Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนโพสต์เอาสนุก หวังป่วนเมือง โทษหนัก จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

(16 ต.ค. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ รวมทั้งการสร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อน เข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา พบกรณีมีผู้โพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก "โคราชบ้านเอ็ง" ว่าจะก่อเหตุรุนแรงด้วยอาวุธปืนในห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในวันเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว แม้ว่าจะทำไปเพื่อความสนุก หรือหยอกล้อกันในหมู่เพื่อนฝูง และหากการโพสต์ดังกล่าวทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความตื่นตระหนก จะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(2) ฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ในลักษณะข่มขู่ว่าจะก่อเหตุความรุนแรงในที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก อย่าแชร์ อย่าเผยแพร่ต่อ ให้รีบแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยเร็ว ผ่านช่องทางสายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลากโซเชียลรุมขุดบอสเคยออกรายการโหนกระแส ‘หนุ่ม กรรชัย’ ไม่ตระหนก ชี้แจงแล้วก่อนเรื่องแดง

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใน Social Media หลายช่องทางได้มีการเผยแพร่คลิปความยาวขนาดสั้น และข้อความ ในทำนองเดียวกันว่า 

รายการโหนกระแสที่มีนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ 'หนุ่ม กรรชัย' เป็นพิธีกร ได้มีการโฆษณาคอร์สการตลาดออนไลน์ของหนึ่งในสมาชิก 'The iCon Group' โดยมีบางคอมเมนต์เชื่อมโยงไปว่าอาจจะเป็นหนึ่งในเครือข่าย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าเมื่อ 9 ต.ค. 67 นายกรรชัย กำเนิดพลอย ได้เคยกล่าวในรายการ ‘เที่ยงวัน ทันเหตุการณ์’ ว่า

“บางคนเคยมาออกรายการโหนกระแส ระดับบอสด้วย ในช่วงขาย 3 นาทีท้ายรายการ อย่าให้บอกเลยว่าใคร และเคยมาขายคอร์สออนไลน์ ตอนแรกก็ไม่รู้คิดว่า เขาสอนออนไลน์ทั่วไป ๆ ให้คนศึกษา แต่มาทราบภายหลังว่าคอร์สลักษณะนี้จะมีการขายของในนั้นด้วย หลังจากนั้นตนจึงยกเลิกงานนี้ไปทั้งหมด บอกไปว่าไม่เอางานแบบนี้”

นอกจากนี้เพจ Drama-Addict ยังได้โพสต์แจ้งในข่าวเรื่องนี้อีกว่า 

“เฮียหนุ่มเล่า ในรายการ บอสคนนึง เคยมาออกโฆษณาโหนกระแสมาขายคอร์สสอนยิงแอด 99 บาท อะไรเทือกนั้น เฮียหนุ่มเพิ่งมารู้ตอนดิไอคอนว่าคนเดียวกันกับบอสของดิไอคอน

อันนี้จ่าเป็นพยาน เพราะ กูคือคนแจ้งเฮียหนุ่มเอง ถถถถถถถ ว่ามีคนไปออกโหนกระแสขายคอรสยิงแอด แต่เอาไปโฆษณาแปลก ๆ ในเฟซ เลยไปแจ้งเฮีย เฮียแกพอรู้ก็สั่งหยุดรับโฆษณาจากพวกนั้น ลบคลิป และห้ามเอาเฮียแกไปอ้างอิงอีกเด็ดขาด

แต่เพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ ว่าหลังจากนั้นแม่งไปเข้ากับดิไอคอน ถถถถถ”

สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์  ได้จัดงานเสวนาในโครงการส่งเสริมขีดความสามารถและเครือข่ายด้านเศรษฐกิจ BCG ไทย – สิงคโปร์ (Seminar on Opportunities for Cooperation in BCG Business with Singapore)

สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์  ได้จัดงานเสวนาในโครงการส่งเสริมขีดความสามารถและเครือข่ายด้านเศรษฐกิจ BCG ไทย – สิงคโปร์ (Seminar on Opportunities for Cooperation in BCG Business with Singapore) ในวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2567 เวลา 09.30-12.00 น. ที่ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ถ. ศรีอยุธยา จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

งานเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือด้าน BCG ระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและภาคเอกชนของสิงคโปร์เดินทางมาประเทศไทย เพื่อนําเสนอข้อมูลนโยบาย Green Economy ด้านความยั่งยืนและคาร์บอนเครดิตของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานเสวนาทราบถึงโอกาสทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มองเห็นโอกาสจากการที่สิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างมาก อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เช่น การขาดแคลนแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการมีพลังงานทางเลือกที่จำกัด ดังนั้น สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวที่มีความยั่งยืน

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดทำนโยบาย Singapore Green Plan 2030 เป็นวาระแห่งชาติของสิงคโปร์มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ในระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564 – 2573) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Bio-Circular-Green (BCG) Economy ของประเทศไทย และเพื่อการบรรลุเป้าหมายตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ค.ศ. 2030 (SDG) และความตกลงปารีส ทั้งนี้ สิงคโปร์ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 โดยกำหนดกฎระเบียบเพื่อการปรับให้ธุรกิจสิงคโปร์ให้ส่งเสริมความยั่งยืน มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เร่งสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความยั่งยืน และสร้างสังคมที่นิยมกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

โดย มีนโยบายเชิงเศรษฐกิจสำคัญที่น่าเรียนรู้ของสิงคโปร์ อาทิ
(1) สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่เริ่มการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ในอัตรา 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (S$5/tCO2e) และในปีนี้ได้ปรับเพิ่มอย่างก้าวกระโดดเป็น 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอีก
(2) การพัฒนาศูนย์กลางซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับโลกในลักษณะตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้าน Circular Economy และ Green Economy อย่างมาก เนื่องจากบูรณาการความร่วมมือเพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงต้องการที่จะนำข้อมูลความสำเร็จเหล่านี้มาแบ่งปันเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในด้านเศรษฐกิจ BCG นำไปปรับใช้ประโยชน์ และปรับตัวทางธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อตลาด BCG ของโลก โดยเฉพาะด้านคาร์บอนเครดิต

สำหรับกิจกรรมกรเสวนา ในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละท่านจะได้รับข้อมูลที่ทันสมัยจากหน่วยงาน ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายด้านความยั่งยืนและคาร์บอนเครดิตของสิงคโปร์ และสามารถต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่อาจมีโอกาสพัฒนาเป็นการซื้อขายลักษณะเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนไม่มีการรับแจ้งความ-ลงทะเบียนคืนเงินผ่านโซเชียล การรับแจ้งความออนไลน์มีเพียงเว็บไซต์เดียวเท่านั้น คือ www.thaipoliceonline.go.th

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค.67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันได้มีกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยการลงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อ้างเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานราชการอื่น ระบุข้อความว่า 'แจ้งความออนไลน์ได้ที่นี่' 'ลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ' หรือข้อความในลักษณะดังกล่าว โดยบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพสร้างขึ้นมา มักจะมีการนำภาพของผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ มาใช้ ซึ่งล่าสุดได้มีการนำภาพของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผบ.ตร. มาใช้ประกอบการหลอกลวงด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังในใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการรับแจ้งความหรือลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีช่องทางในการแจ้งความร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ 'เพียงช่องทางเดียว' คือเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เท่านั้น ไม่มีการรับแจ้งความร้องทุกข์ผ่านช่องทางแชทในเฟซบุ๊ก หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อย่างแน่นอน
 
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ใด ลงโฆษณาอ้างว่าสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลต่อไป และหากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย สร้างระบบป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 

(16 ต.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการเปิดเวที Kick Off ชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทาง ถนนแบบองค์รวม และกำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องขับเคลื่อน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญ จากเหตุการณ์ของคณะครูและนักเรียนที่เดินทาง มาทัศนศึกษาจากจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็รู้สึกเสียใจทั้งในฐานะผู้นำประเทศ ไม่ต่างจากทุกคนที่เห็นภาพข่าวในวันนั้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า การศึกษาแนวทางและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยเป็นวาระร่วมของประเทศในขณะนี้ สังคมจับตามองควรมีการกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ แนวทางการแก้ไขปัญหา และมาตรฐานความปลอดภัย โดยกำหนดให้มีโครงสร้างการทำงานแบบมีส่วนร่วม เพื่อบูรณาการจัดทำแผนสนับสนุนการ จัดอบรมให้ความรู้รวมถึงด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมีโครงสร้างการที่เน้นการมีส่วนร่วมของ หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เป็นต้น 

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ควรส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันในการเดินทาง และเสริมสร้างให้เกิดระบบบริหารจัดการถนน อัจฉริยะที่เป็นต้นแบบ และเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดระบบฐานข้อมูล เชื่อมต่อการ บูรณาการบนระบบฐานข้อมูล และตรวจสอบสมรรถนะ คน ยานพาหนะ และกฎหมายจราจร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงควรบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังเรื่องความปลอดภัยสูงสุดทุกรูปแบบ ประการสุดท้าย หากคณะกรรมการชุดนี้ได้สรุปและรวบรวมข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น จนเกิดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเรียบร้อย แล้วกระผมในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาและมีข้อสั่งการต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ปฏิบัติต่อไป 

การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ , นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข , ดร.วัลลภ สุวรรณดี ประธานอนุกรรมการด้านวิชาการฯ , นายสมชาย สุดเสนาะ ประธานอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบปฏิบัติการฯ , อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร, อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , สภาเด็กและเยาวชน , ผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะ , ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง , พนักงานรับส่งผ่านแอพพลิเคชั่น , คณะกรรมการศึกษาแนวทางการส่งเสริมความปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน พร้อมหน่วยงาน องค์กร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 700 คน โดยจะมีการสรุปผลเพื่อ จัดทำร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ ฉบับสมบูรณ์ต่อไป

ระทึกยามเช้า เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกลางเมือง เด็กช่างยกพวกตีกันบน รฟฟ. สถานีสยาม

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบัญชี X หรือ Twitter หลายรายได้รายงานว่า มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันบนสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสยาม โดยคาดว่าเป็นการทะเลาะวิวาทของเด็กช่าง โดยปัจจุบันสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้แล้ว 

12 ยอดฝีมือจาก 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' รับทุนสนับสนุนพัฒนาฝีมือจากเครือ ‘บางจาก’

(16 ต.ค. 67) นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ ประธานจัดการแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์' และนายพงษ์ศิริ ศิริมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายปรับปรุงและซ่อมบำรุงสถานีบริการ และนายรชต พืชจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีกับแชมป์กอล์ฟเยาวชน ในการแข่งขันรายการ 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' แข่งขันระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.2567 ที่แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี  
คลับ จ.นครราชสีมา 

รายการนี้เป็นอีกหนึ่งรายการที่นับคะแนนสะสมในอันดับนักกอล์ฟสมัครเล่นโลก (World Amateur Golf Ranking – WGAR) และคะแนนสะสมของ Junior Golf Scoreboard (JGS) 

สรุปผลการแข่งขัน 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' รอบสุดท้าย  (13 ต.ค.67) มีดังนี้
รุ่น Special GENZ (ชาย) ที่ 1 ปุณยวัจน์ จงศรีอดิสรณ์ คว้าแชมป์ด้วยสกอร์รวม 3 โอเวอร์พาร์ 219 (74-73-72) 

รุ่น Special GENZ (หญิง) ที่ 1 เกณิกา บุญประเสริฐ สกอร์รวม 1 โอเวอร์พาร์ 217 (68-73-76) 

รุ่น Super GENZ (ชาย) ที่ 1 ราชศักดิ์ สุระสัจจะ นักกอล์ฟเจ้าถิ่น ฟอร์มฮอตในรอบสุดท้าย เก็บเพิ่มอีก 3 อันเดอร์ คว้าแชมป์ไปด้วยสกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 208  (70-69-69)  

รุ่น Super GENZ (หญิง) ในรุ่นนี้เป็นการเพลย์ออฟระหว่าง ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ และเขมมินทรา งามเหลา ที่เร่งเครื่องรอบเดียวเก็บไป 4 อันเดอร์ ทำให้สกอร์รวมในรอบสุดท้ายเท่ากันที่ 2 อันเดอร์พาร์ 214 หลังจบการเพลย์ออฟที่หลุม 1 ผลปรากฏว่า เขมมินทรา อาศัยความนิ่งพัตต์พาร์ลง คว้าแชมป์สนามนี้ได้สำเร็จ สกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 214 (71-75-68)  

รุ่น Junior GENZ (ชาย) ที่ 1 อิทธิ์ชพัฒน์ บัณฑิตมหากุล รอบสุดท้ายตีโหดกดเพิ่มได้อีก 5 อันเดอร์พาร์ สกอร์รวมสองวันที่ 10 อันเดอร์พาร์ 206 (71-68-67) รุ่น Junior GENZ (หญิง) ที่ 1 ณชา สถิตย์สัมพันธ์ คว้าแชมป์ในสนามสุดท้ายไปครองด้วยสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 211 (65-72-74) 

สำหรับนักกอล์ฟที่ได้เข้าร่วมโครงการ GENZ Crew 2024 และได้รับทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาฝีมือจากทาง 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' จำนวน 12 คน มีดังนี้ รุ่น Super GENZ (ชาย) ภูมิกิตติ์ พิชยเสาวภาคย์, ปัญญาภัทร์ ขันติยู และณฐภัทร ตรงจิตภักดี รุ่น Super GENZ (หญิง) เขมมินทรา งามเหลา, ศศิศรร์ จงศรีอดิสรณ์ และภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ รุ่น Junior GENZ (ชาย) อิทธิ์ชพัฒน์ บัณฑิตมหากุล, ฐิติวัฒน์ ปิตุรงคพิทักษ์ และสุรพิชญ์ พิชยเสาวภาคย์ รุ่น Junior GENZ (หญิง) สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล, ณชา สถิตย์สัมพันธ์ และสุธันยา โกมลเกษรักษ์...ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และอัพเดทกิจกรรมต่างๆ ของ 'เดอะ เจ็นซ์' ได้ที่ Official Line : @genzgolf  หรือโทร. 065 696 2229

‘ไมค์ ระยอง’ แจงสถานะในประเทศใหม่ รับสถานะ ‘ผู้พำนักถาวร’ บนแผ่นดินอื่น

(15 ต.ค. 67) นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ภาณุพงศ์ มะณีวงศ์ ที่รู้จักกันในนาม ‘ไมค์ ระยอง’ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงวิถีชีวิตในประเทศใหม่ว่า 

หลายคนสอบถามและแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการปรับตัวของผมในประเทศใหม่ ผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่ส่งความห่วงใยมาให้ และขอใช้โอกาสนี้ในการอัปเดทชีวิตในตอนนี้ครับ

ก่อนอื่นผมต้องบอกทุกคนก่อนว่าผมไม่ได้มาในสถานะผู้ลี้ภัย ผมได้ย้ายมาประเทศใหม่โดยการยื่น Profile ผลงานที่ผมได้ทำมาตั้งแต่ปี 2557 ภายใต้ชื่อกลุ่ม YoungLeaders Thailand เพื่อให้รัฐบาลที่นี่พิจารณา ผมต้องขอขอบคุณรัฐบาลเป็นอย่างสูงที่ให้การรับรองและมอบสถานะผู้พำนักถาวร (Permanent Residency) แก่ผม 

ผมรู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจที่ผลงานและความทุ่มเทในด้านเด็ก เยาวชน สิ่งแวดล้อม และสังคมสงเคราะห์ที่ผมได้ทำมาเกือบ 10 ปีในประเทศไทยได้รับการยอมรับจากรัฐบาลประเทศใหม่นี้ครับ 

ส่วนการใช้ชีวิตในประเทศใหม่ ผมมีความสุขและปรับตัวได้ดีมาก ผมมีงานทำและได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายเพียงพอในการดำรงชีวิตที่นี่ และสามารถส่งกลับไปดูแลแม่และครอบครัวได้อีกด้วย(เพราะผมเป็นเสาหลักของบ้าน) 

อีกทั้งประเทศนี้ยังมีระบบสาธารณสุขที่รักษาฟรีและการคมนาคมที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพ ผมหวังว่าในอนาคต หากมีโอกาส ผมจะสามารถเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ต่อไปครับ

ย้อนที่มา-ผลกระทบ Bully ต่อหมอลิลลี่ หลังพยาบาลดังตามคุกคาม ผลกระทบสุดช๊อก!! เมื่อข้อความทางออนไลน์ทำลายชีวิตของคนจริง ๆ

(15 ต.ค. 67) จากข่าวของหมอลิลลี่ แพทย์หญิง วรัญญา งานทวี ที่ได้ฟ้องร้องพยาบาลชื่อดัง หรือที่รู้จักกันในนามพยาบาลกิ่ง น.ส.นริญญา มงคลเอี่ยม จนมีการออกหมายจับ และมีการโพสต์ขอโทษในเวลาต่อมานั้น วันนี้ The State Times จะพาผู้อ่านย้อนไปถึงที่มาและที่ไปของเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

เริ่มต้นที่พยาบาลกิ่ง ที่ต้องย้อนกลับไปช่วงกระแสม๊อบ 3 นิ้ว มีหลาย ๆ คนต่างฉกฉวยจังหวะและโอกาสสำคัญ เป็นดาวจรัสแสง หรือจะเรียกว่าอินฟลูเอนเซอร์และอื่น ๆ 

ก้าวย่างของพยาบาลกิ่ง น.ส.นริญญา มงคลเอี่ยม ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น เท่าไหร่ หลังจากที่ได้แสงพุ่งมาที่ตัวเอง สิ่งที่พยาบาลกิ่งทำต่อคือการหาแสงอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ แขวน หรือ เรียกทัวร์ไปลง 

บางครั้ง บางคน โพสต์นั้นต้องถูกลบและหายไปจากระบบออนไลน์ คงไม่ต่างอะไรกับหลาย ๆ เคสที่ผู้คนบนโลกออนไลน์สามารถทำร้ายกันอย่างรุนแรงได้ 

กับหมอลิลลี่ วรัญญา งานทวี ก็เช่นเดียวกันกับหลายคน
ข้อมูลจากโพสต์ในเฟซบุ๊กของหมอลิลลี่ระบุว่า ครั้งแรกที่รู้จักกับพยาบาลคนดังกล่าวมาจากที่พยาบากิ่งได้ทักมาขอความรู้เรื่องการ Verify ตัวตนใน Social Media เมื่อช่วงปี 2562 หรือ 2563 และมีการติดต่อนิดหน่อย  

ก่อนต่อมาจะถูกแขวน และสร้าง Fake News เกี่ยวกับหมอลิลลี่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับรถชนคนเสียชีวิต หรือการใส่ชุดผ่าตัดออกนอกพื้นที่ และอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง 

ที่ผ่านมาหมอลิลลี่ตัดสินใจบล็อกบัญชี Social Media บางรายที่คุกคามความเป็นมนุษย์มากเกินไป โดยเธอให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า “เราแค่ขอใช้สิทธิความเป็นมนุษย์ในการprotectหัวใจตัวเองบ้าง ไม่ใช่ใครจะมาด่ามาคุกคามอะไรเราก็ได้”

แม้จะบล็อกไปแล้วแต่พยาบาลดังกล่าวยังใช้บัญชี Social Media อื่น ๆ ตามมาคุกคามผ่านการแคปภาพในโพสต์ไปแขวน หรือใช้บัญชีเฟซบุ๊กอื่นมา comment อยู่ดี และดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

สุดท้ายช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2567 หมอลิลลี่ ได้อัปเดตข่าวสารเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่าได้ตัดสินฟ้องเอาผิด พยาบาลกิ่ง เนื่องจากต้องประสบปัญหาความเครียดอย่างสูง ประกอบกับการตัดสินใจที่จะแต่งงาน จึงตัดสินใจใช้ ‘ศาลสถิตยุติธรรม’ เป็นที่พึ่ง

ด้วยความกดดันและความเครียดอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 4-5 ปี มันหนักอึ้งเกินคนคนหนึ่งจะแบกรับไหว ทำให้ครอบครัวของหมอลิลลี่ต้องสูญเสียทายาท ภายหลังทราบข่าวการตั้งครรภ์ภายในระยะเวลาแค่ 5 วัน 
เนื่องจากความเครียด ความกดดันจากการฟ้องคดี เพราะหากความยุติธรรมไม่ได้อยู่ข้างหมอลิลลี่ อนาคตต่อไปคงเป็นเครื่องหมายคำถาม 

7 ต.ค. 67 เรื่องนี้มีการอัปเดตอีกครั้งเมื่อ หมอลิลลี่ แจ้งข่าวว่า จากกรณีนี้ศาลได้พิจารณาออกหมายจับ เป็นความยุติธรรมครั้งแรกที่ได้รับ หลังจากผ่านระยะเวลาแห่งความทุกข์มากกว่า 4-5 ปี ทำให้ทุกบัญชี Social Media ของ Narinya Mongkoleiam  (babygings) จะมีข้อความว่า 

ข้าพเจ้าน.ส.นริญญา มงคลเอี่ยมได้ทำการกล่าวว่าร้ายแก่พญ. วรัญญา งานทวี มาเป็นเวลาหลายปี โดยไม่เคยรู้จักกับพญ.วรัญญา มาก่อนโดยอคติส่วนตัว โดยคุณหมอรวมถึงครอบครัวคุณหมอได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นตัวกลางก่อให้เกิดความเกลียดชัง วันนี้ได้สำนึกผิดแล้ว อยากขอโทษคุณหมอที่ทำให้เดือดร้อนกับการกระทำและจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้อีก

Aufgrund meines respektlosen Verhaltens gegenüber Frau Varanya Nganthawee habe ich mehrere Jahre Sie und Ihre Familie Wegen persönlicher Voreingenommenheit verletzt. Ich, Narinya Mongkoleaim, fühle mich sehr schuldig. und Ich bin ein Teil der Hass verursacht. Dann würde ich mich aufrichtig bei ihr entschuldigen. Ich verspreche Ihnen, dass Ich mich nicht noch einmal so verhalten werde.

ความยุติธรรมที่มาช้า ยังดีกว่าความยุติธรรมที่ไม่มีวันมาถึง แต่สุดท้ายต้องอึ้งเล็ก ๆ จากเหตุผลที่ตามทำร้ายชีวิตของคนคนหนึ่งที่พ่อและแม่ของพยาบาลแจ้งมาว่า “ทำเพราะหมั่นไส้“
และนอกจากพยาบาลคนนี้แล้ว หมอลิลลี่ยังได้แชร์โพสต์ของอีกหนึ่งคนที่ได้ทำการขอโทษหมอลิลลี่ 

แม้ในโลกออนไลน์ความเป็นตัวตนจะจางหาย แต่สิ่งที่จำเป็นคงหนีไม่พ้นความเป็นมนุษย์ และตระหนักว่าอีกฝั่งของจอ คือ คนที่มีเลือด เนื้อ มีพ่อ และแม่ไม่ต่างจากเรา 

ย้อนตำนาน ‘สนามติณสูลานนท์’ จ.สงขลา สนามแห่งความประทับใจของคนไทยทั้งชาติ

(15 ต.ค. 67) ค่ำวานนี้คนไทยทุกคนคงมีความสุขใจไปกับผลการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน หรือ คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่ทีมชาติไทยสามารถคว้าถ้วยพระราชทานมาไว้ในมือได้ อีกทั้งตัวผู้เล่นที่เฮดโค้ชทีมชาติไทยจัดลงสนามต่างโชว์ความสามารถได้อย่างเต็มที่

อีกทั้งยังเชื่อมโยงเอา 2 ยุคสมัยที่แสดงสัญญะผ่าน ‘พลุ’ และ ‘โครน’ ที่แปรขบวนน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยิ่งสร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนไทยทั้งชาติอีกไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่ ‘สนามติณสูลานนท์’ สนามที่สร้างความประทับใจทั้งหมดนี้

The States Times จะพาทุกท่านย้อนถึงตำนานของสนามติณสูลานนท์ สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้

สนามกีฬาติณสูลานนท์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา มีความจุประมาณ 35,000 ที่นั่ง สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมกีฬาของจังหวัดและใช้จัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติ

สนามกีฬาติณสูลานนท์ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2530 ในสมัยที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวสงขลาให้ความเคารพและนับถือ ได้ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย สนามกีฬานี้ถูกตั้งชื่อตามท่านเพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงคุณูปการของท่านต่อจังหวัดสงขลาและประเทศไทย

นายนิพนธ์ บุญญามณี ในขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้ขอรับการถ่ายโอนสนามกีฬาติณสูลานนท์จากการกีฬาแห่งประเทศไทย มาเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและได้สานต่อการปรับปรุงและพัฒนาสนามกีฬาติณสูลานนท์อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) โดยการปรับปรุงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้สนามกีฬาได้มาตรฐานและสามารถรองรับการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติได้อย่างเต็มที่

การปรับปรุงสนามกีฬาครั้งนี้ใช้งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) และการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยมีงบประมาณรวมในการพัฒนาสนามอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน, ที่นั่งผู้ชม, ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันกีฬาในระดับสากล

ด้วยความมุ่งมั่นให้สนามกีฬาติณสูลานนท์เป็นสนามกีฬาที่มีมาตรฐานสากล พร้อมรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เช่น การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ, การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก และกิจกรรมกีฬาอื่น ๆ ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้จังหวัดสงขลากลายเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาของภาคใต้

และค่ำวานนี้คือบทพิสูจน์ที่สำคัญครั้งหนึ่งของ ‘สนามติณสูลานนท์’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top