เสียชีวิต ไม่เห็นอินฟลูฯ โผล่มาเรียกร้องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต

คนทำงานหน้างานจริง คงไม่มีเวลามาถ่ายรูป เอามาโพสต์หรอก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หลายชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย ไม่เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เหมือน สส. บางพรรค ที่ลงพื้นที่ เพื่อไป 5432 Action แล้วบอกว่าช่วยชีวิตประชาชนที่ประสบภัยได้ 100 คน เหนือกว่ามืออาชีพอย่างทีมกู้ภัย

ทีมกู้ภัยพิบัติ ทหาร ทั้งจาก กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วย Seal ขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็คงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณ ของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายส่วนงานถูกปรับลดงบประมาณลง ตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นพอเข้าใจได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต้องเทงบประมาณไปช่วยแก้วิกฤตการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผลให้การจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการกู้ภัยไม่เพียงพอ แต่หลังจากนั้น หากติดตามสื่อทางการเมืองบ่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการบีบให้ลดงบประมาณกลาโหม ลดขนาดกองทัพ ปภ.ถูกตัดงบจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ในปีงบประมาณ 2567

พรรคการเมืองไหน ที่โจมตีให้ต้องลดงบประมาณ โจมตีให้ตัดงบประมาณ สื่อเป็นของค่ายไหน คิดว่า Google คงช่วยได้ ตอนนี้.... พอได้คำตอบหรือยัง ว่า ‘ทหาร’ มีไว้ทำไม…


เรื่อง: The PALM (สุรวัช อริยฐากูร)

 

 

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ‘หาดใหญ่–สงขลา’ ตรวจเช็ก-ถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี!! และซ่อมแซมถัง-เตาก๊าซ LPG

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เตรียมความพร้อมแผนฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยและลำเลียงสิ่งของจำเป็นสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถพยาบาล และรถกู้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงแจกผลิตภัณฑ์จากคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในพื้นที่

โออาร์ ยังเตรียมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 2,500 คัน ระหว่างวันที่ 1–30 ธันวาคม 2568 ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จำนวนเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 
1. บจ.กิจถาวร 2018 
2. บจ.เอส.บี. ออโต้เซลส์  
3. บจ.ทรัพย์ออยล์ปิโตรเลียม
4. สาขาสนามบินหาดใหญ่ 

ส่วนบริการสำหรับรถยนต์ จะเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จำนวน 500 คัน ณ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto สาขาเมืองสงขลา โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญให้บริการตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและของเหลวอื่นๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานรถหลังผ่านเหตุอุทกภัย เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ 

นอกจากนี้ โออาร์  ยังจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ 5 จุด เพื่อเป็นจุดพักพิงและส่งต่อความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นจุดบริการในการตรวจสอบและซ่อมแซมถังและเตาก๊าซแอลพีจี (LPG) ในครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งฟื้นฟู สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ปตท. และ โออาร์ ยังได้มอบกาแฟพร้อมดื่ม คาเฟ่ อเมซอน จำนวน 3,240 ขวด แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและน้ำแร่คาเฟ่ อเมซอน กว่า 20,000 ขวด ผ่านหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน พร้อมสนับสนุนก๊าซหุงต้ม ปตท. สำหรับศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงครัวพระราชทานในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงมอบบัตรน้ำมันมูลค่า 200,000 บาท แก่กองทัพอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการลำเลียงสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย 

การสนับสนุนทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ ปตท. และโออาร์ ในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และช่วยให้พื้นที่ประสบภัยสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วที่สุด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top