Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

รมว.กต.ต้อนรับ กมธ.มั่นคงฯ ย้ำผลักดันความร่วมมือเพื่อนบ้าน-พหุภาคีแก้ปัญหายาเสพติด-หลอกลวงออนไลน์ - พร้อมเร่งใช้ระบบ ETA คัดกรอง-ติดตามต่างชาติเข้าไทย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรและคณะ ซึ่งเดินทางมาเข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และข้อคิดเห็นในการทำงานและร่วมงานกัน เพื่อปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติในประเด็นความมั่นคงต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวทางการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งกระทรวงฯ ได้ผลักดันความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกัน และปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศไทย และสร้างผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนไทย ควบคู่กับการมีบทบาทแข็งขัน ในการผลักดันความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศ ทั้งในระดับอาเซียน และอนุภูมิภาค ซึ่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation: MLC) ครั้งที่ 9 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประชุมฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน และในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงฯ ได้พบหารืออย่างไม่เป็นทางการ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา จีน และ สปป.ลาว โดยที่ประชุมเห็นพ้อง ที่จะยกระดับความร่วมมือเรื่องความมั่นคงชายแดน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด และการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเร่งผลักดันการใช้ระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการคัดกรอง และติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย

ส่วนกรณีการเผยแพร่เอกสารการประชุมของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ เรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา กระทรวงฯ ได้ดำเนินการภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบกระทู้ถามของ สส.ฝ่ายค้านต่อสภาผู้แทนราษฎร และตามที่ได้รับคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองปลัดการกระทรวงฯ ได้เป็นประธานจัดการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นพ้องร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการทำให้มั่นใจว่า ระบบสถาบันการเงินไทยมีกระบวนการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย และสอดรับกับมาตรฐานสากล และยังได้ประสานงานกับผู้เสนอรายงานพิเศษฯ เพื่อขอหลักฐานที่ชัดเจนเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามข้อมูลจากการตั้งกระทู้ถามของ สส.ฝ่ายค้าน และการพิจารณาแนวทางการดำเนินการของประเทศอื่น อันสืบเนื่องจากการเผยแพร่เอกสารฯ ดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยคำนึงถึงการปกป้องผลประโยชน์ของไทยเป็นสำคัญ

สำหรับสถานการณ์ในเมียนมานั้น กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการผลักดันให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในเมียนมา โดยเฉพาะความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยได้ดำเนินการ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การดำเนินการทางการทูตเชิงรุกในทุกระดับ การสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมา ซึ่งไทยได้มีบทบาทที่สร้างสรรค์โดยตลอด ทั้งผ่านช่องทางทวิภาคี และผ่านองค์การระหว่างประเทศ

หนุ่มกตัญญู พาศพพ่อ กลับบ้าน ระหว่างทางขอกู้ภัย เป่าเค้กข้างโลงศพ ร่ำไห้!! ขอทำเพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย จากนี้ไปเหลือแค่ตัวคนเดียว

(25 ส.ค. 67) สมาชิก TikTok @pon4293 โพสต์คลิปบีบหัวใจ หลังหนุ่มคนหนึ่งกำลังนำศพพ่อกลับบ้านเกิด และวันนั้นก็เป็นวันเกิดของพ่อพอดี จึงตั้งใจจะทำอย่างหนึ่งและทำเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อพ่อ

โดยระบุข้อความว่า ‘พี่ครับเที่ยงคืนนี้วันเกิดพ่อผม ซื้อเค้กให้ผมหน่อยครับผมอยากเป็นคนแรกและครั้งสุดท้ายที่จะทำให้พ่อผม’ ซึ่งในคลิปชายหนุ่มคนหนึ่งถือเค้กจุดเทียนวันเกิดนั่งอยู่ข้างโลงศพของพ่อ พร้อมกับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์ให้ เมื่อกู้ภัยถามว่า จะพูดอะไรถึงพ่อมั้ย หนุ่มคนนี้ก็ก้มหน้าแล้วบอกว่า ‘คิดถึงพ่อ’

เบื้องต้นทราบว่า หนุ่มคนนี้อยู่กับพ่อ 2 คน ก่อนพ่อจะล้มป่วยแล้วเสียชีวิต จากนั้นจึงโทรหาคุณปอน เพื่อขอให้ช่วยส่งศพจาก จ.ระยอง กลับไป จ.นครศรีธรรมราช และระหว่างทางก็ใกล้จะเที่ยงคืน ซึ่งตรงกับวันเกิดพ่อของหนุ่มคนนี้พ่อดี

จึงได้ขอร้องให้กู้ภัยช่วยซื้อเค้กมาเป่าวันเกิดให้พ่อหน่อย เพราะอยากจะทำอะไรให้พ่อเป็นคนแรกและเป็นครั้งสุดท้าย กู้ภัยจึงไปซื้อมาให้ พร้อมกับพาศพส่งถึงบ้านเกิด

“ภูมิธรรม”สั่งการด่วน ดูแลสินค้าที่จำเป็นในพื้นที่น้ำท่วม อย่าให้ประชาชนได้รับผลกระทบ พร้อมให้พาณิชย์จัดธงฟ้าราคาประหยัดประสานห้าง ลดราคาวัสดุก่อสร้าง สินค้าทำความสะอาด ดูแลค่าครองชีพหลังน้ำลด สั่งทุกหน่วยงานให้ข้อมูลจริงกับประชาชน

(25 ส.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เดินทางมาถึงอากาศยานน่านนคร จ.น่าน เพื่อปฏิบัติราชการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยจุดแรกเดินทางไปยังวัดอัมพวัน (ม่วงใต้) ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำผ่านรถ Mobile War Room พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย จำนวน 728 และฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำจากนางรอยบุญ รัศมีเทศ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โดยรายงานถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรายวันของกรมชลประทาน คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ แม้ว่าขณะนี้เกิดเหตุฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะเดียวกันในพื้นที่ภาคใต้ก็เกิดเหตุเช่นเดียวกัน ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่ใช่แค่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งแล้ว

ด้าน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับทุกหน่วยงานรับทราบ และขอให้ติดตามสถานการณ์อย่าเพิ่งวางใจเพราะฝนยังตกอยู่ และขอให้มีการกระจายรถโมบายไปในหลายพื้นที่ รวมถึงให้เชื่อมโยงข้อมูลไปยังส่วนกลางด้วย เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังต้องจับตาอยู่ รวมถึงสถานการณ์ที่ จ.สุโขทัย ที่สถานการณ์อาจจะหนักได้ เพราะน้ำเริ่มไหลลงไปยังพื้นที่ จ.สุโขทัย และขอให้ใช้โดรนติดตามความเคลื่อนไหวของมวลน้ำ

นายภูมิธรรม ยังขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยให้ข้อมูลแก่ประชาชน จากกรณีกระแสข่าวว่าน้ำอาจจะท่วมหนักเหมือนปี 2554 เพื่อที่ประชาชนจะได้เกิดความสบายใจ จากนั้น ได้พบปะให้กำลังใจประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย จำนวน 728 หลังคาเรือน โดยกล่าวว่า รัฐบาลทราบปัญหา และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาว จ.น่าน แพร่ และเชียงราย รัฐบาลพยายามคาดการณ์ล่วงหน้าถึงจุดต่างๆที่จะเกิดเหตุการณ์ ซึ่งเครื่องมือขณะนี้ค่อนข้างตรงกับสถานการณ์ จึงอยากให้ประชาชนรับฟังข่าวสารเพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายได้ 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมือนเดิมจากภาวะโลกร้อนจึงต้องพูดถึงต้นตอต้องช่วยกันดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ ตนเคยพูดเรื่องนี้นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ถึงปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซึ่งเป็นปัญหาที่ใช้เงินมาก จึงควรทำเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยพูดเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งช่วงต้นปี 2554 สั่งเตรียมงบประมาณไว้ 2-3 ล้านล้านบาท แต่ครั้งนี้ประมาณการไปว่า 5 - 6 ล้านล้านบาท คิดว่าจะทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แม้ว่าจะใช้งบประมาณมากแต่คุ้มค่าในระยะยาว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ขณะนี้เราควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย น้ำครั้งนี้เป็นน้ำหลากขังไม่นาน ดีกว่าปี 2554 ที่ครั้งนั้นน้ำไม่มีที่ไป การที่เราบริหารจัดการควบคุมได้ดีสถานการณ์ก็จะเบาบางลง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คือการฟื้นฟูสภาพบ้านเรือน ซึ่งตนได้สั่งการให้นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และให้เข้าไปดูแลในเรื่องราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและเกาะติด อย่าให้มีผลกระทบต่อประชาชน

โดยในด้านการดูแลสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าซ่อมแซมบ้าน ได้รับรายงานว่ากรมการค้าภายใน ได้ประชุมหารือกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง อาทิ โฮมโปร ไทวัสดุ ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส โกโฮลเซลล์ 7-Eleven ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งไทย บริษัท นิ่มซี่เส็ง จำกัด และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อป้อนสินค้าเข้าพื้นที่ ดูแลเรื่องการขนส่ง ซึ่งได้รับการยืนยันสินค้ามีเพียงพอ การขนส่งไม่มีปัญหา และพร้อมจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย โดยเฉพาะของใช้จำเป็น รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมและทำความสะอาด

ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และหากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด

อย่างไรก็ตาม หลังน้ำลด กระทรวงพาณิชย์ จะเข้าไปดูแลและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ประสานร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด นำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทำความสะอาด สินค้าซ่อมแซมบ้าน ไปจัดจำหน่ายราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยด่วนด้วย ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายภูมิธรรม และคณะ ได้ออกเดินทางไปยัง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย พร้อมรับฟังบรรยายสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือ จากนั้นเดินทางไปติดตามสถานการณ์อุทกภัย ที่ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย  พร้อมพบปะและให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

‘รมว.ปุ้ย’ สั่ง ‘SME D Bank’ ลงพื้นที่ช่วยเหลือ ‘เอสเอ็มอี’ ที่เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม เผย!! มีมาตรการ ‘พักชำระหนี้-สินเชื่อเติมทุนซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ’ ไว้รองรับแล้ว

(25 ส.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือ ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจประสบปัญหาต่อการใช้ชีวิต และการประกอบอาชีพ ตนจึงได้สั่งการให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ลงพื้นที่ และดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 

ทั้งนี้ในเบื้องต้นผู้บริหารสาขาธนาคารในพื้นที่ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง จ.น่าน และ จ.แพร่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึง สำรวจความเสียหายและความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ สำหรับเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมด้วยมาตรการที่ธนาคารมีไว้รองรับอยู่แล้ว ทั้งมาตรการพักชำระหนี้ และมาตรการสินเชื่อเติมทุนสำหรับซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

‘เจ้าของแบรนด์สกินแคร์’ อัดคลิปแฉ!! พฤติกรรม ‘แท็กซี่ย่านเอกมัย’ หลังโดนราคาเหมา 400 บาท ทั้งที่ไปไม่ไกล คนขับตะคอกใส่ ‘ที่นี่ไม่มีมิเตอร์’

(25 ส.ค.67) ผู้ใช้ TikTok ‘jha_eves’ หรือ คุณจ๋า เจ้าของแบรนด์สกินแคร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 3 นาที หลังโดนแท็กซี่ตะคอกใส่หน้าบอกที่นี่ไม่มีมิเตอร์ โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า …

ประชาชนทั้งประเทศรู้ แต่ผู้ใหญ่ไม่เคยรู้!! เหมือนไปที่ไหนก็ไม่ใช่ที่สำหรับคนไทยแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปบอกตรงๆประชาชนเดือดร้อนค่ะ!! ยังไงรบกวนผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องช่วยออกมาให้คำตอบคนไทยด้วยกันด้วยนะคะ

โดยเจ้าตัวได้บอกว่า มีโอกาสมาเที่ยวเอกมัยไม่ได้มาหลายปีแล้ว สิ่งที่ทำให้ตนตกใจคือมีคนไทยน้อยมากประมาณ 20% คนต่างชาติ 80% ก็ไปเที่ยวปกติ และออกมาโบกแท็กซี่เพื่อที่จะไปกินข้าว ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที คนขับแท็กซี่คิด 400 บาท

เราเลยบอกว่า ทำไมแพงจัง ไม่มีมิเตอร์เหรอคะ สิ่งที่เจอคือ คนขับแท็กซี่ตะโกนใส่หน้ากลางถนนที่คนเยอะมากว่า ที่นี่ไม่มีมิเตอร์หรอกนะ

เราเป็นคนไทย เขาเป็นคนไทย ที่นี่แผ่นดินไทย ที่นี่ถนนเอกมัย โดนคนขับแท็กซี่ตะคอกใส่หน้า กฎหมายเมืองไทยไม่มีมิเตอร์กันแล้วเหรอ อยากฝากผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้ ลงพื้นที่ดูแลกันหน่อย ถ.เอกมัย ไม่ต้องมีมิเตอร์แล้วใช่หรือไม่ ถ้าจะไปใกล้ๆ ก็คือ 400 บาท แล้วคนไทยก็คิดราคานี้ ไม่มีมิเตอร์จริงๆแล้วใช่ไหม จะได้เข้าใจตรงกัน ทุกคนที่ยืนอยู่บนแผ่นดินไทยจะได้ทราบว่าตรงนี้ไม่ต้องใช้มิเตอร์แล้ว

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อคนหากิน ที่ต้องใช้แท็กซี่ในการเดินทาง นี่ขนาดมีเงินยังไม่ไหวเลย กะรวยเลยไปแค่นี้ 400 บาท ถ้าเป็นจริงก็ออกกฎหมายมาให้ชัดว่าประเทศไทยไม่ต้องใช้มิเตอร์ แต่ถ้าไม่จริง ก็ช่วยจัดการให้ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ คลิปวิดีโอดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก มียอดวิวแล้วกว่า 2.4 ล้านครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปล่อยปละละเลยจนทำให้พฤติกรรมเช่นนี้ฝังรากลึกจนยากจะแก้ไข

ตำรวจอุทัยธานี ตามหา ‘ลอตเตอรี่ 500 ใบ’ ให้พ่อค้าที่อ้างว่าทำหายในวัด สุดท้ายจบอย่างพีค!! หลังหากันให้วุ่น ลืมทิ้งไว้เอง บนลังถังน้ำแข็ง

(25 ส.ค. 67) นายประมวล อายุ 64 ปี ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ประสงค์ เชื้อนุ่น ร้อยเวร สภ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่าทำแผงลอตเตอรี่หายประมาณ 500 ใบ เป็นเงินจำนวน 40,000 กว่าบาท โดยทำหายแถวบริเวณวัดแห่งหนึ่ง ต.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

โดยนายประมวลพาจนท.ตำรวจไปดูสถานที่ที่วัดดังกล่าว เพื่อจำลองภาพเหตุการณ์ ว่าตนทำอะไร เข้าห้องน้ำอย่างไร พร้อมกับตำรวจเก็บหลักฐานในที่สถานที่วัดดังกล่าว พร้อมกับสอบถามกับนายประมวลถามถึงเหตุการณ์ แต่นายประมวลก็ยังอ้างว่า ตนนั้นลืมลอตเตอรี่ไว้อยู่ที่ภายในวัด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่สอบถามกับนายประมวลอีกครั้ง พร้อมกับให้นึกภาพดูดีๆ ว่า ตนไปลืมลอตเตอรี่ไว้ที่ไหน หลังจากนั้นนายประมวลจึงพาย้อนลงไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ว่านายประมวล นั้นไปขายลอตเตอรี่ให้กับใครบ้าง พร้อมกับย้อนลงไปดูร้านค้าแห่งหนึ่ง ทราบว่านายประมวลไปลืมแผงลอตเตอรี่ งวดวันที่ 1 กันยายน 2567 ไว้อยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถาม เจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่งชื่อ นางวรณัน อาย 54 ปี ชาว ต.เจ้าวัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่านายประมวลหรือผู้ขายแผงลอตเตอรี่นั้นมาขายลอตเตอรี่ให้กับร้านค้าของตนเอง โดยขายให้ตนทั้งหมด 4 ใบราคา 400 บาท

หลังจากนั้นนายประมวล นำแผงลอตเตอรี่ ไปวางไว้ที่บนลังถังน้ำแข็ง แล้วก็ลืมทิ้งแผงไว้ นายประมวลขับรถจยย.ออกไป โดยที่ไม่ได้นำแผงกลับไปด้วย โดยเจ้าของร้านก็จำหน้าพ่อค้าไม่ได้ ล่าสุดจนท.ตำรวจพร้อมกับพ่อค้าลอตเตอรี่ มาติดตามแผงลอตเตอรี่นำกลับคืนไป เนื่องจากพ่อค้ามาลืมไว้เอง ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวนำภาพพ่อค้าลอตเตอรี่ ให้เจ้าของร้านดู ก็นึกขึ้นได้ว่าใช่คนนี้ที่ลืมหวยไว้ดังกล่าว

‘ดินถล่ม’ อุโมงค์รถไฟความเร็วสูง ช่วงคลองขนานจิตจันทึก สูญหาย 3 ราย ‘กู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา’ ระดมกำลัง เร่งค้นหา!! แต่ยังไม่ทราบชะตากรรม

เมื่อวานนี้ (24 ส.ค. 67) เวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างวิชา ปากช่อง รับแจ้งเกิดเหตุอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงคลองขนานจิต ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ดินถล่มทับคนงาน ขณะกำลังปฏิบัติงานขุดเจาะอุโมงค์ จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา นครราชสีมา ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นไซต์งานขุดเจาะอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงคลองขนานจิต ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของผู้รับเหมากำลังระดมรถแบ็กโฮ ขุดดินใส่รถบรรทุก เพื่อเข้าไปช่วยเหลือคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของไซต์งาน ทราบว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานกำลังใช้รถแบ็กโฮ และรถตักทำงานขุดเจาะอุโมงค์อยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ลึกจากปากอุโมงค์ไปประมาณ 600 เมตร โดยมีหัวหน้างานขับรถเก๋งเข้าไปควบคุมงานอยู่ด้วย แต่จู่ๆเกิดดินภูเขาถล่มลงมาทับรถทั้ง 3 คัน เสียงดังสนั่น โดยไม่ทราบสาเหตุ

เนื่องจากขณะนั้นก็ไม่ได้มีฝนตกลงมาแต่อย่างใด ส่วนคนงาน 2 คน และหัวหน้าคนงานอีก 1 คนที่ถูกอุโมงค์ถล่มทับ ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ซึ่งอยู่ระหว่างระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเจ้าหน้าที่ไซค์งาน ทำการขุดดินปากอุโมงค์ออก เพื่อเข้าไปให้การช่วยเหลืออยู่

ทั้งนี้ล่าสุด ในช่วงเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ส.ค.67 ยังไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่คนงานและหัวหน้างานถูกอุโมงค์ถล่มทับ จึงยังไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นอย่างไร โดยผู้สื่อข่าวจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

'อ.พงษ์ภาณุ' แนะ!! เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน

(25 ส.ค. 67) ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้พูดคุยถึงคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งได้กล่าวไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า...

"น่าจะตรงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด เพราะที่ผ่านมาหลายท่านคงจะรู้สึกเหมือนว่าประเทศไทยไม่มีธนาคารกลาง หรือหากมี ก็เป็นธนาคารกลางที่ไม่แคร์ความรู้สึกและความเดือดร้อนของประชาชน

"ดังนั้น เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับคืนมา รวมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและลูกหนี้รายเล็กรายน้อยที่กำลังกลายเป็น NPL และจะถูกยึดทรัพย์สินในเร็ว ๆ นี้"

อ.พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า "ไม่มีใครไม่เห็นด้วยว่าธนาคารกลางต้องมีความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระดังกล่าวต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy Independence) เท่านั้น 

ทั้งนี้ อ.พงษ์ภาณุ มองว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ...

ประการแรก ธปท. ต้องมี Focus ที่การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาเท่านั้น มิใช่ทำงานแบบจับฉ่ายเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การแก้ไขหนี้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาโลกร้อน เป็นต้น ซึ่งล้วนนำมาซึ่ง Conflict of Interest กับนโยบายการเงินและความเกรงอกเกรงใจเจ้าของและผู้บริหารสถาบันการเงิน การตัดสินใจลดดอกเบี้ยแต่ละคร้้งก็มัวแต่กลัวว่าแบงก์จะมีกำไรลดลง แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประการที่สอง การดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความรับผิดชอบ (Accountability) และอยู่ในกรอบ Inflation Targeting อย่างเคร่งครัด ซึ่งมีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตกลงกับรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน และจะต้องมีการติดตามและประเมินการทำงานของ ธปท. อย่างใกล้ชิด เมื่อมีผลประกอบการผิดเป้าหมาย เช่นที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และปีนี้จะเป็นปีที่สามที่นโยบายการเงินพลาดเป้า จะต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ รวมทั้งจะต้องมีการปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอไว้ด้วย

เงื่อนไขความเป็นอิสระของธนาคารกลางดังกล่าวข้างต้น อาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายธนาคารแห่งประเทศ และอาจไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถทำได้ทันที เช่น การปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงตัวบุคคลในองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้มีความเป็นอิสระและเป็นมืออาชีพ แทนที่จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้การควบคุมของผู้ว่าการ ธปท. รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. บางคน ที่ทำตัวเสมือนเจ้าอาณาจักรที่แฝงตัวอยู่ในประเทศไทย

‘จอม เพชรประดับ’ ฟาดใส่ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ชี้!! ไม่เหลือความเป็น ‘นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

(25 ส.ค. 67) นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ลี้ภัยหนีคดีความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

 ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ตัวอย่างของผู้ลี้ภัยการเมือง ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการและอำนาจเหนือประชาชน ที่ทำให้การเมืองไทยเป็นระบบมาเฟีย เต็มไปด้วยความอยุติธรรม และไม่เห็นหัวประชาชน..

แต่เมื่อมีโอกาสได้กลับไทย ด้วยการเข้ามามีบทบาททางการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่โอบอุ้ม ค้ำยัน ระบบมาเฟียที่เป็นเผด็จการอยู่บนบ่าประชาชน

ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการทำลายตัวเอง จนไม่เหลือความเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม และความเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ยังเป็นการสะท้อนความขี้ขลาด หวาดกลัว ไร้ความกล้าหาญอีกด้วย....

กรณีนี้ คนไทย ส่วนมากน่าจะได้สังวรว่า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสังคมไทย มีจำนวนไม่น้อย แต่ในจำนวนไม่น้อยนี้ มีน้อยมากที่จะมีความกล้าหาญ และมั่นคงในหลักการและอุดมการณ์ หรือเคารพตัวเองอย่างแท้จริง

สส.เพชรบูรณ์ นำ ‘ชาวศรีเทพ’ ยื่นหนังสือให้ ‘คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ’ เรียกร้อง!! ให้ทวงคืนวัตถุโบราณ ที่ถูกลักลอบนำออกไป ในช่วงสงครามเวียดนาม

(25 ส.ค. 67)  นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ตนได้นำคณะผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีเทพ เข้าพบคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องทวงคืนวัตถุโบราณแหล่งโบราณคดีศรีเทพ จำนวน 17 ชิ้น ที่มีการลักลอบออกจากพื้นที่เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม โดยผู้นำท้องถิ่น ประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ได้รวบรวมหลักฐานรายการวัตถุโบราณ เอกสารทางวัฒนธรรมศิลปวัฒนธรรมที่อยู่ในอำเภอศรีเทพ ที่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ รวมถึงสถานทูตประเทศต่างๆ ที่มีวัตถุโบราณครอบครองในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

“หากดำเนินการสำเร็จ และสามารถนำกลับมาสู่มาตุภูมิ เราจะนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์อำเภอศรีเทพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานในการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมและเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทยที่มีอายุกว่า 1800 ปี ที่สำคัญจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศให้มายัง จ.เพชรบูรณ์ เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างชื่อเสียงแหล่งเรียนรู้ชนชาติไทย และเพิ่มรายได้ประชาชนจากการท่องเที่ยว“ นายอัคร กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top