Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

‘hatyaitongrod’ แพลตฟอร์มแจ้งขอความช่วยเหลือ จากฝีมือ ‘นิสิตวิทย์คอมพ์’ จุฬา เปิดให้ผู้ประสบภัยปักหมุดที่อยู่โดยตรง ทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงรวดเร็วและแม่นยำ 

นิสิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์ม “hatyaitongrod” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้ประสบภัยสามารถ ปักหมุดที่อยู่อาศัย และ แจ้งความต้องการความช่วยเหลือ ได้โดยตรง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น จิตอาสา อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย ยังสามารถเปิดดูแผนที่ปักหมุดของผู้ประสบภัย เพื่อเข้าช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซาก คนไทยไม่ควรกลับไปเหมือนเดิม รัฐต้องสร้างระบบเตือนภัย - ปรับผังเมืองใหม่ รับมืออย่างยั่งยืน - อย่าทำเพียงแจกถุงยังชีพ

หลังน้ำท่วมใหญ่ คนไทยไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกแล้ว

3 การบ้านใหม่ของประเทศ – จากดูแลตัวเอง ไปจนถึงบังคับให้รัฐวางระบบ “อยู่กับน้ำ” ให้ได้จริง

ภาพที่เราเห็นแทบทุกครั้งหลังน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย แทบจะเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย  บ้านพัง ถนนขาด รถจมครึ่งคัน ผู้คนยืนมองทรัพย์สินของตัวเองพังไปกับสายน้ำ  
จากนั้นจะตามมาด้วยขบวนแจกถุงยังชีพ เรือท้องแบนของหน่วยงานต่าง ๆ ภาพถ่ายช่วยเหลือประชาชนลงหน้าข่าวและโซเชียลมีเดีย  

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ กระแสเงียบลง น้ำลด ผู้คนกลับไปซ่อมบ้าน กู้หนี้ เพิ่มภาระชีวิต  
แล้วประเทศนี้ก็เดินหน้ารอ “น้ำท่วมครั้งต่อไป” เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามคือ…  
ทำไมคนไทยถึงต้องยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทั้งที่รู้ว่าน้ำท่วมใหญ่จะกลับมาอีกแทบจะ “แน่นอน” ?

บทความนี้ชวนมอง “หลังน้ำท่วมใหญ่” ไม่ใช่แค่คู่มือเอาตัวรอด แต่เป็นการบ้าน 3 ชั้นของประเทศ  
จากระดับตัวเรา ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับรัฐและผังเมืองที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

1. หลังน้ำลด คนไทยถูกปล่อยให้อยู่กับอะไรบ้าง
สำหรับคนจำนวนมาก น้ำลดไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติระยะยาว” ที่มองไม่ค่อยเห็นในกล้องข่าว

- บ้านเรือนที่โครงสร้างเสียหาย แต่ไม่มีเงินพอจะซ่อมแบบได้มาตรฐาน  
- เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ที่ต้องผ่อนต่อ ทั้งที่ใช้การไม่ได้แล้ว  
- คนทำงานอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ที่รายได้หายไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน  
- ภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม บวกกับหนี้ใหม่ที่ต้องกู้มาเพื่อ “เริ่มต้นใหม่”  

ในขณะที่ภาครัฐมี “คู่มือหลังน้ำท่วม” กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ หน่วยงาน กระดาษประชาสัมพันธ์  
ความจริงคือข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้ไปถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเท่าที่ควร  

หลายครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  
- จะเก็บหลักฐานยังไงเพื่อขอรับการเยียวยา  
- สิทธิ์ของตัวเองในการช่วยเหลือจากรัฐมีอะไรบ้าง  
- หน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบเรื่องไหน  

เราจึงอยู่ในสภาพแปลกประหลาด คือ  
ประเทศที่น้ำท่วมแทบทุกปี แต่ประชาชนต้องหาวิธีเอาตัวรอดเองแทบทุกครั้ง

2. การบ้านระดับ “ตัวเรา–ครอบครัว–ชุมชน” ที่ต้องเริ่มทำจริงจัง

แม้รัฐจะมีหน้าที่หลักในการจัดการภัยพิบัติ แต่ในความเป็นจริง คนไทยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง สิ่งที่เรา “ควรทำให้เป็นเรื่องปกติ” ในระดับครอบครัวและชุมชนมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

2.1 เปลี่ยนจากผู้ประสบภัย → เป็นครอบครัวที่มี “แผนอพยพ”

ทุกวันนี้เรามักได้ยินเพียงประโยคปลอบใจกันว่า “สู้ ๆ นะครับ” แต่เราไม่ค่อยถามกันว่า  
“ถ้าน้ำมาอีกครั้ง เรามีแผนอพยพรึยัง?”

ครอบครัวไทยควรมีอย่างน้อย 3 สิ่งนี้เป็นมาตรฐานเหมือนการมีกล่องปฐมพยาบาล  
- จุดนัดพบของครอบครัว ถ้าเกิดเหตุแล้วแยกกันอยู่  
- เบอร์โทรฉุกเฉิน ของ ปภ. หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล ผู้นำชุมชน  
- “กระเป๋าฉุกเฉิน” ประจำบ้าน ที่มีเอกสารสำคัญ ยา อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตสำรอง เสื้อผ้าและของจำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ  

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย แต่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของคนไทยทั้งประเทศ

2.2 ดูแลบ้านให้ “พร้อมท่วม” ไม่ใช่แค่พร้อมอยู่ในวันที่อากาศดี

บ้านไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่ฝนไม่ตก น้ำไม่ท่วม  
แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในประเทศที่น้ำท่วมเป็นวัฏจักร  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง เราควรเริ่มชินกับการถามตัวเองว่า  
- ปลั๊กไฟถูกยกสูงพอหรือยัง  
- เอกสารสำคัญทั้งหมดถูกเก็บในกล่องกันน้ำหรือบนชั้นที่ปลอดภัยหรือไม่  
- ชั้นล่างของบ้านมีอะไรที่ “ต้องไม่เสียหายถ้าน้ำท่วมอีก” บ้าง  

บางคนอาจต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างเป็นวัสดุที่ทนน้ำมากขึ้น แยกของสำคัญไว้ชั้นบน  
เพราะความจริงคือ เราอาจไม่มีสิทธิ์เลือกไม่ให้น้ำมา แต่เราเลือกได้ว่าจะให้มันทำร้ายเราได้แค่ไหน

2.3 ชุมชนต้องเป็น “หน่วยปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่แค่รายชื่อในเอกสาร

ในยามน้ำท่วม ความช่วยเหลือชุดแรก ๆ มักมาจาก “คนใกล้ตัวที่สุด” ไม่ใช่ส่วนกลาง  
จึงถึงเวลาที่ชุมชนไทยควรมี “แผนรับมือน้ำท่วมของตัวเอง” อย่างเป็นทางการ

- จุดอพยพกลางที่ทุกคนรู้จัก – วัด โรงเรียน หอประชุม  
- ใครมีเรือ ใครมีรถกระบะสูง ใครมีวิทยุสื่อสาร  
- ระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์กลุ่มหรือเสียงตามสาย ที่ทุกคนรับรู้และทดสอบใช้งานจริง  

ชุมชนจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการตั้ง “กองทุนภัยพิบัติของหมู่บ้าน”  
สะสมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ในยามที่ต้องซื้อทราย ถุงยังชีพ หรือค่าเช่าเรือ  
ไม่ต้องรอ “งบจากส่วนกลาง” ทุกครั้งที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน

3. การบ้านระดับ “รัฐ–ท้องถิ่น–ผังเมือง” ที่คนไทยต้องเริ่มเรียกร้อง

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนไทยจะเตรียมตัวดีแค่ไหน ถ้า “โครงสร้างใหญ่ของประเทศ” ยังเหมือนเดิม  
เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับวงจรเดิม ๆ – น้ำมา / บ้านพัง / ซ่อม / ลืม / น้ำมาอีก

การบ้านของรัฐและท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การแจกถุงยังชีพหรือถ่ายภาพลงข่าว  
แต่คือการตอบคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนควรเริ่มถามดัง ๆ ตั้งแต่วันนี้

3.1 ผังเมืองที่ยอมให้น้ำท่วมคน หรือยอมน้ำเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ควรเป็นทางน้ำ

หลายพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก ไม่ใช่เพราะธรรมชาติโหดร้ายกว่าเดิมอย่างเดียว  
แต่เพราะผังเมืองและการใช้ที่ดินได้ “รุกเข้าไปแทนที่ทางน้ำเดิม”  

แทนที่จะมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง ป่าชุ่มน้ำ คลองธรรมชาติ  
เรากลับมีหมู่บ้านจัดสรร ถนน คอนโด และสิ่งปลูกสร้างที่กันน้ำอย่างเต็มที่  

ประชาชนจึงมีสิทธิ์ถามหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นว่า  
- แผนผังเมืองในอีก 10–20 ปีข้างหน้า จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมเลวร้ายลงหรือลดลง?  
- ยังมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่รู้อยู่แล้วว่า “เป็นทางน้ำ” หรือไม่?  

3.2 ระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่แค่เขื่อน–คลอง แต่ต้องมี “พื้นที่ให้ธรรมชาติทำงาน”

ที่ผ่านมา เรามักคุ้นกับวิธีคิดแบบ “สู้กับน้ำ”  
สร้างเขื่อน กำแพง คลองคอนกรีต เพื่อกันน้ำให้อยู่นอกเมือง  

แต่ประเทศที่เริ่มเรียนรู้จากน้ำท่วมขนาดใหญ่หลายแห่ง  
กลับหันไปสู่แนวคิด “ให้พื้นที่กับน้ำ” ด้วยการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ  
ทำให้เวลาน้ำมา น้ำมีที่ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา

คำถามที่ประชาชนไทยควรเริ่มถามคือ  
- เมืองที่เราอยู่ มีพื้นที่รับน้ำจริง ๆ เท่าไหร่?  
- งบประมาณป้องกันน้ำท่วม ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง – เฉพาะงานก่อสร้างแข็ง ๆ หรือมีงบให้ธรรมชาติช่วยทำงานด้วย?  

3.3 ระบบเตือนภัยและการสื่อสารที่ “เข้าใจง่ายและเข้าถึงทุกคน”

ในยุคที่คนไทยแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การเตือนภัยไม่ควรจำกัดอยู่แค่ประกาศทางทีวีหรือข้อความราชการอ่านยาก  
ระบบเตือนภัยที่ดีต้องตอบคำถามง่าย ๆ ให้ประชาชนได้ คือ  
“ใน 24–48 ชั่วโมงข้างหน้า ฉันควรทำอะไร?”

- น้ำจากเขื่อนหรือจากต้นน้ำจะลงมาถึงพื้นที่นี้ประมาณเมื่อไหร่  
- ระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วม สูงประมาณกี่เซนติเมตร  
- ถนนเส้นไหนที่ควรหลีกเลี่ยง  
- โรงเรียน วัด หรืออาคารใดเป็นจุดอพยพ  

การมีข้อมูลแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว  
แต่คือ “สิทธิพื้นฐานของประชาชน” ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

4. จากชาติที่ “สู้กับน้ำ” สู่ชาติที่ “อยู่กับน้ำ”

ปัญหาน้ำท่วมของไทยถูกเล่าในกรอบเดิมมานาน  
เรามักถามกันว่า “จะทำยังไงให้น้ำไม่ท่วมอีก?”  
แต่ในทางปฏิบัติ เรารู้ดีว่าในยุคภูมิอากาศเปลี่ยน น้ำฝนแปรปรวน และผังเมืองซับซ้อนแบบทุกวันนี้  
คำถามที่ควรถามใหม่อาจไม่ใช่ “จะทำยังไงไม่ให้น้ำท่วมเลย”  

แต่คือ  
“จะทำยังไงให้น้ำท่วมแล้วคน เสียหาย และประเทศไม่พังซ้ำๆ”

การเปลี่ยนจาก mindset “สู้กับน้ำ” ไปเป็น “อยู่กับน้ำ” จึงหมายถึง  
- เราออกแบบบ้านและเมืองให้รองรับการท่วมได้ระดับหนึ่ง  
- เรามีระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ใช้งานได้จริง  
- เรามีพื้นที่ให้ธรรมชาติช่วยรองรับน้ำ แทนที่จะเทปูนแข่งกับมันทุกตารางเมตร  

นิพนธ์–สรรเพชญ จัดโรงครัว “บุญญามณี” ประกอบอาหารปรุงสุกแจก ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสงขลา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

(25 พ.ย. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เดินหน้าจัดทำ “โรงครัวบุญญามณี” เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในเขตอำเภอเมืองสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แล้ว

นายนิพนธ์ได้เปิดบ้านพักส่วนตัวเป็นพื้นที่ประกอบอาหาร สามารถจัดทำข้าวกล่องได้กว่า 2,500 กล่องในช่วงเที่ยง และ 2,000 กล่องในช่วงเย็น รวมถึงแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 500 โหล
ขณะเดียวกัน ได้นำ ข้าวเหนียวไก่ทอด 1,000 กล่อง ไปปรุงและบรรจุ ณ โรงปูนอาคเนย์ ซึ่งทำให้สามารถผลิตอาหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้รวมกว่า 5,000 กล่องต่อวัน

นายนิพนธ์กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี การจัดทำโรงครัวเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ “หาดใหญ่ใน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

เชียร์ไทยในบ้านเรา กกท. แจกตั๋ว “ซีเกมส์ 2025” ฟรี!! เพียงลงทะเบียนออนไลน์ 26 พ.ย.นี้ สามารถรับชมได้ทั้งพิธีเปิด-พิธีปิด และร่วมลุ้นฟุตบอลทีมชาติไทย ที่ราชมังคล

(25 พ.ย. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดระบบลงทะเบียนรับตั๋วฟรีชมพิธีเปิด-ปิด และฟุตบอลชายทีมชาติไทยในซีเกมส์ 2025 ผ่านออนไลน์ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ โดยงานจะจัดที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ซีเกมส์ 2025 เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของไทย โดยใช้แนวคิด "กีฬาเพื่อทุกคน" ให้ประชาชนเข้าชมฟรีแต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าแบบ e-ticket หรือ QR Code เพื่อรักษาความปลอดภัยและรองรับจำนวนผู้ชมตามความจุสนาม ลดการล้นและบัตรขายต่อ นอกจากนี้ยังมี Fan Zone รอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อให้ผู้ไม่ได้บัตรเข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศร่วมกัน

พิธีเปิดจะมีการเดินขบวนพาเหรดนักกีฬาจาก 11 ชาติอาเซียน และแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย พร้อมเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่ท้องสนามหลวงก่อนส่งต่อพิธีเปิดที่ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งยังเป็นสนามฟุตบอลชายกลุ่ม A ที่มีทีมชาติไทยเตะอย่างน้อย 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม

แม้เข้าชมฟรี แต่มีระบบคัดกรองเข้มงวด พร้อมโควตาพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มด้อยโอกาสสังคม เพื่อความเท่าเทียมในโอกาสเข้าชม โดยตั๋วชมพิธีเปิดและปิดถูกคาดว่าจะเป็นที่จองเร็วที่สุด

การเปิดให้ชมฟรีครั้งนี้สะท้อนความพยายามของไทยใช้กีฬากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างความภาคภูมิใจชาติ และย้ำฐานะเจ้าภาพอย่างเต็มตัวในเวทีอาเซียน

ลงทะเบียนจองได้ฟรีในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ทางการ www.seagames2025.org 

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่จังหวัดภาคใต้ และมีพระราชดำรัสสั่งระดมกำลังทหาร ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

(25 พ.ย. 68) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดภาคใต้ โดยมีรัฐมนตรี อธิบดี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเลขาธิการพระราชวัง เข้าร่วมการประชุม โดยมี การอัญเชิญพระราชกระแสรับสั่ง แสดงความเป็นห่วงจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมี พระราชหฤทัยห่วงใย ต่อประชาชนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ จึงได้ พระราชทานความช่วยเหลือและโปรดฯ ให้ระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หน่วยราชการต่าง ๆ เพื่อเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องเรือช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้ออกจากพื้นที่อันตรายไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่ได้จัดเตรียมไว้

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านให้ใช้น้อย เตรียมชงเฟส 2 เข้า ครม. ต้น ธ.ค.นี้

(25 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้าที่อยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อย พร้อมช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้ร้านค้าในระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพัฒนาระบบเชื่อมต่อและโครงสร้างหลังบ้านให้ใช้งานได้จริงทั่วประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันโครงการคนละครึ่งพลัสมีร้านค้าเข้าร่วมราว 980,000 ร้านค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศ และผ่านการคัดกรองมาตรฐานแล้ว เมื่อเชื่อมร้านค้าเหล่านี้เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายความว่า ร้านค้าจะไม่ได้ขายเฉพาะลูกค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ยังขายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือบัตรก็มีตัวเลือกใช้สิทธิมากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสได้รับความนิยมสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า ผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 54,132 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้

สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนดก็ยังสามารถเสนอได้ทัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่จะใช้ในโครงการ ควบคู่กับงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดว่าจะใช้มาตรการนี้ทั้งเพื่อช่วยประชาชนฐานราก และพยุงรายได้ร้านค้ารายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ปั้นเด็กไทยพูดจีน สพฐ. เปิดประชุมคณะผู้บริหาร หารือยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน หวังใช้ AI ช่วยประเมินผล-ฝึกการออกเสียง ปูพื้นฐานเด็กไทยสู่ทักษะภาษา-การเรียนรู้ยุคใหม่

(25 พ.ย. 68) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ
 

‘ตรีนุช’ มอบ 5 เสือแรงงาน เร่งบูรณาการช่วยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายเยียวยา 50% พร้อมจ้างงานเร่งด่วน ตั้งศูนย์ซ่อม–ฝึกอาชีพเสริมรายได้หลังน้ำลด ช่วยผู้ประสบภัยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’ สั่งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงานติดตามความเสียหายจากอุทกภัย 24 ชั่วโมง บูรณาการ 5 เสือแรงงานทุกจังหวัดภาคใต้ มอบประกันสังคมเร่งจ่ายเงินเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงแรงงานในสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดบูรณาการงานร่วมกัน ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน ติดตามความเสียหายและผลกระทบตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานล่าสุด คือ มีจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ในจำนวนนี้มี 10 จังหวัดที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์ของฝนตกหนักและระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ประชุมติดตามสถานการณ์และดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน พร้อมสำรวจความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงขอรับการสนับสนุนกิจกรรมจ้างงานเร่งด่วน

ในส่วนของกรมการจัดหางานให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนการจัดหางานในตำแหน่งที่ว่างหลังน้ำลด ในกรณีที่ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการได้ รวมถึงให้สนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อทดแทนการขาดรายได้อย่างเร่งด่วนที่สุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า พาหนะและเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเสริมรายได้หลังน้ำลด 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้สำรวจความเสียหายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสบภัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกู้เงินกองทุนความปลอดภัยฯ ช่วยเหลือด้านการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน 

ส่วนสำนักงานประกันสังคมให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย จากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นายจ้างและให้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆแก่ผู้ประกันตน รวมทั้งประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่
 

ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 สานต่อมอเตอร์เวย์-โครงข่ายถนนทั่วไทย ยกระดับความปลอดภัย-คุณภาพงานทาง ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจชาติ

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่วางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษาทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในทุกภูมิภาคของไทย 

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทางหลวง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และนับเป็นอธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรมทางหลวง จึงถูกจับตามองว่าเป็น “แม่ทัพรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมและยกระดับโครงข่ายทางหลวงไทยให้ก้าวทันความท้าทายในอนาคต 

ในด้านการศึกษา นายปิยพงษ์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Imperial College London สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม/นโยบายคมนาคม งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ The impact of transport infrastructure investment on regional employment: an empirical investigation ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับการจ้างงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในวารสารนานาชาติ เช่น บทความ “Marginal productivity of expanding highway capacity” ซึ่งวิเคราะห์ผลผลิตส่วนเพิ่มจากการขยายขีดความสามารถของทางหลวงต่อเศรษฐกิจเอกชน ประสบการณ์วิจัยเชิงลึกเหล่านี้ทำให้เขาเป็นข้าราชการที่มอง “ถนน” ไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแท้จริง

เส้นทางราชการของนายปิยพงษ์ถือได้ว่าเป็น “ลูกหม้อกรมทางหลวง” อย่างเต็มตัว เขาเติบโตมาจากสายงานวางแผนและพัฒนาระบบทางหลวง ก่อนมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดูแลโครงการมอเตอร์เวย์สายสำคัญหลายสายของประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนมอเตอร์เวย์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านกลไกให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) 

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ดูแลงานด้านมาตรฐานวิศวกรรม ระบบข้อมูล และการบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในโครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทางหลวง หรือระบบ DOH One Map ที่รวบรวมข้อมูลโครงข่ายทางหลวงให้อยู่ในรูปแบบ Open Geospatial Data รองรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศอย่างใกล้ชิด 

ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี นายปิยพงษ์เป็นหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ผลักดันแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ระยะยาวของไทย โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงโครงข่ายราง (โครงการ Motorway-Rail Map หรือ MR-MAP) และแผน 20 ปีในการพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 

เขามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแผนลงทุนโครงข่ายถนนใหม่ ๆ ต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันโครงการมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่หลายโครงการให้เดินหน้าจากระดับการศึกษา ความเป็นไปได้ สู่การอนุมัติงบประมาณและเตรียมก่อสร้างจริง งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งด้านวิชาการ การวางแผนยุทธศาสตร์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายปิยพงษ์ได้มอบนโยบายการบริหารกรมทางหลวง 9 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง การจัดการอุบัติเหตุและความปลอดภัยสาธารณะ การยกระดับคุณภาพงานทางและการบริการประชาชน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรในองค์กร 

เขายังประกาศเร่งรัดให้ มอเตอร์เวย์ 3 สายสำคัญ เปิดให้บริการภายในปี 2569 ได้แก่ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) M6 (บางปะอิน-โคราช) และ M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการ “เรือธง” เช่น มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ปากท่อ (M8) และการเตรียมเปิดประมูลที่พักริมทาง รวมถึงสัญญาบริหารและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ เพื่อให้โครงข่ายมอเตอร์เวย์ของไทยสมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและบริการผู้ใช้ทาง 

อีกด้านหนึ่ง อธิบดีปิยพงษ์ให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัยและความโปร่งใส” อย่างชัดเจน ทั้งการกำชับให้ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาก่อสร้างให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างและบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุใช้งานนาน รวมถึงการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างมาเป็นฐานในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนทางหลวง 

ประสบการณ์ด้านวิจัยคมนาคมในเวทีนานาชาติ ประกอบกับบทบาทในฐานะรองอธิบดีฝ่ายวิชาการและผู้ตรวจราชการ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ “คิดบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าใช่เพียงความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อผนวกกับการเป็นลูกหม้อกรมทางหลวงที่รู้เท่าทันทั้งข้อจำกัดและศักยภาพขององค์กร ก็ยิ่งทำให้ภาพของ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ในวันนี้ ชัดเจนในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ทุกกิโลเมตร” ของทางหลวงไทย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top