Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

‘โคตะ มิอุระ’ นักมวยชาวญี่ปุ่นขวัญใจชาวไทย โพสต์ข้อความผ่าน Instagram ชี้!! ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง ได้รับมิตรภาพมากมาย แม้จะพูดไทยไม่ได้

(12 ต.ค. 67) นี่คือบ้านหลังที่สองของฉัน ! ‘โคตะ มิอุระ’ โพสต์บอกรักประเทศไทย 

โคตะ มิอุระ นักมวยชาวญี่ปุ่นขวัญใจชาวไทย โพสต์ข้อความผ่าน Instagram ถึงเพื่อน ๆ ชาวไทย พร้อมพูดถึงประเทศไทยด้วยการปิดท้ายว่า ‘ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง’

โดยนักชกชาวญี่ปุ่น ทายาทของ ‘คิงคาซู’ คาซูโยชิ มิอุระ ตำนานนักเตะชาวญี่ปุ่น กลายเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น หลังเขาได้ขึ้นชกกับ บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยคนดังชาวไทย ในไฟต์พิเศษ เลเจนต์ ออฟ ราชดำเนินของศึก ราชดำเนิน เวิลด์ ซีรีส์ (RWS)ที่สนามมวยเวทีมวยราชดำเนิน เมื่อปี 2565 ซึ่งหลังการขึ้นชกในวันนั้น โคตะ และ บัวขาว ก็กลายเป็นเพื่อนสนิท และมีมิตรภาพอันดีต่อกัน 

โดยข้อความระบุว่า 

ผมไม่เคยมีเพื่อนฝูงในประเทศไทยมาก่อน แต่เมื่อย้อนไป 2 ปีก่อน ผมมีครอบครัวที่เป็นยิ่งกว่าเพื่อน แม้ผมจะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ทุกคนในเมืองไทยต้อนรับผมสู่ครอบครัวของพวกเขา และทำให้ผมได้มีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ การฝึกซ้อม การทำงาน หรือแม้แต่การสังสรรค์ ทุก ๆ คนสนับสนุนผมและทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผมในการทำทุกๆ อย่าง ในสภาพแวดล้อมที่เป็นไปได้มากที่สุด จากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ผมต้องขอบคุณทุก ๆ คน ครอบครัวในประเทศไทยของผม และผมจะเติบโตขึ้นเพื่อที่จะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้างเช่นกัน ผมรักพวกคุณ ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สองของฉัน

‘หมอลิลลี่’ เผยโดน ‘พยาบาลดัง’ ตามคุกคาม มา 5 ปี เอาทัวร์มาลง ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันปัจจุบันได้รับข่าวดี!! คู่กรณีได้รับหมายจับแล้ว ชี้!! เหมือนได้ชีวิตคืนมา ไม่ต้องผวา

(12 ต.ค. 67) หมอลิลลี่ แพทย์หญิงวรัญญา งานทวี คุณหมอคนดังในโลกโซเชียล ได้ออกมาเปิดเผยว่า คุณหมอโดนพยาบาลคนหนึ่ง ติดตามคุกคามคุณหมอ ทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์ แขวนและเอาทัวร์มาลงคุณหมอ จนคุณหมอเครียดและสูญเสียลูก ทั้งที่หมอลิลลี่และพยาบาลคนนั้น ไม่รู้จักกันมาก่อน

ทั้งนี้ หมอลิลลี่ คนดังบนโลกออนไลน์ ได้ออกมาเผยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี หมอลิลลี่ถูกแขวะ ใส่ร้าย โดนเอาทัวร์มาลงเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง ครอบครัวของหมอลิลลี่ก็โดนหมด แม้กระทั่งตอนที่แฟนขอแต่งงานเมื่อเดือนตุลาคม 2566 หมอลิลลี่ ยังไม่กล้าโพสต์ ได้มาโพสต์ประกาศให้รับทราบอีกทีตอนเดือนกุมภาพันธ์ 2567 หมอลิลลี่จดทะเบียนสมรสเดือนพฤษภาคม 2567 และจัดงานมงคลสมรสเดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ตอนเดือนเมษายน พบว่าพยาบาลคนนั้นยังแขวนหมอลิลลี่และครอบครัวทางหน้าวอลล์เฟซบุ๊ก โพสต์ต่อว่าหมอลิลลี่ในที่สาธารณะ และทำให้ในเดือนเดียวกัน หมอลิลลี่ได้ตัดสินใจที่จะรวบรวมหลักฐานและจัดการฟ้องเงียบ ๆ

เดือนมิถุนายน 2567 ได้มีคนมาขอให้หมอลิลลี่เล่าสิ่งที่โดนลงโซเชียล หลังจากหมอลิลลี่ปิดเฟซบุ๊กไปพักใหญ่เพราะหมอลิลลี่เหนื่อยจากการโดนแขวะ และหมอลิลลี่ก็ยืนยันว่า ตนไม่เคยรู้จักกับพยาบาลคนนี้มาก่อน มีแต่พยาบาลที่ตามคุกคามหมอลิลลี่ฝ่ายเดียว ทำให้หลายเดือนมานี้ หมอลิลลี่เงียบ และตามคดีทุกวัน ไม่มีวันไหนที่หมอลิลลี่หลับลง เพราะกลัวว่าพยาบาลคนนี้จะไม่ได้รับผลกรรมที่ทำกับตนหรือเหยื่อคนอื่น

การที่หมอลิลลี่ออกมาทำเรื่องนี้ เพื่อปกป้องตัวเอง หมออยากมีลูกทันทีหลังแต่งงาน หลังจากที่แต่งงาน หมอก็พยายามจะมีลูก แต่ลูกไม่มาเพราะหมอเครียดเรื่องคดีมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไป สน. ประจำ จนวันที่ 25 กันยายน 2567 หมอได้รับข่าวดีว่ามีลูกแล้ว "แต่ความดีใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึง 5 วัน" สิ่งที่หมอโดนทำให้หมอทรมานและคิดทุกวัน เครียดทุกวัน จนหมอต้องเสียลูกไปเพราะกดดันมาก

และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 หมอลิลลี่ ก็ได้รับข่าวดีว่า "เขาได้รับหมายจับแล้ว"

และ เราเหมือนได้ชีวิตคืนมา หลังจากต้องผวา หวาดกลัวมาเกือบ 5 ปี จากนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ตอนนี้เราโชคดีที่มีสามีที่ดีและใส่ใจมาก KV Por เหลือแค่ลูก หวังว่าจะมีโอกาสอีกครั้ง และรอบนี้จะไม่เสียลูกไปอีก

เราไม่อยากสูญเสียอะไรอีกแล้ว จากนี้เราอยากใช้ชีวิตให้มีความสุขบ้างค่ะ ขอบคุณทุกคนจริง ๆ สำหรับกำลังใจดี ๆ เสมอมา

ทั้งนี้ พบว่า พยาบาลคนดังกล่าวนั้น เคยมีประเด็นวิวาทะฟาดปากกับคนอื่นมาก่อนจนเป็นข่าวดัง และตอนนั้นก็มีคนเข้าข้างเธอเป็นจำนวนมาก และเมื่อเธอถูกหมายจับ ก็ปรากฏว่าพยาบาลคนนี้ได้ออกมาขอโทษผ่านทางเฟซบุ๊กและ X ทั้งในภาษาไทย และภาษาเยอรมัน ซึ่งพยาบาลต้องขอโทษโดยปักหมุด 60 วันใน Instagram, X, Facebook ไม่ปิดคอมเมนต์ ไม่ลบโพสต์ แต่หมอลิลลี่ก็บอกว่า การขอโทษนั้นดูไม่จริงใจ เพราะเอาภาษาเยอรมันขึ้นก่อน เวลาอ่านต้องเลื่อนลงมาถึงเจอภาษาไทย

ทางหมอลิลลี่ยังได้เล่าอีก หมอลิลลี่โดนพยาบาลตามแขวะตามใส่ร้ายมาหลายปี โดยที่หมอลิลลี่ไม่เคยตอบโต้ แม้ว่าจะบล็อกไปแล้วก็ยังโดนเอาเฟซบุ๊กอื่นมาแขวะต่อ จนกระทั่งพ่อแม่ของพยาบาล ได้มาขอไกล่เกลี่ยเพื่อขอให้เกิดการยอมความ ซึ่งพ่อแม่ของพยาบาล ตอนแรกก็คิดว่าลูกมีปัญหาทะเลาะกับหมอลิลลี่มาก่อน แต่เมื่อหมอลิลลี่ยืนยันว่าไม่รู้จักกัน เพราะทำงานคนละอาชีพ ไม่เคยเรียนด้วยกัน ไม่เคยเจอกัน ไม่เคยด่ากลับ แต่หมอลิลลี่กลับโดนด่าหนัก จนทางแม่ต้องถามพยาบาลว่า ไปตามว่าหมอลิลลี่ทำไม ซึ่งพยาบาลก็บอกแม่ และแม่ก็บอกทนายว่า เหตุที่ทำแบบนั้นเพราะ ‘หมั่นไส้’

'พิพัฒน์' โชว์ผลงาน up skill  ช่างเชื่อมไทยอู่ต่อเรือ สู่การจ้างงานในเกาหลี รายได้เริ่ม 75,000 บาทต่อเดือน 

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค.67) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และบริษัท HD Hyundai Heavy Industries C0. , Ltd. โดยมีนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และคุณ คิม ดอง อิล รองประธานบริษัท HD Hyundai Heavy Industries ร่วมลงนาม   นางสาวบุณยวีร์ ไขว้พันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน  นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน  นายปาร์คยองมิน (Yong-min Park) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย  ผู้บริหารสังกัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารบริษัท HD Hyundai Heavy Industries และนางสาวอรัญญา สกุลโกศลประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ร่วมพิธีด้วย ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารกระทรวง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อพบปะหารือกับผู้แทนบริษัท HD Hyundai Heavy Industries ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้านอู่ต่อเรือ พบว่าในปัจจุบันบริษัทมีความต้องการแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือจำนวนมาก โดยเฉพาะช่างเชื่อม เนื่องจากกระบวนการต่อเรือ 1 ลำ ใช้ทักษะเฉพาะที่อาศัยความประณีต ถูกต้องและแม่นยำสูง นอกจากนี้ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหลายด้านในการต่อเรือ จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งยกระดับช่างเชื่อมไทยให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่อเรือ และการจ้างงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงได้เกิดความร่วมมือในวันนี้ขึ้น ต้องขอบคุณนายปาร์คยองมิน (Yong-min Park) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ในการสนับสนุนแรงงานไทยและผู้ประกอบการในสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อบูรณาการร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาฝีมือแรงงาน การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการต่อเรือ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้ ยังมีการมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 88 คน ที่จะได้เดินทางไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลี ในอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ กลุ่มแรก ที่ผ่านการอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรการประกอบท่อแรงดันสูงในงานอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ จำนวน 41 คน ฝึกอบรม ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม จังหวัดสมุทรปราการ 2) การเชื่อมทิกสำหรับท่อแรงดันสูงในงานอุตสาหกรรมการต่อเรือ จำนวน 21 คน และ 3) การเชื่อมฟลักคอร์ 3G,  6G จำนวน 26 คน ฝึกอบรม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ซึ่งนายจ้าวจะรับเข้าทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี โดยจะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นจำนวน 75,000 บาทต่อเดือน

"ฝากเชิญนะครับชวนนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจในการฝึกอาชีพ พัฒนาทักษะฝีมือ หรือเรียนในสายอาชีวะศึกษานั้น เมื่อเรียนจบมาจะมีโอกาสได้มีงานทำทันที หรือสร้างรายได้ ในระหว่างช่วงการเรียน ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยินดีสนับสนุนตรงนี้ครับ"

นางสาวอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย กล่าวว่า เป็นความโชคดีของแรงงานไทย ที่ภายหลังจากท่าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางกลับมาจากสาธารณรัฐเกาหลีได้ติดต่อมายังสมาคมฯ และเมื่อเดือนกรกฎาคมทางสมาคมฯ ได้ประกาศให้แรงงานที่มีฝีมือช่างเชื่อมมาทดสอบ โดยทางนายจ้างจากสาธารณรัฐเกาหลีก็ได้เดินทางมาทดสอบด้วยตนเอง และได้จัดให้มีการเข้าอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อีกทั้งทางเกาหลียังได้จัดส่งผู้ฝึกสอนมาสอนด้วย ควบคู่ได้ไปกับการศึกษาภาษาเกาหลี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่ไปทำงานที่เกาหลีแล้ว ฝีมืออย่าตก ให้รักษาคุณภาพ และพัฒนายิ่งขึ้น ให้ได้งานที่ถูกต้องและถูกใจนายจ้าง ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว และหวังว่าทุกท่านที่ไปแล้วจะไม่สร้างผิดหวังให้กับทางกระทรวงแรงงาน

‘แพทย์หญิงปรมาภรณ์’ ผู้บริหาร BDMS ติดอันดับ ‘100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย’ จากการจัดอันดับของ ‘นิตยสารฟอร์จูน’ ด้วยผลงานที่เป็นเลิศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

(12 ต.ค. 67) แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS (Bangkok Dusit Medical Services Public Company Limited) ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย ประจำปี 2024 จากการจัดอันดับของ ‘นิตยสารฟอร์จูน’ (Fortune) ซึ่งได้ประกาศรายชื่อ 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย ประจำปี 2567 หรือ The Fortune Most Powerful Women Asia 2024’ โดยแพทย์หญิงปรมาภรณ์เป็นผู้บริหารหญิงเพียงคนเดียวจากวงการเฮลท์แคร์ของไทยที่ได้รับเกียรติในปีนี้

ผลการจัดอันดับดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเชิดชูสตรีผู้นิยามความเป็นผู้นำในรูปแบบใหม่ ทั้งด้วยการพลิกโฉมบริษัทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผ่านการขับเคลื่อนให้เจริญเติบโต รวมทั้งในด้านการพัฒนานวัตกรรมที่สนับสนุนความเป็นเลิศทางธุรกิจ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำรุ่นต่อไป

BDMS เป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบันมีจำนวนโรงพยาบาลในเครือรวมทั้งสิ้น 59 แห่ง ประกอบด้วยกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลรอยัล (ประเทศกัมพูชา) และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการดูแลสุขภาพอีกด้วย   

ภายใต้การบริหารของแพทย์หญิงปรมาภรณ์ BDMS ให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพที่เป็นเลิศ เช่น การนำ AI ทางการแพทย์มาใช้เพื่อยกระดับการตรวจและรักษา และการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด เป็นต้น

"BDMS มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการแพทย์อย่างยั่งยืน เพื่อมอบบริการด้านสุขภาพที่ดีที่สุดให้แก่คนไทยและสังคมโลก พร้อมทั้งเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักธรรมาภิบาล" แพทย์หญิงปรมาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย

'เผ่าภูมิ' เผยบอร์ด Fin Hub เคาะกรอบกฎหมายศูนย์กลางการเงิน ชู 6 ธุรกิจเป้าหมาย ลุยลูกค้าต่างชาติ ใช้ กทม. เป็นฐาน

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายและยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน ว่า

ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน เพื่อยกร่างกฎหมายต่อไป ดังนี้

1. ธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจระบบการชำระเงินและบริการชำระเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

2. ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ นิติบุคคล และสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศ ที่ให้บริการแก่นิติบุคคลหรือบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Non-residents) โดยห้ามชักชวนและให้บริการลูกค้าในประเทศไทย (No Solicitation)

3. ขอบเขตการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจที่ระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในต่างประเทศ (Out-out) ในระยะแรก และพิจารณาธุรกิจที่เป็นการระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในประเทศไทย (Out-in) โดยไม่ให้ขัดกับเงื่อนไข Non-Residents ในระยะต่อไป

4. สถานที่ตั้งของผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล ในระยะแรก

5. เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานประกอบการ ได้แก่ กำหนดให้มีเงื่อนไขขั้นต่ำในเขตที่กำหนด เช่น เงื่อนไขการจ้างงาน ระยะเวลาการประกอบธุรกิจ การมีสำนักงาน เป็นต้น โดยให้อำนาจ คกก.กำกับและส่งเสริมศูนย์กลางทางการเงินในการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์

6. ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางทางการเงิน (One-stop Authority: OSA) ขึ้นใหม่ในรูปแบบหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยหน้าที่ของ OSA ได้แก่ กำหนดแนวทางการส่งเสริมธุรกิจเป้าหมาย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การให้ Fast Track VISA การอนุมัติใบอนุญาตทำงานคนต่างด่าว (Work Permit) การจ้างงาน เป็นต้น และกำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง และประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาต และพิจารณาอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือรับจดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจเป้าหมาย เป็นต้น

7. สิทธิประโยชน์ (ข้อเสนอเบื้องต้น) โดยให้เป็นอำนาจของ OSA ต่อไป ได้แก่ นิติบุคคลเข้าข่ายบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตาม GloBE Rules ของ Pillar 2 และกรณีนิติบุคคลอื่น สามารถกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำว่ากรณีนิติบุคคลที่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ได้ โดยอาจกำหนดแบบเป็นลำดับขั้น (Tier) หรืออัตราคงที่ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาจพิจารณาเป็นอัตราผ่อนปรน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินปันผลและดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้โครงการฯ จ่ายให้กับบริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือในต่างประเทศ อาจพิจารณาเป็นอัตราผ่อนปรน

'ยุทธการระเบิดสะพานโจร' ระดมตรวจค้นจับกุมตู้ซิม ที่ลงทะเบียนให้กับคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ

ตามนโยบายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) ได้เร่งระดมกวาดล้างกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ใช้ยุทธการ 'ระเบิดสะพานโจร' ในการตัดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างคนร้ายกับประชาชน ได้แก่ สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ซิมผี บัญชีม้า SMS และ Social Media Platform

ในห้วงวันที่ 1-10 ตุลาคม 2567 ทาง ศปอส.ตร. ได้ระดมกำลังตำรวจทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจาก กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่าย เข้าตรวจค้นตู้ซิม ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศที่จำหน่ายและลงทะเบียนซิมให้คนร้าย 647 ร้านค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับ และดำเนินคดีกับผู้ลงทะเบียนให้กับคนร้ายโดนผลการตรวจค้น สามารถจับกุมดำเนินคดีกับร้านค้าในความผิดซึ่งหน้ากว่า 20 ร้านค้า พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ ซิมการ์ดไทย 101,068 ซิม , อุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 113 เครื่อง , โทรศัพท์มือถือ 575 เครื่อง ,คอมพิวเตอร์ 23 เครื่อง และเอกสารสำเนาบัตรประชาชน / สำเนาหนังสือเดินทาง-ใบอนุญาตทำงานของบุคคลต่างด้าว สำหรับใช้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์อีกหลายรายการ 

โดยเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการใช้ออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดทุกราย หากเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 9 10 และ 11 แห่ง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 7 และ 14(1) แห่ง พรบ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

จากการเข้าตรวจค้นตู้ซิมที่เป็นเป้าหมายทั้งประเทศพบช่องว่างของการลงทะเบียนสองส่วนคือ (1) การถือครองซิมเป็นจำนวนมากโดยคนร้ายยังคงมีอยู่ ซึ่งการลงทะเบียนดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนประกาศของ กสทช. ในการถือครองซิมไม่เกิน 5 ซิม (2) การลงทะเบียนซิมออนไลน์ ระบบไม่สามารถตรวจจับการลงทะเบียนที่ไม่ถูกต้องได้ เช่น การอัพโหลดรูปภาพที่ไม่ใช่ตัวเอง สามารถอัพโหลดสิ่งใดก็ได้ หรือการพิมพ์ข้อความชื่อ หรือข้อความอื่นที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ซึ่งทาง ศปอส.ตร. จะได้มีการหารือร่วมกับทาง กสทช. และทางผู้ให้บริการเครือข่าย เพื่อแก้ไขเรื่องนี้อย่างเป็นการเร่งด่วน

จากนี้ไป ทาง ศปอส.ตร. จะมีการตรวจสอบเบอร์โทรที่คนร้ายใช้โทรเข้ามาหลอกประชาชนที่มีการแจ้งในระบบ Thaipoliceonline ว่าตู้ซิมใดเป็นผู้ลงทะเบียนให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ซึ่งทาง ศปอส.ตร. เชื่อว่าคนร้ายที่ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน จะไม่สามารถติดต่อหรือหลอกลวงคนไทยได้ ถ้าไม่มีตู้ซิมหรือผู้ที่รับผิดชอบไปช่วยเหลือลงทะเบียนซิมให้กับคนร้ายหรือระบบการลงทะเบียนที่เอื้ออำนวยให้กับคนร้ายไปลงทะเบียนโดยไม่สามารถทราบว่าเป็นใคร
ศปอส.ตร. ฝากเตือนไปถึงร้านค้าตู้ซิมที่รับลงทะเบียนให้กับคนร้ายคอลเซ็นเตอร์ ผู้จำหน่ายซิมโทรศัพท์ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย ที่ไปช่วยเหลือการลงทะเบียนให้กับคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนร้ายต่างชาติที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งคอยให้การช่วยเหลือมาหลอกลวง เอาทรัพย์สินของคนไทยไปต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งนอกจากขายชาติ จะสูญเสียอิสรภาพ ถูกตัดขาดจากครอบครัวแล้ว ยังสูญเสียอาชีพ ธุรกิจตลอดไป

ทั้งนี้ ยุทธการ 'ระเบิดสะพานโจร' จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่อง 'ซิม เสา บัญชีธนาคาร SMS และ Social Platform' เพื่อให้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หมดไปจากประเทศไทย ตามนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในนวมินทรมหาราช เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค.67)  เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และพิธีวางพวงมาลา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  เนื่องในโอกาสครบรอบวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. และสมาคมแม่บ้านตำรวจ เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ วันที่ 13 ตุลาคม 2567 เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา และคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 ให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี ว่า "วันนวมินทรมหาราช" ซึ่งแปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ 

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล ทั่วประเทศ

นักเรียนตัวแทนประเทศไทย ร่วมกันคว้าเหรียญรางวัล ‘ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิก’ ระดับ ม.ต้น

(11 ต.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน โพสต์ข้อความแสดงความยินดีแก่นักเรียนผู้แทนประเทศไทยทุกคนที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 3 (IOAA-Jr 2024) ระหว่างวันที่ 3 – 10 ตุลาคม พ ศ. 2567 ณ กาฐมาณฑุมหานครปาลิกา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

โดยแบ่งเป็น นักเรียนที่ได้เหรียญทอง ได้แก่ นายธนเดช รุจานันท์ จาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 

สำหรับเหรียญเงิน ได้แก่ ด.ช.วิริทธิ์พล กาญจนอลงกรณ์ , ด.ช.ธีร์ ชอบแสงจันทร์, ด.ช.ณชพล คูโณปการ จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 

สำหรับ เหรียญทองแดง ได้แก่ นายอติณัส ปัทมโยธิน จากโรงเรียน โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 

โดยมี ผศ.ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ และอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าทีม (Team Leader)

และนายศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีมและผู้สังเกตการณ์

MRT สายสีม่วง-สีน้ำเงิน เริ่มแคมเปญสุดเจ๋ง!! 20 สถานี 20 ตราประทับ สร้างความประทับใจ

(11 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชี Wanwit Niampan  (Ham) ได้เผยแพร่ข้อความว่า

'MRT' เริ่มแคมเปญ 'ตราประทับสถานี' แล้วครับบบบ

ตราประทับสถานี เป็น Tools หนึ่งในการส่งเสริมการเดินทาง อาจจะด้วยการท่องเที่ยว หรือการสะสมแต้มเพื่อ benefit โดยแนวคิดนี้จริง ๆ ในญี่ปุ่นและไต้หวันใช้มานานแล้ว ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า EkiStamp เพื่อให้เป็น 'ที่ระลึก' ว่าเคยได้เดินทางมาที่สถานที่แห่งนั้น และเกิดการ recall ของผู้บริโภคต่อในอนาคต ทั้งด้านทัศนคติที่ดี (Attitude) การมีความสัมพันธ์ (Relation) ระหว่างตัวองค์กรกับผู้ใช้บริการ 

ตรายางสามารถสร้าง perception (การรับรู้) ในด้านประสาทสัมผัส เช่น ตา (ดูลวดลาย) อารมณ์ (การตีความและความรู้สึกที่ทำให้ระลึกถึงสถานที่นั้น) เมื่อมีกิจกรรมก็สามารถทำให้คนมีอารมณ์ร่วมและอยากสะสมบ้าง

เพิ่มเติม ตอนนี้มีแค่ 20 สถานี ในสายสีน้ำเงินและม่วง ครับ

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.mrta.co.th/th/customer-relations-activities-news/20736?fbclid=IwY2xjawF1sEtleHRuA2FlbQIxMAABHYYZAn1qZpgBO1yvlcGSI__4ejc77e4D4DMG-UZ5Ep_saUxaYOtnrl1LaA_aem_juROfHThgzga7l5K-aTVFw 

ร่วมอวยพร ‘หมูเด้ง’ เซเลปฮิปโปแคระ เขาเขียว เพจ ZPOT เปิดโหวตโลโก้ประจำตัวน้อนเด้ง

(11 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ - ZPOT’ ได้เผยแพร่โพสต์ว่า 

ครบรอบ 3 เดือน 'หมูเด้ง' สาวน้อยที่เป็นที่รักของคนทั่วโลก และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ #สวนสัตว์เปิดเขาเขียว และ #องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ : ขอให้ทุกวันเป็นวันที่ดี ๆ เติบโตแข็งแรงร่าเริงสดใสและเป็นที่รักของทุกคนแบบนี้ตลอดไป

นอกจากนี้ทางเพจยังเปิดให้ร่วมโหวตสัญลักษณ์ประจำตัวหมูเด้ง ผ่านทางโพสต์ความว่า 

ประกาศแล้ว Logo หมูเด้ง 10 ผลงาน (จาก 1,895 ผลงาน) เชิญร่วมโหวตผลงานโลโก้น้องหมูเด้งเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว '#หมูเด้ง' และใช้ประกอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ #องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ อย่างเป็นทางการ (Official)

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ด้อมเด้งมีส่วนร่วมในกิจกรรมสำคัญ ครั้งนี้ โหวตได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2567 เวลา 17.00 น.

โดยสามารถร่วมโหวตได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/DypBN3ry1hWuU7YE/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top