Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Malaysia Airlines เส้นทางกัวลาลัมเปอร์–เชียงใหม่

ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Malaysia Airlines เส้นทางกัวลาลัมเปอร์–เชียงใหม่ ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากมาเลเซีย ผลักดันประเทศไทยสู่ HUB OF ASEAN

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.67) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Malaysia Airlines เที่ยวบิน MH772 บินตรงเส้นทางกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย – เชียงใหม่ ประเทศไทย โดยมี นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางพิมพา รัตนพฤกษ์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ ททท. นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานเชียงใหม่ นางศิรินทรา สุระกนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานกัวลาลัมเปอร์ นายณัฐจิต อุ่นเสียม ผู้อำนวยการกองตลาดอาเซียน เอเชียใต้ ททท. และแปซิฟิกใต้ Ms. Emily Tan ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดสายการบิน Malaysia Airlines  นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ และ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติร่วมต้อนรับคณะเดินทาง โดย ททท. มุ่งดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพด้วยการร่วมมือกับเครือข่ายสายการบิน ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ HUB OF ASEAN

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพโดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะสายการบิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาประเทศไทย ด้วยมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว (Ease of Travelling) อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง (Direct Flight) เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ – เชียงใหม่ ของสายการบิน Malaysia Airlines ในครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่นิยมเดินทางเข้าประเทศไทยทางบกสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ให้ออกเดินทางมาแสวงหาประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่จุดหมายปลายทางอย่างจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม มีศักยภาพการให้บริการพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ครอบคลุมด้วยเสน่ห์ไทยในหลากหลายมิติที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส ทั้งนี้ ททท. หวังว่าการเปิดเที่ยวบินเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสองจุดหมายปลายทางสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

สายการบิน Malaysia Airlines กำหนดให้บริการเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เที่ยวบิน MH772 เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย – เชียงใหม่ ประเทศไทย เริ่มบินวันแรกตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 11.50 น. – 13.40 น. โดยสายการบิน Malaysia Airlines จะให้บริการบินตรงด้วยเครื่อง A330neo ให้บริการ 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ความจุโดยสาร 297 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน 

โดยในโอกาสนี้ ผู้บริหาร ททท. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเพื่อส่งมอบความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทันทีที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ด้วยอุโมงค์น้ำต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์พร้อมมอบของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในเที่ยวบินดังกล่าว เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตรไมตรีในฐานะเจ้าบ้าน ตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เชียงใหม่-ผบ.ตร.ขึ้นเหนือ แถลงจับคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3 คดี รวมของกลางยาบ้า 13,980,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น. ตามนโยบายรัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ดุลเดชา  อาชวะสมิตระกูลรอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย , พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ,พล.ต.นิรันดร์ชัย  ทิพย์กาญจนกุล รอง ผบ.นบ.ยส.35 ,นายธันวา ผุดผ่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันปราบปรามยาเสพติดภาค 5 , นายกองตรี ปิยะวุฒิ พิทักษ์บริบาล นายอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง , พ.ต.อ.ชูวิทย์  กองแก้ว รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง และ พ.ต.อ.รัชพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญของตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3 คดี ที่ ลานสโมสรอินทนนท์ ตำรวจภูธรภาค 5  อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้สืบเนื่องผลมาจากการติดตามเฝ้าระวังกลุ่มเป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดของ นายป๋อลี หรือนายบุญชัย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด  ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายม้งในพื้นที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา, อ.เทิง และ อ.พญาเม็งราย จว.เชียงราย เป็นแหล่งพื้นที่พักยาเสพติด เพื่อรอการลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการดำเนินการใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีในการสืบสวน และระดมสรรพกำลังในการปฏิบัติ รวมถึงการประสานงานในรูปแบบการทำงานร่วมกันเป็นทีมงาน ระหว่างกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 และ ตำรวจภูธรจังหวัด ทั้ง 8 แห่งในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 รวมถึงการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงาน ณ ด่านตรวจ/จุดตรวจยาเสพติด โดยมีการนำระบบเทคโนโลยี AI และกล้องที่ติดตั้ง ในจุดต่าง ๆ มาร่วมในการวิเคราะห์ติดตามเป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด รายละเอียดดังนี้

คดีที่ 1 ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยจะใช้รถยนต์ในการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ และได้สั่งการให้ทำการสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของรถยนต์คันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 13 ส.ค.67 พบรถยนต์คันที่กำหนดไว้เป็นเป้าหมายการสืบสวน จำนวน 3 คัน ได้ขับออกจากพื้นที่ จ.เชียงราย จึงได้เฝ้าติดตามโดยแบ่งหน้าที่ในการติดตามสะกดรอย จำนวน 3 ชุด ต่อมาวันที่ 14 ส.ค.67 เวลาประมาณ 23.54 น. รถยนต์เป้าหมาย รถนำคันที่ 1 ขับมาถึงด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เรียกเพื่อขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย 

จึงได้ปล่อยรถยนต์คันดังกล่าวไป ต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามรถยนต์อีก 2 คัน แจ้งว่ารถยนต์ทั้ง 2 คัน กลับรถที่จุดกลับรถ บ้านท่าชุม ก่อนถึงด่านตรวจยาเสพติดแม่พริก ประมาณ 3 กม. จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบรถยนต์ทั้ง 2 คัน พบเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว จอดทิ้งไว้ที่บริเวณป่าข้างถนนพหลโยธิน บ้านท่าชุม ม.2 ต.พระบาทวังตวง ส่วนคนขับได้หลบหนีไป จึงทำการตรวจสอบภายในรถคันดังกล่าว

ผลการตรวจสอบพบกระสอบยาเสพติด(ยาบ้า) ซุกซ่อนอยู่ในแคป และท้ายกระบะ และรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา รถนำคันที่ 2 บริเวณข้างถนนพหลโยธิน บ้านท่าชุม ม.2 ต.พระบาทวังตวง จอดห่างกันประมาณ 1 กม. จึงได้ทำการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามรถนำคันที่ 1 จนสามารถจับกุมได้ที่บริเวณด่านตรวจแม่สลิด ต.แม่สลิด อ.บ้านตาก จ.ตาก จากนั้นได้นำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมรถยนต์ของกลางทั้ง 3 คัน มาตรวจสอบโดยละเอียดที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่พริก ผลการตรวจสอบพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) จำนวน 25 กระสอบ รวมยาบ้าจำนวน 5,000,000 เม็ด จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ส.ค.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และได้รับสั่งการให้ติดตามสืบสวนหาข่าว จนกระทั่ง เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันเดียวกัน พบรถยนต์กระบะสี่ประตูมีโครงหลังคา ยี่ห้อนิสสัน สีขาว ทะเบียน งย 4193 เชียงใหม่ ซึ่งมีลักษณะตรงกันกับที่ได้รับแจ้งจากสายลับ ขับมาตามถนนสายหลังอำเภอ หมู่ 2 ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มุ่งหน้าไปทาง อ.เทิง จ.เชียงราย จึงได้ร่วมกันติดตามและสกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้พบ นายวีรพล เป็นผู้ขับขี่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 17 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร และพบยาบ้า จำนวน 18 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ภายในหลังกระบะ รวมทั้งหมดจำนวน 35 กระสอบ รวมยาบ้าประมาณ 8,750,000 เม็ด จากนั้นจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เชียงของ จ.
เชียงรายดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 13 ส.ค.67 เวลาประมาณ 19.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ทำการตรวจยึดยาเสพติที่ซุกช่อนอยู่ในพัสดุ ณ ศูนย์กระจายสินค้า Flash Express ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่ - ลำปาง ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ จำนวน 120,000 เม็ด ได้ทำการตรวจยึดไว้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการตรวจสอบทราบว่ายังมีพัสดุหมายเลข TH650160022510 ที่มีผู้ส่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน คือนายนิพนธ์ ที่อยู่ ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ได้ถูกส่งไปยังปลายทางผู้รับชื่อนายฮาริส ที่อยู่ ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เจ้าหน้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบพัสดุหมายเลขดังกล่าว อยู่ที่โกดัง Flash Express สาขาสันทราย จึงได้แจ้งแก่พนักงาน และขอทำการตรวจสอบผลการตรวจสอบพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 110,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดไว้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ประชุมร่วมไทย-ลาว ประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตรียมศึกษาแนวทางตั้งคณะทำงานร่วม เพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามให้ได้ผลอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ (15 สิงหาคม 2567) เวลา 15.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ลงพื้นที่ สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อประชุมบูรณาการร่วมหน่วยงานความมั่นคงชายแดน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไทย-ลาว-เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ โดยมี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ต.วีระชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ประจำฯ ช่วยราชการ ภ.5 , พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4 พร้อมด้วย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ ปลัดจังหวัดเชียงราย , นายคฑาสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน , นายวุฒิเลิศ ชนะหาญ ผอ.สำนักงาน กสทช.เขต 34 , คณะเมืองต้นผึ้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นำโดย ท่านคำเพ็ง กุมพัน หัวหน้าห้องว่าการเมืองต้นผึ้ง และผู้แทนหน่วยงานความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าร่วมประชุม

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระหว่างประเทศไทย-ลาว โดยทางการลาวจะไม่ให้มีการตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำอีกต่อไป โดยกำหนดเดดไลน์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2567 หลังจากนั้นหากตรวจพบจะมีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด นอกจากนี้ เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไทยและลาวจะได้มีการไปศึกษาและกำหนดแนวทางในการตั้งคณะทำงานร่วมกัน โดยเป็นคณะทำงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทย-ลาว ซึ่งในส่วนของไทย ได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ในการศึกษาและร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมฯ ไทย-ลาว ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดต่อไป 

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยดำเนินการเข้มงวดเรื่องการตัดสัญญาณซิม สาย เสา ที่ผ่านมา พบว่าในช่วงหลังคนร้ายเริ่มใช้สัญญาณโทรศัพท์จากประเทศเพื่อนบ้านโทรเข้ามา โดยสังเกตได้ว่าจะเป็นหมายเลข +697 หรือ +698 และมีหมายเลขโทรศัพท์หลายตัว หรือโทรศัพท์เข้ามาแล้วอ้างเป็นแพลตฟอร์มต่างๆ  ในส่วนนี้เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถใช้สัญญาณโทรศัพท์ของประเทศไทยได้อย่างที่เคยทำมา และในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เริ่มย้ายมาตั้งในประเทศไทย ซึ่งตำรวจไทยสามารถดำเนินการได้อย่างเด็ดขาด และมีการจับกุมไปแล้วที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ผ่านมา

ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบร่วมขอบคุณและมอบดอกไม้ให้กำลังใจ รอง ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปราบปรามผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กไทยจากพิษภัยและอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

วันนี้ (16 สิงหาคม 2567) เวลา 13.30 น. ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) นำโดย นพ. วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้อำนวยการเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ อดีตนายกแพทยสมาคมโลก และ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ ประกอบด้วย เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่, ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักปลัดกลาโหม,  มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ตัวแทนเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่และแกนนำเยาวชน Gen Z โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์และ โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล เข้าพบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) , พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) , พล.ต.ต.นิพนธ์  บุญเกิด ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (ผบก.สอท.2) , พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.สอท. และ บก.ปคบ. เพื่อให้กำลังใจ และขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีผลการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนสำคัญในการตัดวงจรไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดไปยังนักเรียน นักศึกษา เป็นการป้องกันเยาวชนและนักสูบหน้าใหม่ ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวและตกเป็นทาสของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นการช่วยลดผู้ป่วยที่จะเกิดจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอีกด้วย

นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้อำนวยการเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณและชื่นชม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะทำงานเป็นอย่างยิ่ง ที่ดำเนินการจับกุมการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่และมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนเกิดการรับรู้และตื่นตัวในการดำเนินการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น และได้ฝากให้ทุกภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันสานพลังเพื่อปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า ตามที่ได้มีการประกาศปฏิญญาไว้ในเวทีประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ที่ผ่านมา ซึ่งได้เรียกร้องให้รัฐสภา ‘คงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า’ เพื่อคุ้มครองสุขภาพเด็ก และให้ความสำคัญกับอนาคตของชาติ มากกว่าผลกำไรและภาษี ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ จริงจัง เคร่งครัด และไม่เรียกรับผลประโยชน์ และจะเฝ้าระวัง เปิดโปงกลยุทธ์การตลาดของผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำการตลาดล่าเหยื่อมุ่งเป้าเยาวชน และกลยุทธ์การแทรกแซงนโยบายของเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านองค์กร บุคคล สื่อ ให้สังคมรับรู้ อีกทั้งจะร่วมมือกันส่งเสริมให้การไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นค่านิยมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น   

ในโอกาสนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ได้ให้ข้อมูลกับภาคีเครือข่าย ให้ทราบถึงผลการปฏิบัติสำคัญในห้วงที่ผ่านมาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการปราบปราม ให้ทุกสถานีตำรวจสืบสวนจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ส่วนควบในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะพื้นที่รอบโรงเรียน สถานศึกษา แหล่งท่องเที่ยว ห้างร้าน ตลาด หรือสถานที่สำคัญ และมอบหมายให้ บช.สอท. และ บก.ปคบ. สืบสวนจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์รายใหญ่ที่มีสถานที่เก็บหรือโกดังเก็บบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก หรือมีการกระทำความผิดในลักษณะเป็นเครือข่าย ขบวนการ เพื่อตัดวงจรการกระจายสินค้าไปยังร้านค้ารายย่อย โดยห้วงปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นมา สามารถจับกุมผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ได้ถึง 11 ราย แต่ละรายมีโกดัง เก็บบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์บุหรี่ ไว้รายละหลายหมื่นชิ้น รวมทั้งมีผลการจับกุมร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารอบโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศได้อีกจำนวนมาก รวมผลการจับกุมรายใหญ่ทั้งสิ้น 17 ราย รวมบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ รวมจำนวน 630,853 รายการ มูลค่าของกลางคิดเป็น 121,488,140  บาท   

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิดตามกฎหมาย มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับช่องทางการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดนั้น พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เปิดช่องทางการรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนที่พบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านสายด่วน 1599 โดยทุกสายที่มีการร้องเรียนมา จะสั่งการให้หน่วยที่รับผิดชอบลงไปตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายทุกราย พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบทุกกรณี

สมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมแม่บ้านตำรวจครบรอบ 38 ปี

วันที่ 16 สิงหาคม 2567 สมาคมแม่บ้านตำรวจ กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมแม่บ้านตำรวจ ครบรอบ 38 ปี ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และอุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ให้การต้อนรับอดีตนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประกอบด้วย ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ , คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา , พญ.วันทนีย์ วัฒนะ , คุณกิ่งดาว พจน์โพธิ์ศรี , คุณสาวิตรี ดามาพงศ์ , คุณพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง , คุณสุมนา กิตติประภัสร์ ในส่วนของสมาคมภริยาเหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.ต.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและคณะ , คุณปัญญดา หนุนภักดี นายกสมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทยและคณะ , ผู้แทนนายกสมาคมแม่บ้านทหารบกและคณะ , คุณกีรติ พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือและคณะ , คณคุณมนทิรา พัฒนกุล นายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศและคณะ , คุณอนุสรา โรจนประดิษฐ นายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและคณะ ,คุณสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งที่ปรึกษาของทางสมาคม แขกผู้มีเกียรติและประธานชมรมแม่บ้านในสังกัดสมาคมแม่บ้านตำรวจ

สมาคมแม่บ้านตำรวจ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2529 โดยท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ให้เกียรติดำรงตำแหน่งนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นท่านแรก ตลอดระยะเวลา 38 ปี ของการก่อตั้งสมาคมแม่บ้านตำรวจมีนายกสมาคมทั้งสิ้น 21 ท่าน โดยคุณนิภาพรรณ สุขวิมล เป็นนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจคนปัจจุบัน ภายใต้คำขวัญ และการยึดหลักการทำงาน “พลังสามัคคี ทำดี เพื่อสังคม” 

โดยจะเห็นได้จากโครงการต่างๆที่ทางท่านนายกสมาคมได้ดำเนินการต่อเนื่องจากท่านอดีตนายกสมาคมและที่จะสรรค์สร้างความร่วมมือร่วมใจในการกำกับดูแลการดำเนินงานต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมเพื่อถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โครงการจิตอาสา ดำเนินกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม และกิจกรรมการทำนุบำรุงศาสนา ช่วยเหลือบุคคลด้อยโอกาสและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ ตลอดจนการช่วยเหลือสวัสดิการและดูแลทุกข์สุขของกำลังพลและครอบครัว อาทิ โครงการ One Provice One Product (OPOP) “หนึ่งจังหวัด หนึ่งผลิตภัณฑ์” โครงการขวัญดาว โครงการมอบทุนการศึกษา บุตรข้าราชการตำรวจประจำปี โครงการครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน โครงการร้านค้าสมาคมแม่บ้านตำรวจ “ร้านปันรักษ์ และปันรักษ์คาเฟ่” โครงการ Money Management  โครงการกาแฟอาซ้อ โครงการเกษตรอินทีย์ วิถีตำรวจพอเพียง โครงการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าของสมาคมแม่บ้านตำรวจ SIDE BY SIDE ช้อป ชิม แชร์ จากใจเรา ถึงมืคุณ โดยโครงการดังกล่าวนี้ทำให้สมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นหน่วยงานที่ทรงคุณค่าสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สมาคมแม่บ้านตำรวจ

รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส. ผลิต Care giver หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุสำหรับผู้ช่วยเหลือคนไข้ให้กับประชาชน

ตามนโยบาย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัว โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ได้จัดพิธีมอบใบประกาศและปิดโครงการอบรมหลักสูตร การดูแลผู้สูงอายุ สำหรับผู้ช่วยเหลือคนไข้ โดยได้รับเกียรติจาก คุณ ธัชกร นาเวศภูติกร ประธานชมรมภริยาฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตร กล่าวให้โอวาทและกล่าวปิดการอบรม​

โดยมีพลเรือตรี สรรชัย เลิศวีระศิริกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ให้เกียรติร่วมในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุมลุมพิกานนท์ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อ 15 สิงหาคม 2567

'เชียงราย' ฉก.ทัพเจ้าตาก ยิงปะทะกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 120,000 เม็ดไอซ์ 75 กิโลกรัมชายแดนแม่สาย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 04.20 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ จาก กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก  ทำการเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณ บ้านป่าแดงหลวง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 6 - 8 คน แบกเป้สัมภาระเดินเข้ามายังพื้นที่เฝ้าตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา และเกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที ฝ่ายเราปลอดภัย  เนื่องจากเป็นห้วงเวลากลางคืนไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบในห้วงเช้า

ต่อมาเมื่อเวลา 06.30 นาฬิกา หน่วยจึงได้ทำการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุดังกล่าว ไม่พบกลุ่มขบวนการฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และได้ตรวจพบเป้กระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1 เป้ จำนวน 120,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 3 เป้ๆ เป้ละ 25 ถุง น้ำหนักถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักทั้งสิ้นประมาณ 75 กิโลกรัม

และเมื่อเวลา 11.00 นาฬิกา พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พันเอก ณฑี  ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และนาย ณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้นาย   ยศพงศ์ ตุลาชม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายความมั่นคงอำเภอแม่สายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้ สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'พิพัฒน์' มุ่งสร้างความสุขในองค์กร หารือ สสส. ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงาน

วันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายอาทิตย์ อิสโม นายกสมาคมผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาแรงงาน ที่ได้นำนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือการดำเนินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานด้วยการสร้างสุขภาวะในองค์กร (Happy Workplace) โดยมี นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน     

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ขอขอบคุณผู้อำนวยการกองทุน สสส.และคณะ ที่ได้มาเยี่ยมเยียนถึงกระทรวงแรงงานในวันนี้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงแรงงานกับ สสส.ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณที่ สสส.ได้สนับสนุนงบประมาณกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในการขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของพี่น้องผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ การได้มาหารือกันในวันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่า นอกเหนือจากการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะในองค์กรแล้ว สสส.จะมีแนวทางสนับสนุนความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงแรงงานอย่างไร เช่น ความร่วมมือในการรณรงค์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งในส่วนนี้ผมได้มอบหมายให้ สสปท.ไปวางระบบป้องกันก่อนการเกิดเหตุ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องช่วยกันป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุแล้วมาเยียวยาทีหลัง

“ผมจะพัฒนากระทรวงแรงงานให้เป็นกระทรวงต้นแบบด้านองค์กรสุขภาวะ ซึ่งจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงแรงงานเราเป็นกระทรวงที่ดูแลแรงงานตั้งแต่ระดับล่างสุดไปจนถึงแรงงานระดับสูงสุด เพราะทุกคนเป็นคนทำงานที่ต้องแลกกับรายได้ เราจึงต้องดูแลเพื่อให้แรงงานทุกภาคส่วนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมด ดังนั้น การหารือร่วมกันทั้งสองฝ่ายในวันนี้ กระทรวงแรงงานเองพร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะในองค์กรและยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานให้ดียิ่งขึ้น” นายพิพัฒน์ กล่าว    

ด้าน นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในนาม สสส.ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ที่เปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานด้วยการสร้างสุขภาวะในองค์กร

ในวันนี้ และขอขอบคุณทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน สสส.เองเราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาวะของวัยทำงานทุกคน และเรายินดีที่จะทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงาน ในการสร้างสุขภาวะให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม เพื่อให้กำลังแรงงานของประเทศเข้มแข็งและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนรุ่นที่ 4 ภาคใต้

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 - 17 สิงหาคม 2567 ณ ห้องประชุมทานตะวัน ชั้น 1 โรงแรม หาดใหญ่ พาราไดซ์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยมี นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย / กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คณะกรรมการภาคใต้ ผู้แทนตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุข ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้มีเกียรติ ร่วมงาน

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน
ได้รับความรู้ มีความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ สำหรับคนพิการ โดยเฉพาะการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และการฆ่าตัวตาย  รวมทั้ง เน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรง รวมทั้งเพื่อให้ได้แนวทางและขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
 
นางวัลยา ลามะ ประธานเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน มีวัตถุประสงค์ของเพื่อให้เกิดแกนนำเครือข่ายภาคปฏิบัติ ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตเมื่ออยู่ในภาวะต่างๆได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันเหตุการณ์ เพื่อให้ได้แนวทาง และขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากการทำแผนงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 21 ปี การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  15 – 17 สิงหาคม 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมทั้งหมดจำนวน 5 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 ภาคเหนือ จำนวน 140 คน รุ่นที่ 2 ภาคกลาง จำนวน 139 คน รุ่นที่ 3 ภาคอีสาน จำนวน 154 คน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ จำนวน 117 คน และรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก จำนวน 76 คน รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งโครงการจำนวน 626 คน 

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 4 ภาคใต้ ประกอบด้วยคณะกรรมการภาคใต้หรือผู้แทน คณะกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผู้แทนตำตรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้สังเกตการณ์ วิทยากรและคณะทำงาน รวมจำนวน 117 คน  

‘นิสิตเก่าวิศวฯ ม.เกษตรฯ’ ดูแลน้องช่วงอ่านหนังสือสอบเต็มที่ แจกนมวันละ 300 ถุง และข้าวต้ม 200 ถ้วย ระหว่างติว 24 ชม.

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์’ ได้โพสต์ภาพบรรยากาศบางส่วน ของวันที่ 9 ส.ค.67 ณ ห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ฯ คณะวิศวฯ หลังเปิดพื้นที่ให้นิสิตคณะ อ่านหนังสือช่วงสอบกลางภาคตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมมีบริการเครื่องดื่ม นมวันละ 300 ถุง และข้าวต้ม 200 ถ้วย ซึ่งสนับสนุนโดยพี่ ๆ นิสิตเก่าวิศวกรรมโยธา

โดยทางเพจระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับการสอบกลางภาคครั้งนี้ มีการสนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มสำหรับนิสิตวิศวฯ มก. บางเขน ช่วงอ่านหนังสือเตรียมสอบ ในวันที่ 9-17 ส.ค.67 ที่ห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ฯ คณะวิศวฯ

ซึ่งนอกจากจะอิ่มท้องเพิ่มพลังสมอง เพราะมีผู้บริหาร พี่ ๆ นิสิตเก่าวิศวฯ และคณาจารย์ สนับสนุนอาหารว่างและเครื่องดื่มแล้ว ยังอุ่นใจเพราะมีเพื่อนช่วยกันอ่านหนังสือเยอะแยะเลย และมีพี่ ๆ เจ้าหน้าที่คอยดูแลและบริการระหว่างการอ่านหนังสืออีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ 15 ส.ค.67 ช่วงเวลา 4 ทุ่ม คณบดีคณะวิศวฯ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และผศ.ดร.ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม ก็ได้มีการสนับสนุนโจ๊กหมูทรงเครื่อง และลิ้มเหล่าโหงว สำหรับนิสิต ช่วงอ่านหนังสือเตรียมสอบ Midterm ด้วยเช่นกัน

ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ และเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถเพิ่มแรงใจให้เด็ก ๆ มีพลังอ่านหนังสือต่อได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top